Mag-log inหญิงสาวก้าวยังไม่ทันถึงจุดหมาย ร่างทรงเสน่ห์ก็ถูกมือใหญ่ฉุดให้เข้าไปอยู่มุมผนังลานซักล้าง คราแรกซูกุ้ยฟางทั้งดิ้นทั้งขัดขืน และเตรียมกรีดร้องเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เสียงกระซิบซึ่งดังจากทางด้านหลังทำให้นางเปลี่ยนใจ
“น้องหญิง เป็นพี่เอง”
ซูกุ้ยฟางตัวแข็งทื่อ นางรับรู้เรื่องต่างๆ จากฝูว่าบิดาเป็นใคร ส่วนมารดาสิ้นใจไปหลายปีแล้ว และพี่ชาย ซูมู่เหยา มีนิสัยดื้อรั้นและอันธพาล ไร้ความรับผิดชอบ แทนที่เขาจะมาเป็นนายบำเรอให้เจ้าบ้านเอี้ย กลับหายตัวไปขอความช่วยเหลือองค์หญิงเจ็ด สุดท้ายเคราะห์กรรมเลยมาตกที่ซูกุ้ยฟางแทน
“ทะ ท่านพี่” หญิงสาวเล่นไปตามน้ำ และสับสนนักว่าชายผู้นี้คือใคร ซูมู่เหยาพี่ชายของนาง หรือเป็นผู้อื่น
คนที่เข้ามาถึงเนื้อถึงตัวหญิงสาวมีสีหน้าฉงน ยามนี้เขาแต่งตัวด้วยชุดดำ ปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เห็นเพียงดวงตาคมสีน้ำตาลเข้ม กระนั้นก็ดูสง่างาม แม้จะน้อยกว่าหยางอี้คัง แต่เนื้อแน่นๆ และกลิ่นกายบุรุษก็ลอยเข้าจมูก
“เสี่ยวกุ้ย เจ้าจำพี่ไม่ได้หรอกหรือ” เขากล่าวจบจึงถอดผ้าคลุมใบหน้าเบื้องล่างออก ในยามนั้นซูกุ้ยฟางแทบกรี๊ด ดวงหน้าที่เห็นในยามนี้ดูอย่างไรก็คล้ายบอสของหล่อน มาติน!
“บอส คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ เอ หรือว่า สะดุดล้มหัวแตกตอนที่ทำอะไรกับนาตาลี!?!” ซูกุ้ยฟางถามพร้อมเขย่าร่างชายหนุ่มอย่างแรง ทั้งดีใจ ตื่นเต้น และเสียขวัญ ในโลกที่จากมานางไม่ได้เสียชีวิตเพียงคนเดียว แล้วมาตินที่กำลังอุ้มนาตาลีแนบอกได้เกิดเหตุใดขึ้นกับเขา
“เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวกุ้ย หยางอี้คังมันข่มเหงจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเชียวหรือ โอ้ เป็นความผิดพี่เอง ไม่น่าปล่อยให้เจ้าเผชิญชะตากรรมเลวร้ายถึงเพียงนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูกุ้ยฟางจึงนิ่งไปชั่วครู่ ชายผู้นี้คงมิใช่มาตินอย่างที่เข้าใจ อาจเป็นไปได้ว่ามีผู้คนที่ใบหน้าเหมือนกัน
“ท่านพี่...” หญิงสาวเล่นสตรีที่สมองเลอะเลือนเช่นเดิม “ขะ ข้า ลืมหลายสิ่งไป ตั้งแต่เกิดเหตุร้ายบนเนินเขานิรนาม และได้ท่านแม่ทัพช่วยเหลือไว้”
“ทั้งหมดเป็นเพราะพี่ที่ผิดต่อคำสัญญา เสี่ยวกุ้ย...เจ้าอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่”
หญิงสาวมองอีกฝ่าย ก่อนตอบตามความจริง
“ร่างกายนั้นกุ้ยฟางสบายดี ผิดแต่จิตใจยับเยินเหลือเกิน เพราะท่านแม่ทัพมิได้ดูแลเท่าที่ควร”
“ชายผู้นี้รังแกเจ้าเช่นไร ข้านึกแค้นใจนัก”
“มิได้รังแกหรือข่มเหงข้า เพียงแต่เย็นชาและชอบพูดจาประชดประชัน”
ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ ออกมา และกล่าวว่า
“เสี่ยวกุ้ย เช่นนี้เจ้าจึงเสียใจมาก กระทั่งความทรงจำต่างๆ เลือนหาย”
หญิงสาวกลอกตามองบน และเอ่ยเสียงติดจะเนือยอยู่สักหน่อย
“กุ้ยฟางก็เห็นเป็นเช่นนั้น”
“เอาเถิด ที่พี่มาในวันนี้ด้วยอยากช่วยเหลือเสี่ยวกุ้ย แต่จะให้ออกหน้าอย่างเอิกเกริกก็เกรงว่าคงไม่เหมาะสม กระนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากรู้ เจ้าจำเป็นต้องตอบให้พี่หายข้องใจเสียก่อน”
น้ำเสียงกับสีหน้าเขาแจ้งชัดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
“โปรดถามมาเถิดท่านพี่ กุ้ยฟางยินดีตอบทุกอย่างเพื่อให้ท่านกระจ่างใจ”
“ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เอาละ...ระหว่างเจ้ากับอี้คัง ได้ร่วมเตียงกันแล้วหรือไม่”
เมื่อซูกุ้ยฟางได้ยินคำถาม นางก็โล่งใจและตอบออกไปโดยไม่ต้องไตร่ตรอง
“กุ้ยฟางนอนร่วมเตียงกับท่านแม่ทัพทุกคืนวัน”
“เช่นนั้นเจ้ากับเขาก็เป็นสามีภรรยากัน เหลือเพียงตบแต่งเข้าสกุลให้ถูกต้อง”
“เฮ้อ....ท่านมิเข้าใจ เรื่องมันซับซ้อนยิ่งกว่านั้น”
คราวนี้ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย
“มีเรื่องหนักใจอันใด หรือว่าเขารังแกเจ้าหนักหน่วง อย่างที่ใครๆ กล่าวขานว่าเป็นบุรุษเตียงหัก!”
ดวงหน้าสวยหวานร้อนผะผ่าว พลางคิดถึงสัมผัสจากหยางอี้คัง ทุกอย่างมันควรจะหวานซึ้ง ผิดแต่นางยังไม่เคยสัมผัสถึงจุดนั้น
“หามิได้ ท่านแม่ทัพไม่เคยล่วงเกินภายในของกุ้ยฟาง”
บุรุษผู้มาเยือนแปลกใจเป็นล้นพ้น พลางมองสำรวจซูกุ้ยฟาง
“เจ้างามถึงเพียงนี้ เหตุใดหยางอี้คังถึงเพิกเฉย หรือว่าเขามีแผนการใดอยู่ในใจ” เขากล่าวและแสดงท่าทีเป็นเดือดเป็นแค้น
“เรื่องนี้กุ้ยฟางหาทราบไม่ หลายคืนที่ผ่านมาท่านแม่ทัพแสดงอาการเย็นชาต่อกุ้ยฟาง อีกทั้งช่วงนี้มักออกไปนอกเรือน และกลับในเช้าของอีกวัน”
“เยี่ยงนี้ย่อมเป็นการไม่ดี เมื่อมีเสี่ยวกุ้ยแล้ว อี้คังควรให้เกียรติเจ้า”
“กุ้ยฟางก็คิดเห็นเช่นนั้น”
“เอาละ เสี่ยวกุ้ยไม่ต้องห่วง พี่จะจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้องอย่างเร็วที่สุด นับจากนี้เจ้าเพียงรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี แม้พี่ไม่อาจทำตามสัญญาที่ไว้ให้กับเจ้า แต่พี่จักช่วยเจ้าหาบุรุษที่คู่ควรเป็นสามี และหยางอี้คังคือชายผู้นั้นที่สมควรสยบอยู่แทบเท้าเสี่ยวกุ้ยคนงาม”
“แต่เรื่องนี้อาจทำให้ท่านเดือดร้อน อย่าได้กระทำสิ่งใดโดยพลการเลย”
“ฮ่าๆๆ เสี่ยวกุ้ยกล่าวเช่นนี้ คงเป็นห่วงหยางอี้คังใช่หรือไม่ อย่าได้กังวล พี่เพียงแค่จะสั่งสอนเขาเล็กน้อยให้สาสมกับที่เขากล้าทำร้ายจิตใจเสี่ยวกุ้ย อีกอย่างสำหรับน้องสาวผู้นี้ ข้าผู้เป็นถึงองค์ชายแห่งตำหนักบูรพาไฉนจะจัดการให้เจ้าสมหวังไม่ได้!”
ในยามนั้นซูกุ้ยฟางกระจ่างใจต่อสิ่งที่มืดมนในหัว นางรู้แล้วว่าชายผู้นี้แท้ที่จริงคือ เกาจื้อเฉิง หรือองค์ชายเจ็ดแห่งแคว้นเจ้า
“ละ แล้วเอ่อ...องค์ชายจะทำเช่นไร” ซูกุ้ยฟางสวมบทบาทได้อย่างแนบเนียน อย่างไรเสียนางกับเขาก็เคยพึงใจต่อกัน และดูเหมือนเกาจื้อเฉิงจะเป็นมิตรกับนาง
“ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เสี่ยวกุ้ยเพียงแต่ทำตัวให้เหมือนเดิม ไม่ว่าอี้คังต้องการสิ่งใด จงปฏิบัติตาม”
“แต่ เขาใจร้ายต่อกุ้ยฟาง”
“มินานหรอกน้องน้อย พี่ชายจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยที่สุด และเขากับเจ้าย่อมได้ตบแต่งเป็นสามีภรรยากัน” เอ่ยจบเกาจื้อเฉิงก็ใช้ผ้าปิดหน้าตนเองเช่นเดิม ก่อนโผนทะยานหายไปราวกับไม่มีตัวตน!
หยวนหยวนมองเหลียงเซียนซี ในวันนี้เขามีสวี่หยางซิน อยู่ใกล้ๆ ทว่าสภาพชายหนุ่ม ค่อนข้างไร้ราศี อีกทั้งการถูกน้องสาวและมารดาวางยาตั้งแต่เด็กส่งผลมาจนทุกวันนี้ สมองเขาได้รับการกระทบกระเทือน ขาข้างหนึ่งก็อ่อนเปลี้ยไม่ใคร่จะมีแรง “ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันก่อนที่ข้าจะสิ้นใจ อี๋เหนียงสี่” หยวนหยวนพยักหน้าให้อีกฝ่าย และเอ่ยว่า “การมาเมืองหลวงครั้งนี้ คงเป็นครั้งสุดท้ายของข้า ดังนั้นหลายสิ่งที่ติดค้างกัน ขอให้ฝ่าบาทอภัยด้วย” “ไม่เลย เป็นเราที่ทำผิดต่ออี๋เหนียง รวมถึงฮองเฮา” เหลียงเซียนซีกล่าว และเอื้อมมือไปหาสวี่หยางซิน “ฝ่าบาท ชีวิตข้ากับพี่สาวลิขิตไว้เช่นนี้ อีกอย่างวันนี้นับว่าเป็นวันดี ที่ข้ากับนางได้อยู่พร้อมหน้า อย่าได้กล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้ทุกข์ใจเลย” สวี่หยางซินตัดทุกปัญหาออก สำหรับนางชีวิตในวังหลวงอาจไม่ใช่สิ่งที่เลือกตั้งแต่แรก กระนั้นก็ได้ดูแลคนที่นางรัก ทั้งยังเห็นบุตรชายของพี่สาวเติบโต ส่วนตัวนางเป็นคนที่มีกรรม เพราะอดีตถูกจางเจิ้นกับสวี่อี้เฟยวางยาจนไม่อาจมีบุตร ดังนั้นจึงเข้าใจหัวอกของเหลียงเซียนซีดี ทั้งคู่ต่างมีปมในใจ ชีวิตที่ได้ใช้ร่วมก
สามเดือนต่อมา หยวนหยวนมองคนที่อยู่ปลายเตียง ยามนี้นางเริ่มแพ้ท้องหนัก และเส้าเฟิงสรรหาอาหารเลิศรส ทั้งของคาว หวานกับผลไม้มาให้นาง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคอยเอาอกเอาใจ ราวกับต้องการชดเชยความผิดในหลายปีที่ได้กระทำต่อนาง “พี่เส้า อีกไม่นานข้าคงต้องกลายเป็นแม่หมูที่เอาแต่นั่งกินนอนกินเป็นแน่ ให้ข้าได้ดูแลท่านบ้างเถิด” “อาหยวนที่เจ้ายอมตั้งครรภ์ให้บุรุษผู้นี้ นับว่าประเสริฐแล้ว ไฉนต้องลงแรงทำสิ่งอื่น” “มิได้ สามีภรรยากันต้องใส่ใจ และผ่อนปรนสิ่งต่างๆ ที่หนักอึ้งของอีกฝ่าย” เมื่อนางเอ่ยเช่นนั้น ก็เหมือนเป็นการเปิดทางแก่เส้าเฟิง “นับว่าดี... ศรีภรรยาอย่างอาหยวน เข้าใจข้าคนมือหยาบตีนหยาบอย่างที่สุด” กล่าวจบ มือใหญ่ๆ ที่นวดปลายเท้าหยุดออกแรง ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่หยวนหยวนซ่านสยิวใจ “พี่เส้าจะทำสิ่งใด” ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายพราวระยับ และเขาเอ่ยว่า “เป็นทาสรับใช้ฮูหยินของข้าอย่างไรเล่า” เมื่อเขากล่าวจบ ริมฝีปากชื้นจัดก็แนบลงที่หลังเท้าของหยวนหยวน จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมจางๆ หลังจากที่นางอาบน้ำนมแพะอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม
และด้วยความแค้นที่สะสม ทั้งได้รับการฝึกฝนให้ใช้อาวุธหลายปี สวี่อี้เฟยจึงเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ เป็นดาบเขากวางที่มีความคมกริบ “ข้าเรียนรู้มันมานาน เพื่อใช้สังหารเจ้าโดยเฉพาะ” เมื่อเอ่ยด้วยความแค้นจบ สวี่อี้เฟยก็พุ่งตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกหลี่ซางถีบกระเด็นไปไกล แต่นางยังสามารถพ่นเข็มเงินในปากใส่ผู้อื่น แล้วทะยานกลับมาหาหยวนหยวน ขณะเดียวกันหลี่ซางต้องรับมืออีกหลายสิบชีวิตที่จู่โจมเขาอย่างลอบกัด จึงไม่อาจป้องกันภัยแก่หยวนหยวน “ไหนล่ะ... ใครจะมาช่วยเจ้า ฝ่ายฮ่องเต้คงนอนป่วย ป่านนี้ชีวิตก็ไม่อาจรักษา ส่วนเจ้า... อย่าหวังว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าเลย” สวี่อี้เฟยเอ่ยจบก็ใช้กระบวนท่าประหลาดล้ำ พร้อมบ่ายหน้าพาดาบเขากวางเข้ามาเล่นงานหยวนหยวน กระทั่งความคมของมันบาดหัวไหล่ขวาหยวนหยวนสำเร็จ “เจ้าจะทรมานกว่านี้ เพราะดาบเขากวางอาบพิษ และข้ายังจะเฉือนเนื้อเจ้าให้ขาดรุ่งริ่งด้วย!” คำขู่ดังกล่าวไม่เกินเลยสักนิด หยวนหยวนกระอักเลือดกองโต และเป็นเสี้ยวอึดใจนั้น นางซัดมีดบินออกไป และปักเข้าที่ลำคอสวี่อี้เฟย “บัดซบ! ข้าจะฆ่าให้ตายเดี๋ยวนี้!” ไม่ทันที่สวี่อี้เฟยจะรวบ
เจิ้งถงมองมารดาของเขา และไม่ได้เอ่ยสิ่งใด กระทั่งในช่วงเวลาที่เดินอยู่บนแนวกำแพงสูง เพื่อไปใช้ช่องทางลับที่จะออกจากประตูวังหลวงทางด้านหลัง ยามนั้นมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัว “คุ้มกันรัชทายาทและพระสนม!” เสียงที่ดังอย่างดุดัน ไม่ใช่ใครหากเป็นหลี่ซาง ซึ่งกลายมาเป็นองครักษ์นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีองครักษ์เงาอีกสองคนที่เผยตัวให้เห็นในยามมีเรื่องฉุกเฉิน “พวกเจ้าชอบเล่นซ่อนแอบกับข้าเสมอใช่หรือไม่” เจิ้งถงเอ่ยกับองครักษ์เงาที่อยู่ในวัยหนุ่มน้อย ทั้งคู่คือเสี่ยวปิงและเสี่ยวหวิน ลูกชายบุญธรรมเส้าเฟิง “ลูกเจิ้ง มาหลบตรงนี้!” หยวนหยวนร้องบอก แม้รู้ว่ามีผู้เยี่ยมยุทธ์ช่วยนางกับลูกชายได้ แต่การไม่ประมาทย่อมดีที่สุด ในขณะเดียวกัน เหล่าชายชุดดำเพิ่มจำนวนมากเป็นสองเท่าตัว รวมถึงขันที และนางกำนัลที่ติดตามหยวนหยวนก็แปรพักตร์ พวกเขาเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมา ความโกลาหล และตึงเครียดเกิดอยู่ราวๆ ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปดับ จากนั้นเหม่ยเหนียงก็เผยตัวอยู่บนหอสูงอีกฝากหนึ่ง นางเตรียมสั่งพลธนูที่ดักซุ่มอยู่สังหารหยวนหยวนกับเจิ้งถง “ฮิๆ ๆ เจ้านี่ เมื่อไหร่ถึงจะตา
คืนนี้ฝนตกหนักเหลือเกิน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมแจ้งชัดว่ามีพายุหนักพัดเข้าเมืองหลวง “ข้าไม่ไหว แม่นมหลัว หมอหลวงมาถึงหรือยัง” หยวนหยวนว่า และนางตัวร้อนเป็นอาการของคนมีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ศีรษะก็ปวดตุบๆ อยู่ตลอด “พระสนม...หมอหลวงกำลังเดินทางมา ผิดแต่ยามนี้ มีสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน จึงทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปบ้าง” “เจ้าหมายถึง...” “ข่าวว่า องค์หญิงเก้ากับราชบุตรเขยสับเปลี่ยนทหารหลายกองในวังหลวง ดูท่าอาจมีความไม่ชอบมาพากล” “เมื่อสามวันก่อนที่ตลาดเกิดการจราจร ที่หอกระจายข่าว และสำนักศึกษาหลายแห่งก็ถูกเผา...” หยวนหยวนทบทวนควาทรงจำของตน เรื่องนี้เซี่ยงอี่เป็นคนมารายงาน “บ่าวคาดว่า คงไม่ใช่แค่นั้น บางทีอาจถึงขั้นมีการก่อกบฏ!” เซี่ยงอี่ขยายความเพิ่ม และสิ่งที่หยวนหยวนรับรู้ไม่ได้เกินจริง ที่ทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดนี้ ล้วนเป็นฝ่ายอินปั๋วส่งเสริมให้เหม่ยเหนียงกับสามีนางกระทำแผนร้ายสำเร็จ และราชบุตรเขย ก็คือองค์ชายผู้มาจากแคว้นจื่อ เขาเพิ่งเกี่ยวดองกับเหม่ยเหนียงเมื่อปลายปีก่อน และยามนี้ได้รวบรวมกำลัง และคิดแย่งชิงบัลลังก์จากเหลียงเซียน
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กน้อยไม่อาจรู้ได้ นางไม่กล้าขยับไปไหน พอฟ้ามืด ข้างนอกมีเสียงสัตว์น่ากลัว ทั้งหมาป่า เสียงแมลงชวนหลอน นอกจากนั้นเป็นเสียงนกร้องราวกับภูตผีปีศาจ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ แม่นางน้อยจำต้องอยู่เงียบๆ พร้อมกินของที่คนพวกนั้นทิ้งไว้ให้ ทว่าพอกินจนหมดกลับทำให้สลบไปเกือบสองวันสองคืน! “แม่นางน้อย เหตุใดเจ้าถึงแต่งตัวเป็นชาย” นายพรานถามย้ำอีกหน เด็กหญิงไม่อาจตอบ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนที่เลี้ยงดูนางอย่างลับๆ เรียกนางว่า คุณชายน้อย เสี่ยวปา ชื่อที่ไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป “หยวนเอ๋อร์...เจ้าจำสิ่งใดได้หรือไม่” แม้เติบโตเป็นดรุณีใบหน้างดงามแล้ว แต่นายพรานมักถามเช่นนี้ ทว่าหยวนหยวนกลับส่ายหน้า ภาพอดีตรางเลือน นางละม้ายว่าตนอยู่ในห้องแคบๆ บางคราได้ออกไปวิ่งเล่นที่สวน เมื่อออกจากพื้นที่ส่วนตัว นางในวัยเด็กจะถูกจับแต่งตัวเป็นชาย มีคนคอยดูแลอยู่สองคน พวกนางเป็นสตรี มักสวมหมวกตาข่ายปกปิดใบหน้า หยวนหยวนส่ายหน้าช้าๆ นางไม่ลงเหลือสิ่งใดติดค้างในหัว จึงตอบนายพรานว่า “ข้า รู้แต่วันนี้ เป็นลูกท่านพ่อ นายพรานผู้ยิ่งใหญ่” อีกฝ่ายได้ย







