LOGINกงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง
“คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ”
“จับตัวมันไว้ให้ข้า!”
หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวผิดไปแล้ว!”
“คนต่ำต้อยเช่นเจ้าอย่าได้คิดจะมาปากดีกับข้า ถึงอย่างไรข้าก็เป็นเจ้านายของเจ้า ฮูหยินของข้าก็นับเป็นนายของเจ้า อย่าได้มาล้ำเส้นกับนางอีกเข้าใจหรือไม่!” กงเจิ้นหวนส่งเสียงอันน่าเกรงขามออกมาข่มขู่พร้อมกับสายตาอันน่าหวาดกลัว
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ทำอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“หากข้าเห็นว่าเจ้าดูถูกเหยียดหยามนางอีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
พูดจบแล้วก็ออกคำสั่งผ่านทางสายตาให้อาหลิวปล่อยตัวนางหลิวอี้ เมื่อเป็นอิสระแล้วนางก็ส่งสายตามองอย่างอาฆาตแค้นแล้ววิ่งออกไปจากเรือนซือกง เห็นอย่างนั้นเหวินเสี่ยวเหลาก็อึ้งไม่น้อย ไม่นึกว่าเขาจะกล้าปกป้องนางจริง ๆ ทั้งที่รู้ว่านั่นคือคนโปรดของฮูหยินใหญ่ รับรองว่าเรื่องไม่จบเพียงเท่านี้แน่นอน
“เจ้าคิดว่าเรื่องมันจะจบแค่นี้จริงหรือ?” เหวินเสี่ยวเหยาถาม
“ข้ารู้ว่ามันไม่มีทางจบ แต่ข้าอยากทำให้เจ้ามั่นใจว่าข้าปกป้องเจ้าได้”
“แต่สิ่งที่เจ้าทำจะทำให้เราเดือดร้อนทั้งคู่นะ”
“หรือเจ้าจะปล่อยให้บ่าวรับใช้รังแกไปอย่างนี้ ก่อนหน้าข้าตัวคนเดียวจึงไม่ใส่ใจพวกนาง แต่ตอนนี้ข้ามีเจ้าแล้วจึงมิอาจยอมได้”
ได้ยินอย่างนั้นเหวินเสี่ยวเหยาก็รู้สึกแปลก ๆ ในใจ นางไม่เคยถูกบุรุษใดปกป้องเช่นนี้มาก่อน แม้กระทั่งผู้เป็นบิดาก็มิอาจปกป้องนางจากแม่เลี้ยงใจร้ายได้ ไม่ว่าเขาจะปกป้องนางด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ อย่างน้อยก็ได้ลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องสู้ไปด้วยกันถึงจะถูกต้อง
“ในเมื่อเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าจะเชื่อใจเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะสู้ไปพร้อมกับเจ้า”
ได้ยินอย่างนั้นกงเจิ้นหวนก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เขาเดินเข้าไปหาเหวินเสี่ยวเหยาช้า ๆ ทำให้นางรู้สึกกลัวอย่างประหลาด
“เหตุใดเจ้าจึงเดินเข้ามาเล่า”
“กลัวข้าหรือ?”
“ข้าไม่เคยกลัวผู้ใด!” เอ่ยพลางถอยหลังไปสองก้าว
“หากไม่กลัวแล้วเหตุใดต้องถอยหลังด้วยเล่า”
“ก็เจ้าเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ข้ารู้สึกอึดอัด”
“คนที่เจ้าควรกลัวควรมีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้น...จำไว้”
“เหตุใดข้าต้องกลัวเจ้าคนเดียวด้วยเล่า”
“เพราะข้าเป็นสามีเจ้าอย่างใดเล่า เป็นภรรยาจะต้องเกรงกลัวสามีเป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ”
“อย่างเจ้ากับข้าเรียกว่าสามีภรรยาได้อยู่หรือ”
“ได้สิ...หากข้ากับเจ้าเข้าหอกัน”
ได้ยินอย่างนั้นใบหน้าของนางก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที สีหน้ายียวนและแววตาอันทรงเสน่ห์ทำให้นางรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ มิกล้าสบตากับเขาได้อย่างมั่นคง
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังยืนจ้องตากันอยู่นั้น ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาในเรือนอีกครั้ง ครั้งนี้คือฮูหยินใหญ่ผู้มาพร้อมกับโทสะ หลังจากถูกบ่าวคนสนิทนำเรื่องที่กงเจิ้นหวนทำร้ายมาฟ้องพร้อมใส่สีตีไข่ให้ไฟแห่งโทสะลุกโชติช่วงยิ่งขึ้น
บรรยากาศในเรือนใหญ่ตอนนี้กำลังครึกครื้นและชื่นมื่นกับอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนจะอู้ฟู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานกับข้าวชั้นเลิศ แตกต่างจากที่ส่งไปยังเรือนซือกง วันนี้ท่านกั๋วกงผู้เป็นเจ้าเรือนนั่งร่วมกินข้าวกับภรรยาและบรรดาลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานตัวเล็ก ๆ อีกหลายคน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขในสายตาของใครที่กำลังมองมา แต่ทว่าในสายตาของกงเจิ้นหวนนั้นเป็นครอบครัวที่น่าสมเพชยิ่งนักบิดาผู้เป็นกั๋วกงช่างโง่เขลา ไร้ความยุติธรรม รังแกภรรยาหลวง นำสินเดิมของมารดาของเขามาถลุงเล่นในจวนจนหมดสิ้น แถมเมื่อหมดประโยชน์ก็หาทางกำจัดนางจนต้องจากไปก่อนวัยอันควร กงเจิ้นหวนต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก โตมากับความยากเย็นแสนเข็ญ โดนดูถูกรังแกจากพี่น้อง จนเขาต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวในเรือนซือกงจนกระทั่งตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนในจวนสักเท่าไหร่ “เจ้ากินเยอะ ๆ นะฮูหยิน จะได้มีแรงดูแลจวนของเรา” “เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ส่งยิ้มหวานให้กันท่ามกลางสายตาหลายคู่ของบรรดาลูกหลานที่นั่งในวงสำหรับข้าว ต่างก็กำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารม
“รีบบอกมา ข้าอยากโดนจัดการจะแย่แล้ว หากไม่มีสิ่งใดแล้วเชิญออกไปจากเรือนข้า” เอ่ยพลางยิ้มเยาะเย้ยและผายมือเชิญให้ออกไปทางเดิม เซิ่นอวี่หยาถลึงตามองด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อตัวปัญหาออกไปจากเรือนแล้วเหวินเสี่ยวเหยาก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่ง เดินเข้ามาหากงเจิ้นหวนอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่านางจะหาเรื่องใหญ่กว่านี้มาให้หรือ” “เหตุใดจะต้องกลัวด้วย” “แต่เจ้าจะทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ” “แต่ที่ข้าทำก็เพื่อปกป้องเจ้านี่นา ไม่ขอบคุณยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีก” 
“อยู่ด้วยกันพอดีเลย!” เซิ่นอวี่หยาส่งเสียงออกมาเมื่อเดินมาถึง ด้านหลังมีนางหลิวอี้ยืนอยู่ นางแสดงสีหน้าราวกับหมั่นไส้เจ้าของเรือนเสียเต็มประดา “มิทราบว่าท่านแม่มีเรื่องอันใดหรือ?” กงเจิ้นหวนแสร้งทำเป็นถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมาด้วยเรื่องอันใด “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ตบหน้าป้าหลิว!” “ใช่...ข้าทำเอง ทำไมหรือ?” “บังอาจนัก! ตบหน้าป้าหลิวก็เท่ากับตบหน้าข้า! เจ้าคิดจะกบฏงั้นหรือ!” “นางทำผิดย่อมโดนลงโทษ ข้าทำเพื่อท่านแม่นะขอรับ” “ถึงอย่างไรก็ควรบอกข้าก่อน ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของข้า!” “ข้าจะทำแล้วใครจะทำไม? เจ้านายจะสั่งสอนบ่าวรับใช้ทำมิได้หรอกหรือ?” กงเจิ้นหวนยืนปะทะวาจากับแม่เลี้ยงอย่างไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจ ความผิดปกตินั่นทำให้เซิ่นอวี่หยารู้สึกสงสัย ปกติแล้วชายผู้นี้ไม่เคยมีท่าทีหยิ่งผยอง ว่านอนสอนง่าย สั่งอะไรก็ทำ จะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เคยขึ้นเสียงหรือแสดงสีหน้าต่อต้านเลยสักนิด “เหตุใดเจ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ เป็นเพราะนางใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้ากล้าต่อต้านข้า!” “ข้าก็เป
กงเจิ้นหวนเดินเข้ามาหาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตผิดแปลกจากทุกครั้งที่เคยเห็น หลิวอี้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่พูดเมื่อสบตาคู่คมนั้น นางถอยหลังทีละก้าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ทว่าแผ่นหลังปะทะกับแผงอกของอาหลิวเข้าอย่างจัง “คะ...คุณชายคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” “จับตัวมันไว้ให้ข้า!” หลิวอี้รับคำสั่งมาแล้วก็จับแขนทั้งสองข้างของบ่าวเก่าแก่เอาไว้ให้มั่น หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกงเจิ้นหวนที่จะสั่งสอนบ่าวปากดีให้หลาบจำ มือใหญ่ที่เคยจับเพียงกระบี่บัดนี้มันถูกใช้ฟาดไปที่แก้มของหญิงสูงวัยอย่างไม่ออมแรง หลายครั้งติดต่อกันจนใบหน้าของนางหลิวอี้ขึ้นสีแดงฉานอย่างเห็นได้ชัด เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! “บ่าวผิด
ณ เรือนซือกง การเข้ามาอยู่ในจวนกงในฐานะสะใภ้ของเหวินเสี่ยวเหยายังคงไม่ง่ายเช่นเคย นางมักจะถูกผู้คนในจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวัน ๆ ก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปไหน เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะมาหาเรื่องถึงถิ่น ในส่วนของกงเจิ้นหวนนั้นวัน ๆ ก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนด้านนอก ตกดึกมักจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอาหลิว เขาไม่เคยแวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เหวินเสี่ยวเหยารู้สึกสบายใจเพราะไม่มีผู้ใดมารบกวน “ฮูหยินไม่รู้สึกน้อยใจเลยหรือเจ้าคะที่คุณชายสามไม่มาหาบ้างเลย” หว่านซิงถามในขณะที่ทั้งสองคนกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือน “ดีจะตาย ข้าเองก็ไม่อยากให้เขามายุ่งวุ่นวายกับข้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดูท่าแล้วชายผู้นั้นตั้งใจจะให้ข้าเข้าจวนมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ให้คนในจวนนี้มาเล่นงานข้าแทนเขาต่างหาก” “เป็นเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ คุณชายสามช่างร้ายกาจเสียจริง!” “ข้ารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มิได้เสเพลไม่เอาถ่านอย่างที่ใครร่ำลือกัน มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสร้งสร้า
“เรื่องนี้จะต้องถึงท่านพี่ ข้าจะให้ท่านพี่ลงโทษพวกมันให้หนัก ๆ เลยคอยดู!” ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสตรีในเรือนน้ำชาต่างก็ยิ้มอย่างพอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าทุกคนต่างก็รู้ว่ากงเจิ้นหวนเป็นเพียงคนเดียวที่กำเนิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน ผู้เป็นภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้ เป็นบุตรสายตรงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ ‘กง’ อย่างถูกต้อง หากไม่มีกงเจิ้นหวนตำแหน่งนั้นก็จะตกมาอยู่กับลูกชายคนโตของนาง เหวินเสี่ยวเหยาถูกคน(แกล้ง)เมาจูงมือออกมาจากเรือนน้ำชา เพียงไม่นานนางก็สลัดมืออีกฝ่ายออก มองหน้าเขาคนนั้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเลิกแสร้งทำเป็นเมาได้แล้ว เล่นไม่เนียนเอาเสียเลย” “ถึงเรือนแล้วค่







