Masuk“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา
“มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด
“เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!”
“ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?”
“บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!”
“นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ”
“ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!”
“ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด
“เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!”
“ข้าก็เป็นของข้าอย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้าอาจจะไม่ได้สนใจเอาความพวกท่านสักเท่าไหร่”
“เจ้า! คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
“ข้าจะคุกเข่าก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ของข้าเท่านั้น” กงเจิ้นหวนยกยิ้มมุมปากยั่วโทสะแม่เลี้ยง นั่นทำให้เซิ่นอวี่หยากำมือแน่นด้วยความสั่นเทา สีหน้าและแววตาของนางบ่งบอกว่าเจ็บแค้นเกินทน
“เจ้า! ได้! หากไม่ยอมเชื่อฟังข้าจะทำให้เจ้าฟังเอง! ใครก็ได้เข้ามาจับตัวไอ้ลูกอกตัญญูคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
หลังจากสิ้นเสียงคำสั่ง บรรดาบ่าวรับใช้ชายในจวนหลายสิบคนก็เข้าวิ่งกรูเข้ามาล้อมวงเอาไว้ ในตอนนั้นเหวินเสี่ยวเหยาและหว่านซิงรีบจับมือกันไว้แน่นเพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกงเจิ้นหวนกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังยืนยิ้มร้ายอีกต่างหาก
“ใครคิดว่ากล้าก็เข้ามาเลย” กงเจิ้นหวนส่งเสียงข่มขู่ออกไปอย่างสบาย ๆ ไม่ได้กดดันแต่อย่างใด
“ข้าว่าเรายอมนางไปก่อนดีหรือไม่” เหวินเสี่ยวเหยากระซิบบอกด้วยความกลัวว่านางจะโดนลูกหลงไปด้วย อีกทั้งคนมากมายถึงเพียงนี้ลำพังแค่กงเจิ้นหวนและอาหลิวคงมิอาจต่อกรได้แน่
“เจ้าหลบไปอยู่ด้านหลังก่อน”
เหวินเสี่ยวเหยาและหว่านซิงถอยหลังกลับไปสามสี่ก้าว จากนั้นคนของฮูหยินใหญ่ก็กรูเข้ามาหา แต่ทว่ายังไม่ถึงมือของกงเจิ้นหวนด้วยซ้ำเพราะถูกอาหลิวจัดการไปก่อน บ่าวชายเหล่านั้นนอนล้มระเนระนาดกองบนพื้น เซิ่นอวี่หยาและหลิวอี้เบิกตาโตด้วยความตกใจ ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่บ่าวรับใช้ของกงเจิ้นหวนจะมีฝีมือมากขนาดนี้
“นี่พวกเจ้า! ไม่ได้เรื่องเลยสักคน” เอ่ยแล้วหันมาถลึงตามองกงเจิ้นกวนด้วยความอาฆาตแค้น “เจ้ากล้าสั่งให้คนต่อต้านข้า ข้าไม่ยอมแน่!”
“ท่านแม่จะทำอย่างไร? จะจับข้าเฆี่ยนตีหรือขังไว้ในกรงสุนัขเหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งที่ข้ายังเยาว์อย่างนั้นหรือ”
“เจ้ามันสมควรโดนแล้ว ไม่มีมารดาคอยอบรมสั่งสอนถึงได้เป็นอย่างนี้ไงเล่า อย่าคิดว่าจะรอดตัวไปได้ ข้าจะให้ท่านกั๋วกงจัดการเจ้าแน่”
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า
“เรื่องนี้จะต้องถึงท่านพี่ ข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษพวกมันให้หนัก ๆ เลยคอยดู!” ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสตรีในเรือนน้ำชาต่างก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ากงเจิ้นหวนเป็นเพียงคนเดียวที่กำเนิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน ผู้เป็นภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นบุตรสายตรงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ ‘กง’ อย่างถูกต้อง หากไม่มีกงเจิ้นหวนตำแหน่งนั้นก็จะตกมาอยู่กับลูกชายคนโตของนาง เหวินเสี่ยวเหยาถูกคน(แกล้ง)เมาจูงมือออกมาจากเรือนน้ำชา เพียงไม่นานนางก็สลัดมืออีกฝ่ายออก มองหน้าเขาคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นเมาได้แล้ว เล่นไม่เนียนเอาเสียเลย” “ถึงเรือนแล้วค่







