Masukสามวันต่อมา...
ในที่สุดก็ถึงวันที่จะต้องแต่งออกไปยังตระกูลกงแล้ว ปกติแล้วเจ้าบ่าวจะต้องมารับเจ้าสาวถึงจวนหากทว่าวันนี้ไม่มีแม้แต่ขบวนมารับ คนของทางจวนกงแจ้งว่าเจ้าบ่าวเกิดอาการป่วยกะทันหันมิอาจมารับตัวเจ้าสาวได้ จึงส่งเกี้ยวมารับพร้อมกับบ่าวรับใช้สองสามคนเท่านั้น เห็นอย่างนั้นจางเซียวหยวนก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เห็นงานแต่งของเหวินเสี่ยวเหยาไม่ได้สมเกียรติสมฐานะคุณหนูใหญ่เลยสักนิด ไม่มีทางที่จะมาสู้ลูกสาวของนางได้
“ในเมื่อข้ายอมแต่งแล้วปล่อยหว่านซิงได้แล้ว” เหวินเสี่ยวเหยากล่าวกับแม่เลี้ยงระหว่างรอขึ้นเกี้ยว
“ข้าไม่ผิดสัญญาแน่ แต่ขอให้แน่ใจว่าเจ้าเข้าจวนกงไปแล้วข้าถึงจะส่งนางไปให้”
“หากท่านผิดสัญญาข้าไม่มีทางยอมแน่”
กล่าวจบแล้วก็คำนับผู้เป็นพ่อ ทั้งที่ท่านยังไม่ได้กล่าวอะไรนางก็ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปเสียแล้ว ‘เหวินจางซุน’ ได้แต่ยืนทำหน้าเหวอเมื่อบุตรีคนโตมิได้สนใจไยดีตนเลย
“ลูกคนนี้ชักจะเอาใหญ่แล้ว ไม่เอ่ยอันใดกับข้าสักคำ!”
“เหตุใดท่านพี่ต้องไปสนใจนางด้วย แต่งออกไปก็มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจวนเราแล้ว อีกทั้งสามีนางก็หาได้เก่งกาจอันใด เป็นเพียงคุณชายเสเพลขี้เมาไร้ความรู้ความสามารถ มิอาจเชิดหน้าชูตาจวนเราได้ ไม่เหมือนหนิงเอ๋อร์ที่กำลังจะแต่งเข้าจวนหลิน สามารถเชิดหน้าชูตาท่านพี่ได้”
“จริงสินะ เหตุใดต้องไปสนใจลูกสาวที่ไม่เอาไหนคนนั้นด้วย”
กล่าวจบแล้วจางเซียวหยวนก็ควงแขนสามีเข้าไปในจวนอย่างมีความสุข ความสุขของนางคือการได้กำจัดเหวินเสี่ยวเหยาออกไปจากจวน แถมยังได้คู่ครองเป็นเพียงบุรุษผู้ไม่ได้เรื่องอีกด้วย นับเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนางก็ว่าได้
การเดินทางจากบ้านถึงจวนกงผู้มั่งคั่งและมีอำนาจในเมืองหลวงใช้เวลาไม่นานนัก แทนที่เกี้ยวของเจ้าสาวจะผ่านเข้าประตูหลักแต่ทว่ากลับถูกสั่งให้เข้าประตูด้านหลัง ซึ่งใช้สำหรับเกี้ยวของอนุภรรยาอะไรเทือกนั้น เหวินเสี่ยวเหยารู้ทันทีว่าการเข้ามาอยู่ในจวนนี้มิได้ง่ายนัก ผู้ที่มีอำนาจในจวนอย่างฮูหยินใหญ่คงมิได้ชอบใจนางสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรนางก็ต้องทนอยู่เพื่อให้หว่านซิงได้รับอิสระ
ผ้าแดงที่ปกคลุมใบหน้าทำให้นางเห็นอะไรได้ไม่สะดวกนัก ยังต้องให้แม่สื่อช่วยจับมือนำทาง อีกทั้งยังไม่รู้เลยว่าเจ้าบ่าวของตนจะเป็นคนอย่างไร หน้าตาอัปลักษณ์เพียงใด แต่ถึงอย่างไรนางก็จะหาทางเอาตัวรอดให้ได้
“เจ้าสาวมาแล้วเจ้าค่ะฮูหยินใหญ่”
“วันนี้เจ้าบ่าวไม่สะดวกเข้าพิธีไหว้ฟ้าดิน ส่งนางเข้าไปยังเรือนหอเลย”
“จะดีหรือเจ้าคะ เช่นนี้มันไม่ถูกต้องตามประเพณีน่ะสิเจ้าคะ”
“จะถูกต้องหรือไม่ข้าเป็นคนตัดสินเอง คนไร้ค่าก็ต้องรีบไปอยู่กับคนไร้ค่า”
“จะ...เจ้าค่ะ”
เมื่อรับคำสั่งจากฮูหยินใหญ่แล้วแม่สื่อก็จูงมือเหวินเสี่ยวเหยาไปยังห้องหอที่เตรียมไว้รอ ซึ่งมันคือห้องนอนของเจ้าบ่าวนั่นเอง วันนี้เป็นวันแต่งงานของคุณชายสามทั้งที แต่จวนหลังนี้กลับเงียบเชียบราวกับไม่มีงานมงคลใด ๆ เกิดขึ้น เป็นเพราะในจวนหลังนี้ไม่มีใครมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับเขาเลย เว้นเสียแต่บ่าวรับใช้คนสนิทและแม่นมที่เลี้ยงดูมาเท่านั้น
เหวินเสี่ยวเหยาถูกนำมาส่งที่ห้องหอ นั่งรอเจ้าบ่าวมาเปิดผ้าคลุมหน้า หากทว่ารอนานแล้วแต่กลับไร้วี่แววว่าจะมีใครเข้ามาในห้อง นางเริ่มรู้สึกหงุดหงิดจึงเปิดผ้าคลุมหน้าออกเสียเอง มองไปรอบห้องกลับพบเพียงความว่างเปล่า แต่นั่นก็ทำให้นางรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องเจอกับคนแปลกหน้าในตอนนี้
“ไม่อยู่ก็ดีเหมือนกัน ดูท่าแล้วคุณชายสามตระกูลกงก็คงจะไม่ได้เรื่องเหมือนคนอื่นว่าจริง ๆ” เหวินเสี่ยวเหยาเอ่ยพลางเดินสำรวจรอบ ๆ ห้องแห่งนี้ พบว่ามันถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย บ่งบอกว่าเจ้าของห้องคงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
แม้จะโล่งใจที่ยังไม่เจอหน้าเจ้าบ่าว แต่นางก็อยากเจอเขาเพื่อจะได้พูดคุยและตกลงกัน หากเจรจากันได้ลงตัวคงอยู่ที่นี่ได้อย่างไม่ต้องอึดอัดใจนัก นางยังคงนั่งเฝ้ารอเพื่อจะได้เจอหน้าเจ้าบ่าว ในขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนอยู่ที่หน้าประตู จึงรีบไปนั่งลงบนเตียงแล้วเอาผ้าคลุมหน้าเอาไว้เช่นเดิม
“คุณหนูเจ้าคะบ่าวเอง”
ได้ยินเสียงนั้นก็เบิกตาด้วยความดีใจ หวานซิงถูกปล่อยตัวมาแล้วจึงรีบตรงมาหาเจ้านายของตน เหวินเสี่ยวเหยารีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้บ่าวรับใช้ที่กำลังยืนรอด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“หว่านซิงเจ้ามาแล้ว”
“บ่าวเป็นห่วงคุณหนูแทบแย่เลยเจ้าค่ะ”
ทั้งสองสวมกอดกันด้วยความดีใจ จากนั้นเข้ามาในห้องแล้วรีบล็อกประตูเอาไว้
“ข้านึกว่าท่านแม่จะไม่ปล่อยเจ้ามาเสียแล้ว”
“บ่าวก็กลัวเช่นกันเจ้าค่ะ ในที่สุดบ่าวก็ได้มารับใช้คุณหนูอีกแล้ว ขอโทษที่ทำให้คุณหนูต้องเดือดร้อนนะเจ้าคะ” หว่านซิงทำหน้ารู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เจ้านายของตนต้องแต่งงานมาที่นี่
“เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลย ถึงไม่มีเจ้าข้าก็ต้องแต่งอยู่ดี เพียงแต่เร็วขึ้นเท่านั้นเอง”
“แล้วเจ้าบ่าวเล่าเจ้าคะ?”
“ยังไม่เห็นหน้าเลย พิธีไหว้ฟ้าดินก็ไม่มี เกี้ยวเข้าประตูหลังจวนมาแล้วก็ส่งข้ามาที่นี่เลย”
“มันจะมากไปแล้วนะ! คุณหนูเป็นถึงคุณหนูใหญ่ที่เกิดจากภรรยาเอก แต่กลับไม่ให้เกียรติกันเลยสักนิด!” หว่านซิงเป็นเดือดเป็นร้อนแทนผู้เป็นนายหญิงของตน
“ช่างมันเถิด ข้าเองก็ไม่ได้ต้องการอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ข้าอยากอยู่อย่างสงบไม่ต้องวุ่นวายกับผู้ใด”
“แต่พวกมันจะมาทำกับคุณหนูแบบนี้มิได้นะเจ้าคะ ต่อไปพวกมันคงได้ใจและรังแกคุณหนูแน่ ๆ”
“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมรึ”
“แต่ที่นี่มิใช่จวนเหวินนะเจ้าคะ เกรงว่าคุณหนูอาจจะโดนรังแกหนักกว่า”
“ข้าไม่สนใจหรอก ต่อให้รวมหัวกันมาเป็นสิบเป็นร้อยข้าก็จะสู้!”
“แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องระวังตัวนะเจ้าคะ”
“ข้ารู้แล้ว...ขอเพียงมีเจ้าอยู่ด้วยข้าก็ไม่ต้องสู้คนเดียวแล้ว”
“บ่าวจะปกป้องคุณหนูเองเจ้าค่ะ ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกฮูหยินน้อยสามแล้ว”
“ข้ายังไม่ชินเอาเสียเลย รู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นเสียอย่างนั้น”
ทั้งสองหัวเราะขึ้นพร้อมกัน จากนั้นก็นั่งกินของในห้องที่เตรียมเอาไว้จนหมดเกลี้ยงไม่เหลือไว้ให้เจ้าบ่าวเลยสักนิด กินจนหมดแล้วก็นอนหลับอย่างสบายใจ โดยไม่ได้สนเลยว่าคืนนี้จะได้พบหน้าเจ้าบ่าวหรือไม่
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า
“เรื่องนี้จะต้องถึงท่านพี่ ข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษพวกมันให้หนัก ๆ เลยคอยดู!” ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสตรีในเรือนน้ำชาต่างก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ากงเจิ้นหวนเป็นเพียงคนเดียวที่กำเนิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน ผู้เป็นภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นบุตรสายตรงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ ‘กง’ อย่างถูกต้อง หากไม่มีกงเจิ้นหวนตำแหน่งนั้นก็จะตกมาอยู่กับลูกชายคนโตของนาง เหวินเสี่ยวเหยาถูกคน(แกล้ง)เมาจูงมือออกมาจากเรือนน้ำชา เพียงไม่นานนางก็สลัดมืออีกฝ่ายออก มองหน้าเขาคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นเมาได้แล้ว เล่นไม่เนียนเอาเสียเลย” “ถึงเรือนแล้วค่







