LOGINซ่งรุ่ยหยางพาร่างของบุตรชายและภรรยาเข้ามาในร้านตำราแห่งหนึ่ง หวังหลิ่วอินหรือเถ้าแก่หวังชายหนุ่มที่อายุเพียงยี่สิบปลาย ๆ เมื่อมองเห็นว่าบุรุษที่ก้าวเข้ามาในร้านคือท่านอาจารย์ซ่ง จึงได้รีบออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
"คารวะท่านอาจารย์ซ่ง"
"เถ้าแก่หวัง สบายดีหรือ"
"สบายดีขอรับ ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านอาจารย์ซ่งมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือไม่" ชายหนุ่มยกยิ้มเก้อ ๆ ก่อนจะหันมาแนะนำบุตรและภรรยาของตน
"วันนี้ข้าเพียงพาบุตรชายและฮูหยินมาหาซื้อตำราเท่านั้น"
"โอ้! คารวะซ่งฮูหยินขอรับ" หวังหลิ่วอินคารวะหญิงสาวอย่างเต็มใจก่อนจะสายตาเป็นประกายแล้วหันไปเอ่ยกับชายหนุ่ม
"ท่านอาจารย์ซ่งช่างโชคดี ฮูหยินของท่านช่างงดงามยิ่งนัก"
"เถ้าแก่หวัง กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ หน้าตาเช่นนี้หาได้ดาษดื่นนัก"
"อั๊ยหยา ฮูหยินช่างถ่อมตนนัก"
"หามิได้เจ้าค่ะ" เซี่ยเป่าเจินเอ่ยอย่างไม่ต้องการยอมรับ หญิงสาวคิดว่าตนเองมิได้งดงามถึงเพียงนั้น จึงมิกล้ารับคำชมโดยง่าย เพราะหากผู้ใดมาได้ยินเข้าอาจจะมองว่าหญิงสาวนั้นหลงตัวเองเพียงใด
"เถ้าแก่หวัง มีของมาส่งขอรับ" โชคดีที่พนักงานของที่ร้านเอ่ยเรียกเขาเสียก่อน ทำให้เซี่ยเป่าเจินพอได้หายใจโล่งขึ้นมาเล็กน้อย ซ่งรุ่ยหยางเห็นท่าทีเช่นนั้นของนางก็นึกขบขัน หากเป็นเมื่อก่อนคำยกยอเช่นนั้นนางคงจะรีบรับเอาไว้อย่างแน่นอน
เซี่ยเป่าเจินสอดส่ายสายตามองดูร่างเล็กของบุตรชายที่เดินดูตำราไปเรื่อย ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะก้มลงมองดูตำราที่เรียงรายกันจำนวนมาก โดยมีสายตาคู่หนึ่งของผู้เป็นสามีที่คอยมองมายังนางอย่างไม่ละสายตา
ในขณะที่หญิงสาวเดินดูตำราในร้านจนทั่ว โดยมีร่างสูงของสามีคอยเดินตามราวกับเงา ไม่ว่านางจะหยิบจับตำราเล่มใดขึ้นมาเปิดดู ชายหนุ่มก็จะขยับตัวเข้ามาใกล้หญิงสาว ก่อนจะเอ่ยอธิบายเรื่องราวภายในตำราเล่มนั้นได้อย่างละเอียด ทำให้เซี่ยเป่าเจินที่ไม่เคยเห็นชายหนุ่มในมุมนี้เกิดความเลื่อมใสชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก หญิงสาวรับรู้ว่าสามีของนางนั้นเป็นชายหนุ่มผู้มากความสามารถเพียงใด แต่มาวันนี้นางคิดว่าสามีของนางนั้นช่างเป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ก่อนที่หญิงสาวจะรู้สึกละอายแก่ใจเหลือเกินที่เคยทำร้ายเขาเช่นนั้น
และถึงแม้นางจะทำตัวร้ายกาจเพียงใด ชายหนุ่มก็ไม่เคยทอดทิ้งนางไปที่ใดจริง ๆ เลยสักครั้ง แม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตเขาก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างน่ายกย่อง จนกระทั่งตนเองต้องตายชายหนุ่มก็ไม่เคยกล่าวโทษนางเลยสักครั้ง
และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นางกลับมาครั้งนี้ก็เพื่อแก้ไข นางจะต้องอดทนหากว่าชายหนุ่มนั้นจะร้ายกาจกับนางบ้าง เช่นที่เขาเองเคยอดทนกับนาง เซี่ยเป่าเจินเคยคิดเอาไว้ว่าหากชายหนุ่มได้พบกับสตรีที่เขารักจริง ๆ นางจะเป็นผู้ส่งเสริมเขาเอง บุรุษเช่นเขาควรจะได้พบกับสตรีที่ดีไม่ต้องมาทนจมปลักอยู่กับสตรีร้ายกาจเช่นนางแบบนี้อีก
ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินจะพยายามสะบัดความคิดเหล่านั้นออกจากหัวของนาง หญิงสาวก็หันไปพบกับร่างของสามีที่ยังคงทำหน้าที่แนะนำตำราที่เหมาะสมให้กับบุตรชาย จนกระทั่งเด็กน้อยได้ตำราติดไม้ติดมือกลับบ้านเสียหลายเล่ม มีเพียงนางที่มิได้อันใดเลย
ตำราของคนในยุคนี้แตกต่างจากหนังสือในยุคที่นางจากมามากนัก หญิงสาวคิดว่าตำราในยุคนี้ขาดความน่าสนใจไปหน่อยเพราะขาดสิ่งดึงดูดใจเช่นรูปภาพประกอบที่ตำราน้อยเล่มนักจะมี
ก่อนที่หญิงสาวจะนึกบางอย่างขึ้นมาในใจ แล้วหากว่ามีตำราที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ที่ทั้งให้ความรู้ทั้งยังดึงดูดใจเล่า จะได้รับความสนใจมากเพียงใดกัน ในยุคปัจจุบันที่เซี่ยเป่าเจินเคยอาศัยอยู่นั้นอาชีพของหญิงสาวก็คือนักวิชาการทางการศึกษา คนที่สนับสนุนและผลิตสื่อตำราและหนังสือที่เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทเรียนทั้งหมดของนักเรียนในประเทศจีน และมีงานอดิเรกคือการเขียนหนังสืออ่านเล่นที่มีภาพประกอบที่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้คนในแต่ละช่วงวัย และช่วงวัยที่นางให้ความสนใจมากที่สุดก็คือเด็กที่มีอายุห้าปีจนถึงสิบห้าปี เพราะในช่วงวัยเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากเด็ก ๆ ในช่วงวัยนี้ได้รับความรู้ที่ดีก็จะมีพื้นฐานที่แน่นหนาสามารถนำไปต่อยอดต่อไปได้
หลังจากออกจากร้านตำราแล้วเซี่ยเป่าเจินคิดว่าตนเองต้องการอุปกรณ์เครื่องเขียนจำนวนมาก ก่อนจะเอ่ยความต้องการของตนให้สามีได้รับรู้ทันที
"ข้าขอแวะร้านเครื่องเขียนได้หรือไม่เจ้าคะ" แม้ว่าซ่งรุ่ยหยางจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่เพราะเขาคิดว่าหญิงสาวคงจะแวะเพื่อเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนให้แก่บุตรชาย จึงมิได้เอ่ยขัด
"ย่อมได้ เช่นนั้นก็ให้สาวใช้ของเจ้านำของไปเก็บที่รถม้า จากนั้นเราก็ไปที่ร้านเครื่องเขียนที่อยู่ตรงมุมถนนด้านนู้นกัน"
"เอ่อ... ท่านและเป่าเกอ กลับไปรอข้าที่รถม้าก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงไปครู่เดียวเท่านั้น แล้วจะรีบกลับมา"
"มิได้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
"ลูกก็จะไปกับท่านแม่ด้วยคนขอรับ" เซี่ยเป่าเจินเห็นใบหน้าขึงขังของคนทั้งคู่จึงได้แต่จนใจที่จะปฏิเสธ ก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยอนุญาต
"เช่นนั้นเราก็ไปด้วยกันเถิด"
"ขอรับท่านแม่ เย้!" แต่ยิ่งได้เห็นท่าทางตื่นเต้นดีใจของบุตรชายก็ยิ่งทำให้หญิงสาวกล่าวสิ่งใดไม่ออก ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากด้วยความเอ็นดู
ในขณะที่ซ่งรุ่ยเป่าเดินตรงเข้าไปในร้านเครื่องเขียน ซ่งรุ่ยหยางผู้เป็นบิดาก็ใช้โอกาสนี้ก้าวเข้ามาใกล้กับร่างบางของภรรยา ก่อนจะเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
"ข้ามิเคยรู้ว่าเจ้าชื่นชอบการอ่านตำรา" เซี่ยเป่าเจินหันไปมองสามีที่ในตอนนี้ชายหนุ่มอยู่ห่างจากนางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะเอ่ยตอบเขาไป
"จริง ๆ แล้วก็มิได้ชื่นชอบมากเท่าใดเจ้าค่ะ เพราะมันไม่ค่อยน่าดึงดูดใจมากนัก แต่หากเปลี่ยนตำราที่มีแต่ตัวอักษรมากมายเช่นนั้น เป็นตำราที่มีภาพประกอบด้วยก็อาจจะทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น"
"ภาพประกอบงั้นหรือ" ซ่งรุ่ยหยางได้ยินความคิดของผู้เป็นภรรยาที่เอ่ยออกมา ทำให้เขารู้สึกสนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งหยุดเดิน ซ่งรุ่ยหยางเอียงคอมองภรรยาของเขาเล็กน้อยด้วยสายตาที่ทั้งประหลาดใจและเคลือบแคลงสงสัย เขามิรู้ว่าการที่นางเอ่ยเช่นนั้นออกมาเป็นเพราะนางรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ หรือกล่าวเพียงเพื่อเอาใจเขาเท่านั้น
เพราะตลอดชีวิตตั้งแต่จำความได้ของชายหนุ่ม ซ่หงรุ่ยหยางนับว่าเป็นหนอนหนังสือตัวยง ตำรานับพันเล่มถูกเขาอ่านมาแล้วนับไม่ถ้วน จนกระทั่งชายหนุ่มนั้นมีความคิดที่จะเขียนตำราเพื่อการศึกษาขึ้นมาจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้สะสมมาของเขาสักครั้ง แต่มาวันนี้ภรรยาตัวร้ายของเขาที่ก่อนหน้านี้มิเคยสนใจในหนังสือตำราอันใด อยู่ ๆ ก็เอ่ยว่าตำราธรรมดา ๆ ที่มีแต่ตัวอักษรนั้นช่างน่าเบื่อ หากเปลี่ยนเป็นตำราที่มีภาพประกอบคงจะน่าสนใจไม่น้อย และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นมา
เซี่ยเป่าเจินที่กำลังเดินอยู่หันมามองสามีของนางที่อยู่ ๆ ชายหนุ่มก็หยุดเดินเสียดื้อ ๆ ด้วยสีหน้างุนงง ก่อนจะเอ่ยถามเขาเพราะคิดว่าอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บป่วยตรงที่ใดหรือไม่ด้วยความเคยชินของนางที่มักจะใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับตัวชายหนุ่มเสมอ
"เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ! ท่านไม่สบายตรงที่ใดงั้นหรือ"
"ปะเปล่า ไปกันเถิด!" ชายหนุ่มเอ่ยปฏิเสธก่อนจะสะบัดชายเสื้อแล้วเดินตรงเข้าไปในร้านเครื่องเขียน แล้วไปหยุดอยู่ข้าง ๆ ร่างเล็กของผู้เป็นบุตรชาย เซี่ยเป่าเจินที่เห็นเช่นนั้นก็คิดว่าชายหนุ่มรู้สึกรำคาญตนเอง ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดเล็กน้อยก่อนจะปรับให้เป็นปกติแล้วกลับมาเว้นระยะห่างระหว่างนางและสามีอีกครั้งเพราะไม่ต้องการให้เขารู้สึกอึดอัดกับการมีอยู่ของนางเช่นที่ผ่านมา
ผ่านไปราวสองเค่อ เครื่องเขียนและกระดาษจำนวนไม่น้อยก็ถูกขนออกมาจากร้านเครื่องเขียนก่อนจะถูกส่งต่อให้กับสาวใช้และบ่าวรับใช้เพื่อนำไปเก็บยังรถม้า
ชายหนุ่มเอ่ยถามบุตรชายด้วยความห่วงใยเพราะเกรงว่าเด็กน้อยจะเกิดหิวขึ้นมา
"เป่าเกอ หิวหรือไม่"
"หิวขอรับ"
"เช่นนั้นก็แวะโรงเตี๊ยมทานอาหารกันก่อนกลับเถิด" เซี่ยเป่าเจินพยักหน้าเห็นด้วย เพราะตั้งแต่มาถึงก็เป็นเวลาหลายชั่วยามแล้ว และหากนับเวลาก็เลยเวลามื้อกลางวันมานานนับชั่วยามแล้วเช่นกัน ก่อนที่หญิงสาวจะกล่าวต่อ
"เช่นนั้นก็ทานอาหารกันเสียหน่อยเถิด ยามเดินทางกลับจะได้ไม่หิวระหว่างทาง"
"อื้ม เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน"
"เจ้าค่ะ" หญิงสาวรับคำสั้น ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าในขณะที่มีสาวใช้คอยพยุงอยู่ข้าง ๆ แล้วรอรับร่างเล็กของบุตรชายจากสามี ก่อนที่ร่างสูงจะตามขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย
ใช้เวลาเพียงครึ่งเค่อก็เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมดังกล่าว มาครั้งนี้ชายหนุ่มก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรกก่อนจะไปยืนรอรับบุตรชายและภรรยาด้านล่าง
ทั้งสามเดินตรงเข้าไปยังโรงเตี๊ยมดังกล่าวเพื่อทานอาหาร ระหว่างนั้นก็พลันได้ยินเสียงเรียกจากใครคนหนึ่ง
"ท่านอาจารย์ซ่ง!"
ทางด้านโจวฮุ่ยหลานนั้นรู้สึกรำคาญและขยะแขยงชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งนักอีกฝ่ายเป็นคุณชายเสเพลผู้หนึ่งที่ส่งแม่สื่อมาทาบทามนางได้ทุก ๆ เจ็ดวัน หากแต่บิดาและมารดาก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ล่าสุดก็เมื่อเช้านี้ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับนางอีก ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ในขณะที่นางกำลังจะเดินหนีก็ยังเดินตามทั้งยังพยายามจะลวนลามนางจังหวะที่มือของอีกฝ่ายกำลังจะเอื้อมมาเพื่อสัมผัสกับร่างกายของหญิงสาวก็ถูกใครคนหนึ่งตีมือของเขาด้วยพัดอย่างแรง ร่างบางของโจวฮุ่ยหลานถูกรั้งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของซ่งรุ่ยเป่า ในขณะที่เจ้าของอ้อมกอดมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่างเห็นได้ชัด
ห้าปีผ่านไปซ่งรุ่ยเป่าที่สอบได้ตำแหน่งจอหงวนเมื่อสามปีก่อน เขาเข้าทำงานในราชสำนักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขอตัวย้ายถิ่นฐานเพื่อที่จะได้ใช้ความสามารถพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด ฝ่าบาทหลงรักและเอ็นดูหลานชายผู้นี้ไม่น้อย นอกจากมีความสามารถแล้วยังขยันขันแข็งอย่างมาก เดิมทีอยากจะรั้งตัวเอาไว้ใช้งานหากแต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ยินยอมจึงได้มอบตำแหน่งผู้ตรวจการผู้แทนพระองค์พร้อมกับให้ไปประจำการ ณ มณฑลทางใต้ทั้งหมด ทำให้ซ่งรุ่ยเป่าได้กลับบ้านสมใจหวังเสียทีนอกจากนี้ไท่เฟยที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว จึงได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปยังซัวเถาเพื่ออยู่กับหลานชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนาง พร้อมกับอยู่กับเหลน ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ก่อนที่ฮ่องเ
แม่ลูกพบหน้าพูดคุยกัน ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินและสามีจะขอตัวกลับก่อน ในยามที่มารดามาส่งนางที่รถม้าหญิงสาวก็ยังไม่วายเลิกม่านขึ้นโบกมือลาก่อนจะทำสายตาละห้อยอย่างรู้สึกอาลัย ในยามที่มีบุตรแล้วถึงสองคนจึงได้เข้าใจหัวอกมารดาถึงเพียงนี้ทำให้นางยิ่งรู้สึกรักมารดาของนางมากขึ้นไปอีก"เหตุใดจึงได้ทำหน้าเศร้านักเล่า""ข้าคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ""เอาไว้วันหลังเจ้าก็มาเยี่ยมท่านแม่ยายได้อีก เรายังคงรั้งอยู่ที่นี่อีกนาน"
ในวันนี้จวนซ่งช่างคึกคักเสียจริง นอกจากจะฉลองเนื่องในวันครบรอบวันเกิดสิบห้าปีให้แก่คุณชายใหญ่ซ่งรุ่ยเป่าแล้ว ยังเป็นการฉลองความสำเร็จที่อีกฝ่ายสอบได้ลำดับที่หนึ่งของมณฑลอีกด้วย ก่อนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าสองสามีภรรยาจะต้องเดินทางไปส่งบุตรชายยังเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบในฤดูกาลหน้าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่ โจวฮุ่ยหลานเองที่ต้องการมอบของขวัญให้กับเด็กหนุ่มกลับไม่กล้าเดินเข้าไป ในตอนนี้นางพึ่งจะสิบเอ็ดปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ชื่นชอบเขามานานหลายปีหากแต่อีกฝ่ายก็มักเย็นชากับนาง ทำให้โจวฮุ่ยหลานรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าบรรดาสาว ๆ ในเมืองซัวเถาและเหล่าศิษย์พี่ในสำนักต่างก็มาร่วมในงานนี้ ผู้คนมากมายต่างมอบของขวัญให้กับเขา นางก็ได้แต่ก้มลงมองของขวัญในมือของนางก่อนจะค่อย ๆ เก็บมันไว้ในแขนเสื้อตามเดิม
งานแต่งงานของโจวหนิงจินมาถึง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยไร้อุปสรรค เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน สุ่ยจินเยว่จึงได้ถูกปล่อยตัวออกจากห้องหอ หญิงสาวไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว อายก็อาย คนใช้จวนตระกูลโจวต่างร่ำลือว่านายท่านโจวคลั่งรักฮูหยินมากเพียงใดในแต่ละวันก็แทบจะตัวติดกันตลอดเวลากระทั่งสุ่ยจินเยว่ออกไปตรวจร้านค้าของนาง อีกฝ่ายก็ยังจะดั้นด้นตามไปแม้ในวันที่ไม่ค่อยสบายก็ตาม สุ่ยจินเยว่ได้แต่คิดในใจว่านางไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะเป็นหนักถึงเพียงนี้ ยามเกลียดก็เกลียดยามรักก็คลั่งรักถึงเพียงนี้ เขามีสิ่งใดพอดีบ้างหรือไม่!
หากมีผู้มาพบเห็นเรื่องนี้คงจะกลายเป็นเรื่องราวน่าขบขันไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มสามคนมานั่งล้อมวงกันอยู่ภายในศาลากลางสวนดอกไม้ในจวนตระกูลซ่ง โดยมีซ่งรุ่ยหยางที่กำลังอุ้มบุตรสาวอยู่ หูทั้งสองข้างก็คอยรับฟังปัญหาเรื่องราวความรักของสหายและญาติผู้พี่เช่นโจวหนิงจินและหลงเซียวจิ้งอ๋องเดือนหน้าจะเป็นงานแต่งงานของโจวหนิงจินแล้วส่วนเดือนถัดไปก็เป็นงานสมรสของจิ้งอ๋องเละเซ่าเลี่ยงซู เมื่อหลายวันก่อนก็พึ่งผ่านงานเลี้ยงเดือนของเจ้าก้อนแป้งน้อยซ่งฮวาหลันซ่งรุ่ยหยางได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย พักนี้ชายหนุ่มทั้งสองมาปรึกษาปัญหาความรักกับเขาไม่เว้นแต่ละ







