ログインเยว่จื่อรุ่ย (岳梓睿) ทุ่มเททั้งชีวิตนางกลับได้รับการทรยศเป็นการตอบแทน... หวนคืนกลับมาครั้งนี้ #สตรีเช่นข้าจะไม่เป็นหมากของผู้ใด เพราะบิดาไม่รัก จึงส่งนางแต่งเข้าจวนอ๋องไร้ความสามารถ เพราะพี่ชายไม่ปกป้อง จึงส่งนางเป็นตัวแทนรับคมดาบ เพราะสามีไม่เห็นค่า จึงส่งนางเป็นบรรณาการแลกอำนาจ ชาติก่อนนางเป็นเพียงหมากของผู้อื่น ชาตินี้หวนคืนกลับหมากบนกระดานนางจะเป็นคนคุมเอง
もっと見る"เป็นแค่บุตรสาวขุนนางต้องโทษ ยังกล้าวางท่าจองหองใส่ข้า! ใครอยู่ข้างนอก ไปเอาแส้ลงทัณฑ์ประจำตระกูลมา!"
น้ำเสียงกร้าวระคายหูดังก้องไปทั่วห้องที่ประดับด้วยผ้าแดงมงคล เยว่จื่อรุ่ย ค่อยๆ ปรือตาขึ้นด้วยสติที่พร่าเลือน กลิ่นกำยานหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งทำให้ทำให้ภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนสิ้นลมชัดเจนขึ้นมา...
ไม่ใช่ว่านางถูกจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำกลางเมืองอยู่หรอกหรือ?
เยว่จื่อรุ่ยสลัดศีรษะเบาๆ ความเย็นยะเยือกของสายน้ำที่เคยบีบคั้นลมหายใจในยามนี้หายไปจนหมดสิ้น รอบตัวกลับกลายเป็นห้องหอที่ตกแต่งด้วยม่านแดงและอักษรมงคล ราวกับสถานที่นี้คือห้องหอของบ่าวสาว หรือว่านางจะตายไปแล้วและตอนนี้กำลังตกอยู่ในห้วงฝัน
ทว่าสติยังไม่ทันแจ่มชัด ความเจ็บปวดราวกับผิวหนังถูกฉีกกระชากก็แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องจริง
ดวงตาหงส์มองดูปิ่นมุกบนศีรษะที่ตกกระเด็นหลุดร่วงแตกกระจายบนพื้น ก่อนจะตวัดสายตามองไปยังผู้ที่กล้าลงมือฟาดแส้ใส่หลังนางด้วยแววตาดุดัน คิ้วเรียวพลันขมวดแน่นเมื่อภาพที่ปรากฏคือบุรุษแปลกหน้าในชุดสีแดงเข้มซึ่งถูกตัดเย็บด้วยผ้าไหมเนื้อดี ที่ปลายแขนยังปักลายเมฆามงคลด้วยดิ้นทอง ให้ความสูงส่งสง่างาม ตรงข้ามกับกิริยาต่ำช้าของชายที่สวมใส่ คิ้วเรียวขมวดแน่นมากขึ้นพลางนึกในใจ... ชายผู้นี้คือใครกัน!
"เสิ่นหลี่รุ่ย! จ้องหน้าข้าเช่นนี้ ยังไม่ยินยอมลงนามอีกใช่หรือไม่!"
สิ้นคำแส้ในมือหนาก็สะบัดฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางอีกครั้ง เยว่จื่อรุ่ยขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่นางกำลังสับสนกับนามที่เขาเรียกขานตน เสิ่นหลี่รุ่ย คือใครกัน พลันภาพที่นางไม่เคยพบพานก็หลั่งไหลเข้ามาในห้วงความทรงจำราวกับน้ำป่าที่ไหลหลากในยามวัสสานฤดู
ที่แท้... 'เสิ่นหลี่รุ่ย' ที่อีกฝ่ายเรียกขานก็คือคุณหนูสามตระกูลเสิ่นผู้มีชะตากรรมแสนอาภัพ เพราะบิดาและพี่ชายคนรองถูกใส่ความข้อหารับสินบน ทำให้คนทั้งตระกูลถูกเนรเทศสู่ชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้ผู้เป็นน้องสาวต้องลำบากพี่ชายคนโตของเสิ่นหลี่รุ่ย ถึงกับยอมละทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าขอร้องอดีตราชครูเกาถึงสามวันสามคืน และใช้คุณงามความดีของตนทั้งหมด อ้อนวอนราชครูเกาขอตำแหน่งอาจารย์แห่งสำนักศึกษาหลวงให้สหายสนิทอย่าง จิ้งเจิ้นเหยา เพื่อแลกกับการที่อีกฝ่ายจะรับน้องสาวเขาแต่งเข้าเป็นฮูหยินเอก
ทว่าในวันที่ครอบครัวตระกูลเสิ่นต้องเดินเท้าออกจากประตูเมืองด้วยความอดสูเสิ่นหลี่รุ่ยที่สวมชุดมงคลสีแดงชาด ปักลายโบตั๋นอันประณีตเข้าสู่พิธีแต่งงาน กลับถูกสามีใจทรามจิ้งเจิ้นเหยารับ จี้ม่านม่าน อดีตคู่หมั้นของพี่ชายนางเข้ามาเป็น 'อนุ' ในวันเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นพิธียังบังคับให้ร่างเดิมลงชื่อประทับตรายินยอมยกให้จี้ม่านม่านเป็น 'ภรรยาเท่าเทียม'
"เสิ่นหลี่รุ่ย! ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย ประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือยินยอมเสีย! เขียนลงไปว่าเจ้ามีน้ำใจกว้างขวาง สงสารที่ม่านม่าน ไร้ที่พึ่งพิง จึงขอให้ข้ารับนางมาเป็นภรรยาเท่าเทียม เพื่อช่วยดูแลอดีตคู่หมั้นของพี่ชายเจ้า!"
เสียงตวาดของจิ้งเจิ้นเหยาเรียกสติของเยว่จื่อรุ่ยให้กลับมายังปัจจุบัน นางเหลือบมองไปชายหนุ่มตรงหน้าแล้วแค่นยิ้มเย็นชา...
ช่างเป็นบุรุษหน้าหนา ไร้อายนัก! เพราะกลัวว่าหากข่าวเรื่องเขารับเมียน้อยในวันแต่งงานหลุดรอดออกไป ชื่อเสียงบัณฑิตผู้มีคุณธรรมของเขาจะมัวหมอง และกลัวว่านางจะไปร้องเรียนต่อทางการจนเขาเสียตำแหน่งที่เพิ่งได้มา จึงบังคับให้นางลงนามเป็นหลักฐานว่า 'ยินยอมเอง' เพื่อใช้เป็นเกราะคุ้มกันตนเองในภายหลัง
ดวงตากลมเหลือบมองไปทางสตรีในชุดสีชมพูหรูหรา ใบหน้าอ่อนหวาน ท่วงท่าอ่อนช้อยบอบบาง ชวนให้ผู้พบเห็นอยากทะนุถนอมปกป้อง ทว่าแววตากลับฉายความริษยาอย่างปิดไม่มิด
ช่างเป็นสตรีแพศยาจริงๆ ไม่เพียงหักหลังพี่ชายเจ้าของร่างเดิมในยามตกยาก ยังแต่งเข้าจวนตระกูลจิ้ง แย่งชิงสามี ยึดครองสถานะ กดข่มทรมานเจ้าของร่างเดิมอย่างไร้ไมตรีอีกด้วย
คิดมาถึงตรงนี้ในใจของเยว่จื่อรุ่ยรู้สึกปวดหนึบ ชัดเจนถึงความรู้สึกคับแค้นใจของเสิ่นหลี่รุ่ยผู้เป็นเจ้าของร่างเดิม
‘ชีวิตนี้ของข้าเจ็บปวดเกินทน ฝากท่านช่วยทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าด้วย’ เสียงแผ่วเบาจากก้นบึ้งของดวงจิตเดิมสะท้อนขึ้นมา เยว่จื่อรุ่ยรับรู้ได้ในทันทีว่าคือข้อความที่เจ้าของร่างเดิมต้องการบอกกล่าวกับนาง จึงตอบรับในใจอย่างหนักแน่น...
“เจ้าไม่ต้องกังวล ความคับแค้นใจที่เจ้าได้รับ ข้าจะทวงคืนให้เป็นทบทวี”!
หลังตอบรับคำของเจ้าของร่างเดิม ในอกของเยว่จื่อรุ่ยก็รู้สึกปลอดโปร่ง ชัดเจนว่าอีกฝ่ายปล่อยวางและจากไปแล้ว ดวงตาของเยว่จื่อรุ่ยฉายแววอ่อนโยนชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ช้อนขึ้นจดจ้องสองชายหญิงตรงหน้า... ดูเหมือนว่าหลังจากที่นางสิ้นใจตายภายใต้แม่น้ำอันเย็นยะเยือกแล้ว สวรรค์จะสงสารชะตากรรมของนาง จึงให้โอกาส 'ยืมร่างคืนวิญญาณ' เกิดใหม่เป็นเสิ่นหลี่รุ่ย ที่ตายไปเพราะความคับแค้นใจ
ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้... ผู้ที่เคยรังแกนางและเจ้าของร่างเดิม ก็จงเตรียมตัวรอไว้ให้ดี ชาติใหม่ชีวิตนี้ นางจะสะสางทวงแค้นคืนทีละคนอย่างสาสมแน่นอน
"ช่างเป็นวาสนาของหญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้นักที่ท่านอ๋องเมตตารับเป็นคนของพระองค์"เมื่อไม่สามารถใช้เหตุผลหลีกเลี่ยง เยว่จื่อรุ่ยจึงทำได้เพียงปะจันหน้ากับอีกฝ่าย ซ่งกู้เว่ยมองท่าทางยินดี แต่สายตาไม่ยินยอมของหญิงสาวแล้วยกยิ้มพอใจ นิ้วยาวจับยึดคางเล็กบังคับให้นางสบสายตาคมที่โน้มลงมาในระยะประชิด หากแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร องครักษ์หน้าวังก็เข้ามารายงานว่าซ่งกู้หวายมาขอเยี่ยมอาการองค์หญิงหนิงอันผู้เป็นน้องสาว“ทูลท่านอ๋อง ท่านอ๋องสิบเอ็ดซ่งกู้หวาย เสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ ตรัสว่าทรงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บขององค์หญิงหนิงอัน จึงนำสมุนไพรและพาหมอหลวงซูมาขอเยี่ยมอาการพ่ะย่ะค่ะ”ซ่งกู้เว่ยปล่อยมือจากปลายคางของหญิงสาว แววตาที่เคยฉายแววหยอกเย้าเจ้าเล่ห์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเแข็งกร้าวดุดัน ทว่าแม้ในใจเขาจะนึกรำคาญและไม่อยากต้อนรับคน แต่ซ่งกู้เว่ยก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"มาก็ดี เปิ่นหวางจะได้ทำให้ชัดเจน ว่าเจ้าเป็นคนของใคร" น้ำเสียงทุ้มแหบบอกพลางหันมาสบตาคนบนเตียงด้วยท่าทีที่ของผู้มีชัยเยว่จื่อรุ่ยขบกรามแน่นตั้งแต่ได้ยินว่าซ่งกู้หวายมาเยี่ยมตน นางก็รู้ในทันทีว่างิ้วฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น และเมื่อเห็นว่าตนเองอยู
เช้าวันต่อมาเยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ลืมตาตื่น ทว่าเพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ความเจ็บปวดหนึบที่หัวไหล่ซ้ายก็เข้าโจมตี ทั้งที่แผลหายสนิทแล้ว ดูเหมือนว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่ด้วย กึก... เสียงคล้ายพู่กันถูกวางลงดังมาจากห้องข้างๆ เยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียวขบคิด ที่นี่เป็นวังส่วนตัวของท่านอ๋องเก้าซ่งกู้เว่ย ซึ่งเป็นถึงผู้สำเร็จราชการ ดังนั้นนอกจากเขาผู้เป็นเจ้าของวังแล้ว ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเข้าออกและใช้สอยพื้นที่ต่างๆ ภายในห้องที่นางพักอาศัยอยู่“ตื่นแล้วหรือ...” เสียงทุ้มแหบพร่าดังแว่วมาจากหลังฉากกั้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงอำนาจกดข่มผู้คนอย่างชัดเจนเยว่จื่อรุ่ยขยับตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อตระหนักได้ว่า มีสายตาคมคอยจับจ้อง สังเกตพิรุจของนางอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวจึงต้องแสร้งทำเป็นสตรีที่อ่อนแอ ให้สมกับสถานะคุณหนูสามเสิ่นผู้บอบบาง ที่แค่ถูกลมพัดผ่านก็ล้มป่วย“เมื่อวันก่อนสามีของเจ้า เข้าไปคุกเข่าทูลขอต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ กดดันเปิ่นหวางให้ส่งตัวเจ้ากลับไป" น้ำเสียงเย้ยหยันเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองคนผ่านม่านกั้นลม "ช่างเป็นสามีที่รักภรรยาจริงๆ” เยว่จื่อรุ่ยขม
“ได้รับเมตตาจากท่านอ๋อง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน จะรู้สึกผิดหวังได้อย่างไรกันเพคะ”“เช่นนั้นหรือ” สิ้นเสียงทุ้มเอ่ยถาม หางตาของเยว่จื่อรุ่ยก็เห็นคมมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งตรงมายังตน หญิงสาวขบกรามกำหมัดแน่นอีกครั้ง รู้ดีว่าคมมีดนี้คือบททดสอบจากอีกฝ่าย หากครั้งนี้นางหลบก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองมีวรยุทธ ไม่ต้องคิดถึงเหตุการณ์ในวันหน้า แค่รักษาลมหายใจในวันนี้ก็คงยากจะทำได้ดังนั้นเยว่จื่อรุ่ยจึงจำต้องอดกลั้น กัดฟันแน่น บังคับร่างกายทุกส่วนให้แข็งทื่อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกหวาดกลัวเบิกตากว้างพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น“กรี๊ดดด!”ฉึก! คมมีดเย็นเฉียบพุ่งผ่านนวลแก้มขาวซีดไปเพียงเสี้ยวเส้นด้าย ปรอยผมยาวสลวยขาดร่วงหล่นลงบนฟูกหนา ก่อนที่ปลายมีดจะปักลึกลงบนเนื้อไม้หัวเตียง เยว่จื่อรุ่ยกัดฟันจนขึ้นสันกราม พยายามอย่างยิ่งที่จะเร่งจังหวะการหายใจของตนเอง เพื่อแสร้งแสดงอาการตื่นตระหนก จนลมหายใจสะดุด และในช่วงพริบตาก็ทิ้งตัวลงสิ้นสติบนเตียงนอน ตึ้ง! เสียงร่างเล็กล้มลงบนฟูก กระตุ้นร่างหนาให้ลุกพรวดพุ่งตรงมายังเตียงากว้าง ภาพหญิงสาวที่สิ้นสติ ล้มลงอย่างสิ้นท่าจนบาดแผลบ่นไหล่ซ้ายฉีกขาดอีกหน โลหิตไหลซ
ภายในห้องอันกว้างขวางของวังเจิ้นเวยฝู่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสมุนไพรคละคลุ้ม บนเตียงกว้างบุด้วยนวมผ้าไหมชั้นดีมีราคาปรากฏร่างของหญิงสาวที่ไร้สตินอนอยู่ รอบเตียงมีสาวใช้แปดนางคอยยืนรอรับใช้ ถัดมาไม่ไกลนักมุมห้องข้างที่มีเพียงฉากบังลมกั้นขวาง มีชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีดำปักลายพยัคฆ์ สวมหน้ากากมทิฬ กำลังนั่งตรวจฏีกาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าความเครียดนี้กลับไม่ได้มาจากข้อความในฏีกาแต่เป็น...“ผ่านมา 6 วันแล้ว หากพรุ่งนี้นางยังไม่ฟื้น ข้าจะให้เจ้าและตระกูลเถียนร่วมนอนเป็นเพื่อนนาง” น้ำเสียงเยือกเย็นแหบพร่าเอ่ยบอก ร่างของหมอชราที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพลันตัวสั่นงันงก เหงื่อตก ลมหายใจติดขัด ได้แต่สวดภาวนาขอให้หญิงสาวบนเตียงเร่งฟื้นโดยไว้ขอสวรรค์โปรดเมตตาให้องค์หญิงหนิงอันผู้นี้เร่งฟื้นขึ้นมาในขณะที่ดวงตาคมเลื่อนสายตาทอดมองไปยังหญิงสาวบนเตียงกว้าง ร่างกายของนางบอบบางจนแทบจะกลืนหายไปกับกองผ้าห่มบนเตียงกว้าง ทว่าความกล้ากลับยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว้าภูเขาไท่ซาน ในขณะที่กำลังขบคิดถึงความกล้าหาญไม่กลัวตายของคนเจ็บ ดวงตาคมก็มองเห็นร่างเล็กดิ้นกระสับกระส่ายไปมา“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงดุดัน ตวาดถามหมอ






レビュー