LOGINสามคนพ่อแม่ลูก นั่งรถม้าออกจากหมู่บ้านในขณะที่คนที่ตื่นเต้นที่สุด เห็นจะเป็นบุตรชายตัวน้อยที่เอาแต่ชี้นั่นชี้นี่เพื่อหาบทสนทนากับบิดาของตนอยู่ตลอดเวลา ในตอนแรกเซี่ยเป่าเจินนั้นกลัวว่าชายหนุ่มจะรู้สึกรำคาญบุตรชายจนแสดงอาการออกมาแล้วอาจจะทำให้บุตรชายของนางเกิดความไม่มั่นใจและเสียใจ แต่ในเวลาต่อมานางกลับพบว่านอกจากบุตรชายของนางที่พยายามจะหาบทสนทนาเพื่อมาพูดคุยกับบิดาแล้ว สามีของนางก็ดูเหมือนจะพยายามทำเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน ทำให้ตลอดเส้นทางเป็นไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองซัวเถา ถนนทั้งสองด้านก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนดูครึกครื้นไม่น้อย ซ่งรุ่ยหยางสั่งให้เหลียนถังบังคับม้าไปจอดเทียบยังหน้าร้านที่ขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการเกษตร เมื่อมาถึงก็เป็นเขาที่ก้าวลงรถม้าก่อนใคร เซี่ยเป่าเจินคิดว่าเขาคงจะลงไปเพื่อทำธุระของเขากระมัง แต่เมื่อนางก้าวออกมาจากรถม้าก็พบว่าร่างสูงกำลังเอื้อมแขนมารับตัวบุตรชาย ก่อนจะวางร่างเล็กลงบนพื้นอย่างอ่อนโยนแล้วหันมาส่งมือให้กับนาง
หญิงสาวชะงักเล็กน้อยก่อนจะมองไปที่มือของสามี นางอยากจะปฏิเสธเขาไปแต่เพราะว่าบุตรชายกำลังมองอยู่ทำให้นางจำต้องยอมรับการช่วยเหลือในครั้งนี้โดยดุษณี ก่อนจะหันไปขอบคุณชายหนุ่ม
ระหว่างนั้นก็มีสายตาของสาวใช้คนสนิทและบ่าวรับใช้ที่ก้มหน้าลอบส่งยิ้มให้กันอย่างลับ ๆ แม้ว่าคุณชายที่เป็นเช่นนี้เขาจะไม่รู้สึกชินเลยสักนิด แต่มันก็ดีไม่น้อยที่ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จะค่อย ๆ พัฒนาและดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้
"ขอบคุณมากเจ้าค่ะ" ซ่งรุ่ยหยางมิได้ตอบอันใด เขาทำเพียงส่งยิ้มที่มุมปากให้กับนางเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจที่แห้งแล้งของนางกลับมาเต้นแรงได้อีกครั้ง ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินจะส่งสัญญาณเตือนให้กับตนเองว่า นางจะไม่มีทางหลงกลรอยยิ้มเช่นนั้นของเขาอีกเป็นอันขาด!
"เป่าเกอ เจ้าไปดูเมล็ดดอกไม้กับแม่ดีหรือไม่"
"ดีขอรับท่านแม่" เซี่ยเป่าเจินยื่นมือส่งออกไปหาบุตรชาย ก่อนที่อีกฝ่ายจะยื่นมือมาจับมือของมารดาแล้วเดินเข้าไปในร้านพร้อม ๆ กัน ในขณะที่มีชายหนุ่มคอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง
"ไม่ทราบว่าฮูหยินท่านนี้กำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือขอรับ" พนักงานขายเดินเข้ามาหาหญิงสาวด้วยท่าทีอ่อนน้อม ก่อนจะเอ่ยถามถึงความต้องการของนาง
"ข้าอยากจะได้เมล็ดพันธุ์ผักและดอกไม้สักหน่อยเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าที่นี่มีสิ่งใดบ้าง"
"เช่นนั้นเรียนเชิญฮูหยินทางด้านนี้เลยขอรับ" เซี่ยเป่าเจินเดินตามพนักงานขายเข้าไปที่มุมมุมหนึ่งของร้าน ก่อนจะพบกับเมล็ดพันธุ์มากมาย กระทั่งเมล็ดพันธุ์ที่หายากที่นี่ก็ยังมีขาย หญิงสาวมองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยชื่นชมร้านค้าดังกล่าว
"ที่นี่ช่างดียิ่งนัก แม้แต่เมล็ดพันธุ์หายากก็ยังมีขาย"
"ฮูหยินชมเกินไปแล้วขอรับ เป็นเพราะนายท่านของเรามักจะสรรหาสิ่งแปลกใหม่ ในระหว่างที่เดินทางไปค้าขายที่ต่างเมืองแล้วนำมาขายที่ร้าน เพียงแต่คนที่นี่มิค่อยมีคนรู้จักมันเท่าใดนัก ในพื้นที่ดินของตระกูลติงของเราจึงมีแปลงพืชสาธิตให้ได้ชมโดยไม่มีเบี้ยในการเข้าชมด้วยขอรับ" เซี่ยเป่าเจินที่ได้ยินว่ามีสถานที่เช่นในโลกปัจจุบันที่นางจากมา พลันสายตาของนางก็เกิดประกายความหวังอย่างตื่นเต้น ก่อนที่หญิงสาวจะให้ความสนใจกับมันเป็นอย่างมาก
"จริงหรือ! ช่างน่าสนใจยิ่งนัก"
"หากว่าฮูหยินสนใจอยากจะแวะเข้าไปเยี่ยมชมก็สามารถเข้าไปได้ทุกวันเลยขอรับ สวนพฤกษาพืชพันธุ์ตระกูลติงย่อมยินดีต้อนรับท่าน"
"ย่อมต้องไปแน่ ข้าย่อมต้องแวะไปชมให้ได้สักครั้ง ไม่ทราบว่าสถานที่ที่ว่านั้นอยู่ที่ใดงั้นหรือ"
"เรียนฮูหยิน สวนพฤกษาของเราอยู่ห่างจากตัวเมืองซัวเถาราว ๆ สามสิบลี้ไปทางด้านทิศตะวันออกขอรับ"
"เช่นนั้นวันนี้ ข้าขอซื้อเมล็ดไป๋ช่าย(ผักกาด) หลัวโป(หัวไชเท้า) ฉินช่าย(ขึ้นช่าย) ซีหงซื่อ(มะเขือเทศ) เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน"
"เช่นนั้นฮูหยินโปรดรอสักครู่ ขอรับ"
"ได้!"
หลังจากนั้นเพียงครู่พนักงานขายก็ออกมาพร้อมกับห่อเมล็ดพันธุ์
"เรียนฮูหยิน ของที่ท่านเลือกซื้อได้แล้วขอรับ!"
"ขอบใจท่านมาก อาซิ่วจ่ายเงินให้เถ้าแก่ที"
"เจ้าค่ะฮูหยิน"
"เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ หากว่ามีโอกาสจะแวะไปชมสวนพฤกษาที่ท่านว่าให้ได้"
"ทางเรายินดีต้อนรับท่านทุกเมื่อขอรับ"
เซี่ยเป่าเจินสั่งให้หงซิ่วจ่ายเงินก่อนจะเดินออกมาจากร้าน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการมองดูห้างร้านอื่น ๆ เสียงทุ้มอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ไม่คิดว่าฮูหยินจะชื่นชมพืชพันธุ์ถึงเพียงนี้" และเสียงนั้นก็ทำให้หญิงสาวหันไปมองก่อนจะเอ่ยตอบชายหนุ่มราวกับขอไปที
"ข้าก็เพียงหางานอดิเรกทำแก้เหงาก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ"
"งานอดิเรก... คือสิ่งใดงั้นหรือ"
"เอ่อ ข้าหมายถึง การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เจ้าค่ะ"
"เป็นเช่นนี้เอง"
"ท่านแม่ ลูกอยากแวะไปร้านขายตำราและเครื่องเขียนขอรับ"
"ร้านเครื่องเขียนงั้นหรือ มิใช่ว่าที่เรือนเราก็ยังมีของเหล่านั้นอยู่หรอกหรือ" ซ่งรุ่ยเป่าที่เห็นมารดารู้ทันก็ได้แต่ก้มหน้า แท้จริงแล้วเขามิได้ขาดสิ่งใดเลย เพราะมารดาคอยหมั่นตรวจตราและหามาเพิ่มให้อยู่เสมอ เพียงแต่เด็กชายต้องการถ่วงเวลาให้บิดามารดาได้ใช้ร่วมกันนานกว่านี้เสียหน่อย และเขาเองก็ยังอยากจะสนทนากับบิดาอีกสักนิด
เซี่ยเป่าเจินที่เห็นใบหน้าเหงาหงอยของบุตรชายก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะคิดในใจว่ายอมตามใจเด็กน้อยสักวันก็แล้วกัน แล้วร่างบางก็เอ่ยบางอย่างขึ้น พลันทำให้บุตรชายของนางเงยหน้าขึ้นจากพื้นด้วยแววตาเป็นประกายเปี่ยมล้น
"เช่นนั้น ก็แวะไปสักหน่อยเถิด แม่เองก็อยากจะได้ตำราเอาไว้อ่านเล่นสักเล่มสองเล่มเช่นกัน"
"ขอรับท่านแม่! ท่านพ่อไปกันเถิดขอรับ" มือเล็กที่ว่างอยู่อีกข้างหันกลับไปคว้ามือหนาของบิดามากุม ก่อนจะส่งยิ้มจนถึงดวงตาให้แก่บิดามารดา วันนี้เป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด จนอยากจะหยุดเวลาเอาไว้เพียงเท่านี้ไม่ต้องการให้มันผ่านเลยไปแม้แต่น้อย
ภาพจูงมือกันของสามคนพ่อแม่ลูก ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนักในสายตาของผู้คนรอบนอก แต่กับหญิงสาวที่กำลังจะตัดใจจากสามีเช่นนางนั้นมันช่างน่าอึดอัดไม่น้อย
ทางด้านโจวฮุ่ยหลานนั้นรู้สึกรำคาญและขยะแขยงชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งนักอีกฝ่ายเป็นคุณชายเสเพลผู้หนึ่งที่ส่งแม่สื่อมาทาบทามนางได้ทุก ๆ เจ็ดวัน หากแต่บิดาและมารดาก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ล่าสุดก็เมื่อเช้านี้ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับนางอีก ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ในขณะที่นางกำลังจะเดินหนีก็ยังเดินตามทั้งยังพยายามจะลวนลามนางจังหวะที่มือของอีกฝ่ายกำลังจะเอื้อมมาเพื่อสัมผัสกับร่างกายของหญิงสาวก็ถูกใครคนหนึ่งตีมือของเขาด้วยพัดอย่างแรง ร่างบางของโจวฮุ่ยหลานถูกรั้งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของซ่งรุ่ยเป่า ในขณะที่เจ้าของอ้อมกอดมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่างเห็นได้ชัด
ห้าปีผ่านไปซ่งรุ่ยเป่าที่สอบได้ตำแหน่งจอหงวนเมื่อสามปีก่อน เขาเข้าทำงานในราชสำนักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขอตัวย้ายถิ่นฐานเพื่อที่จะได้ใช้ความสามารถพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด ฝ่าบาทหลงรักและเอ็นดูหลานชายผู้นี้ไม่น้อย นอกจากมีความสามารถแล้วยังขยันขันแข็งอย่างมาก เดิมทีอยากจะรั้งตัวเอาไว้ใช้งานหากแต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ยินยอมจึงได้มอบตำแหน่งผู้ตรวจการผู้แทนพระองค์พร้อมกับให้ไปประจำการ ณ มณฑลทางใต้ทั้งหมด ทำให้ซ่งรุ่ยเป่าได้กลับบ้านสมใจหวังเสียทีนอกจากนี้ไท่เฟยที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว จึงได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปยังซัวเถาเพื่ออยู่กับหลานชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนาง พร้อมกับอยู่กับเหลน ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ก่อนที่ฮ่องเ
แม่ลูกพบหน้าพูดคุยกัน ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินและสามีจะขอตัวกลับก่อน ในยามที่มารดามาส่งนางที่รถม้าหญิงสาวก็ยังไม่วายเลิกม่านขึ้นโบกมือลาก่อนจะทำสายตาละห้อยอย่างรู้สึกอาลัย ในยามที่มีบุตรแล้วถึงสองคนจึงได้เข้าใจหัวอกมารดาถึงเพียงนี้ทำให้นางยิ่งรู้สึกรักมารดาของนางมากขึ้นไปอีก"เหตุใดจึงได้ทำหน้าเศร้านักเล่า""ข้าคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ""เอาไว้วันหลังเจ้าก็มาเยี่ยมท่านแม่ยายได้อีก เรายังคงรั้งอยู่ที่นี่อีกนาน"
ในวันนี้จวนซ่งช่างคึกคักเสียจริง นอกจากจะฉลองเนื่องในวันครบรอบวันเกิดสิบห้าปีให้แก่คุณชายใหญ่ซ่งรุ่ยเป่าแล้ว ยังเป็นการฉลองความสำเร็จที่อีกฝ่ายสอบได้ลำดับที่หนึ่งของมณฑลอีกด้วย ก่อนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าสองสามีภรรยาจะต้องเดินทางไปส่งบุตรชายยังเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบในฤดูกาลหน้าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่ โจวฮุ่ยหลานเองที่ต้องการมอบของขวัญให้กับเด็กหนุ่มกลับไม่กล้าเดินเข้าไป ในตอนนี้นางพึ่งจะสิบเอ็ดปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ชื่นชอบเขามานานหลายปีหากแต่อีกฝ่ายก็มักเย็นชากับนาง ทำให้โจวฮุ่ยหลานรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าบรรดาสาว ๆ ในเมืองซัวเถาและเหล่าศิษย์พี่ในสำนักต่างก็มาร่วมในงานนี้ ผู้คนมากมายต่างมอบของขวัญให้กับเขา นางก็ได้แต่ก้มลงมองของขวัญในมือของนางก่อนจะค่อย ๆ เก็บมันไว้ในแขนเสื้อตามเดิม
งานแต่งงานของโจวหนิงจินมาถึง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยไร้อุปสรรค เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน สุ่ยจินเยว่จึงได้ถูกปล่อยตัวออกจากห้องหอ หญิงสาวไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว อายก็อาย คนใช้จวนตระกูลโจวต่างร่ำลือว่านายท่านโจวคลั่งรักฮูหยินมากเพียงใดในแต่ละวันก็แทบจะตัวติดกันตลอดเวลากระทั่งสุ่ยจินเยว่ออกไปตรวจร้านค้าของนาง อีกฝ่ายก็ยังจะดั้นด้นตามไปแม้ในวันที่ไม่ค่อยสบายก็ตาม สุ่ยจินเยว่ได้แต่คิดในใจว่านางไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะเป็นหนักถึงเพียงนี้ ยามเกลียดก็เกลียดยามรักก็คลั่งรักถึงเพียงนี้ เขามีสิ่งใดพอดีบ้างหรือไม่!
หากมีผู้มาพบเห็นเรื่องนี้คงจะกลายเป็นเรื่องราวน่าขบขันไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มสามคนมานั่งล้อมวงกันอยู่ภายในศาลากลางสวนดอกไม้ในจวนตระกูลซ่ง โดยมีซ่งรุ่ยหยางที่กำลังอุ้มบุตรสาวอยู่ หูทั้งสองข้างก็คอยรับฟังปัญหาเรื่องราวความรักของสหายและญาติผู้พี่เช่นโจวหนิงจินและหลงเซียวจิ้งอ๋องเดือนหน้าจะเป็นงานแต่งงานของโจวหนิงจินแล้วส่วนเดือนถัดไปก็เป็นงานสมรสของจิ้งอ๋องเละเซ่าเลี่ยงซู เมื่อหลายวันก่อนก็พึ่งผ่านงานเลี้ยงเดือนของเจ้าก้อนแป้งน้อยซ่งฮวาหลันซ่งรุ่ยหยางได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย พักนี้ชายหนุ่มทั้งสองมาปรึกษาปัญหาความรักกับเขาไม่เว้นแต่ละ







