LOGINห้องหนังสือชั้นสองของจวนแม่ทัพ
หยางอี้คังนั่งอยู่ในนั้น สีหน้าเคร่งขรึมอยู่สักหน่อย หลายคืนแล้วที่ไม่ได้ออกไปโรงสุราหรือเที่ยวหาความสำราญยังสำนักโคมเขียว ทั้งหมดเป็นเพราะจิตใจกระวนกระวายอยู่กับสาวงามของที่ชื่อซูกุ้ยฟาง!!
มันเป็นเวรกรรมโดยแท้ เขาไม่น่ายื่นมือเข้าไปช่วยสตรีผู้นี้ นางอาจนำภัยใหญ่หลวงมาให้ กระนั้นเมื่อมองโฉมสะคราญ ใจก็อยู่เหนือเหตุผลทั้งหมด
แต่แรกเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับนาง กระนั้นภาพสาวงามถูกเร่ขายในตลาดทำให้สงสารและเห็นใจ ทว่าหลังจากที่รับนางมาไว้ที่เรือน ซูกุ้ยฟางก็เริ่มแผลงฤทธิ์ ทั้งหมดนี้เขาล่วงรู้ว่านางกำลังเล่นละครตบตา หวังให้เขาข่มเหง ซึ่งจะเพื่อการใดหากไม่ใช่นางอยากตกเป็นของเขา จากนั้นคงใช้เรื่องนี้ยกฐานะตนกลับคืน เปลี่ยนหนังสือซื้อขายตัวเป็นหนังสือตบแต่งฮูหยินเข้าสกุลหยาง ความฉลาดของนางนั้นนับว่าไม่เบาทีเดียว
“ซูกุ้ยฟาง ข้าหายินดีหากต้องถูกเจ้าหยามหมิ่นความเป็นชาย!”
เมื่อเขากล่าวจบประตูด้านหน้าจึงถูกเคาะ อึดใจต่อมาเขาได้ยินเสียงหวานหยดที่พยายามปั้นแต่งของซูกุ้ยฟาง
“ได้เวลาน้ำชาและของว่างแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ!”
“ข้าอยากอยู่แบบสงบๆ ไม่ได้รึอย่างไร” หนุ่มหล่อแสร้งปั้นเสียงขรึมเพื่อปรามทั้งนางและสติตนที่ว่อกแว่กเหลือเกิน
“มิได้เจ้าค่ะ ผู้น้อยมีหน้าที่ดูแลความสุขแก่ท่าน ลืมแล้วหรือไรว่ากุ้ยฟางถูกซื้อมา และชีวิตนับจากนี้เป็นของท่านแม่ทัพหยางแต่เพียงผู้เดียว”
“ฮ่าๆๆ คำพูดเจ้าช่างน่าเอ็นดู”
สิ้นคำประชดประชันบานประตูก็ถูกเปิดเข้ามา และภาพที่ดวงตาคมกริบดุจพญานกอินทรีได้พบคือสตรีที่ใส่เสื้อผ้าบางเบา เป็นเสื้อที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันรัดอยู่เหนือเนินหน้าอกอวบอิ่มสะดุดตา และนางเผยไหล่ขาวนวลเนียน มีเพียงผ้าคลุมไว้อย่างหมิ่นเหม่ อีกทั้งกิริยาเยื้องย่างน่าดูชม คล้ายนางแมวน้อยยั่วยวนกิเลส มิหนำซ้ำยังทำตาโตและแสร้งหลบสายตาเขายามถูกจ้องมองเป็นระยะๆ
หยางอี้คังกระแอมกระไอสองสามหน เขาต้องการดึงสติตนที่เตลิดไปไกลกลับคืน ไม่ให้คิดหื่นกระหายต่อหญิงสาวที่แต่งตัวเปิดเผยเนื้อหนังตรงหน้า
ซึ่งปกติเขาหลงใหลความอ่อนหวานและเรือนกายหอมๆ ของสตรีอีกทั้งยังขยันอุ่นเตียงอยู่เสมอ แต่จู่ๆ เมื่อพบหญิงงามนางนี้กลับรู้สึกแตกต่าง มิใช่ไร้ความสิเน่หา แต่เป็นเพราะเขาอยากให้ทุกอย่างถูกต้อง อีกทั้งต้องการได้หัวใจซูกุ้ยฟาง หัวใจที่จะรักเขาอย่างแท้จริง มิใช่เคลือบแคลงด้วยเล่ห์กลอื่น
ในห้วงเวลานี้เขาตระหนักถึงเขาคำพูดของหมอดูตาบอดพเนจรที่บอกว่า เขาจะได้ช่วยชีวิตหญิงสาวนางหนึ่ง สตรีผู้นี้จะพลิกชีวิตเขาไปอีกด้าน แต่ให้พึงระวังเรื่องอุ่นเตียง ซึ่งเขาก็แปลกใจอยู่ครามครัน ในใต้หล้านี้จะมีสตรีนางใดปราบแท่งหยกงดงามและอันใหญ่ยักษ์ของเขาให้สงบและเชื่องลงได้
แน่ละ ชื่อเสียงแม่ทัพเตียงหักมิใช่เป็นเพียงเรื่องเล่าขานเล่นๆ แต่มันเกิดขึ้นเมื่อตอนเขารับตำแหน่งใหม่ๆ องค์รัชทายาทได้เสนอหญิงงามให้เขาถึงสามคน เพื่อไม่ให้พวกนางน้อยหน้ากัน เขาจึงได้มอบความสำราญแก่หญิงงามเหล่านั้นบนเตียงไม้หลังใหญ่อย่างพร้อมเพรียง และนั่นกลายเป็นข่าวใหญ่โต เพราะยังไม่ทันได้เสร็จกิจขาเตียงก็หักดังโครม!
กระทั่งมีช่างตีเหล็กฝีมือดีเสนอจะทำเตียงเหล็กให้เขา แต่แม่ทัพหยางปฏิเสธ ข่าวนี้ยิ่งเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว ในที่สุดหยางอี้คังจึงมีฉายาว่า ‘แม่ทัพเตียงหัก’ ไปโดยปริยาย
หลังเหตุการณ์ขาเตียงหักก็มีเหตุร้ายตามมา สามปีหลังจากนั้นเขาก็ชนะสงครามทางใต้ ได้หญิงงามเป็นของขวัญ คราวนี้พวกนางมากันถึงห้าคน ชายหนุ่มก็ปรนเปรอมอบความสุขให้อย่างถ้วนทั่ว เพราะเขาอยู่ในวัยกลัดมันและลุ่มหลงเรื่องอุ่นเตียงเป็นทุนอยู่แล้ว ทว่าพอเสร็จกิจหญิงสาวทั้งห้าต่างเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา จะว่าตายคาอกก็มิผิด เรื่องดังกล่าวจึงฝังใจเขาเรื่อยมาก พลอยให้หยางอี้คังไม่อยากยุ่งเกี่ยวเสพรักกับสตรีนางใด
ดวงตาคมหรี่มองหญิงงามตรงหน้า นางสวยบาดตามากด้วยแรงขับเคลื่อนทางเพศ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกไม่ไว้วางใจ คือหญิงสาวผู้นี้ดูอย่างไรก็ผิดแผกจากสตรีทั่วไป จนเขาเกรงว่านางอาจมีประสงค์ร้ายแอบแฝง แต่เขายังไม่แจ้งใจเรื่องนี้
“เจ้านึกเช่นไร ถึงได้แปลงโฉมตนเป็นหญิงในสำนักโคมเขียว”
หยางอี้คังถาม เขามิอาจละสายตาจากสตรีเบื้องหน้า หัวใจชายหนุ่มเต้นแรงจนรู้สึกประหม่า ด้วยซูกุ้ยฟางกะพริบแพขนตาถี่ๆ และยังทำปากเผยอราวกับซดน้ำแกงร้อนๆ และมีรสจัด
“เจ้าดูเหมือนร้อนและเผ็ด!”
“เปล่าเสียหน่อยท่านแม่ทัพ ผู้น้อยแค่หิว!”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วหนาเป็นแพทั้งสองข้างขึ้น สตรีเช่นนี้เขาไม่เคยพบพาน
“โอ้ ผู้น้อยเพียงแค่เย้าท่านแม่ทัพ ที่ทำทั้งหมดนี้เพราะอยากเป็นอาหารตาให้ท่านสำราญใจ”
หญิงสาวตอบอย่างเปิดเผยเจตนาชวนอุ่นเตียง ส่งผลให้แม่ทัพหนุ่มทำเสียงคำรามเตือน เขาอยากเอ่ยปากต่อว่านางอยู่บ้าง แต่เห็นว่าศีรษะนางได้รับการกระทบกระเทือนหลายส่วน และยังจากบ้านจากเมืองมาไกล เขาเลยต้องเก็บคำพูดร้ายๆ เอาไว้ กระนั้นยังไม่วายเหน็บนางพอให้รู้จักสงวนท่าที
“ข้าควรเรียกหมอจากสำนักแพทย์ประจำเมืองหรือไม่ เหตุใดถึงทำตัวเหมือนสตรีประหลาดที่ถูกนางจิ้งจอกสิงร่าง”
ซูกุ้ยฟางยืนตะลึงนานหลายอึดใจ ก่อนบีบน้ำตาออกมา กิริยานางทำให้หยางอี้คังแปลกใจ
“ทะ ที่ผู้น้อยทำไปทั้งหมด เพราะไม่อยาก...ถูกท่านแม่ทัพส่งตัวไปยังชายแดน หรือต้องกลายเป็นเมียโจร หากร้ายแรงกว่านั้น ทะ ท่านคงขายให้ไปเป็นคณิกา ตอนที่อยู่ในตลาดผู้น้อยกลัวจับใจ ท่านแม่ทัพอย่าได้กระทำต่อผู้น้อยเยี่ยงนั้นเลย หากต้องตกต่ำอีกหน สตรีแซ่ซูขอกัดลิ้นตัวเองตาย หรือไม่ท่านแม่ทัพโปรดมอบยาพิษแก่ผู้น้อย แต่หากยังมีเมตตา ขอเป็นยาพิษที่ไม่ทำให้ร่างกายงดงามนี้อุจาดตาเมื่อสิ้นลมหายใจ”
ชายหนุ่มได้ฟังคำสาธยายยาวเหยียดก็ทึ่งในความช่างเจรจาของสาวงามจนต้องอมยิ้ม ซูกุ้ยฟางเป็นหญิงสาวที่แตกต่างจากผู้ใดที่เขาเคยเกี้ยว กระนั้นเขาก็เลือกทำเสียงคำรามดุๆ ใส่สาวงาม
“เหลวไหล เห็นข้าเป็นบุรุษใจดำอำมหิตเช่นนั้นหรือ”
“ผะ ผู้น้อยผิดไปแล้ว แต่เท่าที่ทราบตอนนี้ ทะ ท่านแม่ทัพ...ไม่อยากเหลียวแล ผู้น้อย!”
ร่างสูงลุกขึ้นจากม้านั่ง ส่งสายตาคมมองร่างเย้ายวนที่มีกลิ่นกายหอมหวาน พลางคิดในใจว่า หากเขาจะลิ้มชิมรสชาตินางสักคราจะเป็นการดีหรือไม่
“บุรุษเช่นข้าย่อมมีเหตุผล และหญิงงามเช่นเจ้า หากผู้ชายมิตายด้านหรือนิยมการตัดแขนเสื้อ ย่อมสยบแทบเท้ามิอาจหันใจไปทางอื่น”
ซูกุ้ยฟางมองใบหน้าคมคาย ก่อนหยุดที่ดวงตาดุจพญานกอินทรีของหยางอี้คัง
“แล้วท่านแม่ทัพเล่า คิดเห็นการใดต่อผู้น้อย”
“กุ้ยฟาง หากไม่หลงเสน่ห์เจ้า มีหรือที่ข้าจะยื่นมือเข้าไปช่วย ทั้งที่รู้ว่าในภายภาคหน้าอาจมีเรื่องยุ่งยากตามมาไม่จบสิ้น”
หญิงสาวสะดุดใจในถ้อยคำของเขา
“ผู้น้อยเป็นเพียงสตรีบอบบาง หวังพึ่งต้นไม้ใหญ่เยี่ยงท่านแม่ทัพ อาศัยหลบฝน หลบแดด ไฉนจะกล้าสร้างความรำคาญใจ”
“ฮ่าๆๆ กล่าวได้ดี เจ้าเป็นสตรีซึ่งมีความคิดความอ่านหาได้ยากยิ่ง เช่นนี้ข้าควรทำอย่างไรกับเจ้า”
คำถามนั้นสร้างความปั่นป่วนในใจของซูกุ้ยฟาง ในหัวตอนนี้คือทำอย่างไรก็ได้ให้เขาพานางขึ้นเตียง และมอบบุตรหัวปีท้ายปีเข้าไปอยู่ในเรือนกายสวยงามนี้
“แม่ทัพหยาง สตรีต่ำต้อยที่ถูกบิดาผลักไสออกจากเรือนมาเป็นของกำนัล และโชคร้ายกลายไปเป็นสินค้าในตลาดด้วยราคาเทียบเท่าบ๊ะจ่างหนึ่งลูก ท่านยังจะสนใจเหลียวแลหรือไม่”
หยางอี้คังพิศใบหน้าของซูกุ้ยฟาง มิใช่เพียงความงามที่นางมี สตรีผู้นี้ยังเฉลียวฉลาด ช่างเอาอกเอาใจ และแฝงความเจ้าเล่ห์อยู่หลายส่วน
“กุ้ยฟาง อย่าได้กล่าวดูถูกตน”
เอ่ยจบแม่ทัพหยางก็ประคองซูกุ้ยฟาง พาหญิงสาวออกไปสูดอากาศที่ระเบียงด้านนอก
หยวนหยวนมองเหลียงเซียนซี ในวันนี้เขามีสวี่หยางซิน อยู่ใกล้ๆ ทว่าสภาพชายหนุ่ม ค่อนข้างไร้ราศี อีกทั้งการถูกน้องสาวและมารดาวางยาตั้งแต่เด็กส่งผลมาจนทุกวันนี้ สมองเขาได้รับการกระทบกระเทือน ขาข้างหนึ่งก็อ่อนเปลี้ยไม่ใคร่จะมีแรง “ในที่สุดก็ได้พบหน้ากันก่อนที่ข้าจะสิ้นใจ อี๋เหนียงสี่” หยวนหยวนพยักหน้าให้อีกฝ่าย และเอ่ยว่า “การมาเมืองหลวงครั้งนี้ คงเป็นครั้งสุดท้ายของข้า ดังนั้นหลายสิ่งที่ติดค้างกัน ขอให้ฝ่าบาทอภัยด้วย” “ไม่เลย เป็นเราที่ทำผิดต่ออี๋เหนียง รวมถึงฮองเฮา” เหลียงเซียนซีกล่าว และเอื้อมมือไปหาสวี่หยางซิน “ฝ่าบาท ชีวิตข้ากับพี่สาวลิขิตไว้เช่นนี้ อีกอย่างวันนี้นับว่าเป็นวันดี ที่ข้ากับนางได้อยู่พร้อมหน้า อย่าได้กล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้ทุกข์ใจเลย” สวี่หยางซินตัดทุกปัญหาออก สำหรับนางชีวิตในวังหลวงอาจไม่ใช่สิ่งที่เลือกตั้งแต่แรก กระนั้นก็ได้ดูแลคนที่นางรัก ทั้งยังเห็นบุตรชายของพี่สาวเติบโต ส่วนตัวนางเป็นคนที่มีกรรม เพราะอดีตถูกจางเจิ้นกับสวี่อี้เฟยวางยาจนไม่อาจมีบุตร ดังนั้นจึงเข้าใจหัวอกของเหลียงเซียนซีดี ทั้งคู่ต่างมีปมในใจ ชีวิตที่ได้ใช้ร่วมก
สามเดือนต่อมา หยวนหยวนมองคนที่อยู่ปลายเตียง ยามนี้นางเริ่มแพ้ท้องหนัก และเส้าเฟิงสรรหาอาหารเลิศรส ทั้งของคาว หวานกับผลไม้มาให้นาง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคอยเอาอกเอาใจ ราวกับต้องการชดเชยความผิดในหลายปีที่ได้กระทำต่อนาง “พี่เส้า อีกไม่นานข้าคงต้องกลายเป็นแม่หมูที่เอาแต่นั่งกินนอนกินเป็นแน่ ให้ข้าได้ดูแลท่านบ้างเถิด” “อาหยวนที่เจ้ายอมตั้งครรภ์ให้บุรุษผู้นี้ นับว่าประเสริฐแล้ว ไฉนต้องลงแรงทำสิ่งอื่น” “มิได้ สามีภรรยากันต้องใส่ใจ และผ่อนปรนสิ่งต่างๆ ที่หนักอึ้งของอีกฝ่าย” เมื่อนางเอ่ยเช่นนั้น ก็เหมือนเป็นการเปิดทางแก่เส้าเฟิง “นับว่าดี... ศรีภรรยาอย่างอาหยวน เข้าใจข้าคนมือหยาบตีนหยาบอย่างที่สุด” กล่าวจบ มือใหญ่ๆ ที่นวดปลายเท้าหยุดออกแรง ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่หยวนหยวนซ่านสยิวใจ “พี่เส้าจะทำสิ่งใด” ดวงตาคมกริบคู่นั้นมีประกายพราวระยับ และเขาเอ่ยว่า “เป็นทาสรับใช้ฮูหยินของข้าอย่างไรเล่า” เมื่อเขากล่าวจบ ริมฝีปากชื้นจัดก็แนบลงที่หลังเท้าของหยวนหยวน จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมจางๆ หลังจากที่นางอาบน้ำนมแพะอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม
และด้วยความแค้นที่สะสม ทั้งได้รับการฝึกฝนให้ใช้อาวุธหลายปี สวี่อี้เฟยจึงเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ เป็นดาบเขากวางที่มีความคมกริบ “ข้าเรียนรู้มันมานาน เพื่อใช้สังหารเจ้าโดยเฉพาะ” เมื่อเอ่ยด้วยความแค้นจบ สวี่อี้เฟยก็พุ่งตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกหลี่ซางถีบกระเด็นไปไกล แต่นางยังสามารถพ่นเข็มเงินในปากใส่ผู้อื่น แล้วทะยานกลับมาหาหยวนหยวน ขณะเดียวกันหลี่ซางต้องรับมืออีกหลายสิบชีวิตที่จู่โจมเขาอย่างลอบกัด จึงไม่อาจป้องกันภัยแก่หยวนหยวน “ไหนล่ะ... ใครจะมาช่วยเจ้า ฝ่ายฮ่องเต้คงนอนป่วย ป่านนี้ชีวิตก็ไม่อาจรักษา ส่วนเจ้า... อย่าหวังว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าเลย” สวี่อี้เฟยเอ่ยจบก็ใช้กระบวนท่าประหลาดล้ำ พร้อมบ่ายหน้าพาดาบเขากวางเข้ามาเล่นงานหยวนหยวน กระทั่งความคมของมันบาดหัวไหล่ขวาหยวนหยวนสำเร็จ “เจ้าจะทรมานกว่านี้ เพราะดาบเขากวางอาบพิษ และข้ายังจะเฉือนเนื้อเจ้าให้ขาดรุ่งริ่งด้วย!” คำขู่ดังกล่าวไม่เกินเลยสักนิด หยวนหยวนกระอักเลือดกองโต และเป็นเสี้ยวอึดใจนั้น นางซัดมีดบินออกไป และปักเข้าที่ลำคอสวี่อี้เฟย “บัดซบ! ข้าจะฆ่าให้ตายเดี๋ยวนี้!” ไม่ทันที่สวี่อี้เฟยจะรวบ
เจิ้งถงมองมารดาของเขา และไม่ได้เอ่ยสิ่งใด กระทั่งในช่วงเวลาที่เดินอยู่บนแนวกำแพงสูง เพื่อไปใช้ช่องทางลับที่จะออกจากประตูวังหลวงทางด้านหลัง ยามนั้นมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัว “คุ้มกันรัชทายาทและพระสนม!” เสียงที่ดังอย่างดุดัน ไม่ใช่ใครหากเป็นหลี่ซาง ซึ่งกลายมาเป็นองครักษ์นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีองครักษ์เงาอีกสองคนที่เผยตัวให้เห็นในยามมีเรื่องฉุกเฉิน “พวกเจ้าชอบเล่นซ่อนแอบกับข้าเสมอใช่หรือไม่” เจิ้งถงเอ่ยกับองครักษ์เงาที่อยู่ในวัยหนุ่มน้อย ทั้งคู่คือเสี่ยวปิงและเสี่ยวหวิน ลูกชายบุญธรรมเส้าเฟิง “ลูกเจิ้ง มาหลบตรงนี้!” หยวนหยวนร้องบอก แม้รู้ว่ามีผู้เยี่ยมยุทธ์ช่วยนางกับลูกชายได้ แต่การไม่ประมาทย่อมดีที่สุด ในขณะเดียวกัน เหล่าชายชุดดำเพิ่มจำนวนมากเป็นสองเท่าตัว รวมถึงขันที และนางกำนัลที่ติดตามหยวนหยวนก็แปรพักตร์ พวกเขาเผยอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมา ความโกลาหล และตึงเครียดเกิดอยู่ราวๆ ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปดับ จากนั้นเหม่ยเหนียงก็เผยตัวอยู่บนหอสูงอีกฝากหนึ่ง นางเตรียมสั่งพลธนูที่ดักซุ่มอยู่สังหารหยวนหยวนกับเจิ้งถง “ฮิๆ ๆ เจ้านี่ เมื่อไหร่ถึงจะตา
คืนนี้ฝนตกหนักเหลือเกิน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมแจ้งชัดว่ามีพายุหนักพัดเข้าเมืองหลวง “ข้าไม่ไหว แม่นมหลัว หมอหลวงมาถึงหรือยัง” หยวนหยวนว่า และนางตัวร้อนเป็นอาการของคนมีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ศีรษะก็ปวดตุบๆ อยู่ตลอด “พระสนม...หมอหลวงกำลังเดินทางมา ผิดแต่ยามนี้ มีสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน จึงทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปบ้าง” “เจ้าหมายถึง...” “ข่าวว่า องค์หญิงเก้ากับราชบุตรเขยสับเปลี่ยนทหารหลายกองในวังหลวง ดูท่าอาจมีความไม่ชอบมาพากล” “เมื่อสามวันก่อนที่ตลาดเกิดการจราจร ที่หอกระจายข่าว และสำนักศึกษาหลายแห่งก็ถูกเผา...” หยวนหยวนทบทวนควาทรงจำของตน เรื่องนี้เซี่ยงอี่เป็นคนมารายงาน “บ่าวคาดว่า คงไม่ใช่แค่นั้น บางทีอาจถึงขั้นมีการก่อกบฏ!” เซี่ยงอี่ขยายความเพิ่ม และสิ่งที่หยวนหยวนรับรู้ไม่ได้เกินจริง ที่ทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดนี้ ล้วนเป็นฝ่ายอินปั๋วส่งเสริมให้เหม่ยเหนียงกับสามีนางกระทำแผนร้ายสำเร็จ และราชบุตรเขย ก็คือองค์ชายผู้มาจากแคว้นจื่อ เขาเพิ่งเกี่ยวดองกับเหม่ยเหนียงเมื่อปลายปีก่อน และยามนี้ได้รวบรวมกำลัง และคิดแย่งชิงบัลลังก์จากเหลียงเซียน
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กน้อยไม่อาจรู้ได้ นางไม่กล้าขยับไปไหน พอฟ้ามืด ข้างนอกมีเสียงสัตว์น่ากลัว ทั้งหมาป่า เสียงแมลงชวนหลอน นอกจากนั้นเป็นเสียงนกร้องราวกับภูตผีปีศาจ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ แม่นางน้อยจำต้องอยู่เงียบๆ พร้อมกินของที่คนพวกนั้นทิ้งไว้ให้ ทว่าพอกินจนหมดกลับทำให้สลบไปเกือบสองวันสองคืน! “แม่นางน้อย เหตุใดเจ้าถึงแต่งตัวเป็นชาย” นายพรานถามย้ำอีกหน เด็กหญิงไม่อาจตอบ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนที่เลี้ยงดูนางอย่างลับๆ เรียกนางว่า คุณชายน้อย เสี่ยวปา ชื่อที่ไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป “หยวนเอ๋อร์...เจ้าจำสิ่งใดได้หรือไม่” แม้เติบโตเป็นดรุณีใบหน้างดงามแล้ว แต่นายพรานมักถามเช่นนี้ ทว่าหยวนหยวนกลับส่ายหน้า ภาพอดีตรางเลือน นางละม้ายว่าตนอยู่ในห้องแคบๆ บางคราได้ออกไปวิ่งเล่นที่สวน เมื่อออกจากพื้นที่ส่วนตัว นางในวัยเด็กจะถูกจับแต่งตัวเป็นชาย มีคนคอยดูแลอยู่สองคน พวกนางเป็นสตรี มักสวมหมวกตาข่ายปกปิดใบหน้า หยวนหยวนส่ายหน้าช้าๆ นางไม่ลงเหลือสิ่งใดติดค้างในหัว จึงตอบนายพรานว่า “ข้า รู้แต่วันนี้ เป็นลูกท่านพ่อ นายพรานผู้ยิ่งใหญ่” อีกฝ่ายได้ย







