"ขออภัยพี่หญิง ข้ามิได้จงใจแย่งชิงผืนนี้กับท่าน" เสียงใสเอ่ยด้วยความพินอบพิเทา แววตาไหวระริกคล้ายกลัวนางเสียเต็มประดา
เดิมทีหม่าลี่เจี่ยพิเคราะห์อยู่นานว่าอีกฝ่ายคือฮูหยินเจียงโหวหรือไม่ เพราะการแต่งกายของนางเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ซ้ำหลิวจือหลินยังปกปิดใบหน้า แต่ทว่านางจำสาวใช้ข้างกายทั้งสองได้ ดูเหมือนใบหน้าที่ถูกปิดบังคงซ่อนความอัปลักษณ์เอาไว้แน่แท้
สายตาของคนในร้านนับสิบคู่เริ่มเมียงมองมาที่พวกนางด้วยความใคร่รู้
หลิวจือหลินกระซิบแผ่วกับสาวใช้ "นะ...นางคือใคร"
เจียวเจียวกะพริบตาถี่ เหลียวมองหน้ากับปี้อี๋
เจียวเจียวกระซิบตอบ "ฮูหยิน นี่อนุหม่าอย่างไรเจ้าคะ"
ดุจกระแสอสนีบาตฟาดกลางกระหม่อม ร่างระหงแทบล้มทั้งยืน ไฉนใบหน้าของหม่าลี่เจี่ยจึงคล้ายเพื่อนสนิทที่รวมหัวกับแฟนหนุ่มเพื่อหักหลังนางได้ถึงเพียงนี้
"พี่หญิงเป็นอันใดไปเจ้าคะ" อีกฝ่ายยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมไร้เดียงสา
หลิวจือหลินตั้งสติ ร่างระหงยืดกายตรงแน่ว โลกคงไม่เหวี่ยงคนบัดซบมาให้เจอซ้ำ ๆ กระมัง อาจเป็นคนที่หน้าเหมือนกันในชาตินี้ นางเองยังมีรูปร่างหน้าตาละม้ายเจ้าของร่างเดิมไม่ผิดเพี้ยนเลย
"อ้อ...ข้าไม่เป็นไร เช่นนั้นก็เชิญเจ้าตามสบาย ข้าไปก่อนล่ะ"
หลิวจือหลินหมายออกจากความกระอักกระอ่วนเบื้องหน้าโดยเร็วที่สุด นางยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับพวกทรยศหักหลังให้ตนเจ็บช้ำซ้ำแผลเดิมในยามนี้
ทว่าเมื่อหลิวจือหลินหมุนกายด้วยความเร่งร้อน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาจึงชนกับแผงอกหนั่นแน่นของใครบางคนเข้าอย่างจัง
"โอ๊ะ!"
อ้อมแขนแกร่งคว้าหมับไปยังเอวคอดบาง ร่างระหงเอนเอียงไปเบื้องหลังแทบล้มลงหงายท้องตึง นัยน์ตากลมโตกะพริบถี่พร้อมอกซ้ายระรัวเต้นโครมครามตื่นตระหนก
อื้อ...หล่อมาก…อย่างกับบอยแบน
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มละไม "แม่นาง ท่านเป็นอะไรหรือไม่"
หลิวจือหลินส่ายหน้าพัลวันในขณะที่ยังไม่ละสายตาจากบุรุษเบื้องหน้า หม่าลี่เจี่ยซึ่งยืนไม่ห่างจากเหตุการณ์เมื่อครู่ก็พลอยอึ้งงันไม่ต่างกัน
เหตุการณ์ประจวบเหมาะและเข้าทางยิ่ง หม่าลี่เจี่ยหมายกลั่นแกล้งให้หลิวจือหลินได้อับอายในวันนี้
หม่าลี่เจี่ยแสร้งเอนกายล้มลงเช่นกัน ทว่าชายหนุ่มยังประคองร่างระหงแนบชิดตนอยู่จึงไหวตัวทัน เขาหมุนเรือนกายบอบบางประหนึ่งลมพายุ ปอยผ้าซึ่งผูกเป็นปมไว้เบื้องหลังศีรษะทุยพลิ้วถึงมือหม่าลี่เจี่ยราวจับวาง นางกระตุกรั้งหนึ่งครา ผ้าผืนบางจึงถูกปลดลงในที่สุด
หม่าลี่เจี่ยล้มหน้าคะมำบนพื้นสกปรกแต่ภายในใจกลับยังกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะต่อให้นางอับอาย ก็คงน้อยกว่าหลิวจือหลินอยู่มากนัก หมายร่ายเสน่ห์มนตราให้บุรุษไปทั่ว เช่นนั้นนางจะช่วยสงเคราะห์เปิดประจานใบหน้าแสนอัปลักษณ์ของหลิวจือหลินให้ผู้คนได้ล่วงรู้
เจียวเจียวและปี้อี๋เบิกตากว้างตะลึงลาน ผ้าแพรผืนบางค่อย ๆ หลุดลงพลันปลิดปลิวละล่องตามลม ฝ่ามือหยาบระคายคว้าหมับเอาไว้ พลางจับจ้องใบหน้าพริ้มเพราในอ้อมแขนแทบลืมหายใจ
ชายหนุ่มกระแอมเบา เสียงทุ้มเอ่ยหยอกล้อ "แม่นาง ท่านงดงามเพียงนี้ไฉนยังต้องปกปิดใบหน้ากันเล่า"
หม่าลี่เจี่ยได้ยินเช่นนั้นก็แทบสิ้นสติ งดงามงั้นหรือ นางจะงดงามได้อย่างไร ดูเหมือนสายตาบุรุษผู้นี้คงมีปัญหา
"อนุหม่า" สาวใช้ของหม่าลี่เจี่ยรุดเข้ามาประคองนายของตน ท่วงท่าพลิกคว่ำเมื่อครู่กลายเป็นที่ขบขันของผู้คนไปโดยปริยาย
หม่าลี่เจี่ยหน้างอง้ำพลางเขม้นมองสายตาดูแคลนเหล่านั้นอย่างนึกเดือดดาล นางเป็นถึงอนุเจียงโหว กล้าดีอย่างไรถึงหัวเราะเยาะไม่เกรงความผิด บรรดาลูกค้าในร้านจึงก้มหน้างุดหุบปากลงฉับ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับคนในจวนโหว กิตติศัพท์อันเลื่องชื่อของเจียงโหวน่าหวาดผวาเพียงใดใครจะไม่ทราบ กระทั่งฮ่องเต้ยังรักเขายิ่งกว่าโอรสในไส้เสียอีก
"ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ"
ปี้อี๋ช่วยประคองหลิวจือหลินออกจากบุรุษปริศนา ชายหนุ่มจำต้องปล่อยนางให้เป็นอิสระอย่างสุดเสียดาย
"ฮูหยินงั้นหรือ ข้าคิดว่าแม่นางยังไม่แต่งงานเสียอีก"
เจียวเจียวยอบกายลง "ต้องขอบคุณและขออภัยคุณชายเจ้าค่ะ พอดีวันนี้ฮูหยินของเราเร่งร้อนไปหน่อย จึงมิทันแต่งกายตามธรรมเนียม หวังว่าท่านเองจะไม่ถือสา เมื่อครู่เป็นอุบัติเหตุเกรงว่าหากท่านโหวทราบ..."
"ท่านโหว?" คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง
"เอ่อ...นี่คือฮูหยินใหญ่ของท่านเจียงโหวเจ้าค่ะ"
ได้ยินดังนั้นผู้คนในร้านก็ฮือฮากันถ้วนทั่ว กระทั่งสตรีสองนางที่เพิ่งต่อว่าส่อเสียดหลิวจือหลินไปต่าง ๆ นานา ล้วนหน้าเผือดสี จากที่เห็น ยามนี้หลิวจือหลินนับเป็นโฉมสะคราญหามีสตรีในแคว้นเทียมเทียบได้เลยทีเดียว แล้วข่าวลือที่ออกมานั้นใช่เรื่องจริงแน่หรือ ยิ่งอยู่นานยิ่งคล้ายดั่งก้าวเท้าลงผืนปรภพไปแล้วหนึ่งข้าง สตรีสองนางจึงตัดสินใจถลันกายออกจากร้าน เพราะเกรงจะถูกฉีกอกตายไปเสียก่อน
หม่าลี่เจี่ยตื่นตระหนก นางเพิ่งเห็นใบหน้าแท้จริงของหลิวจือหลินก็วันนี้ ไฉนฮูหยินหน้าผีจึงกลายเป็นสาวงามไปเสียได้ หนำซ้ำคนที่เสียหน้าจนไม่อาจอยู่ต่อกลับเป็นนางซะเอง
หม่าลี่เจี่ยรู้สึกประหม่าทั้งยังอับอาย นางจึงเอ่ยขอตัวทันควัน "เอ่อ...ขออภัยพี่หญิงเมื่อครู่ข้าไม่ทันระวัง เช่นนั้นน้องขอตัว"
หลิวจือหลินมิทันตอบกลับ หม่าลี่เจี่ยก็สับเท้าดั่งต้องไฟลนจากไปเสียก่อน นัยน์ตากลมโตมองตามแผ่นหลังอีกฝ่ายด้วยความฉงน
"ที่แท้แม่นางคือฮูหยินท่านโหว ไม่น่าเชื่อช่างงดงามอะไรเพียงนี้ ข้ามีนามว่า ฟ่านเทียนเผย เป็นเจ้าของร้านผ้าฟ่านอินขอรับ"
หลิวจือหลินกลับมาสนใจบุรุษตรงหน้าต่อ "ท่านเป็นเจ้าของร้านหรอกหรือ"
หลิวจือหลินมองอีกฝ่ายตาโต ไม่น่าเชื่อว่าบุรุษหน้าละอ่อนแฝงไปด้วยกลิ่นอายความกะล่อนจะเป็นถึงเจ้าของกิจการ
"ใช่แล้วขอรับ หากฮูหยินสนใจผ้าผืนไหน บอกข้าได้เลย ข้ายินดีมอบให้ท่านเพื่อเป็นของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อุตส่าห์แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร้านของข้า"
"หา...ท่านจะให้ข้าแบบไม่คิดเงินน่ะหรือ"
ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก ยิ่งเห็นแววตาดุจแมวน้อยวาวระยับ เขาก็ยิ่งชอบใจ คาดไม่ถึงว่าสตรีที่ผู้ใดก็ว่าร้าย ดูไปแล้วประหนึ่งเด็กไร้เดียงสาหน้าขาวใสเสียมากกว่า เช่นนี้แล้วเขาอยากลองทำความรู้จักฮูหยินเจียงโหวสักคราก็คงนับว่าไม่ผิดอันใดกระมัง
"แน่นอน หากท่านอยากได้ทั้งร้าน ข้าก็จะบรรจุเป็นของกำนัลและส่งไปยังจวนโหวอย่างดี เพียงแต่ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่านหนึ่งสิ่ง..."
"เรื่องใดงั้นหรือ"
"แวะทานข้าวที่เหลาอาหารกับข้าชั่วครู่ได้หรือไม่"
ฟ่านเทียนเผยคลี่ยิ้มพราย ยิ่งเห็นท่าทีตกตะลึงของอีกฝ่ายกลับยิ่งถูกใจเขานัก นี่น่ะหรือฮูหยินที่เจียงซื่อจวินเกลียดชัง นางน่าเอ็นดูเพียงนี้กระนั้นเขายังกล้าทิ้งขว้างได้ลงคอ
หลิวจือหลินครุ่นคิดถึงความเหมาะสม นัยน์ตากลมโตเหลียวมองสาวใช้ข้างกาย ยามนี้พวกนางมีทีท่าเป็นกังวลอย่างยิ่งยวด ปี้อี๋และเจียวเจียวพร้อมใจส่ายศีรษะ ทว่าเมื่อเหลือบมองบุรุษฝั่งตรงข้ามอีกหนอย่างนึกลังเล ชายหนุ่มก็ยังส่งยิ้มละไมให้นางราวกำลังกดดัน นัยน์ตาคมจดจ้องเพราะคาดหวังในคำตอบนางเป็นสตรีที่ออกเรือนแล้ว การไปทานข้าวกับบุรุษซึ่งมิใช่สามีจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ เมื่อตรึกตรองถึงเรื่องก่อตั้งกิจการในอนาคต หลิวจือหลินจึงเห็นทางสว่างอยู่รำไร หากทำความรู้จักกับเขา ผู้เป็นถึงเจ้าของร้านผ้าอันใหญ่โตโอ่โถง ก็นับว่าได้ประโยชน์ไม่น้อยมิใช่หรือ"ฮูหยินดูลังเลเพียงนี้ คงเป็นกังวลว่าท่านโหวจะโกรธเคืองงั้นหรือ"หลิวจือหลินส่งยิ้มแห้งขอด นางยกมือขึ้นโบกไปมาพัลวัน "เปล่า เปล่า เจ้าค่ะ เดิมทีข้าและท่านโหวไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวกันและกันอยู่แล้ว"เจ้าของใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มกว้าง "เช่นนั้นฮูหยินคงไม่ถือสา ถึงอย่างไรทั้งท่านและข้าล้วนแต่มีผู้ติดตาม หาได้ไปเพียงลำพัง ถือเสียว่าเป็นการทักทายจากสหายที่เพิ่งพานพบ ท่านว่าดีหรือไม่"สาวใช้ทั้งสองหน้าเจื่อน แต่หลิวจือห
ชายหนุ่มอมยิ้ม เขามองตามสายตาดุจแมวน้อยหิวโซของหลิวจือหลิน นางยังคงลังเลว่าควรลองชิมอาหารจานใดก่อนตะเกียบในมือชายหนุ่มถูกหยิบขึ้น ฟ่านเทียนเผยคีบอาหารวางลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบของหลิวจือหลิน "ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ท่านลองชิมว่าชอบหรือไม่"หลิวจือหลินแหงนมองอีกฝ่าย เขาช่างดูเอาใจใส่สหายที่เพิ่งรู้จักกันอยู่ไม่น้อย หากสตรีนางใดเป็นฮูหยินของเขา คงโชคดีมากทีเดียว หลิวจือหลินละเลียดชิมอย่างเกรงใจ เมื่อหมูชิ้นแรกถูกส่งเข้าปาก ความนุ่มละมุนลิ้นผสานรสเปรี้ยวหวานอันเข้ากันอย่างลงตัว เป็นเหตุให้หลิวจือหลินตื่นตาอย่างยิ่ง"อื้อฮือ...อร่อยมากเจ้าค่ะ" มือเรียวยกขึ้นชูนิ้วโป้งม่านตาเบิกกว้างชอบใจริมฝีปากได้รูปจุดรอยยิ้มจาง ๆ "หากไม่พอข้าจะสั่งเพิ่มให้"หลิวจือหลินส่ายศีรษะจนเส้นผมแตกกระเจิง "พอแล้วเจ้าค่ะ มากมายเพียงนี้ ทานเพียงสองคนไม่หมดแน่ สิ้นเปลืองเสียเปล่า"ฟ่านเทียนเผยคีบอาหารอีกหลายอย่างส่งไปยังถ้วยอาหารของหลิวจือหลิน นางก็มิได้ปฏิเสธแต่อย่างใด อาหารสูตรโบราณเหล่านี้อร่อยล้ำถูกปากจริง ๆ หลิวจือหลินนอนป่วยอยู่ในจวนโหวตั
รถม้าจวนโหวเคลื่อนตัวออกจากเหลาอาหาร ฟ่านเทียนเผยยืนสงบนิ่งมองจนลับตา จากการสังเกตเจียงซื่อจวินก็มิได้ดูรังเกียจเดียดฉันท์ฮูหยินตนเองเช่นข่าวโคมลอย แต่ทว่าสองสามีภรรยาที่เผชิญหน้ากันเมื่อครู่ เหตุใดจึงทำราวกับเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกฮูหยินเจียงโหวยิ้มเดียวล่มเมือง เป็นที่น่าสนใจของเขาเสียด้วยดูเหมือนฟ่านเทียนเผยพบเรื่องราวน่าสนุกเข้าให้แล้วริมฝีปากได้รูปกระตุกแผ่ว วันนี้เรื่องที่หมายเจรจายังไม่ลุล่วง นั่นย่อมเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้พบหน้าฮูหยินเจียงโหวอีกครั้ง ร่างสูงหมุนกายกลับเข้าด้านใน มือทั้งสองไพล่หลังพร้อมสีหน้าสบายอารมณ์หลิวจือหลินก้มหน้างุดอยู่ในรถม้า สาวใช้ทั้งสองมิได้อยู่ด้วยเช่นขามา ยามนี้นางกำลังประสบปัญหาขั้นวิกฤติอยู่เพียงลำพังกับมัจจุราชหน้าขรึม ดูเอาเถิดดวงตาของเขาคมเข้มราวมีดดาบ ซ้ำยังจ้องนางเขม็งราวกระหายโลหิตคนไร้มารยาท ปีศาจกลับชาติมาเกิด กะจ้องข้าให้พรุนเลยหรือไงครั้นอยากหายใจหลิวจือหลินยังรู้สึกลำบาก ทว่าสิ่งที่ชวนอึดอัดมากกว่าอื่นใด ไฉนเขาจึงมีใบหน้
"...ท่าน นี่ท่านยังยิ้มหรือเจ้าคะ ไม่ช่วยแล้วยังกล้ายิ้มเยาะผู้อื่นงั้นหรือ คนไร้มโนธรรม" ไม่รู้หลิวจือหลินกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใด อาจเพราะเหลืออดกับท่าทีโอหังซ้ำยังเยาะยิ้มของเขาอยู่ตลอดจึงทำให้สติของนางขาดผึงจู่ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับยิ้มก็หุบฉับ มือแกร่งคว้าหมับไปยังท้ายทอยสตรีฝั่งตรงข้ามเดี๋ยวนั้น ลมอุ่น ๆ ถูกเป่าออกมาพรูดหนึ่ง หลิวจือหลินตะลึงงันตัวแข็งค้างไปชั่วขณะ กระทั่งใบหน้าซับสีแดงเรื่อเกือบเท่าหน้าผาก"เป็นเช่นไรหายเจ็บแล้วหรือไม่"นัยน์ตากลมโตกะพริบถี่ ประจวบเหมาะกับล้อเลื่อนนั้นหยุดเคลื่อนที่แล้ว หลิวจือหลินไม่ทันเอ่ยสิ่งใด ร่างสูงก็ชิ่งกลับลงไปเสียก่อน ครั้นได้สติ หลิวจือหลินจึงสลัดศีรษะพัลวัน"...ทำบ้าอะไรของท่าน ท่านโหว คนฉวยโอกาส"เสียงใสตะโกนไล่หลังดังลอดจากด้านใน เจียงซื่อจวินลงมาก่อนแล้วยังไม่ทันสาวเท้าออกไปก็พลอยหน้ากระตุก นางเป็นฮูหยินของเขา แต่กลับกล่าวหาสามีว่าฉวยโอกาส เมื่อครู่เขาแทบมิได้แตะถูกใบหน้านางเลยด้วยซ้ำวันนี้เจียงซื่อจวินได้เปิดหูเปิดตาครั้งแรกช่างสนุกยิ่งนัก แท้จริงฮูหยินของเขาเป็นสตรีเช่นไรกันแน
หลิวจือหลินพยายามดันกายกำยำออกห่างจากตน แต่ดูเหมือนเปรียบดั่งมดตัวจ้อยขย่มต้นไม้ใหญ่ เจียงซื่อจวินไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด นางจึงส่งค้อนวงใหญ่ให้เขาไปหนึ่งครา"ท่านโหว นี่ท่านเป็นคนเช่นไรเจ้าคะ จึงบุกเข้าห้องสตรียามวิกาล"เจียงซื่อจวินงุนงง ตกลงแล้วเขาเป็นฝ่ายผิดที่เข้าห้องภรรยาตนเองงั้นหรือ "พูดอะไรของเจ้า""ก็ดูท่าน...ท่านเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียงหนำซ้ำยังจงใจลวนลามข้า"เจียงซื่อจวินขำพรืด เขาเคยเดียดฉันท์เรือนร่างนี้ก็จริง ทว่าเมื่อช่วงกลางวันกลับทำให้ความคิดหนึ่งของเขาผุดขึ้น นั่นคือรังแกอีกฝ่ายให้สาแก่ใจดูสักหน่อย เมื่อก่อนยังร้องหาเพียงอ้อมกอดของเขา ยามนี้เขายินดีประเคนให้นาง นางกลับหลีกหนีและกล่าวหาสามีซึ่งตบแต่งอย่างถูกต้องตามประเพณีว่าลวนลามภรรยาตนเองงั้นหรือ"ฮูหยิน เจ้าใช้คำพูดไม่ถูกต้องเอาเสียเลย ขอข้าดูหน่อยว่าอุบายที่เจ้าว่าคืออะไร"หลิวจือหลินตัวแข็งทื่อดุจหุ่นขี้ผึ้ง มือหยาบระคายหนึ่งด้านยื้อแย่งกระดาษในมือของนางออกไปหน้าตาเฉย ส่วนอีกฝั่งยังคงรัดเอวคอดไว้แน่น"เอ๊ะ! กำลังทำอะไรน่ะ เอาคืนมานะเจ้าคะ" ร่างระหงกระโดดโหยงในอ้อ
"นี่ท่าน ปล่อยนะ! ข้าเจ็บ" เพราะปลายคางถูกเขาพันธนาการดั่งถูกหนีบด้วยคีมเหล็กร้อนฉ่า ส่งผลให้เสียงที่เปล่งออกมาอู้อี้ไม่เป็นศัพท์"เจ้าอยากพูดอะไร หืม... ถ้าหมายถึงเรื่องนั้นลองกลับไปทบทวนหรือไม่ ว่าใครกันแน่ที่วิ่งโร่ให้พ่อตัวเองขอราชโองการเพื่อแต่งงานกับข้า อย่าให้ข้ารู้ ที่เจ้าต้องการเอ่ยคำนั้นเพียงเพราะบุรุษสกุลฟ่าน" เสียงทุ้มแผ่วโหยทว่าเย็นยะเยือก ลมหายใจอุ่น ๆ เป่าปะทะใบหน้าเปลือกตาบางกะพริบถี่ นางมองเขาด้วยความประหวั่น ท่าทีดุจซาตานสิงร่างคืออะไร ขนอ่อนในกายลุกเกรียวเสียวไปยันไขสันหลังแค่ก! แค่ก!หลิวจือหลินใช้มือตะปบตีแขนกำยำเฉกเช่นอุ้งเท้าน้อย ๆ ของแมวเหมียว นางหวังใช้อุบายเดิม ทว่าเจียงซื่อจวินนั้นรู้ทันประหนึ่งนั่งอยู่กลางใจ ลูกไม้เดิมเมื่อใช้แล้วย่อมไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก มืออีกด้านของเขาจึงรวบแขนเล็กทั้งสองไพล่หลังดั่งนักโทษ ใบหน้าที่ถูกบีบบี้เริ่มเหยเกแทบหลั่งน้ำตาฮื่อ...คนป่าเถื่อน เจ็บจะตายอยู่แล้ว ปล่อยนะเขาพยายามข่มกลั้นไว้แล้วตั้งแต่ช่วงบ่าย กระนั้นเมื่อเอ่ยถึงฟ่านเทียนเผย อกซ้ายของเขาดันก
หลังจากคืนที่หลิวจือหลินและเจียงซื่อจวินมีปากเสียงกัน เขาก็ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้เรือนตะวันออกอีกเลย เรือนตะวันตกโหวหนุ่มยิ่งไม่โผล่หน้าไป เจียงซื่อจวินออกไปราชวังก่อนฟ้าสางกลับมาช่วงตะวันลับฟ้า นั่นนับเป็นเรื่องดีสำหรับหลิวจือหลินอย่างยิ่งยวด นางก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาแม้เพียงเสี้ยวยิ่งเห็นยิ่งหงุดหงิด ยิ่งเห็นก็ยิ่งโมโห!!เพราะไม่อยากใช้เวลาว่างให้เปล่าประโยชน์ ในเมื่อมิมีผู้ใดคอยรบกวนจิตใจอีกจึงทำให้หลิวจือหลินสามารถออกแบบอาภรณ์ได้หลากหลายทว่ายังขาดอุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียมอีกมาก เงินในคลังก็หลงเหลือน้อยนิด หากจะหยิบมาใช้สอยคงต้องขายของมีค่าในจวนร่วมด้วย แต่ทุกสิ่งในนี้ล้วนเป็นสมบัติของเจียงซื่อจวิน นางไม่อยากติดค้างสิ่งใดกับเขาจึงไม่คิดทำเช่นนั้นยามเช้ากลับมีเรื่องชวนปวดหัวเพิ่มอีกหนึ่ง กล่องกำมะหยี่สีสวยสดถูกกองอยู่หน้าเรือนตะวันออกจนละลานตา ดั่งทราบว่ายามนี้หลิวจือหลินต้องการสิ่งใดเป็นที่สุด อุปกรณ์ตัดเย็บพร้อมสรรพตั้งเทินเกือบท่วมหลังคาเรือน"นี่คือ...อะไรงั้นหรือ" หลิวจือหลินกะพริบตามองด้วยความฉงน ร่างระหงเดินสำรวจรอบกล
ยามสวี [1] มาเยือน เมฆหนาบดบังดวงจันทราจนมืดมิด บุรุษร่างสูงเยื้องย่างลงจากรถม้าด้วยสีหน้าสุขุมเยือกเย็น ทว่าองครักษ์มือซ้ายกำลังร้อนใจมาพบเขาทั้งที่ยังไม่ถึงหอนอนด้วยซ้ำ"ซือหาน เจ้าร้อนใจเพียงนี้อย่าบอกว่านางกลับมาก่อเรื่องอีกแล้ว"ตลอดหลายวันเขายุ่งกับงานจนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องหยุมหยิมในจวน และเจียงซื่อจวินมิเคยได้ยินว่าหลิวจือหลินอาละวาดใดอีกเลย เรื่องในคืนนั้น เขาก็ไม่อยากรื้อฟื้นให้ชวนหงุดหงิดอีก หากจับตาดูพฤติกรรมของนางสักระยะ ถ้าหลิวจือหลินมิได้เสแสร้งและสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง มีหรือสามีเช่นเขาจะยังใจจืดใจดำกับฮูหยินตนได้ลงคอ"ท่านโหว ยามบ่ายมีของส่งมาให้ฮูหยินขอรับ" เฉิงซือหานยื่นบางอย่างไปเบื้องหน้าคิ้วเข้มเลิกขึ้นด้วยความฉงน เขาเอื้อมมือรับ เจียงซื่อจวินคลี่กระดาษแช่มช้า ครั้นโหวหนุ่มเห็นข้อความด้านใน อกซ้ายก็พลันกระเพื่อมไหวด้วยความเดือดดาล"นี่คืออะไร!? ผู้ใดส่งมางั้นหรือ""นี่เป็นจดหมายจากคุณชายฟ่านที่ส่งมาให้ฮูหยินขอรับ ซ้ำยังมีบรรดาแพรพรรณมอบเป็นของกำนัลให้ฮูหยินเต็มไ
เจียงซื่อจวินหลับใหลไร้สติร่วมเจ็ดวัน หลิวจือหลินดูแลเขาอยู่ไม่ห่าง ทว่านางกลับไม่พบหม่าลี่เจี่ย เหตุใดอนุของเขาจึงมิได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเลย หนำซ้ำเรือนตะวันตกยังดูเงียบเหงาจนผิดปกติอีกด้วยแค่ก! แค่ก!เสียงกระอักไอของใครบางคนทำให้หลิวจือหลินหลุดจากภวังค์"ท่านโหว!"หลิวจือหลินรุดเข้าประคองอีกฝ่ายด้วยความร้อนรนระคนดีใจ"นะ...น้ำ"เจียวเจียวซึ่งยืนรอเป็นลูกมือในทุกวัน ถลันไปรินชาลงถ้วยกระเบื้องเคลือบด้วยมือสั่นเทา นางเห็นหลิวจือหลินดูแลเจียงซื่อจวินจนหน้าซีดขาว ก็อดเป็นห่วงมิได้ ยามนี้เจียงโหวรู้สึกตัวแล้ว หวังว่านายของตนจะหันมาดูแลตัวเองเสียบ้าง"ฮูหยิน น้ำเจ้าค่ะ""ขอบใจนะ" หลิวจือหลินส่งยิ้มให้เจียวเจียว จากนั้นจึงป้อนให้ผู้ป่วยด้านหน้าแค่ก แค่ก"ค่อย ๆ เจ้าค่ะ"เมื่อเห็นว่าเจียงซื่อจวินฟื้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดน่าห่วง สาวใช้ทั้งสองรวมถึงองครักษ์ซ้ายขวาจึงพร้อมใจกันออกไปด้านนอก"ยังเจ็บแผลอยู่หรือไม่เจ้าคะ"เจียงซื่อจวินช้อนตามองสตรีเบื้องหน้า นางดูเป็นกังวลอย่างยิ่งยวด ซ้ำใบหน้ายังซีดขาว ขอ
หลิวจือหลินเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ราวกับว่าตนกำลังถูกผู้ปกครองจับมัดแล้วหวดตีเพราะดื้อรั้น เสียงใสกล่าวอ้อมแอ้ม "เอ่อ...ท่านโหว อย่าเพิ่งดุข้าได้หรือไม่ คือ...ข้าเพียงไม่รู้ว่ายามนี้ราชวังกำลัง... อีกอย่างข้ารอท่านแล้ว แต่ท่านไม่มาพบข้าเลยตั้งหลายวัน"เจียงซื่อจวินอึ้งงั้นไปชั่วขณะ นางบอกว่ารอเขาอยู่อย่างนั้นหรือ นางเฝ้ารอเขาไปพบโดยตลอด แม้จะเพราะต้องการเข้าวังก็ตาม ไฉนจึงรู้สึกดีใจเพียงนี้กัน"ข้าทำงาน ขอโทษเจ้าด้วย ที่ปล่อยให้รอนาน ต่อไปข้าจะไม่หายหน้าแบบนี้อีกแล้ว"หลิวจือหลินกะพริบตาปริบ ๆนี่เขาขอโทษข้างั้นหรือจู่ ๆ ร่างกำยำก็โน้มลงโอบรอบเอวคอดไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าหล่อเหลาก่ายเกยบนลาดไหล่แคบ ลมหายใจอุ่นเป่ารดต้นคอเสียจนหลิวจือหลินขนลุกเกรียว"...ท่านโหว เป็นอะไรเจ้าคะ""นิ่ง ๆ ข้าอยากอยู่แบบนี้สักพัก" นัยน์ตาคมหลับลง เขากำลังประมวลความคิดบางอย่าง เมื่อครู่เขาเป็นห่วงนางแทบแย่ เหตุใดนางจึงไม่รู้จักรักตัวกลัวตายเสียบ้าง ไยนางจึงกล้าฝ่าดงกระบี่ ดงเพลิงเพื่อช่วยเหลือเขาหลิวจือหลินหายใจติดขัดด้วยอาการตื่นตร
หลิวจือหลินใจกระตุกอย่างรุนแรง เรือนกายของนางชาวาบเมื่อเห็นเปลวเพลิงลุกโชติช่วงเป็นวงกว้างล้อมรอบเจียงซื่อจวินต่อหน้าต่อตา"ท่านโหว!" ช่ายจินซินพยายามบุกทะลวงเพื่อฝ่าอัคคีร้อนเข้าช่วยนายของตน ทว่ายังมิอาจแทรกกายเข้าไปได้เสียงทุ้มตะเบ็งลั่น "ถานอี้! เจ้ามันช่างเนรคุณจริงแท้"ทุกคนต่างผินหน้าตามต้นเสียงโดยพร้อมเพรียง รัชทายาทนำกองกำลังทหารนับพันนายเข้ามาสมทบแล้ว หลิวจือหลินเล็งเห็นจังหวะเหมาะ นัยน์ตากลมโตสำรวจหาสิ่งทุ่นแรง ในที่สุดก็พบม้าตัวโตยืนจังก้าโดดเดี่ยวริมสระน้ำ บริเวณเดียวกันมีผ้าคลุมไหล่ผืนหนาหล่นเกลื่อนพื้นเอาน่าจือหลิน... แม้จะไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง [1] มิใช่หรือร่างระหงวิ่งถลาค้อมกายหยิบผ้าคลุมขึ้นทันควัน จากนั้นตวัดจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่ม หลิวจือหลินใช้มันห่อกายตนเอาไว้ แล้วจึงกระโจนขึ้นบนหลังม้าด้วยความรวดเร็วเจียงซื่อจวินซึ่งจับตามองหลิวจือหลินผ่านกลุ่มควันสีหม่น เขาเห็นรำไรว่านางกำลังวิ่งวุ่นกระทำบางสิ่ง
หลิวจือหลินหมุนเคว้งเป็นลูกข่าง นัยน์ตากลมโตจดจ้องอีกฝ่ายด้วยอาการตะลึงงัน"คุณชายฟ่าน! นะ...นี่ท่านมาได้อย่างไร"ฟ่านเทียนเผยประคองสตรีร่างระหงไว้ในอ้อมแขน ส่วนมืออีกด้านกำลังฟาดฟันกับศัตรูอย่างไม่ย่อหย่อน "ไว้ข้าจะบอกอีกครา" เขาโน้มกระซิบ "กุ้ยเฟยและฮองเฮาเล่า"หลิวจือหลินกระซิบตอบ "หลบในที่ปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะ"ชายหนุ่มพยักหน้าด้วยความเข้าใจ หลิวจือหลินรู้สึกว่ายามนี้นางกำลังเป็นภาระของเขา เมื่อเพ่งสายตามองไปด้านนอกธรณีทางเข้า นางก็พบกับองครักษ์ทั้งสองของเจียงซื่อจวิน พวกเขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อใดเฉิงซือหานซึ่งได้รับหน้าที่ติดตามดูแลหลิวจือหลิน ต้านศึกอยู่ด้านนอกมาโดยตลอด ทว่าสองหมัดยากจะสู้สี่มือ [1] เพราะกองกำลังทหารด้านหน้ามีเพียงหยิบมือ ส่งผลให้เขายื้อเวลาได้ไม่นาน ภายในห้องก็ถูกรุกล้ำเสียแล้ว"คุณชายฟ่าน ท่านปล่อยข้าเถิด ข้าดูแลตัวเองได้""ได้ แต่ฮูหยินอย่าบุ่มบ่ามเช่นเมื่อครู่อีก ข้าตกใจแทบแย่ เช่นนั้นข้าจะให้ผู้ติดตามของข้าพาท่านไปหลบที่ปลอดภัย"นางไม่อยากเป็น
เสียงโลหะกระทบกันพร้อมเสียงกรีดร้องสะท้อนเข้ามาจากนอกตำหนักฮองเฮาและหลิวจือหลินดีดกายยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียงอย่าบอกเชียวที่เขาห้ามข้าไม่ให้เข้าวังเพราะเรื่องนี้"ฮองเฮาเพคะ ในนี้มีห้องลับหรือไม่"หลิวจือหลินเอ่ยถามด้วยความเร่งร้อน พลางประคองสตรีข้างกายเอาไว้ ทว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในอาการตื่นตะลึง ฮองเฮาทำเพียงพยักหน้าเท่านั้น นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาจึงโพล่งขึ้น"มีเจ้าค่ะฮูหยิน"หลิวจือหลินพยักหน้าเข้าใจ นางเคยดูซีรีส์มาบ้าง โดยปกติในตำหนักเชื้อพระวงศ์มักมีห้องลับด้านในแต่ทว่าพื้นที่คงมิได้กว้างขวางนักเพราะในนี้มีคนอยู่ไม่น้อยเลย มิรอให้นางกำนัลต้องนำทางว่าที่ใด หลิวจือหลินก็มุ่งหน้าไปยังองค์พระขนาดย่อมเสียก่อน นางจูงมือฮองเฮาและกุ้ยเฟยให้เดินตาม"ตรงนี้ใช่หรือไม่" หลิวจือหลินเอ่ยถามนางกำนัล"เจ้าค่ะ"ฮองเฮางุนงง "เจ้ารู้ได้อย่างไร มิใช่ว่าเพิ่งเข้าห้องนี้ครั้งแรกหรือ""หม่อมฉันเดาเพคะ ดูจากรูปแบบการก่อสร้างแล้ว คงต้องใช่แน่นอน"ฮองเฮาพยักหน้า "เช่นนี้เอง เจ้าช่างฉลาดล้ำดีจ
"ขอบพระทัยกุ้ยเฟยเพคะ เอ่อ...หม่อมฉันมีข้อสงสัยบางอย่าง มิทราบสามารถเอ่ยถามได้หรือไม่"กุ้ยเฟยตอบยิ้ม ๆ "เอาสิ เจ้าสงสัยสิ่งใดหรือ"หลิวจือหลินเริ่มประหม่า "คือว่า...หยกมณีเพลิงนั่น...""อ่า...หยกนี่หรือ" ซินกุ้ยเฟยยกเครื่องประดับอันงดงามซึ่งแขวนอยู่บนลำคอพลิกมองซ้ายขวา จากนั้นแหงนหน้าประสานสายตากับหลิวจือหลิน เอ่ยต่อว่า "ฝ่าบาทประทานให้ข้าและฮองเฮาคนละอันอย่างไรเล่า"หลิวจือหลินใจเต้นไม่เป็นส่ำ ฟ่านเทียนเผยคงมิได้นำหยกมณีเพลิงปลอมให้ฮองเฮาใช่หรือไม่ แต่นางสำรวจดูแล้ว หยกชิ้นนั้นเป็นของแท้แน่นอนคุณชายฟ่านคงมิได้หาของก็อบเกรดเอมาลวงหลอกใช่ไหมเนี่ยดูเหมือนซินกุ้ยเฟยและฮองเฮารู้ทันความคิดหลิวจือหลินเข้าเสียแล้ว สตรีวัยกลางคนจูงมือหลิวจือหลินให้ยอบกายนั่งขนาบข้างตน"เอ่อ...ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันไม่อาจเอื้อม...""เด็กดี นั่งลงเถิด"หลิวจือหลินเหลียวมองซินกุ้ยเฟยซึ่งนั่งถัดลงไปหนึ่งระดับ อีกฝ่ายยิ้มตอบซ้ำยังพยักหน้าบางเบา นางจึงวางใจหย่อนกายลงตามประสงค์ จากนั้นนางกำนัลก็นำฉลองพระองค์ที่หลิวจือหลินตัดเย
ตั้งแต่เจียงซื่อจวินพูดคุยกับหลิวจือหลินวันนั้น เขาก็ไม่โผล่หน้ามายังเรือนตะวันออกเลย ดูเหมือนต้องใช้คำว่าไม่กลับจวนเลยเสียมากกว่า ดูเหมือนงานของเขาหนนี้คงยุ่งจริงจัง หลิวจือหลินนั่งเหม่อมองหยกในมือตาละห้อย"ตาทึ่ม ไม่โผล่หน้ามาเลย ไหนบอกจะพาข้าไปเข้าเฝ้าฮองเฮาอย่างไรเล่า แล้วช่วงนี้หายไปไหนกัน...เฮ้อ"ปี้อี๋ "ฮูหยิน คิดถึงท่านโหวหรือเจ้าคะ"หลิวจือหลินอึกอัก "ซะ...ซี้ซั้ว ใครคิดถึงเขา ข้าอยากไปเข้าเฝ้าฮองเฮาต่างหาก"แม้ปากเอ่ยปฏิเสธทว่าจิตใจของนางกลับระส่ำระสายอย่างยิ่งยวด เขาไม่ว่างกระทั่งโผล่มาหานางสักเสี้ยวเลยงั้นหรือ หลิวจือหลินพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปโหวเผด็จการนั่นไม่อยู่ก็ดีแล้วนี่ จะได้ไม่ต้องมีใครมาบงการหรือบีบบังคับ ซ้ำยังไม่ต้องเจอหน้าที่แสนเกลียดชังนั่นด้วยหลิวจือหลินสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด "ปี้อี๋ เจียวเจียว เตรียมรถม้า""ฮูหยินจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ" เจียวเจียวเอ่ยถามด้วยความฉงน"ข้าอยากไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ข้าทำอาภรณ์ชุดใหม่ขึ้นมา ต้องการถวายฮองเฮาเพื่อเป็นของกำนัล ยามนั้นชุลมุนเกิน
"นั่นเจ้ากำลังทำสิ่งใด" เสียงทุ้มโพล่งจากทางเบื้องหลังหลิวจือหลินสะดุ้งโหยง หลายวันแล้วที่นางนั่ง ๆ นอน ๆ จนรู้สึกเบื่อหน่าย เหตุใดนางมักล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เรื่อย หายจากอาการโน้นก็มีเรื่องร้ายแทรกซ้อนเข้ามาไม่หยุดหย่อน"ท่านโหว ข้าเพียงหาอะไรทำเล็กน้อยเท่านั้น ช่วงนี้ร้านฟ่านอินก็ไม่ให้ข้าเฉียดเข้าใกล้ เพราะคุณชายฟ่านเกรงว่าข้าจะทำงานหนัก กระทั่งข้าอยู่เรือนท่านก็ยังจะห้ามข้าไม่ให้ทำอะไรอีกคนหรือ"เจียงซื่อจวินถอนหายใจเบา นางเอาแต่กล่าวถึงบุรุษอื่นอีกแล้ว "ข้ามิได้ห้าม เจ้ายังไม่หายดีจะหักโหมได้อย่างไร"หลิวจือหลินคลี่ยิ้มให้เขา "ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่งานพิธีวันนั้น ข้ายังไม่เห็นฮองเฮาสวมฉลองพระองค์กระจะตาเลย ข้าอยากทำคอลเลคชั่นใหม่ไปถวายฮองเฮาเจ้าค่ะ""คอลเลคชั่นใหม่?" เจียงซื่อจวินเลิกคิ้ว ขบคิดไปพักหนึ่ง จากนั้นเอ่ยต่อ "ตื่นมากี่คราวาจาก็ยังประหลาด""ท่านโหวพาข้าไปเข้าเฝ้าฮองเฮาได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ารับรองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านต้องลำบากใจ" หลิวจือหลินเว้าวอน เปลือกตาบางกะพริบปริบเจียงซื่อจวินเห็นใบหน้าดั่งแมวน้อยขี้
ภายในคุกใต้ดินอันแสนสกปรกและอับชื้น ท่อนขาสูงยาวเยื้องย่างเนิบนาบ ขนาบข้างซ้ายขวาคือแสงรำไรจากเชิงเทียนที่คอยส่องสว่างเป็นแนวทอดยาว ใบหน้าหล่อเหลายามนี้แข็งกระด้างเยือกเย็นเต็มไปด้วยไอสังหารชายฉกรรจ์ที่ลักพาตัวโฮ่วถิงในงานพิธีวันนั้นถูกจับได้ทั้งหมด โชคยังดีที่พวกมันมิได้ปู้ยี่ปู้ยำสตรีแต่อย่างใด เพียงอุ้มไปทิ้งในพื้นที่เปลี่ยวร้าง สิ่งที่น่าตระหนกไปกว่านั้น บรรดาชายเหล่านี้หาใช่มืออาชีพอย่างที่คิด กระทั่งเค้นสอบถาม และทรมานเพียงใดก็มิยอมปริปากว่าผู้ใดคือคนบงการเบื้องหลัง ดูเหมือนจะเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เสียด้วย หนำซ้ำยังซื้อตัวพวกเขาได้อย่างเฉียบขาดชายกำยำผู้หนึ่งถูกปลดลงจากขื่อ จากนั้นถูกจับแขนทั้งสองกางออกให้นอนหงายท้อง กระดาษแผ่นแรกวางโป๊ะลงบนใบหน้าคร้ามแดด น้ำสกปรกในถังไม้ถูกเทลงไปแช่มช้าซ่าาาาา...แค่ก แค่ก"จะบอกหรือไม่ ว่าใครส่งพวกเจ้ามา!"มีเพียงเสียงกระอักไอทว่าไร้คำตอบ นักโทษรายอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันหลุกหลิก วิธีที่เขาใช้ทรมานนักโทษดูไม่น่ากลัว แท้จริงแล้วช่างเป็นการสอบปากคำอันแสนทรมานอย่างยิ่งยวด ชายที่นอนอยู่ถูกแผ่นกระดาษป