Share

ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง
ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง
Penulis: หนามชมพู

ทะลุมิติมามีลูกน้อย

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-07 09:53:53

ลมยามค่ำพัดวูบ แม้มิใช่ฤดูหนาวแต่อากาศก็ยังเย็นอยู่บ้าง บริเวณศาลเจ้าร้างที่ไร้ผู้คนสัญจรมีเพียงความเงียบสงัดและวังเวงวนอยู่รอบ ๆ กาย หลี่อันหนิงที่หลับสนิทมาราวสามชั่วยามแล้วยังไม่ฟื้นคืนสติ

"ท่านแม่ ท่านแม่เป็นอะไรไป ท่านอย่าทิ้งเสี่ยวหลานไป ตื่นเถิดขอรับได้โปรดเถิด"

เสียงเล็กร้องเรียกอย่างตกใจมาสักพักแล้ว มือผอมบางเขย่าร่างบอบบางหวังเพียงว่ามารดาผู้เป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา

นางจะดุด่าเขาเหมือนทุกวันก็ยังดีกว่าหลับไปทั้งอย่างนี้

เสียงแว่วดังข้างหูไกล ๆ หลี่อันหนิงที่พยายามลืมตาขึ้นมาแต่ลืมไม่ขึ้น ราวกับว่านางกำลังฝันอยู่ ไม่นานเสียงร้องเรียกก็ดังใกล้เข้ามาส่งผลให้นางตื่นขึ้นทันที

"ท่านแม่ ท่านฟื้นแล้ว"

เด็กน้อยดีใจจนแทบกระโดด เขาร้องเรียกจนเสียงแหบแห้งยามนี้เริ่มรู้สึกแสบคอ

หลี่อันหนิงลืมตาขึ้นมอง สิ่งที่นางพบตรงหน้าเป็นเด็กชายตัวเล็ก ผอมแห้ง แต่ดวงตาเปล่งประกายสดใสแม้จะซูบผอมแต่เด็กคนนี้นับว่าหน้าตาดีอยู่ไม่น้อยกำลังยิ้มกว้างให้กับนาง

"ท่านแม่"

นางลุกขึ้นมองไปรอบตัวที่มีแต่ความมืด  นางนอนบนพื้นเย็นเฉียบที่มีลมเย็นพัดมากระทบร่างบางของทั้งคู่เป็นระยะทั่วบริเวณมีเพียงนางและเด็กชายคนหนึ่ง แล้วเด็กคนนี้เรียกใครว่าแม่ หรือว่าเขาหลงทาง

"หนูมาจากไหนจ๊ะ แม่หนูหายไปไหน"

นางถามขึ้น เด็กน้อยขมวดคิ้วเอียงคอด้วยความสงสัย นางมองหน้าเด็กชายแล้วยกมือเคาะขมับตนเองเบา ๆ มึนงงว่าเหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ทั้งที่นางทำงานจนโต้รุ่งและเพิ่งหลับไปมิใช่หรือ

"ข้า...เป็นอะไรไป"

นางพึมพำพยายามนึกก็นึกไม่ออก

"ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านแม่เป็นอะไรขอรับ ท่านมาถึงก็นอนหลับไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด"

สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อเรื่องราวมากมายไหลบ่าราวกับน้ำหลากทะลักเข้ามาในหัวจนนางปวดตึบจนต้องถอยไปนั่งพิงกับเสา เสี่ยวหลานไม่รู้ว่านางจะเป็นอะไรไปอีกได้แต่ครางด้วยเสียงสั่นเครือ

"ท่านแม่..."

ชั่วครู่นางถึงเข้าใจว่าได้ทะลุมิติมาอยู่ในโลกใหม่เหมือนที่เคยได้ยินมา ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องบ้าบอนี้จะเกิดขึ้นกับตนเองได้

หลี่อันหนิงถอนหายใจยาว แท้จริงแล้วนางตายแล้วและเข้ามาอยู่ในยุคโบราณ นางมองหน้าเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังเหม่อมองนาง ความดีอกดีใจเมื่อครู่หายไป เมื่อเห็นนางเงียบ แววตาเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นกลัว คล้ายตั้งรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตน

"เสี่ยวหลาน"

นางขยับเข้าไปใกล้ ยกมือผอม ๆ ขึ้นลูบหัวเขาแผ่วเบา เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล เสี่ยวหลาน หรือหลิวเยี่ยหลาน บุตรชายคนเดียวมีท่าทีตื่นกลัว เขาหดคอตัวสั่นเล็กน้อยราวกลับกลัวว่านางจะทำร้ายเขา

"ขะ...ขอรับ"

ช่างเถอะ เมื่อนางตายจากโลกเดิมแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้อีก เช่นนั้นนางก็ขอใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนางกับลูกเสียใหม่ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังและเป็นบทเรียนไม่ให้ก้าวพลาดซ้ำอีกก็พอ

"หิวหรือไม่"

นางเอ่ยถามเสียงเบา เด็กชายส่ายหน้าช้า ๆ เอ่ยตอบอย่างเกรงใจ

"ไม่หิวขอรับ แต่ง่วงนอน"

แม้จะระแวงและตื่นกลัวแต่ดวงตากลมโตเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ ปรือลง

"เช่นนั้นก็นอนเถิด"

พื้นเย็นเฉียบจากอากาศที่เริ่มเย็นลง นางถอดเสื้อตัวนอกปูพื้นแล้วประคองบุตรชายให้นอนลงช้า ๆ ชั่วขณะที่เขากำลังจะหลับรอยยิ้มบางก็เผยออกมา ความรู้สึกอบอุ่นก่อขึ้นในใจ หากท่านแม่พูดดีกับเขาเช่นนี้ทุกวันเขาคงมีความสุขไม่น้อย

เสี่ยวหลานหลับไปแล้วแต่นางเพิ่งตื่น จากการหมดสติไปนานทำให้นางสดชื่นไม่รู้สึกง่วงนอนอีก หลี่อันหนิงนั่งเงียบอยู่บนพื้นศาลเจ้าร้าง มืออันผอมแห้งยังคงลูบหัวเสี่ยวหลานเบา ๆ ดวงตาของนางเหม่อมองไปยังความมืดเบื้องหน้า รำลึกถึงอดีตของร่างนี้ตั้งแต่ต้น ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

เดิมทีนางเป็นหญิงชาวบ้านกำพร้าที่อาศัยอยู่กับญาติฝั่งตระกูลมารดา เป็นคนขี้เกียจไม่ช่วยงานบ้านเอาแต่เที่ยวเล่นนอกบ้านไปวัน ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งนางได้พบกับบัณฑิตรูปงามจากตระกูลใหญ่ของหมู่บ้านที่มีอายุมากกว่านางสามปี

หลิวเวินเซียน บุรุษผู้เพียบพร้อมบุตรชายคนเดียวของตระกูลหลิวที่ท่านผู้เฒ่าเป็นขุนนางประจำที่เมืองชายแดน และบิดาเป็นพ่อค้าเลื่องชื่อ ด้วยฐานะที่ร่ำรวยหญิงสาวในหมู่บ้านต่างยินดีทอดสะพานให้ รวมถึงหลี่อันหนิงก็เป็นหนึ่งในนั้นที่หมายปองหนุ่มรูปงามเช่นกัน

แต่ฐานะของนางยากจนและนางยังไร้คุณสมบัติที่คู่ควร แต่เพราะความลุ่มหลงในตัวชายหนุ่ม นางจึงกล้าใช้วิธีสกปรกกับเขา วันหนึ่งหลิวเวินเซียนกลับจากสำนักศึกษา นางยอมเสี่ยงลื่นล้มบนพื้นหินต่อหน้าเขาจนเลือดไหลเป็นทาง หลิวเวินเซียนเป็นบัณฑิตมีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น เขาไม่รอช้าเข้ามาช่วยเหลือนางทันที

เป็นจังหวะเดียวกันที่มีเกวียนโดยสารจอดให้คนลงตรงทางเข้าหมู่บ้าน หลี่อันหนิงจึงกอดเขาแน่นพลางร้องไห้และพูดว่า

"บัณฑิตหลิวใจร้ายไร้คุณธรรม หลับนอนกับข้าแล้วคิดทิ้งไป"

คนกลุ่มนั้นได้ยินต่างไม่อยากเชื่อ รวมถึงเขาที่ตกใจกับการกระทำไร้ยางอายของนาง

ใช่ นางหน้าด้าน หากมัวแต่อายแล้วเมื่อไหร่จะมีสามีเล่า ด้านได้อายอด ในหัวของนางคิดแค่นั้น

นางร้องไห้อย่างน่าสงสาร กลุ่มคนเหล่านั้นจึงไปแจ้งความกับผู้ใหญ่บ้าน และตระกูลหลิวจำต้องรับผิดชอบแต่งนางเป็นสะใภ้

นับตั้งแต่นั้น หลิวเวินเซียนก็ไม่พูดจากับนาง จากที่เป็นคนสุขุมอยู่แล้วยิ่งเงียบขรึมลง พูดน้อยและแววตาไม่สดใสดั่งเมื่อก่อน นางทั้งถูกญาติตำหนิและตัดขาดจากตระกูลเพราะความอับอาย เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านสามีก็ถูกแม่สามีรังเกียจเดียดฉันท์ ใช้งานสารพัดเยี่ยงคนรับใช้ แต่นางก็ยินยอมเพราะนางรักหลิวเวินเซียน

แต่งกันได้สามเดือนทั้งคู่ไม่มีความสัมพันธ์เกินเลยจนกระทั่งหลี่อันหนิงทนไม่ไหว นางคิดแผนการร้ายวางยาปลุกกำหนัดเขาและทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาโดยแท้จริง

นางภาคภูมิใจแต่เขากลับเย็นชากับนางขึ้นทุกที นางรับใช้เขาทุกอย่าง อยู่เป็นเพื่อนตอนเขาอ่านตำรายามดึกดื่นนานหลายเดือน คอยยกเตาไฟให้ยามหน้าหนาว ต้มน้ำอุ่นให้เขาอาบทุกวัน ยอมกินข้าวที่เหลือของคนในบ้าน ให้เขาอิ่มท้อง เสาะหาวัตถุดิบดี ๆ มาทำอาหาร แต่กระนั้นแม่สามีก็มองนางเป็นคนไม่ได้เรื่อง เพราะนางเอาใจเพียงสามี หมดหน้าที่หรือส่งสามีไปสำนักศึกษาก็กลับมานอนกลางวัน ไม่ยอมช่วยงานในบ้าน

"ข้าสงสารเสี่ยวฟางยิ่งนัก นางเหมาะสมกับเวินเซียนที่สุด นางคงเสียใจมาก น่าเสียดายที่ได้แต่งเป็นอนุของตระกูลหวงไปแล้ว"

"ถึงเป็นอนุ แต่ตระกูลหวงก็ร่ำรวยเป็นพ่อค้ามีชื่อเสียง คงไม่มีวาสนาต่อกัน คนขยันและเพียบพร้อมอย่างนางแต่งเข้าตระกูลใดก็น่าภูมิใจ"

มารดาของหลิวเวินเซียนพูดกับญาติในวันหนึ่งขณะเดินกลับมาจากตลาดด้วยกัน แม้หลี่อันหนิงจะได้ยินและทำให้นางรู้สึกคับแค้นใจ แต่นางทั้งสองคนก็หาได้สนใจไม่

หลิวเวินเซียนแม้พูดกับนางนับครั้งได้แต่ก็มีเพียงเขาที่ไม่พูดทำร้ายจิตใจนางแม้ก่อนหน้านั้นจะเคยเย็นชา แต่หลังจากคืนนั้นท่าทางเช่นนี้ก็ลดน้อยลง

ความสุขของหลี่อันหนิงช่างสั้นนักเมื่อทางการประกาศให้ชายหนุ่มทั่วแคว้นไปเป็นทหารรบกับข้าศึกที่รุกรานแคว้นโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร หลังจากเขาไปได้เพียงสามวันหลี่อันหนิงก็มีอาการหน้ามืด คลื่นไส้และอ่อนแรง นางเป็นเช่นนี้อยู่ราวหนึ่งเดือน จึงไปหาหมอและได้รู้ว่าตนตั้งครรภ์

หลิวเวินเซียนไม่เคยรู้เลยว่านางตั้งครรภ์ลูกของเขา หลังจากนั้นแม่สามีก็กดขี่นาง ใช้งานสารพัดและพูดจาเสียดสีไม่เว้นแต่ละวันจนกระทั่งนางคลอดลูก

แม้ร่างกายยังไม่แข็งแรงแต่คนตระกูลหลิวก็ไม่เคยเห็นใจนาง นางกลายเป็นคนทำงานหนัก ไม่ค่อยได้กินข้าวและคนในบ้านก็ยังไม่ดูแลลูกชายช่วยนาง เมื่อความกดดันมีมากขึ้นนางก็เริ่มด่าทอบุตรชาย ตบตี ทำร้ายร่างกายจนเขากลายเป็นเด็กหวาดกลัว ทว่าแม่สามีก็ยังไม่เห็นใจสองแม่ลูก ยังคงด่าทอนางและพูดกรอกหูลูกชายนางอยู่ทุกวันว่าแม่ไม่รักและพ่อของเขาก็ตายในสนามรบแล้ว

ผ่านไปถึงหกปีหลิวเวินเซียนยังไม่กลับมา เด็กน้อยจึงเชื่อจริง ๆ ว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว

"เมื่อสามีไม่กลับก็เท่ากับว่าเจ้าสองแม่ลูกไม่ควรอยู่ที่นี่ พาลูกของเจ้าไสหัวไปซะอย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก"

นางไล่หลี่อันหนิงและหลิวเยี่ยหลานอย่างไม่ไยดี พร้อมกับโยนข้าวของนางและลูกออกนอกประตูอย่างกับหมูกับหมา

จากนั้นมาสองแม่ลูกก็กลายเป็นขอทาน ขออาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ เพราะไม่มีเงินติดตัว เงินขอทานก็ได้เพียงน้อยนิด วันไหนไม่ได้ก็ต้องอด นางไม่มีความสามารถอะไรจะไปรับจ้างก็ไม่เคยทำ แต่พอจะขอทำก็ถูกขับไล่ เพราะแม่สามีของนางรู้จักคนมาก นางเที่ยวบอกคนไปทั่วเมืองว่าไม่ให้รับหลี่อันหนิงเข้าทำงานและใส่ร้ายว่านางขโมยเงิน ขโมยของในตระกูลหลิวอยู่เป็นนิจและยังมีชู้ตอนสามีไปออกรบ

คนเหล่านั้นเชื่อสนิทใจเพราะแม่ของบัณฑิตหลิวย่อมเป็นคนน่าเชื่อถือ คงไม่แต่งเรื่องมาหลอกลวงผู้คนให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง

 

 

 

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง   ตอนจบ

    หกเดือนผ่านไปที่จวนตระกูลหยาง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหารือกันที่ตระกูลหยางเรื่องของหยางเจียหรงและจ้าวหยางซิน "อีกไม่กี่เดือนเจียหรงก็จะย้ายกลับมาประจำที่เมืองหลวง พร้อมกับเลื่อนตำแหน่ง ข้ากับใต้เท้าหยางหารือกันแล้วว่าหลังจากนั้นก็ถึงเวลาเหมาะสม" หวังเฟิ่งเหยา มารดาหยางเจียหรงกล่าวขึ้นในมื้ออาหารค่ำ ที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสองครอบครัว "ข้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ลูกเราสองฝ่ายก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว ควรรีบหน่อย" จ้าวฮูหยินไม่ขัดข้องเพราะนางกับสามีเคยหารือเรื่องนี้กันมาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นหัวข้อสนทนาหลักในครอบครัว เมื่อเห็นพ้องต้องกันจึงเริ่มดำเนินการตามประเพณี การจัดหาสินสอดของหมั้นของฝ่ายชายมีหวังเฟิ่งเหยาเป็นคนจัดการทั้งหมด ด้านฝั่งตระกูลจ้าวมีจ้าวฮูหยินเตรียมงานและเตรียมสินเดิมให้บุตรสาว หลังจากงานก่อสร้างที่เมืองจินหลิงเสร็จสิ้น หยางเจียหรงได้เลื่อนขั้นและประจำที่เมืองหลวง หลังจากนั้นอีกสามเดือนจึงมีพิธีแต่งงานของทั้งสองตระกูล หลิวเวินเซียน หลี่อันหนิงและคนอื่นในตระกูลหลิวได้รับเชิญให้เข้าร่วมในงานนี้ในฐานะแขกผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง บรรยากาศงานมงคลเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นที่หาได้ยากนัก ภาย

  • ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง   จ้าวหยางซินกับความรักครั้งใหม่

    ห้าวันต่อมาฮ่องเต้ส่งรองเจ้ากรมโยธาธิการไปที่จินหลิงเพื่อก่อสร้างสำนักศึกษาเพิ่ม เพราะตอนนี้เร่งขยายความเจริญไปสู่เมืองรองและเมืองจินหลิงคือเป้าหมายแรกเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเมืองอื่น ๆ แม้จะมีขุนนางร่วมเดินทางหลายคนแต่ยังขาดอีกหนึ่งคน เพราะขุนนางที่รับผิดชอบอีกคนอายุมากและมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ หยางเจียหรงจึงรับอาสาและได้รับอนุญาต หากสำนักศึกษาสร้างแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี หยางเจียหรงที่อาสาไปเมืองรองอย่างจินหลิงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นการตอบแทนความเสียสละออกไปทำงานแทนขุนนางอีกคนที่อายุมากแล้ว "เจ้าสบายใจได้ งานทางนี้ข้ากับเจ้าหน้าที่อีกสามคนรับมือไหว สามารถทำแทนเจ้าได้" หลิวเวินเซียนกล่าวขึ้นขณะเดินออกมาจากท้องพระโรง "ขอบคุณใต้เท้าหลิวที่แบกรับหน้าที่แทน ข้าจะตั้งใจทำงานให้เสร็จไว ๆ ขอรับ" หลิวเวินเซียนยิ้มให้กำลังใจ เขาพอคาดเดาได้ว่าหยางเจียหรงอาสาไปจินหลิงเพราะเหตุใด เพื่อให้เขาได้สมหวังจึงเปิดทางให้อย่างเต็มใจ เมื่อถึงวันไปจินหลิงขบวนจากเมืองหลวงเดินทางกันแต่เช้า เดินทางราวสองชั่วยามก็ถึงจุดหมาย เมื่อไปถึงคณะขุนนางจากเมืองหลวงเริ่มประชุมวางแผนงานทันที "คืนนี้ที่จินหลิ

  • ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง   ย้ายเข้าเมืองหลวง

    บ้านตระกูลหลิวที่เคยเต็มไปด้วยความทุกข์ในเมื่อก่อนค่อย ๆ มีเสียงหัวเราะและความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ ความรักและความเอาใจใส่ของครอบครัวเล็ก ๆ ทำให้ทุกวันเต็มไปด้วยความสุขที่เรียบง่าย ถึงวันประกาศผลสอบ ทุกคนต่างตื่นเต้นไม่แพ้หลิวเวินเซียน "ดูประกาศผลสอบแล้ว ข้าจะรีบกลับมาขอรับ" เขาบอกคนในบ้านที่มาส่งขึ้นรถม้า "ข้ารับรองว่าเวินเซียนต้องสอบได้แน่" สหายที่ยืนรออยู่กล่าวกับทุกคน เสี่ยวหลานก็เดินเข้ามาอวยพรบิดาอย่างตื่นเต้น "ท่านพ่อรีบกลับมานะขอรับ เสี่ยวหลานมั่นใจว่าท่านพ่อทำได้" "แน่นอนพ่อจะรีบกลับมา เจ้าอยู่บ้านเชื่อฟังผู้ใหญ่ อย่าซนมากนัก" เขาพูดพลางลูบหัวเสี่ยวหลานเบา ๆ เด็กน้อยผงกศีรษะรับ เชื่อฟังบิดาสุดหัวใจ "ขอรับท่านพ่อ" รถม้าเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับความหวังของทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวหลิวเวินเซียน เมื่อมาถึง เหล่าบัณฑิตที่มาดูประกาศผลสอบต่างมุ่งหน้าไปที่ป้ายประกาศกันคับคั่ง หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงไม่ต่างจากเมื่อครั้งสอบ เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ รายชื่ออันดับต้น ๆ ก็ชัดเจนปรากฏแก่สายตา "ลำดับ…สาม…เจ้าสอบได้ลำดับที่สามจริงหรือ" สหายชี้มือไปที่รายชื่อลำดับที่สามพูดขึ้นอย่างยินดี หล

  • ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง   เผยความในใจ

    หลิวเวินเซียนนั่งอยู่หน้าห้องโถง ข้างกายมีหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลานนอนหลับอยู่ข้างมารดา หลี่อันหนิงมองไปรอบกายก่อนหยุดสายตาที่หลิวเวินเซียน จู่ ๆ นางก็ถามเรื่องในอดีตขึ้นมา "เมื่อก่อนข้าเคยยอมเสื่อมเสียชื่อเสียงเพื่อจับท่านเป็นสามี แล้วท่านเล่ารู้อยู่แก่ใจเหตุใดไม่ปฏิเสธแล้วเอาความกับข้า" เขาก้มลงมองนาง ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่แฝงความอ่อนโยน "ข้าจะปฏิเสธเจ้าทำไมกัน" ยิ่งเขาพูดอย่างนี้นางก็ยิ่งฉงนใจนัก "ก็ข้าทำเรื่องน่าอาย ท่านก็รู้ว่ามิใช่ความจริงแต่ไม่เห็นด่าข้า หรือต่อว่าข้าแรง ๆ" เขายิ้มมองนางสายตาเจ้าเล่ห์ "จะทำเช่นนั้นทำไมเล่า ในเมื่อข้าก็แอบชอบเจ้าเหมือนกัน" หลี่อันหนิงเบิกตากว้างขึ้น นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยรู้มาแต่แรก "ท่านว่าอย่างไรนะ" เขามองนางเหมือนเรื่องที่พูดเมื่อครู่มิได้น่าตื่นเต้น เพราะเขารู้สึกเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว "ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้า ความจริง ข้าแอบชอบเจ้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเจ้า เรื่องวันนั้น ข้าเองที่จงใจจะเดินผ่านเจ้า จะหาเรื่องคุยกับเจ้าให้ได้ แต่แล้วเจ้าก็เริ่มก่อนข้าเลยไม่ขัดข้อง" หลี่อันหนิงหน้าแดงเห่อร้อนทันที นางหน้าไม่อาย แล้วดูเขาสิกำลังส

  • ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง   รับผลกรรม

    หลิวจิ่นหงเดินทางกลับมาจากไปพบคู่ค้า เมื่อถึงบ้านก็พบกับบิดาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมรออยู่ "ท่านพ่อ มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือขอรับ" "หย่ากับเมิ่งฉีซะ นางทำความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจให้อภัย" หลิวจิ่นหงมึนงงกับการกระทำของบิดา ผู้เฒ่าหลิวจึงเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมดซึ่งหลิวจิ่นหงคาดไม่ถึงสักเรื่อง "นางร้ายกาจถึงเพียงนั้นหรือขอรับ" "หากข้าไม่ส่งคนคอยสืบก็คงไม่รู้ความจริง เสียนหาวก็คงถูกนางปั่นหัว กลับมาคราวนี้เห็นทีต้องทบทวนกันใหม่" หลิวจิ่นหงจึงเขียนหนังสือหย่ากับเมิ่งฉี ให้เงินนางไปตั้งตัวก้อนหนึ่งตอบแทนที่เคยเลี้ยงดูหลิวเวินเซียนมาตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นสินน้ำใจครั้งสุดท้ายที่ตระกูลหลิวมอบให้นาง เมิ่งฉีกลับไปบ้านนอกด้วยความอับอาย เสียงล้อเลียนและสายตารังเกียจจากคนรอบข้างทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกดทับทุกฝีก้าว "คนไร้คุณธรรมเช่นนี้ไม่น่าอยู่ในหมู่บ้านให้เป็นเสนียดเลย" คำพูดเหล่านั้นดังสะท้อนอยู่ในหัวของนาง แม้พยายามดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ไม่มีใครอยากรับนางทำงาน เงินที่ได้มาก็ใช้ไปทุกวัน ร่อยหรอลงทุกที ความลำบากซ้ำเติมความอับอายของนางให้มากขึ้นทุกวันที่ชีวิตดำเนินไป ทุกฝีก้าวที่เดินไปเหมื

  • ข้ามเวลามาเป็นสะใภ้ถูกทอดทิ้ง   กลับเข้าตระกูลหลิว

    วันต่อมา เมิ่งฉีเดินทางไปยังตระกูลจ้าวเพียงลำพัง คร่ำครวญในใจว่า "คราวนี้ข้าจะทำให้จ้าวหยางซินต้องตกลงแต่งงานกับเวินเซียนให้ได้" นางหมายมัดมือชกทั้งคู่หวังว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้หลี่อันหนิงไปให้พ้นจากตระกูลหลิว เมื่อมาถึงตระกูลจ้าว เมิ่งฉีพยายามพูดจาโน้มน้าวจ้าวหยางซินให้มาอยู่ฝั่งเดียวกับตนเอง "หยางซิน เจ้าทั้งงดงามทั้งเพียบพร้อม หากได้แต่งเข้าตระกูลหลิว ต้องนำพาชื่อเสียงมาสู่ตนกับสองตระกูลได้อย่างดีแน่นอน" จ้าวหยางซินเพียงยิ้มเล็กน้อยตามมารยาท "ท่านป้า มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ ถึงพูดเรื่องแต่งงานกับข้าเร็วนัก" เมิ่งฉีเอื้อมมือเรียวกุมมือของจ้าวหยางซินเอาไว้ "ป้าก็พูดมาตลอด เพียงแต่คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เจ้าสองคนควรแต่งงานกันได้แล้ว" แต่จ้าวหยางซินหน้าแดงด้วยความละอายใจ "งานแต่งงานตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิวจะไม่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ" ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างมองหน้ากันที่จ้าวหยางซินตัดสินใจเช่นนั้น คำตอบนั้นทำให้เมิ่งฉีหน้าเสีย นางอ้าปากพูดไม่ทันจบแต่จ้าวหยางซินตั้งใจปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "เพราะเหตุใดกัน เราตกลงกันแต่แรกแล้วมิใช่หรือ ข้าจะเพิ่มสินสอดก็ได้หากเจ้าไม่พอใจ" ใต้เท้าจ้าวที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status