Share

บทที่ 2

last update Tanggal publikasi: 2025-05-02 12:18:43

สามวันหลังแต่งงานจะมีธรรมเนียมคู่สามีภรรยากลับมาเยี่ยมบ้านเจ้าสาว ชินอ๋องกับชินหวางเฟยพระองค์ใหม่เองก็ไม่ได้ละเลยธรรมเนียมนี้

รถม้าประจำตำหนักชินอ๋องแล่นมาจอดอยู่หน้าจวนเสนาบดีช้ากว่าเวลาที่นัดไว้โข แต่การมาถึงของคนทั้งคู่ก็เรียกเสียงน่าตื่นเต้นว่า ‘มาแล้ว ชินอ๋องเสด็จแล้ว ชินหวางเฟยเสด็จแล้ว’ จากผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดี

และยิ่งฮือฮาเข้าไปอีกเมื่อร่างสูงดูสุภาพสง่างามก้าวลงมาจากรถม้าแล้วโปรยยิ้มให้กับประชาชนที่มารับเสด็จ จากนั้นเขาก็หันไปให้ความสนใจพระชายาคนใหม่ของตน

“ชายารักระวังด้วย”

น้ำเสียงทุ้มติดอ่อนโยนเอ่ยขึ้นพร้อมยื่นมือขาวสะอาดไปให้ชายารักจับตอนก้าวลงจากรถม้า ความใส่ใจนี้ทำให้สาวงามในชุดพระชายาเต็มยศยิ้มจนแก้วปริ ทั้งสองประคองกันมายืนตรงหน้าเสนาบดีหลิวโดยที่แขนแกร่งของชินอ๋องไม่ได้ละไปจากร่างของชินหวางเฟยเลย

มองอย่างไรผู้คนก็คิดไปในทางเดียวกันว่าชินหวางเฟยผู้นี้เป็นที่โปรดปรานยิ่งแล้ว

การได้รับความโปรดปรานทั้งจากการกระทำ สายตา คำพูด ไหนจะเรื่องเครื่องแต่งกายของหลิวตันตันควรจะทำให้หลิวหงเถาอิจฉา

แต่ผิดคาด ใบหน้าของนางนิ่งมาก บางคนอาจคิดว่านางแค่เก็บความอิจฉาเอาไว้ในใจ แต่ใครเล่าจะรู้ดีไปกว่านาง

“พี่เถาเถ่าไหวหรือไม่ขอรับ”

ด้วยเพราะเสนาบดีหลิวอยากให้การรับเสด็จในครั้งนี้ออกมาได้น่าประทับใจชินอ๋องที่สุด จึงได้เกณฑ์บ่าวไพร่ทั้งจวนมารับเสด็จตั้งแต่ไก่โห่ จนตะวันขึ้นกลางศีรษะ แดดส่องจนแต่ละคนหน้าดำหน้าแดงกันเป็นแถบ ๆ ก็ยังไม่ยอมให้เข้าร่ม ไม่ให้กางร่ม อ้างว่า ‘เดี๋ยวไม่จริงใจพอ’

“ถ้าจะมาช้าก็ควรส่งคนมาบอกก่อนไหม ยืนรอจนขาแข็งหมดแล้ว”

“พี่เถาเถ่าประเดี๋ยวคนอื่นได้ยินนะขอรับ ใจเย็น ๆ ก่อนนะขอรับ”

ชิงหมินเห็นองครักษ์วังอ๋องยืนอยู่แถวนี้จึงกลัวว่าพวกเขาจะนำคำพูดของหลิวหงเถาไปฟ้องชินอ๋อง

“จะให้เย็นอย่างไรไหว ทีนี้เป็นไงเล่าประทับใจพอไหม แล้วตำหนักนั้นก็กระไร นัดเช้าแต่มาเที่ยง!”

คนที่เห็นท่าทางนี้ของหลิวหงเถานอกจากบ่าวไพร่แล้วก็ยังมีองครักษ์บางคนของชินอ๋อง แม้พวกเขาจะยืนอยู่ห่างแต่ก็ได้ยินคำพูดของหลิวหงเถาชัดเต็มสองหู คราแรกตั้งใจจะดุนางที่วาจาสาวหาว ไม่ยำเกรงต่อเชื้อพระวงศ์

“นี่คุณหนู…”

ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าเล็กรูปผลท้อแดงก่ำในยามที่หันกลับมาจ้องทางพวกเขา ซึ่งดูก็รู้ว่ามาจากการตากแดดนานเกินไป ทำเอาพวกเขารู้สึกผิดจนเอ่ยตำหนิไม่ลง ในใจพากันคิดไปว่า

ขออภัยท่านอ๋องที่ข้าน้อยบกพร่องในหน้าที่

แม้หลิวหงเถาจะไม่อยากมานั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับพี่เขยเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ไม่อาจหักหน้าพี่สาวได้ อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดใหม่ตามฉบับคุณหนูในห้องหอแล้วมานั่งแก้มป่องมองพี่เขยกับพี่สาวแสดงความรักต่อกัน

คำนี้พี่คีบให้น้องหญิง คำนี้น้องหญิงคีบให้เสด็จพี่ สลับกันไปมาแบบนี้ตลอดมื้ออาหาร สร้างความปลื้มใจให้แก่ผู้เป็นบิดามารดานัก

หนึ่งบุรุษหนุ่มมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้าไว้ตลอดเวลากับสาวงามภาพลักษณ์อ่อนหวานแสนดีราวกับแม่พระ ทำให้คนที่มองอยู่ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีหลิว จูม่านหลิงหรือแม้แต่บรรดาบ่าวรับใช้ในห้องอาหารต่างรู้สึกตาพร่าไปตามๆ กัน เว้นอยู่แต่สองคนที่รู้สึกไม่เหมือนกับชาวบ้าน

“ตาข้าจะบอดเพราะพ่อพระแม่พระปล่อยแสงออกมาหรือไม่ ห้องนี้มืดไปหมดเลย สว่างวาบอยู่แค่จุดเดียว”

แฝดพี่หลิวหลี่เฟยแอบขมุบขมิบปากพูดคนเดียว แต่หลิวหงเถาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับได้ยินมันชัดเต็มสองหูจึงพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่หรือไม่ อีกนิดข้าจะคิดว่าตัวเองอยู่วัดแล้วนะ จิตใจสงบได้โดยไม่ต้องเคาะเกราะไม้นับลูกประคำ”

“อุก แค่ก แค่ก”

แฝดพี่พยายามกลั้นขำเอาไว้อย่างสุดความสามารถ แต่เมื่อไม่ไหวแล้วจึงได้แสร้งเป็นสำลักอาหารแทน อย่างน้อยวิธีการนี้ก็ยังทำให้เขาถูกตำหนิจากบิดามารดาได้ไม่หนักเท่าการหัวเราะออกมาโดยไร้สาเหตุ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็เป็นสาเหตุที่บอกไม่ได้เสียด้วย

“แค่ก ๆ ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะชินอ๋อง ชินหวางเฟย”

อาการหน้าดำหน้าแดงของหลิวหลี่เฟยทำให้หลิวหงเถาอยากหัวเราะขึ้นมาด้วยเช่นกัน นางพยายามกลั้นขำอย่างเอาเป็นเอาตาย มือกำตะเกียบไว้แน่นจนนิ้วห้อเลือดไปหมด แต่คนเป็นพี่สาวที่เพิ่งหันมาให้ความสนใจกลับคิดว่าน้องสาวตนนั้นกำลัง ‘อิจฉา’ อีกแล้ว ในใจหลิวตันตันคิด…

เอาอีกแล้วแม่ตัวดีคนนี้

หลังมื้ออาหารค่ำจบลงชินอ๋อง เสนาบดีหลิว จูม่านหลิงและหลิวหลี่เฟยได้สนทนากันอยู่อีกห้องหนึ่งโดยมีหลิวหงเถาแยกมานั่งกับหลิวตันตันอีกห้องหนึ่ง เมื่ออยู่กันสองคนพี่น้องแล้วหลิวตันตันก็เอ่ยขึ้น

“น้องหญิงเล็ก รู้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้าทำอะไรผิด”

เมื่อกลืนเนื้อแตงโมลงคอได้แล้วหลิวหงเถาก็ถามขึ้นมาอย่างงงงวย “หม่อมฉันทำอันใดผิดไปหรือเพคะหวางเฟย”

ความจริงแล้วนางเป็นคนความจำสั้นมาก เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันถ้าไม่จดบันทึกเอาไว้ หรือไม่มีชิงหมินคอยเตือนความจำให้ นางไม่มีทางจำได้เลย ซึ่งข้อนี้คนในครอบครัวของนางรู้ดี

“งั้นเปิ่นหวางเฟยจะทวนความจำให้ดีหรือไม่"

หลิวตันตันไม่อยากใช้คำยกตนแบบเชื้อพระวงศ์มาข่มคนในครอบครัวโดยเร็วขนาดนี้นัก แต่ในเมื่อน้องสาวเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน นางจึงไม่คิดเกรงใจแล้วเช่นกัน

“กิริยาอิจฉาของเจ้าที่แสดงเมื่อมื้ออาหารที่ผ่านมา ไม่น่ารักเลยนะ”

หลิวหงเถานิ่งคิด เมื่อเค้นสมองคิดอย่างสุดความสามารถถึงจำได้ว่านางสร้างวีรกรรมอะไรเอาไว้ แต่เดี๋ยวนะ…

“หม่อมฉันเปล่านะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้อิจฉาพระองค์เสียหน่อย”

“ผู้ร้ายที่ไหนจะยอมสารภาพความจริง แต่ก็เอาเถอะ เปิ่นหวางเฟยจะทำเหมือนว่าวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดีแค่ไหนแล้วที่ท่านอ๋องทรงไม่ถือสา แล้วจงสำเหนียกเอาไว้ด้วยว่านั่นเป็นเพราะพี่สาวของเจ้าได้รับความโปรดปรานเป็นล้นพ้น”

กรอบ!

เม็ดแตงโมที่อยู่ในปากหนึ่งเม็ดถูกฟันเล็กขบจนแหลกไม่เหลือชิ้นดี ปกติหลิวหงเถาเกลียดการกินเม็ดแตงโมมาก แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้ของที่เคยเกลียดเข้าไส้ก็สามารถเคี้ยวจนเม็ดมันละเอียดไปกับลิ้นได้อย่างไม่นึกรังเกียจ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นวิธีการระบายอารมณ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้

“หม่อมฉันจะจำเอาไว้เพคะหวางเฟย”

ในเมื่อยัดเยียดให้กันเช่นนี้แล้ว อิจฉาก็อิจฉา

สองสามีภรรยาอยู่สนทนากับคนตระกูลหลิวไม่นานก็ขอตัวกลับวังอ๋อง เมื่อเดินตัดผ่านสวนมายังหน้าตำหนักใหญ่ ชินอ๋องก็หันมาเอ่ยกับพระชายาคนใหม่

“วันนี้หวางเฟยเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปพักเถิด เปิ่นหวางยังมีงานรออยู่อีกมากมายให้ต้องสะสาง”

คำพูดของพระสวามีสูงศักดิ์ทำให้หลิวตันตันยิ้มค้าง เพราะนั่นหมายความว่า ‘เปิ่นหวางจะไม่มาค้างกับเจ้าแล้ว’ แม้เขาไม่พูดออกมาตามตรง แต่ใครที่ได้ยินก็ล้วนแปลเป็นคำพูดในทางเดียวกันหมด

“เพคะ ถนอมพระวรกายด้วย หม่อมฉันทูลลาตรงนี้”

กล่าวจบก็ย่อกายถวายความเคารพด้วยท่าทางงดงามไร้ที่ติ สมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกอบรมมาอย่างดี ใบหน้าที่มีรอยยิ้มอ่อนหวานทำให้ผู้คนดูไม่ออกเลยสักนิดว่าหลิวตันตัน ‘ไม่พอใจ’ แต่ชินอ๋องกลับจับอาการไม่พอใจนั้นได้อย่างชัดเจน

ชินอ๋องเข้าใจความรู้สึกของหลิวตันตันเป็นอย่างดี ด้วยเพราะว่าทั้งตำหนักมีสตรีที่ถวายการรับใช้เขาอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นก็คือพระชายาหลิวผู้นี้ ซึ่งขนาดมีอยู่เพียงแค่คนเดียวแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ชินอ๋องเสด็จมาหาในคืนที่สี่ได้ ความหมายในที่นี่ก็คือมัดใจสวามีได้เพราะมีธรรมเนียมมาบังคับให้อยู่ค้างสามคืนเท่านั้น เมื่อพ้นธรรมเนียมแล้วก็ไม่คิดที่จะกลับไปหาอีก

เรื่องนี้คงจะเป็นที่เล่าขานทั่วทั้งวังอ๋องเป็นแน่ ซึ่งเจ้าของวังเองก็พอจะเดาเอาไว้อยู่แล้ว ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตามแม้จะยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับไว้ แต่แววตากลับแข็งกร้าวให้กับการลงเท้าหนักของพระชายา

“ถือสิทธิ์อันใดมาไม่พอใจข้า การแต่งงานครั้งนี้ก็เป็นแค่การแต่งงานการเมืองเท่านั้น อะไรที่ควรทำข้าก็ทำให้แล้ว ยังอยากหวังมากกว่านี้อีกสินะ งั้นก็ลองพยายามดูเถิด มีความสามารถมากพอหรือไม่”

ณ ตำหนักบูรพา

ชินอ๋องและไท่จื่อผู้เป็นรัชยาทของแคว้นชิงชิวอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน ชินอ๋องศักดิ์คืออาของไท่จื่อ อายุ 30 พรรษา ส่วนไท่จื่อนั้น 28 พรรษา ทั้งคู่เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงค่อนข้างสนิทกันและพูดคุยกันได้ทุกเรื่องไม่เว้นเรื่องอำนาจในการบริหารแว่นแคว้น

“ลำบากเสด็จอาแล้ว”

เมื่ออยู่เพียงลำพังในห้องทรงอักษรปราศจากหูตาจากนางกำนัลขันทีคนใด ไท่จื่อก็เอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางเป็นกันเอง

ซึ่งชินอ๋องเองก็ไม่ได้ถือว่าตนอาวุโสกว่าแต่อย่างใด มือเรียวบางราวกับหยกเนื้อดีตบเบา ๆ บนหลังมือหยาบกร้านแดดของไท่จื่อผู้ฝึกยุทธ์อย่างหนักหน่วงมาทั้งชีวิต

และใช่! ไท่จื่อก็คือต้นแบบของชายหนุ่มนักรบที่สาว ๆ ทั่วทั้งแคว้นต่างหมายปองนั่นเอง

“เพื่อแคว้นของเรา หากไม่ทำเช่นนี้เสนาบดีหลิวคงไม่แคล้วหาทางแปรพักตร์ไปฝั่งกบฏ เขามีอำนาจมากแค่ไหนในแถบทางใต้ พระองค์ก็ทรงรู้”

“เฮ้อ พรุ่งนี้ก็คงถึงตราข้าบ้างแล้วสินะ แต่ช่างเถิด ให้มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ เล่าเรื่องวันนี้ของเสด็จอาให้ข้าฟังดีกว่า เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”

ไท่จื่อถามด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม ทั้งสองคนคุยกันทุกเรื่องจริง ๆ รวมถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

“วันนี้ไปช้ากว่ากำหนดเพราะพระชายามัวแต่แต่งองค์ทรงเครื่องอยู่…นางคงร้อนมากสินะ หน้าแดงก่ำเหมือนผลท้อเลย”

ชินอ๋องคงไม่รู้ว่าตนเองในยามนี้แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนจริงใจมากแค่ไหน ทำเอาคนที่มองดูอยู่ถึงกับยิ้มตามไปด้วย

“แล้วไหนจะแอบซุบซิบกันว่ากระหม่อมเป็นพ่อพระอีก กลั้นขำกันจนมือที่จับตะเกียบแดงก่ำไปหมดแล้ว”

ไท่จื่อไม่ได้สนใจว่าการเล่าเรื่องของชินอ๋องนั้นจะปะติดปะต่อกันหรือไม่ เพราะสิ่งที่เขาสนใจในยามนี้ก็คือ นางผู้นั้นทำให้เสด็จอาของเขายิ้มออกมาด้วยความจริงใจได้

ชักอยากทำความรู้จักกับนางเสียแล้วสิ
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 83

    ตอนพิเศษที่ : 3เริ่มต้นชีวิตคู่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยณ ห้องหอของบ่าวสาวคู่ใหม่ในวังปีศาจ สองบ่าวสาวคล้องแขนกันดื่มสุรามงคลที่เถาฮวาเฉินเป็นผู้ทำขึ้นมาเอง แน่นอนว่ารสชาติที่ได้ย่อมต่างจากสุราทั่วไปที่นางให้ผู้อื่น“รู้หรือไม่ว่าสุราที่เราให้ฉางฉ่างดื่มจะทำให้ฉางฉ่างไม่สามารถไปดื่มสุราที่ใดได้อีก”“ข้า

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 82

    ตอนพิเศษที่ : 2องค์ชายเล็กของแดนปีศาจ“ว้าว~นี่เป็นครั้งแรกเลยกระมังที่เราได้มาเยือนพระราชวังของแดนปีศาจ ใหญ่โตดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบเหมือนกันนะฉางฉ่าง”หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแนบชิดกันมาสามวัน คำเรียกของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปแล้ว จาก ‘หยิ่นฉาง’ ก็เป็น ‘ฉางฉ่าง’ และจากเถาฮวาก็เป็น ‘เถาเถ่า’“ต่อไปที่นี่ก็คื

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 81

    ตอนพิเศษที่: 1กิจกรรมที่คนคบกันเขาทำกัน ณ พระราชวังแคว้นชิงชิว “ท่านว่าเรามองนางอยู่เช่นนี้มานานแค่ไหนแล้ว”“ไม่รู้สิ หนึ่งชั่วยามได้แล้วหรือไม่ ถ้าท่านรู้สึกว่าเสียเวลาก็ไปทำงานที่คั่งค้างไว้ก่อนได้เลย ข้าขอดูนางต่ออีกหน่อย”หยิ่นฉางส่ายหน้าเบาๆ “ได้ใช้เวลาอยู่กับท่าน เช่นนี้ไม่เรียกว่าเสียเวลาห

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 80

    เถาฮวาเฉินพูด :“อื้อ~สบายจัง”ข้าบิดขี้เกียจพร้อมกล่าวเสียงอู้อี้ออกมาขณะที่ดวงตายังคงปิดสนิทอยู่ ข้ารู้สึกที่นอนนั้นช่างหนานุ่ม สามารถดูดวิญญาณของข้าให้อยู่บนนี้ได้ทั้งวัน แต่เดี๋ยวก่อนนะ…“ข้ามีเตียงแบบนี้ด้วยหรือ”“...จากที่ข้าลอบเข้าไปดูที่แดนดอกท้อ ไม่มีนะท่าน”เฮือก!เพียงแค่ได้ยินเสียงของเขา

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 79

    สิ้นคำที่หยิ่นฉางปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ ‘สุภาพชน’ เขาก็แสดงอาการตรงข้ามกับคำพูดนี้ทันทีโดยการอุ้มร่างบางเข้าสู่อ้อมแขนแล้วหายวับกลับถิ่น ณ ดินแดนปีศาจในทันทีตุบ!“โอ๊ย!”หยิ่นฉางวางเถาฮวาเฉินลงบนเตียงอย่างแรงจนร่างบางรู้สึกเจ็บจนต้องร้องออกมา ใบหน้างามชักสีหน้าใส่เขา แต่หยิ่นฉางหรือจะสน ร่ายมนตร์สร้างอา

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 78

    “หึ! โดนเสด็จพ่อของพวกเจ้าลงโทษเรื่องใดมาเล่า ถึงได้มากวาดลานวัดเช่นนี้”“ท่านน้า”องค์ชายแฝดทั้งสองทิ้งไม้กวาดแล้ววิ่งเข้าไปหา ‘ท่านน้าหยิ่นฉาง’ ผู้ที่เวลาไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย เมื่อก่อนมีรูปลักษณ์เช่นไรตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน“พวกเจ้านี่นะ โตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวเหมือนกับลูกลิงอยู่

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 34

    “หลายวันแล้วที่เปิ่นไท่จื่อไม่ได้ไปดูหอศิลป์เลย จะละเลยได้อย่างไร”ณ หอศิลป์“คารวะคุณหนูทั้งสองเจ้าค่ะ หอศิลป์ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ”หอศิลป์ที่นี่มีลักษณะเป็นห้องโถงโล่ง พื้นที่ไม่ต่างจากจวนพ่อค้าธรรมดาทั่วไป การออกแบบไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพียงแต่ด้านในมีภาพวาด ภาพปัก งานศิลปะหลายแขนงประดับตกแต่งเรียงรา

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 33

    หลิวหงเถาและจูจิ่วลี่ขอตัวกลับทันทีหลังจากที่มื้อเที่ยงได้ร่วมโต๊ะเสวยกับไท่จื่อเฟย ด้วยเพราะจูจิ่วลี่ยังไม่อยากกลับจวนในตอนนี้ นางจึงได้ชวนหลิวหงเถาไปหาอะไรทำสนุก ๆ ต่อ“เจ้าเคยเข้าหอศิลป์หรือไม่ โครงการที่ไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยทรงริเริ่มทำได้ไม่นานมานี้ ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นกำลังอยากได้งานฝีมือมาประดั

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 32

    ‘ต้องตายจากการเป็นมนุษย์เพื่อกลับสู่การเป็นเทพ’นี่คือสิ่งที่หมินมิ่นบอกกับข้าเมื่อคืน ข้าจะต้องผ่านการใช้ชีวิตผ่านด่านเคราะห์ต่าง ๆ ไปให้ได้ก่อนเพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเขาในฐานะปีศาจกับเทพเซียนได้ โชคดีมากที่ทั้งสองเผ่าสงบศึกกันแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนที่ยังทำสงคราม ปะกันทีเป็นอันต้องหัน

  • ข้ามันสตรีขี้อิจฉา   บทที่ 31

    “นี่ หยุดทำได้แล้ว พี่รู้สึก…แปลก ๆ”คำพูดนี้ของนางยิ่งทำให้ปีศาจหนุ่มชอบเข้าไปใหญ่ ยื่นแขนออกไปอุ้มนางให้ขึ้นมานั่งบนตักตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะแนบชิดกับใบหน้างามอยู่รอมร่อ“แบบนี้ละ รู้สึกอย่างไร”หลิวหงเถากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว รู้สึกหูอื้ออึงไปหมด นางแปลกใจในตัวเองนักทั้งยังตั้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status