Mag-log inความดีความชอบจากการรักษาฮ่องเต้ซึ่งถูกวางยาพิษจนหายเป็นปกติ ฮ่องเต้ให้นางขออะไรก็ได้ พระองค์จะยอมให้นางโดยไม่มีข้อแม้ นางจึงขอแค่ได้วิวาห์กับบุรุษที่นิสัยดีและเลี้ยงดูนางได้ เพราะนางอยากจะมีสามีเหมือนอย่างสตรีคนอื่นบ้าง กษัตริย์ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ ฮ่องเต้จึงมีราชโองการให้เว่ยอ๋อง(หลีเว่ยเปี่ยว)เสกสมรสกับจางลี่ เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของหมอหญิงอัปลักษณ์นางนี้...
view moreการเดินทางอันแสนยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้เกี้ยวเจ้าสาวพระราชทานจากฮ่องเต้แห่งแคว้นซวิ่นได้มาถึงหน้าตำหนักฉีหลิ่วกง ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของเว่ยอ๋องหรือหลีเว่ยเปี่ยว ด้วยความที่เป็นคนเรียบง่ายไม่ชอบความวุ่นวายและความหรูหรา จึงไม่ได้มีการตกแต่งตำหนักแต่อย่างใด เป็นเช่นใดก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เหวินกงกงมิได้ประหลาดใจนักเพราะรู้นิสัยของอ๋องพระองค์นี้ดีอยู่แล้ว
หากทว่าถึงอย่างนั้นเจ้าตัวเองก็ยังคงสวมใส่ชุดเจ้าบ่าวเต็มยศสีแดงชาด ดูสง่างาม สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ เป็นพระอนุชาของฮ่องเต้แห่งแคว้นซวิ่น เว่ยอ๋องเดินมารับเจ้าสาวด้วยพระองค์เอง สีหน้านั้นไม่ได้บ่งบอกว่ามีความสุขแต่อย่างใด ยังคงเรียบเฉยเหมือนไม่ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับตนเอง
“คารวะท่านอ๋อง”
“สบายดีนะท่านเหวินกงกง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทส่งกระหม่อมมาเป็นตัวแทนพระองค์น้องส่งพระชายามาร่วมพิธีเสกสมรสพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดเสด็จพี่จึงประทานชายามาให้ข้าโดยไม่ถามความเห็นเสียก่อน รู้หรือไม่ว่าข้าอึดอัดใจ แต่ก็ช่างเถอะถึงอย่างไรก็มาถึงแล้ว เชิญเข้ามาในตำหนักก่อน”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ในระหว่างที่เหวินกงกงและเว่ยอ๋องกำลังสนทนากัน จางลี่ได้ยินทุกประโยคอย่างชัดเจน รู้ดีว่าฝ่ายชายนั้นไม่ชอบใจนักที่จู่ ๆ ก็ต้องกลายเป็นเจ้าบ่าวอย่างกะทันหัน ในเมื่อตอนนี้นางมีโอกาสแล้วก็จะต้องทำให้เต็มที่ อย่างน้อยก็เพื่อฮ่องเต้และฮองเฮาผู้ซึ่งให้โอกาส ช่วยเติมเต็มสิ่งที่นางใฝ่ฝันมาตลอดทั้งชีวิต
เจ้าบ่าวไม่แม้แต่จะสนใจมอง ไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาทักทายนางเลยสักนิด จนกระทั่งพิธีการได้ผ่านพ้นไปด้วยความอึดอัดใจของทั้งสองฝ่าย เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการแล้วเหวินกงกงก็กลับไปยังแคว้นซวิ่นทันที เพราะมีภารกิจสำคัญที่จะต้องทำ
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เสียงหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ เมื่อตอนนี้นางนั่งอยู่บนเตียงแล้ว รอให้เจ้าบ่าวมาเปิดผ้าคลุมสีแดงออกจากศีรษะ มันเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นและกลัวไปพร้อมกัน นางคิดเอาไว้แล้วว่าหากอีกฝ่ายเปิดออกมาแล้วเห็นใบหน้าของนาง คงจะมีปฏิกิริยาไม่ต่างจากบุรุษคนอื่นที่เคยเห็น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรตอนนี้นางได้ขึ้นชื่อว่าเป็นชายาของเว่ยอ๋องอย่างสมบูรณ์แล้ว
นั่งรอเป็นเวลานานแล้วหากทว่าเว่ยอ๋องไม่ยอมเข้ามาเสียที จึงคิดว่าคืนนี้อีกฝ่ายคงไม่เข้ามาหานางแล้ว ตัดสินใจดึงผ้าที่ปกปิดใบหน้าออก เพื่อจะได้ถอดชุดเจ้าสาวและเข้านอนเสียที เพราะการเดินทางต่อเนื่องนานหลายชั่วยามทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่น้อย กำลังจะเปิดผ้าอยู่แล้วเชียวทว่าเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จางลี่หายใจไม่ทั่วท้อง มองผ่านผ้าผืนบางที่ปกปิดใบหน้าก็พบว่าเว่ยอ๋องนั้นกำลังเดินกอดอกมาหาตนเองอย่างช้า ๆ แล้วหยุดตรงหน้า ไม่ยอมพูดจาใด ๆ เอาแต่จับจ้องมองอย่าพินิจพิจารณา
“เจ้าเป็นคนประเภทไหนกัน จึงยอมให้เสด็จพี่จับแต่งงานกับข้าได้”
“หม่อมฉัน...แค่อยากจะมีสามีดี ๆ สักคนเพคะ”
“แล้วทำไมต้องเป็นข้า”
“เรื่องนั้นเป็นพระวินิจฉัยของฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันมิได้เรียกร้องว่าต้องเป็นท่านอ๋อง แต่หม่อมฉันก็มิอาจปฏิเสธได้เช่นเดียวกัน”
“เจ้าปฏิเสธได้ แต่เจ้าไม่ยอมปฏิเสธมากกว่า!” ดูเหมือนว่าฝ่ายชายนั้นจะอารมณ์เสียไม่น้อย จางลี่ตกใจกับเสียงตะคอกนั่นจนสะดุ้ง มือทั้งสองข้างที่ประสานกันบนตักสั่นยิ่งขึ้นไปอีก
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยหากทำให้ท่านอ๋องไม่พอพระทัย แต่หม่อมฉันสัญญาว่าจะทำหน้าที่ชายาของท่านอ๋องให้ดีที่สุดเพคะ”
“ข้าไม่ต้องการคำสัญญา เพราะข้าไม่มีทางแตะเนื้อต้องตัวเจ้า ชายาของข้าต้องเป็นคนที่ข้ารักเพียงเท่านั้นแต่เจ้าไม่ใช่ ข้าจะยังคงให้เกียรติเจ้าในฐานะชายาเพราะเห็นแก่เสด็จพี่ แต่เจ้าจะไม่ได้รับการยอมรับจากข้า”
“หม่อมฉันจะทำให้ท่านอ๋องรักให้ได้”
ไม่รู้อะไรดลใจให้จางลี่กล่าวเช่นนั้นออกไป นางนึกโทษที่ปากไวกว่าความคิด รีบยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้
“นี่หรือสตรีที่เสด็จพี่ส่งมาให้เป็นชายาข้า ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลยสักนิด” สายตาอันเหยียดหยามถูกส่งไปให้เจ้าสาวของตน ที่ไม่แม้แต่จะอยากเห็นหน้า จึงไม่ยอมเปิดผ้าคลุมหน้าของนาง
“หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีบ้านป่า ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ รู้สึกอย่างไรก็พูดออกไปตามตรง หากมันทำให้ท่านอ๋องไม่พอพระทัย หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยด้วยเพคะ”
“ข้าไม่ถือ เพราะข้าไม่เคยสนใจเจ้าอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ห้ามไปยุ่งวุ่นวายกับข้าเว้นแต่จะได้รับอนุญาต ข้าได้เตรียมนางกำนัลไว้ให้แล้ว หากมีอะไรให้เรียกนางได้ตลอดเวลา” กล่าวจบแล้วก็เดินเอามือขัดหลังจะออกไปจากห้อง ทว่าจางลี่ได้เรียกเอาไว้เสียก่อน วันนี้เป็นวันแรกของงานวิวาห์แล้วเหตุใดอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะมาเปิดผ้าคลุมหน้าออก อย่างน้อยก็ทำหน้าที่เจ้าบ่าวให้สมบูรณ์แบบเสียก่อนแล้วค่อยไป
“ท่านอ๋องไม่คิดจะเปิดผ้าคลุมหน้าหม่อมฉันก่อนหรือเพคะ”
“อยากให้พ่ออุ้มใช่ไหมซือเซียว” น้ำเสียงขี้เล่นบวกกับสีหน้ามีความสุขทำให้จางลี่เองก็ยิ้มตามเมื่อเว่ยอ๋องทราบว่านางตั้งครรภ์ในตอนนั้น หลังจากนั้นชีวิตนางก็เปลี่ยนไป เขาไม่ปล่อยให้นางออกไปรักษาคนป่วยเหมือนแต่ก่อน พยายามไม่ทำให้เกิดความกังวลใจใด ๆ และหากมีเวลาก็จะขลุกตัวอยู่กับนางตลอดทั้งวัน นอนสนทนาเกี่ยวกับเรื่องลูกจนหลับบนตักนาง ยังจำช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นได้ดีนางส่งบุตรชายให้แก่สวามีอุ้มต่อ จากนั้นเว่ยอ๋องจึงพาเดินจากโต๊ะไหว้ไปที่ศาลาริมสระบัว ด้วยกลัวว่าหมอกที่กำลังหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้บุตรชายไม่สบายเอาได้ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นบนท้องฟ้าบัดนี้ได้ร่วงหล่นลงมาบนผืนน้ำในสระบัวตรงหน้าแล้ว กบตัวน้อยที่นั่งอยู่บนใบบัวกระโดดลงไป ทำให้ดวงจันทร์บิดเบี้ยวตามแรงกระเพื่อมของผืนน้ำ ทว่าไม่นานมันก็กลับมาเป็นทรงกลมอย่างสมบูรณ์แบบเช่นเดิม“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เราสองคนลงเอยกันได้” คนพูดหันมายิ้มให้“หม่อมฉันก็ไม่คาดคิดเช่นเดียวกัน ครั้งแรกที่เจอหน้ากันท่านอ๋องก็รังเกียจหม่อมฉันเสียแล้ว หากถอดใจตั้งแต่วันนั้นเราคงไม่มีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงนี้แน่นอน” คิดถึงเรื่องในวันนั้นก็ทำให้ยิ้
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อตะวันคล้อยต่ำลงจนท้องฟ้าเปลี่ยนสีเข้าสู่ห้วงแห่งความมืดมิด ชาวบ้านต่างก็ตั้งโต๊ะทำพิธีไหว้พระจันทร์ในเรือนของตน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้วคนแก่ก็นั่งรวมตัวกันดื่มชาชมพระจันทร์อยู่ที่บ้าน ส่วนหนุ่มสาวต่างก็ควงคู่กันออกมาร่วมงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ตามถนนหนทางและบ้านเรือนต่างก็ประดับประดาไปด้วยโคมไฟ ประชันอวดแสงอย่างไม่มีใครยอมใคร ทว่ากลับไม่มีโคมไฟดวงไหนจะงดงามเทียบเท่าโคมไฟดวงใหญ่ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องนภาได้เลยในขณะที่ผู้คนภายนอกพระตำหนักกำลังเฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข ภายในนี้ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ โต๊ะขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้ที่ลานกลางสวนพฤกษา บนนั้นเต็มไปด้วยของไหว้ที่ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อให้ผู้ปกครองแคว้นเข้ามาทำพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคล“ข้าขอให้ชาวแคว้นเป่ยอยู่ดีมีสุข อย่าได้มีเหตุร้ายใด ๆ แผ้วพานตลอดไป”นั่นคือคำขอพรจากเว่ยอ๋อง ซึ่งกำลังยืนถือธูปคารวะต่อดวงจันทร์ที่กำลังทอแสงบนฟากฟ้าอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงปักมันลงบนกระถางที่วางอยู่ตรงหน้า ผู้ร่วมพิธีที่รายล้อมต่างก็อยู่ในอาการเงียบสงบเพื่อรอให้พิธีสำคัญเสร็จสิ้นลงหนึ่งในนั
หนึ่งปีผ่านไป...พระตำหนักฉีหลิ่วกงซึ่งไม่เคยถูกบูรณะเสียนาน บัดนี้ได้ถูกช่างฝีมือดีเนรมิต ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่อย่างงดงาม ตั้งแต่เกิดโรคระบาดครานั้นแคว้นเป่ยยังไม่เคยประสบวิบากกรรมใด ๆ อีกเลย ประชาชนใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขมาโดยตลอด จวบจนกระทั่งเข้าสู่กลางฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลไหว้พระจันทร์ได้เวียนมาอีกครั้ง ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในค่ำคืนที่พระจันทร์แจ่มกระจ่างงามกว่าวันเพ็ญเดือนอื่น ๆ“พวกเจ้ารีบเตรียมข้าวของให้เรียบร้อยก่อนพระอาทิตย์จะตกดินเร็ว!”“ขอรับ”เสียงออกคำสั่งนั่นมิใช่ของเว่ยอ๋อง แต่เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทอย่างหลิวจิง ตอนนี้กำลังทำหน้าที่คอยสั่งการให้คนอื่น ๆ จัดเตรียมพื้นที่เพื่อจะทำพิธีไหว้พระจันทร์ในขณะนั้นก็มีสาวใช้คนหนึ่งเดินถือตะกร้าใบดอกไม้ผ่านหน้า เห็นอย่างนั้นหลิวจิงก็ทำเป็นกระแอมไอเพื่อเรียกความสนใจจากนาง“อะแฮ่ม ให้ข้าช่วยถือหรือไม่แม่นาง”“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าต้องรีบนำดอกไม้ไปจัดใส่โถให้พระชายา”“เจ้าเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ใช่ไหม ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”“เจ้าค่ะ”“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่า...เจ้าน่าทะนุถนอมมากกก”“น่าทะนุถนอมกว่าข้าอย่างนั้นหรือ”เสียงของผู้มาใหม่ทำให
“ข้าเองก็ต้องขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องรู้สึกน้อยใจ ข้าเคยเป็นคนไม่มีหัวใจมาก่อน ไม่รับสตรีนางใดเข้ามาในหัวใจนานแล้ว แต่พอมีเจ้าเข้ามาก็ทำให้ชีวิตข้าเปลี่ยนไป ทุกอย่างที่เคยเป็นสีเทากลับมีสีสันขึ้นมา เจ้าทำให้ข้ามองความรักงดงามยิ่งขึ้น เจ้าทำให้ข้ากระวนกระวายใจเวลาที่เจ้าอยู่ใกล้กับชายอื่น เจ้าทำให้ข้าหลงใหลในยามที่เจ้ายิ้ม ข้าเพิ่งเข้าใจว่าความรู้สึกทั้งหมดนี้มันคือความรัก คำว่ารักที่เจ้าอยากได้ยินมันมาโดยตลอดบัดนี้ข้าพร้อมแล้ว ข้ารักเจ้านะจางลี่ รักมาตั้งแต่ใบหน้าเจ้ายังอัปลักษณ์แล้ว และจะรักเจ้าคนเดียวตลอดไป”ทุกคำพูดที่ถูกเปล่งออกมาจากปากเขา เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หลั่งชโลมรดใจให้มีชีวิตชีวา รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมันแคบลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงนางและเขาสองคนเท่านั้น สายตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะโน้มเข้าหากันช้า ๆ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดกันและกัน ท้ายที่สุดก็ถึงเวลาแปลกเปลี่ยนความหอมหวานจากริมฝีปาก บดเบียดอย่างเนิบนาบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันเว่ยอ๋องก็ละเลงฝ่ามือบนผิวกายเนียนภายใต้มวลน้ำอย่างไร้ทิศทางที่แน่นอนความดูดดื่มที่ถวิลหาดำเนินไปเนิ่นนาน ลำคอระหงถูกริมฝีปาก

















