Masukความดีความชอบจากการรักษาฮ่องเต้ซึ่งถูกวางยาพิษจนหายเป็นปกติ ฮ่องเต้ให้นางขออะไรก็ได้ พระองค์จะยอมให้นางโดยไม่มีข้อแม้ นางจึงขอแค่ได้วิวาห์กับบุรุษที่นิสัยดีและเลี้ยงดูนางได้ เพราะนางอยากจะมีสามีเหมือนอย่างสตรีคนอื่นบ้าง กษัตริย์ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ ฮ่องเต้จึงมีราชโองการให้เว่ยอ๋อง(หลีเว่ยเปี่ยว)เสกสมรสกับจางลี่ เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของหมอหญิงอัปลักษณ์นางนี้...
Lihat lebih banyak“อยากให้พ่ออุ้มใช่ไหมซือเซียว” น้ำเสียงขี้เล่นบวกกับสีหน้ามีความสุขทำให้จางลี่เองก็ยิ้มตามเมื่อเว่ยอ๋องทราบว่านางตั้งครรภ์ในตอนนั้น หลังจากนั้นชีวิตนางก็เปลี่ยนไป เขาไม่ปล่อยให้นางออกไปรักษาคนป่วยเหมือนแต่ก่อน พยายามไม่ทำให้เกิดความกังวลใจใด ๆ และหากมีเวลาก็จะขลุกตัวอยู่กับนางตลอดทั้งวัน นอนสนทนาเกี่ยวกับเรื่องลูกจนหลับบนตักนาง ยังจำช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นได้ดีนางส่งบุตรชายให้แก่สวามีอุ้มต่อ จากนั้นเว่ยอ๋องจึงพาเดินจากโต๊ะไหว้ไปที่ศาลาริมสระบัว ด้วยกลัวว่าหมอกที่กำลังหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้บุตรชายไม่สบายเอาได้ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นบนท้องฟ้าบัดนี้ได้ร่วงหล่นลงมาบนผืนน้ำในสระบัวตรงหน้าแล้ว กบตัวน้อยที่นั่งอยู่บนใบบัวกระโดดลงไป ทำให้ดวงจันทร์บิดเบี้ยวตามแรงกระเพื่อมของผืนน้ำ ทว่าไม่นานมันก็กลับมาเป็นทรงกลมอย่างสมบูรณ์แบบเช่นเดิม“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เราสองคนลงเอยกันได้” คนพูดหันมายิ้มให้“หม่อมฉันก็ไม่คาดคิดเช่นเดียวกัน ครั้งแรกที่เจอหน้ากันท่านอ๋องก็รังเกียจหม่อมฉันเสียแล้ว หากถอดใจตั้งแต่วันนั้นเราคงไม่มีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงนี้แน่นอน” คิดถึงเรื่องในวันนั้นก็ทำให้ยิ้
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อตะวันคล้อยต่ำลงจนท้องฟ้าเปลี่ยนสีเข้าสู่ห้วงแห่งความมืดมิด ชาวบ้านต่างก็ตั้งโต๊ะทำพิธีไหว้พระจันทร์ในเรือนของตน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้วคนแก่ก็นั่งรวมตัวกันดื่มชาชมพระจันทร์อยู่ที่บ้าน ส่วนหนุ่มสาวต่างก็ควงคู่กันออกมาร่วมงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ตามถนนหนทางและบ้านเรือนต่างก็ประดับประดาไปด้วยโคมไฟ ประชันอวดแสงอย่างไม่มีใครยอมใคร ทว่ากลับไม่มีโคมไฟดวงไหนจะงดงามเทียบเท่าโคมไฟดวงใหญ่ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องนภาได้เลยในขณะที่ผู้คนภายนอกพระตำหนักกำลังเฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข ภายในนี้ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ โต๊ะขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้ที่ลานกลางสวนพฤกษา บนนั้นเต็มไปด้วยของไหว้ที่ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อให้ผู้ปกครองแคว้นเข้ามาทำพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคล“ข้าขอให้ชาวแคว้นเป่ยอยู่ดีมีสุข อย่าได้มีเหตุร้ายใด ๆ แผ้วพานตลอดไป”นั่นคือคำขอพรจากเว่ยอ๋อง ซึ่งกำลังยืนถือธูปคารวะต่อดวงจันทร์ที่กำลังทอแสงบนฟากฟ้าอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงปักมันลงบนกระถางที่วางอยู่ตรงหน้า ผู้ร่วมพิธีที่รายล้อมต่างก็อยู่ในอาการเงียบสงบเพื่อรอให้พิธีสำคัญเสร็จสิ้นลงหนึ่งในนั
หนึ่งปีผ่านไป...พระตำหนักฉีหลิ่วกงซึ่งไม่เคยถูกบูรณะเสียนาน บัดนี้ได้ถูกช่างฝีมือดีเนรมิต ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่อย่างงดงาม ตั้งแต่เกิดโรคระบาดครานั้นแคว้นเป่ยยังไม่เคยประสบวิบากกรรมใด ๆ อีกเลย ประชาชนใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งเข้าสู่กลางฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลไหว้พระจันทร์ได้เวียนมาอีกครั้ง ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในค่ำคืนที่พระจันทร์แจ่มกระจ่างงามกว่าวันเพ็ญเดือนอื่น ๆ“พวกเจ้ารีบเตรียมข้าวของให้เรียบร้อยก่อนพระอาทิตย์จะตกดินเร็ว!”“ขอรับ”เสียงออกคำสั่งนั่นมิใช่ของเว่ยอ๋อง แต่เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทอย่างหลิวจิง ตอนนี้กำลังทำหน้าที่คอยสั่งการให้คนอื่น ๆ จัดเตรียมพื้นที่เพื่อจะทำพิธีไหว้พระจันทร์ในขณะนั้นก็มีสาวใช้คนหนึ่งเดินถือตะกร้าใบดอกไม้ผ่านหน้า เห็นอย่างนั้นหลิวจิงก็ทำเป็นกระแอมไอเพื่อเรียกความสนใจจากนาง“อะแฮ่ม ให้ข้าช่วยถือหรือไม่แม่นาง”“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าต้องรีบนำดอกไม้ไปจัดใส่โถให้พระชายา”“เจ้าเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ใช่ไหม ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”“เจ้าค่ะ”“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่า...เจ้าน่าทะนุถนอมมากกก”“น่าทะนุถนอมกว่าข้าอย่างนั้นหรือ”เสียงของผู้มาใหม่ทำให
“ข้าเองก็ต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องรู้สึกน้อยใจ ข้าเคยเป็นคนไม่มีหัวใจมาก่อน ไม่รับสตรีนางใดเข้ามาในหัวใจนานแล้ว แต่พอมีเจ้าเข้ามาก็ทำให้ชีวิตข้าเปลี่ยนไป ทุกอย่างที่เคยเป็นสีเทากลับมีสีสันขึ้นมา เจ้าทำให้ข้ามองความรักงดงามยิ่งขึ้น เจ้าทำให้ข้ากระวนกระวายใจเวลาที่เจ้าอยู่ใกล้กับชายอื่น เจ้าทำให้ข้าหลงใหลในยามที่เจ้ายิ้ม ข้าเพิ่งเข้าใจว่าความรู้สึกทั้งหมดนี้มันคือความรัก คำว่ารักที่เจ้าอยากได้ยินมันมาโดยตลอดบัดนี้ข้าพร้อมแล้ว ข้ารักเจ้านะจางลี่ รักมาตั้งแต่ใบหน้าเจ้ายังอัปลักษณ์แล้ว และจะรักเจ้าคนเดียวตลอดไป”ทุกคำพูดที่ถูกเปล่งออกมาจากปากเขา เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หลั่งชโลมรดใจให้มีชีวิตชีวา รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมันแคบลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงนางและเขาสองคนเท่านั้น สายตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะโน้มเข้าหากันช้า ๆ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดกันและกัน ท้ายที่สุดก็ถึงเวลาแปลกเปลี่ยนความหอมหวานจากริมฝีปาก บดเบียดอย่างเนิบนาบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันเว่ยอ๋องก็ละเลงฝ่ามือบนผิวกายเนียนภายใต้มวลน้ำอย่างไร้ทิศทางที่แน่นอนความดูดดื่มที่ถวิลหาดำเนินไปเนิ่นนาน ลำคอระหงถูกริมฝีปาก
แม้ว่าจะรู้สึกเป็นห่วงจางลี่มากเพียงใด แต่หน้าที่ย่อมสำคัญกว่าเสมอ เว่ยอ๋องออกไปทำงานร่วมกับบรรดาขุนนางเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร กลับมาถึงตำหนักท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีไปเสียแล้ว แม้จะรู้สึกอ่อนเพลียไปทั้งร่างทว่าเขากลับนึกถึงใบหน้าของชายาเป็นอันดับแรก ลังเลใจว่าจะตรงไปหานางหรือกลับไปยังห้องขอ
ภายในศาลาร้างกลางป่าเป็นสถานที่ซึ่งเล่อถัวได้นัดหมายนางมา ตอนนี้จางลี่กำลังย่ำเท้าตรงไปที่ศาลาหลังนั้นซึ่งมีบุรุษผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว คงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเล่อถัว เมื่อรู้ว่ามีคนกำลังเดินมาเขาก็หันกลับมามอง กระตุกยิ้มอย่างร้ายกาจเมื่อเห็นว่าเป็นจางลี่“ในที่สุดเจ้าก็มาจนได้”“เหตุใดไม่เล่นงา
เว่ยอ๋องมองตามไปแต่กลับไม่เจอตัวบุคคลที่นางกล่าวถึง ตอนนี้ทางการกำลังตามจับตัวเล่อถัวทุกหย่อมหญ้า มีหรือที่จะกล้าปรากฏตัวในงานสำคัญเช่นนี้ เว่ยอ๋องคิดในใจ“ข้ามองไม่เห็นเลย เจ้าตาฝาดไปหรือเปล่าจางลี่ มันคงไม่กล้ามาเสนอหน้ามาที่นี่แน่ เพราะตอนนี้ข้าได้สั่งให้คนติดตามตัวมันอยู่ หากมาก็ย่อมเหมือนเสือเ
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เว่ยอ๋องจะได้ประกาศให้ชาวเมืองรับรู้ ว่าตนเองนั้นมีชายาผู้เลอโฉมทั้งกายและใจหามีสตรีใดเทียบเคียงอยู่เคียงข้างแล้ว ถนนสายหลักในเมืองหลวงบัดนี้ถูกประดับประดาไปด้วยผ้าสีแดงชาดรวมถึงโคมไฟทำให้มีสีสันไปตลอดทาง นอกจากเพื่อเตรียมต้อนรับการเสด็จของเว่ยอ๋องและพระชายาแล้ว ยังเป็นการเฉลิมฉ











