مشاركة

บทที่ 5

ไป๋หยุนกำลังหยิบเสื้อคลุมมาสวมยังไม่ทันผูกให้เรียบร้อยเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินทั้งเสียงเรียกและเสียงทุบประตูราวฟ้าจะถล่มของบ่าวตัวน้อยนามเสี่ยวทู่

“เกิดอะไรขึ้น!” ชายชราเปิดประตูออกผ่าง ทำให้ร่างเล็กของเด็กหญิงโถมตัวไปด้านหน้าสะดุดธรณีประตูจนเกือบจะล้มคว่ำไม่เป็นท่า ดีทีว่าชายวัยหกสิบอาศัยความไวดึงรั้งคอเสื้อด้านหลังของนางเอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด

เมื่อนางยืนได้เจ้าตัวก็รีบหมุนกายกลับไปหาประมุขของบ้านพลันคุกเข่าลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง ตึง!!

“นายท่านผู้เฒ่าช่วยคุณหนูด้วย ฮือ ๆ” นางพูดไปพลางร้องไห้อย่างน่าเวทนา

“หลานข้าเป็นอะไร เจ้าช่วยพูดให้รู้เรื่องก่อนร้องไห้ไม่ได้หรือ” ชายชราเอ่ยอย่างร้อนใจ

ซึ่งจังหวะนั้นเองคนในครอบครัวทั้งบุตรชาย ลูกสะใภ้รวมถึงหลานชายอีกสองคนก็มาได้ยินเข้าพอดี

“ท่านพ่อ เกิดเรื่องอันใดขึ้นขอรับ” ไป๋ซวนถามเข้าเรื่องพลางสาวเท้าเข้ามาบริเวณหน้าประตูสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าว่าพวกเราไม่ต้องรอแล้วรีบไปดูเป่าเปากันเถอะ” ชายชราส่ายศีรษะปฏิเสธเดินด้วยความว่องไวไปทางห้องของหลานสาวตัวน้อยที่บัดนี้นางกำลังดิ้นทุรนทุรายไปมาบนเตียงจากความเจ็บปวด

เสียงร้องโหยหวนตะโกนฟังไม่ได้สรรพออกมาจากห้องของนางยิ่งทำให้ผู้ที่ตามชายชรามารู้สึกไม่วางใจ

“เสี่ยวทู่! เกิดสิ่งใดกับบุตรข้า” ไป๋ซวนถามพลางเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ทันบิดาของตนที่ตอนนี้กำลังเปิดประตูห้องของไป๋เสวี่ย

“บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวส่งของสองสิ่งให้คะ..คุณหนู นางรับไปจากนั้นก็มีแสงสีทองโอบคลุมร่างของนางละ..แล้วก็คุณหนูก็กรีดร้องฮือ ๆ” เสียงของเสี่ยวทู่ขาด ๆ หาย ๆ เนื่องจากนางพูดไปร้องไห้ไป

ครอบครัวไป๋ทั้งสี่คนแสดงสีหน้าฉงนคิ้วของเขาพากันขมวดด้วยความไม่เข้าใจว่าบ่าวตัวน้อยพูดถึงเรื่องอะไรจนกระทั่งพวกเขาได้มาถึงหน้าห้องของไป๋เสวี่ย

ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างเช่นเดียวกับไป๋หยุนในคราแรกที่เห็น ทว่าสำหรับชายชรานั้นในตอนนี้เขาได้หลับตาลงและนำมือของตนขึ้นมาพนมกลางอกเขาได้ท่องคาถาที่ไม่มีใครเข้าใจความหมายออกมา

ตัวอักษรสีทองของเขาไม่สามารถเข้าไปแทรกพลังอันลึกลับที่ปกคลุมร่างของหลานสาวได้แม้แต่เศษเสี้ยวกลับกัน “อั๊ก!” ของเหลวสีคล้ำพุ่งออกจากปากของเขา “ท่านพ่อ! ท่านปู่ พ่อสามี! นายผู้เฒ่า!” คนในครอบครัวรีบพุ่งตัวเข้าไปหาเขาพร้อมกัน

“ข้าไม่เป็นไร” น้ำเสียงของเขาฟังดูเหนื่อยหอบ

ในระหว่างนั้นเองที่ไป๋หยุนกำลังจะหลับตาและบริกรรมคาถาของตนอีกครั้งฉับพลันท้องฟ้าด้านนอกก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด

เมฆหมุนวนก่อตัวกันเป็นเกลียวคลื่นสีดำบริเวณเหนือเรือนของพวกเขา สายลมพัดรุนแรงต้นไม้รอบด้านพากันสลัดใบของตนปลิวเคว้งคว้างกลางอากาศก่อนจะมีบางสิ่งบางอย่างโผล่พ้นกลุ่มเมฆก้อนนั้นออกมาอย่างเชื่องช้า

“พวกเราออกไปด้านนอก” ชายชราพูดขึ้นเมื่อสัมผัสถึงพลังงานบางอย่างที่มีอิทธิฤทธิ์มากจนน่าประหวั่นพรั่นพรึง

ความน่าอัศจรรย์พันลึกเช่นนี้น่าแปลกที่ไม่มีชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงรับรู้ ยกเว้นเพียงคนบ้านไป๋ที่ตอนนี้กำลังยืนเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนเมื่อพวกเขาออกมาด้านนอกแล้วพบว่าฟ้าในยามเช้าได้ถูกความมืดเข้ากลืนกินทำให้คล้ายกับยามวิกาล

“ท่านปู่! ดูตรงนั้นสิขอรับ” ไป๋ตงชี้นิ้วของตนขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ในตอนนี้มีแสงสีทองสว่างเป็นเส้นกระจายกันเป็นวงกว้าง

ไป๋หยุนเริ่มมีสีหน้ากังวลอย่างยิ่งยวดทั้งนี้เป็นเพราะเขาผ่านหนาวมาถึงหกสิบรอบในปีนี้ก็ไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนนั่นเอง ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้หลับตาและยกมือขึ้นมานับนิ้วเพื่อคำนวณบางสิ่งบางอย่าง

เจ้าไม่อาจฝืนชะตาฟ้าอย่าได้คิดท้าทาย มีเสียงเตือนดังอยู่ในหัวของเขาก่อนที่เจ้าตัวจะลืมตาและปล่อยมือของตนลง

ในตอนนี้ไป๋เสวี่ยเองก็หยุดดิ้นไปมาอีกทั้งยังเปิดเปลือกตาของตนขึ้นด้วยดวงตาของนางในตอนนี้หาใช่สีเดิมอีกต่อไป

“ปวดหัวชะมัด ท่านอาจารย์นะท่านอาจารย์ ช่างทำศิษย์รักอย่างข้าได้ลงคอ” นางกล่าวตัดพ้อพลางยันกายลุกขึ้นนั่งโดยที่ไม่รู้เลยว่ากลางลานบ้านของตนในเวลานี้คนในครอบครัวกำลังตกตะลึงพรึงเพริดจนแทบดวงตาจะถลนออกจากเบ้า

“ใครเรียกข้ามา?” น้ำเสียงอันทรงอำนาจนั้นทำให้พวกเขาทั้งหกขาสั่นเมื่อตั้งสติได้ทุกคนก็คุกเข่าลงบนพื้นดินอย่างพร้อมเพรียง

“ทะ..ท่านผีซิว” ไป๋หยุนส่งเสียงเรียกด้วยความเคารพ

“ใช่ ข้าเองว่าแต่เจ้ายังไม่ตอบเลยว่าใครเรียกข้ามา” สัตว์ประหลาดที่นับได้ว่าเป็นสัตว์เทพเอ่ยปากซ้ำ

รูปลักษณ์ของเขาเป็นสีเหลืองดุจทองคำปีกที่กางออกค่อย ๆ ร่อนลงบนพื้นดินด้วยความละมุนละม่อม เมื่อเท้าทั้งสี่ติดพื้นเจ้าตัวก็หยัดกายองอาจดวงตาสีแดงราวกับทับทิมไล่เรียงมองครอบครัวไป๋ทีละคนอย่างพินิจพิเคราะห์

“ไม่ใช่พวกเจ้าแล้วใคร” สัตว์เทพเอียงคอเปรยอย่างฉงน

“ข้าเอง!” น้ำเสียงราวระฆังอันสดใสของเด็กหญิงวัยแปดปีตะโกนขึ้นเสียงดัง

“จะ...เจ้า เป็นเจ้าได้ยังไง ข้าจะกลับ” ผีซิวมองคนพูดพลางขยับปีกกำลังจะบินขึ้นฟ้า”

“เดี๋ยว! เจ้าไม่กลัวว่าบิดาของเจ้าจะลงโทษเจ้าอีกเหรอ แต่ถ้าเจ้าอยู่ช่วยข้ารับรองได้เลยว่าใต้หล้านี้ไม่มีใครทำอะไรพวกเราได้อย่างแน่นอน” ไป๋เสวี่ยรีบเดินมาทางสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ก่อนที่นางจะเอามือกอดคอของเขาแน่นด้วยความคิดถึง

“ข้ากลัวเจ้าจะพาข้าซนจนบิดาต้องทำโทษข้าอีกซะมากกว่า” ลมหายใจอุ่นร้อนของผีซิวพ่นออกมาอย่างอึดอัด

“เอาน่า ในเมื่อเราสองต่างก็มีวาสนา ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มาร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันเถอะ” คนตัวเล็กกว่ายังคงเกลี้ยกล่อม

หนึ่งสัตว์เทพกับหนึ่งเทพในร่างมนุษย์ตัวจ้อยกำลังสนทนากันอย่างออกรสโดยหลงลืมคนทั้งหกไปเสียสิ้น

“เป่าเปา” ไป๋หยุนเอ่ยเรียกหลานสาวเสียงเบาด้วยความกริ่งเกรงต่อสัตว์เทพตัวใหญ่เบื้องหน้า

“เจ้าค่ะ ท่านปู่” เด็กหญิงหาได้ปล่อยมือออกจากสัตว์เทพแต่อย่างใดในขณะหันศีรษะมาทางต้นเสียงที่ได้ยิน

“นี่มันเรื่องอะไรกัน! ทำไม...ถึง” ชายวัยชราเว้นช่วงการพูดก่อนกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอพลางปรายตามองมาทางสัตว์เทพที่กำลังอ้าปากหาว

“อ๋อ! ข้าจะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับผีซิวนะคะ แม้ว่าเขาจะมีชื่อและหน้าตาเหมือนกับสัตว์เทพปีเซียะก็ตาม กระนั้นเขาหาได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับสัตว์เทพผู้สง่างามที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือแต่อย่างใดนะเจ้าคะ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่นั้น ข้าคิดว่าเอาไว้หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อยข้าค่อยเล่าให้ฟังดีหรือไม่”

“ที่นี่มีอะไรให้ข้ากิน” สัตว์เทพผู้ชื่นชอบการกินรีบถามอย่างสนใจ

“ข้าเองก็ไม่รู้ คงต้องถามท่านแม่” คำตอบจากไป๋เสวี่ยทำให้หลินเหมยกุ้ยใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะอาหารของเรือนนั้นเป็นอะไรที่เรียบง่ายดูไม่เหมาะสมกับฐานะของสัตว์เทพที่แม้ว่าท่านจะไม่ใช่ท่านปีเซียะตามที่ตนนับถือก็ตาม

“เรียนนายท่าน วันนี้มีโจ๊กข้าวฟ่างเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงสั่นด้วยเกรงโทสะของแขกคนสำคัญ

“เฮ้อ! เอาเถอะโจ๊กข้าวฟ่างก็ยังดีกว่ากินดินละนะ ในยามนี้ทุกหย่อมหญ้าเพิ่งจะลามือจากสงครามระหว่างแคว้นได้ไม่นานมนุษย์อย่างพวกเจ้านี่ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน ทว่าต่อไปในอนาคตมีข้าอยู่รับรองว่าพวกเจ้าย่อมได้กินดีนอนอุ่นอย่างแน่นอน” รูปลักษณ์ของสัตว์เทพสีทองย่อตัวลงให้เหลือเพียงลูกแมวตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความเห็นใจ

“ขอบคุณ ท่านเทพที่เข้าใจเจ้าค่ะ/ขอรับ” ผู้ใหญ่ทั้งสามของครอบครัวพากันก้มศีรษะลงกล่าวพร้อมกัน

ไป๋เสวี่ยคิดว่าหากให้คนในครอบครัวพากันเกรงกลัวต่อผู้ช่วยที่ท่านอาจารย์ส่งมาให้ตนดูท่าจะไม่ดี ดังนั้นนางจึงได้กระซิบเข้ากับข้างหูของผีซิวเสียงเบา “เจ้าช่วยทำให้ทุกคนเห็นเจ้าเป็นลูกแมวได้ไหม”

สัตว์เทพถลึงตาใส่นางแสดงอาการฉุนเฉียว “ข้าเป็นถึงลูกหลานมังกรผู้ยิ่งใหญ่แม้ว่าจะสืบเชื้อสายมาห่าง ๆ ก็เถอะ แต่เจ้าจะให้ข้าลดตัวลงไปเป็นสัตว์หน้าขนนี่นะ เห็นทีว่าข้าคงรับไม่ไหว”

“ถ้าไม่อย่างนั้นเจ้าแปลงเป็นลูกสิงโตดีไหมเยี่ยงไรซะสิงโตก็นับได้ว่าเป็นเจ้าป่าถือว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือกว่าสัตว์ทุกตัว อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งโกรธข้าสิอย่าลืมว่าที่นี่คือโลกมนุษย์นะ” ไป๋เสวี่ยรีบพูดออกมายืดยาวคราวเดียวทั้งเหตุและผลหลังได้ยินคำตอบอันไม่พอใจของสหาย

“ก็ได้ เจ้าไม่ต้องพูดต่อแล้วข้ารู้ว่าจะต้องทำสิ่งใด” หลังจบประโยคของผีซิวก็ปรากฏแสงสีทองอาบไล้เรือนดินหลังนี้ทั้งหลังอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ปฏิกิริยาของคนทั้งหกจะเปลี่ยนไป

“เกิดอะไรขึ้น! ทำไมพวกเราถึงมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้” สีหน้าของไป๋ซวนมึนงงถามขึ้นในขณะเข้าไปช่วยประคองบิดาผู้ชราและในความมึนงงของทุกคนเสียงของไป๋เทียนก็ดังขึ้นด้วยความอยากรู้

“พี่รอง ท่านไปได้เจ้าตัวนี้มาจากไหน” ไป๋เทียนถามเมื่อเขามองเห็นสัตว์ตัวเท่ากับตนที่มีขนสีทองอาบไล้ไปทั้งลำตัวด้วยดวงตาเป็นประกาย

“มันหลงทางเข้ามาตอนที่ทุกคนกำลังนั่งคุกเข่า ว่าแต่เหตุใดทุกคนถึงได้มาอยู่ตรงนี้กันล่ะเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถามขึ้นด้วยท่าทางไร้เดียงสา

“ปู่จำได้ว่ากำลังอยู่ในห้องแล้วจู่ ๆ เหมือนว่าจะเห็นปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดบนท้องนภาจึงได้ตามทุกคนมาคุกเข่าเพื่อขอพร” ในความทรงจำของไป๋หยุนนั้นเป็นเรื่องราวเช่นนี้

การสนทนาหยุดลงเนื่องจากไป๋ซวนจะต้องไปทำงานเช่นเดียวกับสมาชิกในบ้านคนอื่น

“ไม่กินอาหารเช้ากันก่อนหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถามด้วยความสงสัย “พี่รองท่านเลอะเลือนอย่างนั้นเหรอ พวกเราจะกินข้าวเช้ากันยามซื่อ[1] หากพวกเรากินกันตอนนี้จะมีเรี่ยวแรงทำงานกันตอนบ่ายได้เยี่ยงไร”

“อย่างนั้นเหรอ ดูเหมือนว่าตั้งแต่ข้าสลบไปจะหลงลืมอะไรไปมากจริงนั่นแหละ ถ้ายังไงน้องเล็กเจ้าช่วยอยู่เป็นเพื่อนข้าและบอกเรื่องต่าง ๆ ให้พี่สาวคนนี้รับรู้ได้หรือไม่” การที่ไป๋เสวี่ยพูดเช่นนี้เพราะเห็นว่าทุกคนในครอบครัวต่างก็มีงานในมือจะมีก็แต่น้องชายคนนี้นี่แหละที่ไม่น่าจะยุ่งเช่นเดียวกับคนอื่น

เด็กชายร่างผอมมองหน้าปู่ พ่อ แม่ จนถึงพี่ใหญ่เมื่อเห็นว่าทุกคนผงกศีรษะเจ้าตัวจึงได้ถอนลมหายใจก่อนจะตอบตกลง “เท้าของข้ายังไม่หาย ดังนั้นข้าจึงพอมีเวลาสนทนากับท่านหรอกนะ อย่าคิดว่าข้าจะเป็นคนว่างงานเล่า” ความท่ามากของเด็กชายทำให้ไป๋เสวี่ยอมยิ้มมองเขาอย่างเอ็นดู

“ท่านอยากรู้อะไรก็ถามมา หากข้าตอบได้ข้าจะตอบ แต่หากไม่ได้ท่านก็เอาไว้ถามพี่ใหญ่ หรือไม่ก็ท่านปู่กับท่านพ่อเอาเองเถอะ” ไป๋เทียนเอ่ยคล้ายรำคาญซึ่งในตอนนี้ทั้งสองพี่น้องรวมถึงสัตว์ตระกูลแมวได้เข้ามาอยู่ในห้องของคนพูด

“ได้ ตอนนี้เราอยู่บนแผ่นดินอะไร ปีที่เท่าไหร่ ใครเป็นผู้ปกครอง” ไป๋เสวี่ยยิงคำถามที่ตนเองสงสัยทันที

“เมืองที่เราอยู่เรียกว่าเมืองฟงอวิ๋น รัฐฉิน ปีนี้เป็นปีชุนชิวที่เจ็ดร้อยเจ็ดสิบเอ็ด ผู้ครองรัฐคือฉินอ๋องส่วนนามจริงนั้นไม่มีใครรู้แม้แต่ท่านพ่อเพราะท่านเกรงว่าหากตัวตนถูกเปิดเผยจะเป็นจุดอ่อน สืบเนื่องมาจากตอนนี้ในเมืองต่าง ๆ มักมีสงครามกันอยู่ตลอดโชคดีที่เมืองของพวกเราห่างไกลกระนั้นผู้คนก็ยังไม่อาจกินอิ่มนอนอุ่น” คนเป็นน้องร่ายยาว ไป๋เสวี่ยนิ่งฟังกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ

ทำไมถึงแตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่เราเคยรู้มาล่ะ แม้ว่าผู้ปกครองรัฐจะใช้แซ่ฉินเหมือนกันทว่าไม่เคยมีเรื่องปกปิดชื่อนี่ อีกทั้งเมืองฟงอวิ๋นในประวัติศาสต์ก็หาได้มีกล่าวถึง สรุปว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน ส่วนเรื่องราวบางอย่างก็ดูเหมือนคล้ายกันทว่าก็ไม่เหมือนซะทีเดียวตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไป๋เสวี่ยคิดขึ้นด้วยความว้าวุ่นใจ

โดยที่นางคงลืมไปแล้วกระมั้งว่าครั้งหนึ่งเรื่องราวประหลาดพันลึกเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่งมาก่อนแล้วเช่นกัน

[1] เวลา9.00-11.00
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 163

    “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บ” เด็กชายผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผิวขาวฟ้องนางหลังจากโดนบิดาเคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธแม้นางจะรู้สึกสงสารทว่าก็เข้าใจในความปรารถนาดีของผู้เป็นสามีที่มีต่อบุตรได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ต้องหลับตาข้างลืมตาข้างเบือนหน้าหนีไปทางอื่นยามที่บุตรชายได้รับการฝึกจากบิดาตน“ท่านแม่! ท่านกำลังคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 162

    เด็กชายหญิงคู่หนึ่งผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมหนาหน้าปลายเท้าของหญิงชราผมเกล้าเป็นมวยอย่างเรียบร้อยเส้นผมของนางแม้จะเป็นสีขาวโพลนกระนั้นก็ยังคงเงางาม ดวงหน้าของนางเองก็ผ่องใสแม้จะมีริ้วรอยตามวัย“ท่านย่าเจ้าคะ/ขอรับ” สองพี่น้องเรียกนางพร้อมกันพลางแหงนหน้ามองหญิงสูงวัยอย

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 161

    หิมะสีขาวของทางเหนือกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนบางแห่งเริ่มเห็นน้ำแข็งค้างตามกิ่งไม้หรือตามชายคาไป๋เสวี่ยได้แต่งเข้ามาอยู่สำนักยุทธชิงหลงได้นานกว่าหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางในท้องทะเลคราวนั้น“เจ้านี่นะออกมาด้านนอกก็ไม่เอาเสื้อคลุมออกมาด้วย” โอวหยางเฉินพูดขึ้นพร้อมกับนำเสื้อคลุมสีขาว

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 160

    “ข้าว่าคนผู้นั้นน่าจะตาฝาด สัตว์ประหลาดอะไรจะมาโผล่กลางท้องทะเล”“ข้าเองก็ไม่รู้แต่หลังจากที่ข้าช่วยเขาขึ้นมาจากท้องน้ำ ชายคนนั้นก็เอาแต่เพ้อว่าช่วยข้าด้วย! อย่ากินข้าเลย”“อย่างนี้ก็ไม่รู้สิว่าสัตว์ประหลาดที่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร” ผู้พูดรู้สึกกังขา“ข้าลองถามดู เขาบอกว่าสัตว์ตัวนั้นมีหนวดยาวมากอีกทั้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 159

    “น้องเล็ก! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงขึ้นไปยืนบนหัวเสาเรือเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจะพลัดตกลงทะเลหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะตำหนิน้องชายเมื่อเห็นเขากล้ายืนท้าความตายบนหัวเสากระโดงเรือ“พี่รอง! ท่านกังวลเกินไปแล้วขอรับ” ไป๋เทียนไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพุ่งตัวลงมาทำให้คนเป็นพี่รู้สึกหวาดหวั่นต่อการกระทำของเขา

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 158

    เรื่องกวีของไป๋ตงก็เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อดวงจันทร์ที่กำลังสุกสกาวได้หายลาลับเข้ากลีบเมฆเช้าวันต่อมา ภายในลานฝึกก็ยังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อพวกเขาเห็นไป๋เสวี่ยแต่ละคนก็ทำความเคารพนางพร้อมกับเรียกนายหญิงน้อย“นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถาม

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status