مشاركة

บทที่ 4

คนเป็นน้องแม้ไม่อยากจะเชื่อ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าหนักแน่นของพี่สาวเจ้าตัวก็ไม่เอ่ยโต้แย้งแต่อย่างใด

“ถ้าอย่างนั้นท่านช่วยเล่าเรื่องการสร้างโลกให้ข้าฟังได้หรือไม่”

“เจ้าอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ? ไม่ใช่ว่าเจ้าเคยฟังท่านปู่เล่ามานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่จำความได้แล้วหรอกหรือ”

คนเป็นน้องใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อถูกคนเป็นพี่จับพิรุธได้ เขาพ่นลมหายใจออกมาแสดงท่าท่างกรุ่นโกรธ

“ท่านจะไม่เล่าก็ได้ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ช่วยเดินออกไปจากห้องของข้าและรบกวนปิดประตูให้ด้วย” เขากล่าวเสียงสะบัดหันหน้าหนีไปทางหน้าต่างที่ถูกปิดสนิท

“เจ้าไม่เห็นต้องโกรธแบบนี้นี่ ข้าเล่าให้ฟังก็ได้ แต่เอาเป็นเรื่องเล่าในคัมภีร์ซานไห่ จิงนะ” คนเป็นพี่ยอมอ่อน

“จริงเหรอ!” คนตัวเล็กกว่าถามอย่างตกใจเพราะไม่คิดว่าพี่สาวนอกจากจะไม่โกรธแล้วยังใจดีกับตนอีกต่างหาก

“อืม”

ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังสนทนากัน เสี่ยวทู่ก็เคาะประตูและส่งเสียงตามมา

“คุณหนู คุณชายเเจ้าคะ บ่าวนำเครื่องหอมไล่ยุงมาให้” เสียงเจื้อยแจ้วของนางดังมาก่อนตัว

“พี่เสี่ยวทู่มาฟังเรื่องเล่ากับพวกเราสิขอรับ”

“เรื่องเกี่ยวกับอะไรอย่างนั้นหรือ ให้ข้าฟังด้วยได้หรือไม่” เสี่ยวทู่ยังไม่ทันตอบความก็มีเสียงของเด็กชายคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

คนผู้นี้เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มละไมดวงตาของเขาเป็นประกายทอแววอบอุ่นส่งยิ้มให้กับน้องน้อยทั้งคู่ก่อนจะนั่งลงอย่างถือวิสาสะ

“พี่ใหญ่!” เด็กทั้งคู่ส่งเสียงเรียกเขาออกมาพร้อมกัน

“อืม ว่าอย่างไร ข้าสามารถฟังด้วยได้หรือไม่” ไป๋ตงครางในลำคอพลางย้อนถามด้วยรอยยิ้มดุจเดิม

“ได้สิขอรับ ใช่หรือไม่พี่รอง” คนกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงตอบ พร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็บ่ายหน้ามาทางพี่สาวที่กำลังยกยิ้มขยับปลายคางของตนขึ้นลง

“เจ้าเองก็ฟังด้วยกันเถอะ” ไป๋เสวี่ยเมื่อเห็นว่าบ่าวตัวน้อยของตนขยับตัวเพราะคิดว่าตนเป็นส่วนเกิน นางจึงพูดขึ้นอย่างใจดี

“ขอบพระคุณ คุณหนูเจ้าค่ะ” เสี่ยวทู่ยืนประสานมือด้วยความเรียบร้อยใบหน้าของนางยิ้มเบิกบานราวกับดอกทานตะวัน

“เจ้านั่งลงเถอะ” ไป๋ตงหันหน้าไปบอกนาง

“เจ้าค่ะ ขอบพระคุณ คุณชายใหญ่”

“เอาละ ข้าจะเข้าเรื่องแล้วนะ” ไป๋เสวี่ยจึงได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนวี่วาออกมาเท่าที่ตนรู้จนกระทั่งจบ ซึ่งเรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์นี้ได้นำพาความเพลิดเพลินให้กับคนทั้งสามที่กำลังตั้งใจฟังอย่างยิ่งยวด

โดยที่พวกเขาทั้งสี่ภายในห้องหาได้รับรู้ถึงสายตาสองคู่ที่กำลังมองมาด้วยความคิดแตกต่าง

“กุ้ยเอ๋อร์พวกเราไปนอนกันเถอะ”

เจ้าของชื่อหน้าแดงเรื่อเมื่อถูกสามีโอบไหล่จนร่างกายเสียดสีเข้ากับแผ่นอกของเขา

“เจ้าค่ะ แต่ท่านพี่ ลูกรองยอมรับข้ากับลูกแล้วจริงหรือเจ้าคะ ในตอนนี้ข้ายังคิดว่าเป็นความฝันอยู่เลย”

คนถามสะดุ้งเฮือก หลุบตาลงต่ำเมื่อนางถูกสามีหอมแก้มไม่ทันได้ตั้งตัว

“เจ้ายังคิดว่าเป็นความฝันอยู่หรือไม่ พวกเราไปนอนกันเถอะ อากาศเย็นเช่นนี้ให้ข้าได้นอนกอดเจ้าคงจะอุ่นไม่น้อย”

“ทะ..ท่านพี่พูดอะไรเยี่ยงนี้กัน” หล่อนบิดมือของตนไปมา ท่าทางเขินอายของนางได้ทำให้ชายหนุ่มข้างกายส่งเสียงหัวเราะอย่างพึงใจ

ส่วนเด็ก ๆ ภายในห้องหลังจากได้ฟังเรื่องการสร้างโลกจบพวกเขาก็อ้าปากหาวด้วยความง่วง

“ดึกมากแล้วพวกเราแยกย้ายกันเข้านอนเถอะ” ไป๋ตงพูดพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ค่ำคืนใหม่หลังจากไป๋เสวี่ยได้หลับตาลง นางกำลังเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข

“มาแล้วก็เข้ามาสิหรือจะต้องให้ข้ายืนคำนับเชื้อเชิญ เจ้าเด็กบ้า” น้ำเสียงของผู้พูดเต็มไปด้วยความเมตตาซึ่งขัดกับถ้อยคำ

“ท่านปู่คือใครหรือคะ” เด็กหญิงใช้คำพูดจากยุคปัจจุบันถามอย่างสงสัยระคนใคร่รู้

“อาจารย์ของเจ้าอย่างไรเล่า” ชายชราตอบด้วยรอยยิ้ม

“หนูจำไม่ได้ว่ามีอาจารย์แก่มากขนาดนี้นะคะ” คำพูดของนางทำให้คู่สนทนาคิ้วกระตุก

“เจ้าจำไม่ได้ก็ไม่แปลก เอาละตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะรู้ ที่ข้าเรียกเจ้ามาก็เพราะข้าจะบอกถึงภารกิจเผชิญด่านเคราะห์ของเจ้า” เทพชราปัดแส้หางม้าสีขาวของตนไปมาเอ่ยเข้าเรื่อง

“ห๊ะ..หา เดี๋ยวนะคะ คุณปู่หมายถึงเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าคุณปู่ดูนิยายเทพเซียนมากไปหรอกเหรอคะ ถึงได้พูดอะไร แปลก ๆ แบบนี้” ทันทีที่ไป๋เสวี่ยกล่าวจบ นางก็ได้รับมะเหงกเขกลงกลางกระหม่อม

“โอ๊ย! คุณปู่พูดดี ๆ ก็ได้นี่ค่ะ ไม่เห็นต้องทำร้ายฉันเลย” เธอเอามือกุมหัวพลางตอบโต้

“ข้าเคาะเพื่อเตือนสติเจ้าต่างหาก รู้ว่าเจ็บก็ดี เรื่องที่ข้าพูดไม่ใช่เรื่องเหลวไหลสักหน่อย เจ้ายังไม่ต้องแย้งลองดูสิ่งนี้ก่อนก็แล้วกัน” ชายชราพูดพลางสบัดแส้หางม้ายาวของตนท่ามกลางความว่างเปล่า

เรื่องราวที่ไป๋เสวี่ยเห็นนั้นฉายราวกับเป็นภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวละครในนั้นคือตัวของตนเองตั้งแต่เด็กจนโตในยุคปัจจุบันจนกระทั่งมาถึงฉากสุดท้ายที่หล่อนกำลังสนทนาอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งในศาลาหลังงามในรูปลักษณ์เหมือนกับตอนนี้ไม่ผิดเพี้ยน

ใบหน้าของเด็กหญิงซีดเผือดเพราะไม่คิดว่าเรื่องน่าอัศจรรย์พันลึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง

“อาจารย์” นางคุกเข่าลงทั้งสองข้างก้มหน้าคารวะชายชราตรงหน้าเต็มพิธีการสามครั้ง

“จำได้แล้วสินะ เอาละในเมื่อจำได้ ข้าจะคืนสิ่งของที่เคยเป็นของเจ้าให้ก็แล้วกัน” จบคำพูดของเขาก็ปรากฏกล่องยาวขนาดเท่ากับกล่องใส่ปากกากับถุงผ้าสีแดงมีตัวอักษรจ้วนสลักเอาไว้อย่างสวยงามหนักแน่น

ไป๋เสวี่ยรับของทั้งสองสิ่งนั้นมาด้วยความคิดถึง เมื่อเธอเปิดกล่องยาวขนาดปากกาหมึกซึมนั้นออก ฉับพลันก็มีสิ่งหนึ่งลอยออกมา

“ผู่เอ๋อร์!” เจ้าของชื่อสั่นระริกด้วยความดีใจละอองสีทองปลิวว่อนไปทั่วทั้งตำหนักของเทพชรา

“พอได้แล้ว! เจ้ากับนายนี่เหมือนกันไม่มีผิด วัน ๆ เอาแต่ซุกซนจนข้าปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด” ชายชราโบกแส้ของตนไปมาเอ่ยตัดบทแสดงท่าทางรำคาญจนพู่กันด้ามน้อยหลุบปลายขนของตนลง

“เหอะ! เจ้าไม่ต้องมาทำเป็นสลดเลย ข้าไม่หลงกลเชื่อเจ้าหรอก เมื่อไปอยู่กับนายของเจ้าแล้วจงอย่าลืมทำหน้าที่ของตนเล่า ไม่อย่างนั้นระวังข้าจะนำเจ้ามาทำฟืน”

จบคำขู่นี้พู่กันด้ามน้อยรีบผงกปลายพู่กันราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าวสารทีเดียว

เสียงเคาะประตูพร้อมกับเสียงเรียกของเสี่ยวทู่ทำให้เจ้าของห้องสะดุ้งลืมตาตื่นทั้ง ๆ ที่นางยังไม่ทันได้รับความกระจ่างจากอาจารย์ผู้ชรา

“ฝันอย่างนั้นเหรอ” เจ้าตัวพึมพำเสียงเบา

“คุณหนูพูดว่าอะไรหรือเจ้าคะ” เสี่ยวทู่ผู้เดินเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นดินเผาในมือถามขึ้นอย่างสงสัยทั้งนี้เพราะนางได้ยินไม่ถนัด

“ไม่มีอะไรหรอก”

เมื่อได้ยินคำปฏิเสธจากคนเป็นนาย บ่าวตัวน้อยก็หาได้สนใจอันใด เมื่อเจ้านายลุกขึ้นจากที่นอนนางก็เดินเข้าไปเก็บมุ้งและเครื่องนอนอย่างเช่นปกติ

“คุณหนู ของสองสิ่งนี้คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ”

“หืม? ของอะไรอย่างนั้นเหรอ” ไป๋เสวี่ยกำลังใช้ผ้าขนนุ่มซับน้ำตามลำคอถามอย่างมึนงง

เสี่ยวทู่จึงได้นำกล่องไม้สีดำรอบกล่องมีตัวอักษรสีทองที่ตนอ่านไม่ออกกับถุงผ้าสีแดงสลักอักษรสีทองดุจเดียวกันมาส่งให้คนเป็นนาย

“นี่เจ้าค่ะ”

ไป๋เสวี่ยสะดุ้งวาบ ความเย็นเยือกแผ่ซ่านตั้งแต่ศีรษะจนกระทั่งวิ่งไปทั่วร่าง ไม่ใช่ความฝัน แล้วภารกิจฝ่าด่านเคราะห์ของฉันคืออะไรล่ะ เจ้าตัวคิด

“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!” เสียงร้อนรนของบ่าวตัวน้อยปลุกให้ไป๋เสวี่ยหลุดจากภวังค์

“มีอะไรหรือ” ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์

“ฮือ ๆ คุณหนูอย่าทำให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ ข้าเรียกท่านอยู่ตั้งนานท่านก็เอาแต่เงียบ” น้ำตาของเสี่ยวทู่ไหลอาบแก้มกล่าวออกมาอย่างน่าสงสาร

“ข้าขอโทษ เจ้าไม่ต้องร้องแล้ว หากใครมาเห็นโดยเฉพาะน้องเล็กเขาจะคิดว่าข้ารังแกเจ้าอีกหรอก” เสี่ยวทู่รีบยกมือของตนขึ้นปาดน้ำตา

เมื่อปลอบคนเจ้าน้ำตาเรียบร้อยไป๋เสวี่ยจึงได้นำสิ่งของที่ได้รับมาผ่านความฝันขึ้นมาพิจารณา

ทันทีเมื่อมือของเธอสัมผัสกับทั้งพู่กันและเหรียญรูทองแดงที่มีถึงหกเหรียญความเจ็บปวดก็กำจายเข้าครอบงำภายในหัวจนนางไม่อาจทนรับความเจ็บปวดจึงได้กรีดร้องออกมา

“คุณหนู!” ยังไม่ทันที่เสี่ยวทู่จะหายใจได้คล่องนางก็สติกระเจิดกระเจิงอีกคำรบ

ครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ไป๋เสวี่ยสลบไปเหมือนคราวก่อนทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเพราะเสี่ยวทู่ไม่อาจจับร่างกายของผู้เป็นนายได้ด้วยสาเหตุเกิดจากมีแสงสีทองเจิดจ้าคลุมร่างของเด็กหญิงเอาไว้จนมิด

เสี่ยวทู่รีบหมุนกายวิ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็ว นางวิ่งไปทางห้องของผู้เป็นนายผู้เฒ่าโดยไม่หยุดพักโชคดีที่เรือนหลังนี้ไม่ใหญ่

“นายผู้เฒ่าเจ้าคะ! คุณหนูแย่แล้ว!” นางตะโกนเสียงดังก่อนจะเคาะประตูห้องของชายชราอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อวิ่งมาถึงหน้าห้องของเขา
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 163

    “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บ” เด็กชายผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผิวขาวฟ้องนางหลังจากโดนบิดาเคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธแม้นางจะรู้สึกสงสารทว่าก็เข้าใจในความปรารถนาดีของผู้เป็นสามีที่มีต่อบุตรได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ต้องหลับตาข้างลืมตาข้างเบือนหน้าหนีไปทางอื่นยามที่บุตรชายได้รับการฝึกจากบิดาตน“ท่านแม่! ท่านกำลังคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 162

    เด็กชายหญิงคู่หนึ่งผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมหนาหน้าปลายเท้าของหญิงชราผมเกล้าเป็นมวยอย่างเรียบร้อยเส้นผมของนางแม้จะเป็นสีขาวโพลนกระนั้นก็ยังคงเงางาม ดวงหน้าของนางเองก็ผ่องใสแม้จะมีริ้วรอยตามวัย“ท่านย่าเจ้าคะ/ขอรับ” สองพี่น้องเรียกนางพร้อมกันพลางแหงนหน้ามองหญิงสูงวัยอย

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 161

    หิมะสีขาวของทางเหนือกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนบางแห่งเริ่มเห็นน้ำแข็งค้างตามกิ่งไม้หรือตามชายคาไป๋เสวี่ยได้แต่งเข้ามาอยู่สำนักยุทธชิงหลงได้นานกว่าหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางในท้องทะเลคราวนั้น“เจ้านี่นะออกมาด้านนอกก็ไม่เอาเสื้อคลุมออกมาด้วย” โอวหยางเฉินพูดขึ้นพร้อมกับนำเสื้อคลุมสีขาว

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 160

    “ข้าว่าคนผู้นั้นน่าจะตาฝาด สัตว์ประหลาดอะไรจะมาโผล่กลางท้องทะเล”“ข้าเองก็ไม่รู้แต่หลังจากที่ข้าช่วยเขาขึ้นมาจากท้องน้ำ ชายคนนั้นก็เอาแต่เพ้อว่าช่วยข้าด้วย! อย่ากินข้าเลย”“อย่างนี้ก็ไม่รู้สิว่าสัตว์ประหลาดที่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร” ผู้พูดรู้สึกกังขา“ข้าลองถามดู เขาบอกว่าสัตว์ตัวนั้นมีหนวดยาวมากอีกทั้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 159

    “น้องเล็ก! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงขึ้นไปยืนบนหัวเสาเรือเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจะพลัดตกลงทะเลหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะตำหนิน้องชายเมื่อเห็นเขากล้ายืนท้าความตายบนหัวเสากระโดงเรือ“พี่รอง! ท่านกังวลเกินไปแล้วขอรับ” ไป๋เทียนไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพุ่งตัวลงมาทำให้คนเป็นพี่รู้สึกหวาดหวั่นต่อการกระทำของเขา

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 158

    เรื่องกวีของไป๋ตงก็เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อดวงจันทร์ที่กำลังสุกสกาวได้หายลาลับเข้ากลีบเมฆเช้าวันต่อมา ภายในลานฝึกก็ยังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อพวกเขาเห็นไป๋เสวี่ยแต่ละคนก็ทำความเคารพนางพร้อมกับเรียกนายหญิงน้อย“นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถาม

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status