LOGIN
ลมยามค่ำพัดวูบ แม้มิใช่ฤดูหนาวแต่อากาศก็ยังเย็นอยู่บ้าง บริเวณศาลเจ้าร้างที่ไร้ผู้คนสัญจรมีเพียงความเงียบสงัดและวังเวงวนอยู่รอบ ๆ กาย หลี่อันหนิงที่หลับสนิทมาราวสามชั่วยามแล้วยังไม่ฟื้นคืนสติ
"ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไป ท่านอย่าทิ้งเสี่ยวหลานไป ตื่นเถิดขอรับได้โปรดเถิด" เสียงเล็กร้องเรียกอย่างตกใจมาสักพักแล้ว มือผอมบางเขย่าร่างบอบบางหวังเพียงว่ามารดาผู้เป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา นางจะดุด่าเขาเหมือนทุกวันก็ยังดีกว่าหลับไปทั้งอย่างนี้ เสียงแว่วดังข้างหูไกล ๆ หลี่อันหนิงที่พยายามลืมตาขึ้นมาแต่ลืมไม่ขึ้น ราวกับว่านางกำลังฝันอยู่ ไม่นานเสียงร้องเรียกก็ดังใกล้เข้ามาส่งผลให้นางตื่นขึ้นทันที "ท่านแม่ ท่านฟื้นแล้ว" เด็กน้อยดีใจจนแทบกระโดด เขาร้องเรียกจนเสียงแหบแห้งยามนี้เริ่มรู้สึกแสบคอ หลี่อันหนิงลืมตาขึ้นมอง สิ่งที่นางพบตรงหน้าเป็นเด็กชายตัวเล็ก ผอมแห้ง แต่ดวงตาเปล่งประกายสดใสแม้จะซูบผอมแต่เด็กคนนี้นับว่าหน้าตาดีอยู่ไม่น้อยกำลังยิ้มกว้างให้กับนาง "ท่านแม่" นางลุกขึ้นมองไปรอบตัวที่มีแต่ความมืด นางนอนบนพื้นเย็นเฉียบที่มีลมเย็นพัดมากระทบร่างบางของทั้งคู่เป็นระยะทั่วบริเวณมีเพียงนางและเด็กชายคนหนึ่ง แล้วเด็กคนนี้เรียกใครว่าแม่ หรือว่าเขาหลงทาง "หนูมาจากไหนจ๊ะ แม่หนูหายไปไหน" นางถามขึ้น เด็กน้อยขมวดคิ้วเอียงคอด้วยความสงสัย นางมองหน้าเด็กชายแล้วยกมือเคาะขมับตนเองเบา ๆ มึนงงว่าเหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ทั้งที่นางทำงานจนโต้รุ่งและเพิ่งหลับไปมิใช่หรือ "ข้า...เป็นอะไรไป" นางพึมพำพยายามนึกก็นึกไม่ออก "ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านแม่เป็นอะไรขอรับ ท่านมาถึงก็นอนหลับไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด" สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อเรื่องราวมากมายไหลบ่าราวกับน้ำหลากทะลักเข้ามาในหัวจนนางปวดตึบจนต้องถอยไปนั่งพิงกับเสา เสี่ยวหลานไม่รู้ว่านางจะเป็นอะไรไปอีกได้แต่ครางด้วยเสียงสั่นเครือ "ท่านแม่..." ชั่วครู่นางถึงเข้าใจว่าได้ทะลุมิติมาอยู่ในโลกใหม่เหมือนที่เคยได้ยินมา ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องบ้าบอนี้จะเกิดขึ้นกับตนเองได้ หลี่อันหนิงถอนหายใจยาว แท้จริงแล้วนางตายแล้วและเข้ามาอยู่ในยุคโบราณ นางมองหน้าเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังเหม่อมองนาง ความดีอกดีใจเมื่อครู่หายไป เมื่อเห็นนางเงียบ แววตาเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นกลัว คล้ายตั้งรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตน "เสี่ยวหลาน" นางขยับเข้าไปใกล้ ยกมือผอม ๆ ขึ้นลูบหัวเขาแผ่วเบา เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล เสี่ยวหลาน หรือหลิวเยี่ยหลาน บุตรชายคนเดียวมีท่าทีตื่นกลัว เขาหดคอตัวสั่นเล็กน้อยราวกลับกลัวว่านางจะทำร้ายเขา "ขะ...ขอรับ" ช่างเถอะ เมื่อนางตายจากโลกเดิมแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้อีก เช่นนั้นนางก็ขอใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนางกับลูกเสียใหม่ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังและเป็นบทเรียนไม่ให้ก้าวพลาดซ้ำอีกก็พอ "หิวหรือไม่" นางเอ่ยถามเสียงเบา เด็กชายส่ายหน้าช้า ๆ เอ่ยตอบอย่างเกรงใจ "ไม่หิวขอรับ แต่ง่วงนอน" แม้จะระแวงและตื่นกลัวแต่ดวงตากลมโตเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ ปรือลง "เช่นนั้นก็นอนเถิด" พื้นเย็นเฉียบจากอากาศที่เริ่มเย็นลง นางถอดเสื้อตัวนอกปูพื้นแล้วประคองบุตรชายให้นอนลงช้า ๆ ชั่วขณะที่เขากำลังจะหลับรอยยิ้มบางก็เผยออกมา ความรู้สึกอบอุ่นก่อขึ้นในใจ หากท่านแม่พูดดีกับเขาเช่นนี้ทุกวันเขาคงมีความสุขไม่น้อย เสี่ยวหลานหลับไปแล้วแต่นางเพิ่งตื่น จากการหมดสติไปนานทำให้นางสดชื่นไม่รู้สึกง่วงนอนอีก หลี่อันหนิงนั่งเงียบอยู่บนพื้นศาลเจ้าร้าง มืออันผอมแห้งยังคงลูบหัวเสี่ยวหลานเบา ๆ ดวงตาของนางเหม่อมองไปยังความมืดเบื้องหน้า รำลึกถึงอดีตของร่างนี้ตั้งแต่ต้น ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เดิมทีนางเป็นหญิงชาวบ้านกำพร้าที่อาศัยอยู่กับญาติฝั่งตระกูลมารดา เป็นคนขี้เกียจไม่ช่วยงานบ้านเอาแต่เที่ยวเล่นนอกบ้านไปวัน ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งนางได้พบกับบัณฑิตรูปงามจากตระกูลใหญ่ของหมู่บ้านที่มีอายุมากกว่านางสามปี หลิวเวินเซียน บุรุษผู้เพียบพร้อมบุตรชายคนเดียวของตระกูลหลิวที่ท่านผู้เฒ่าเป็นขุนนางประจำที่เมืองชายแดน และบิดาเป็นพ่อค้าเลื่องชื่อ ด้วยฐานะที่ร่ำรวยหญิงสาวในหมู่บ้านต่างยินดีทอดสะพานให้ รวมถึงหลี่อันหนิงก็เป็นหนึ่งในนั้นที่หมายปองหนุ่มรูปงามเช่นกัน แต่ฐานะของนางยากจนและนางยังไร้คุณสมบัติที่คู่ควร แต่เพราะความลุ่มหลงในตัวชายหนุ่ม นางจึงกล้าใช้วิธีสกปรกกับเขา วันหนึ่งหลิวเวินเซียนกลับจากสำนักศึกษา นางยอมเสี่ยงลื่นล้มบนพื้นหินต่อหน้าเขาจนเลือดไหลเป็นทาง หลิวเวินเซียนเป็นบัณฑิตมีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น เขาไม่รอช้าเข้ามาช่วยเหลือนางทันที เป็นจังหวะเดียวกันที่มีเกวียนโดยสารจอดให้คนลงตรงทางเข้าหมู่บ้าน หลี่อันหนิงจึงกอดเขาแน่นพลางร้องไห้และพูดว่า "บัณฑิตหลิวใจร้ายไร้คุณธรรม หลับนอนกับข้าแล้วคิดทิ้งไป" คนกลุ่มนั้นได้ยินต่างไม่อยากเชื่อ รวมถึงเขาที่ตกใจกับการกระทำไร้ยางอายของนาง ใช่ นางหน้าด้าน หากมัวแต่อายแล้วเมื่อไหร่จะมีสามีเล่า ด้านได้อายอด ในหัวของนางคิดแค่นั้น นางร้องไห้อย่างน่าสงสาร กลุ่มคนเหล่านั้นจึงไปแจ้งความกับผู้ใหญ่บ้าน และตระกูลหลิวจำต้องรับผิดชอบแต่งนางเป็นสะใภ้ นับตั้งแต่นั้น หลิวเวินเซียนก็ไม่พูดจากับนาง จากที่เป็นคนสุขุมอยู่แล้วยิ่งเงียบขรึมลง พูดน้อยและแววตาไม่สดใสดั่งเมื่อก่อน นางทั้งถูกญาติตำหนิและตัดขาดจากตระกูลเพราะความอับอาย เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านสามีก็ถูกแม่สามีรังเกียจเดียดฉันท์ ใช้งานสารพัดเยี่ยงคนรับใช้ แต่นางก็ยินยอมเพราะนางรักหลิวเวินเซียน แต่งกันได้สามเดือนทั้งคู่ไม่มีความสัมพันธ์เกินเลยจนกระทั่งหลี่อันหนิงทนไม่ไหว นางคิดแผนการร้ายวางยาปลุกกำหนัดเขาและทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาโดยแท้จริง นางภาคภูมิใจแต่เขากลับเย็นชากับนางขึ้นทุกที นางรับใช้เขาทุกอย่าง อยู่เป็นเพื่อนตอนเขาอ่านตำรายามดึกดื่นนานหลายเดือน คอยยกเตาไฟให้ยามหน้าหนาว ต้มน้ำอุ่นให้เขาอาบทุกวัน ยอมกินข้าวที่เหลือของคนในบ้าน ให้เขาอิ่มท้อง เสาะหาวัตถุดิบดี ๆ มาทำอาหาร แต่กระนั้นแม่สามีก็มองนางเป็นคนไม่ได้เรื่อง เพราะนางเอาใจเพียงสามี หมดหน้าที่หรือส่งสามีไปสำนักศึกษาก็กลับมานอนกลางวัน ไม่ยอมช่วยงานในบ้าน "ข้าสงสารเสี่ยวฟางยิ่งนัก นางเหมาะสมกับเวินเซียนที่สุด นางคงเสียใจมาก น่าเสียดายที่ได้แต่งเป็นอนุของตระกูลหวงไปแล้ว" "ถึงเป็นอนุ แต่ตระกูลหวงก็ร่ำรวยเป็นพ่อค้ามีชื่อเสียง คงไม่มีวาสนาต่อกัน คนขยันและเพียบพร้อมอย่างนางแต่งเข้าตระกูลใดก็น่าภูมิใจ" มารดาของหลิวเวินเซียนพูดกับญาติในวันหนึ่งขณะเดินกลับมาจากตลาดด้วยกัน แม้หลี่อันหนิงจะได้ยินและทำให้นางรู้สึกคับแค้นใจ แต่นางทั้งสองคนก็หาได้สนใจไม่ หลิวเวินเซียนแม้พูดกับนางนับครั้งได้แต่ก็มีเพียงเขาที่ไม่พูดทำร้ายจิตใจนางแม้ก่อนหน้านั้นจะเคยเย็นชา แต่หลังจากคืนนั้นท่าทางเช่นนี้ก็ลดน้อยลง ความสุขของหลี่อันหนิงช่างสั้นนักเมื่อทางการประกาศให้ชายหนุ่มทั่วแคว้นไปเป็นทหารรบกับข้าศึกที่รุกรานแคว้นโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร หลังจากเขาไปได้เพียงสามวันหลี่อันหนิงก็มีอาการหน้ามืด คลื่นไส้และอ่อนแรง นางเป็นเช่นนี้อยู่ราวหนึ่งเดือน จึงไปหาหมอและได้รู้ว่าตนตั้งครรภ์ หลิวเวินเซียนไม่เคยรู้เลยว่านางตั้งครรภ์ลูกของเขา หลังจากนั้นแม่สามีก็กดขี่นาง ใช้งานสารพัดและพูดจาเสียดสีไม่เว้นแต่ละวันจนกระทั่งนางคลอดลูก แม้ร่างกายยังไม่แข็งแรงแต่คนตระกูลหลิวก็ไม่เคยเห็นใจนาง นางกลายเป็นคนทำงานหนัก ไม่ค่อยได้กินข้าวและคนในบ้านก็ยังไม่ดูแลลูกชายช่วยนาง เมื่อความกดดันมีมากขึ้นนางก็เริ่มด่าทอบุตรชาย ตบตี ทำร้ายร่างกายจนเขากลายเป็นเด็กหวาดกลัว ทว่าแม่สามีก็ยังไม่เห็นใจสองแม่ลูก ยังคงด่าทอนางและพูดกรอกหูลูกชายนางอยู่ทุกวันว่าแม่ไม่รักและพ่อของเขาก็ตายในสนามรบแล้ว ผ่านไปถึงหกปีหลิวเวินเซียนยังไม่กลับมา เด็กน้อยจึงเชื่อจริง ๆ ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว "เมื่อสามีไม่กลับก็เท่ากับว่าเจ้าสองแม่ลูกไม่ควรอยู่ที่นี่ พาลูกของเจ้าไสหัวไปซะอย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก" นางไล่หลี่อันหนิงและหลิวเยี่ยหลานอย่างไม่ไยดี พร้อมกับโยนข้าวของนางและลูกออกนอกประตูอย่างกับหมูกับหมา จากนั้นมาสองแม่ลูกก็กลายเป็นขอทาน ขออาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ เพราะไม่มีเงินติดตัว เงินขอทานก็ได้เพียงน้อยนิด วันไหนไม่ได้ก็ต้องอด นางไม่มีความสามารถอะไรจะไปรับจ้างก็ไม่เคยทำ แต่พอจะขอทำก็ถูกขับไล่ เพราะแม่สามีของนางรู้จักคนมาก นางเที่ยวบอกคนไปทั่วเมืองว่าไม่ให้รับหลี่อันหนิงเข้าทำงานและใส่ร้ายว่านางขโมยเงิน ขโมยของในตระกูลหลิวอยู่เป็นนิจและยังมีชู้ตอนสามีไปออกรบ คนเหล่านั้นเชื่อสนิทใจเพราะแม่ของบัณฑิตหลิวย่อมเป็นคนน่าเชื่อถือ คงไม่แต่งเรื่องมาหลอกลวงผู้คนให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงเมื่อขายซาลาเปาหมดหลิวเวินเซียนอาสาถือของกลับบ้าน นางจึงแบ่งซาลาเปาให้เขาสองลูกแล้วจูงมือเสี่ยวหลานไปที่โรงน้ำชา จากนั้นเขาก็กลับมารับจ้างเขียนจดหมายต่อ แม้คนจะเริ่มเงียบเป็นบางช่วงแต่เขาก็ยืนอยู่จนกระทั่งหลี่อันหนิงเลิกงานตอนเย็นและไปรอรับนางกลับบ้านพร้อมกัน หลี่อันหนิงก็มิได้ตั้งแง่เกลียดชังหลิวเวินเซียน เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานและร่างนี้ยังมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเขาอยู่บ้าง ตอนนี้เขามิใช่หลิวเวินเซียนคนเก่า คลับคล้ายว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนางและลูก แต่สิ่งที่นางไม่เคยลืมก็คือครอบครัวของสามีที่รังเกียจนาง ทำร้ายนางกับลูกแล้วยังตามรังควานไม่ให้นางมีที่ยืน หากหลิวเวินเซียนยังอยู่กับนาง ชีวิตสงบสุขไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นางอยากหย่าขาดจากเขาแต่ไม่ห้ามหากเขาจะมาเยี่ยมเยียนลูกบ้าง หรือเขาจะมีภรรยาใหม่ก็สุดแล้วแต่ ทว่าหลิวเวินเซียนดื้อดึงยิ่งนัก นอกจากเขาไม่ยอมหย่าเขายังตามมาอยู่กับนางและลูก เฝ้าทำหน้าที่สามีและบิดาไม่ให้บกพร่อง ทั้งที่เขามีโอกาสที่ดีกว่านี้และเขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า นางไม่รู้ว่าตลอดหกปีที่เขาไปรับใช้บ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงกลับ
แม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น "พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอย
หลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกิน
เมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หร
หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที
หลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยา







