LOGINเยว่จื่อรุ่ย (岳梓睿) ทุ่มเททั้งชีวิตนางกลับได้รับการทรยศเป็นการตอบแทน... หวนคืนกลับมาครั้งนี้ #สตรีเช่นข้าจะไม่เป็นหมากของผู้ใด เพราะบิดาไม่รัก จึงส่งนางแต่งเข้าจวนอ๋องไร้ความสามารถ เพราะพี่ชายไม่ปกป้อง จึงส่งนางเป็นตัวแทนรับคมดาบ เพราะสามีไม่เห็นค่า จึงส่งนางเป็นบรรณาการแลกอำนาจ ชาติก่อนนางเป็นเพียงหมากของผู้อื่น ชาตินี้หวนคืนกลับหมากบนกระดานนางจะเป็นคนคุมเอง
View More"เป็นแค่ลูกสาวขุนนางต้องโทษ วางท่าทีอะไรกัน ใครอยู่ข้างนอกเอาแส้ลงฑัณประจำตระกูลมาให้ข้า!"
เสียงที่ไม่คุ้นหูสะท้อนดังลั่น เยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ปรือตาขึ้นด้วยความรู้สึกสับสนมึนงง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ตัวนางถูกจับใส่กรงหมูโยนลงแม่น้ำกลางเมืองหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน ทว่าสติยังไม่ทันชัดเจน ความรู้สึกปวดแสบก็แผ่ซ่านไปทั้งแผ่นหลัง ดวงตาคมพลันตวัดมองผู้ลงมือด้วยความขุ่นเคือง หากแต่ภาพใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็ทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น
ชายผู้นี้เป็นใครกัน!
"เสิ่นหลี่รุ่ย! จ้องหน้าข้าเช่นนี้ ยังไม่ยินยอมใช่หรือไม่"
พูดจบแส้ในมือหนาก็ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กอีกครั้ง คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากแส้ยาว แต่เป็นเพราะความสงสัยในใจของนาง
เสิ่นหลี่รุ่ยเป็นผู้ใดอีก พลันภาพความทรงจำที่ไม่เคยพบพานก็ไหลเข้ามาในความคิดของเยว่จื่อรุ่ยราวสายน้ำหลากในฤดูฝน
ที่แท้ เสิ่นหลี่รุ่ย ก็คือคุณหนูสามตระกูลเสิ่น เพราะบิดาและพี่ชายคนรองเสิ่นหลี่เฉียงต้องโทษรับสินบน ทำให้ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้หญิงสาวต้องลำบากเสิ่นหลี่อี้ผู้เป็นพี่ชายคนโตจึงให้นางแต่งกับจิ้งเจิ้นเหยาซึ่งเป็นสหายสนิท โดยแลกกับการที่เสิ่นหลี่อี้ช่วยเจรจาให้ราชครูเกาแต่งตั้งจิ้งเจิ้นเหยาเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงแทนเขา
ไม่คาดคิดว่าในวันที่คนตระกูลเสิ่นรับโทษเดินทางออกจากประตูเมือง เสิ่นหลี่รุ่ยที่ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเข้าสู่ประตูตระกูลจิ้ง ก็ถูกรังแกในทันที
"เสิ่นหลี่รุ่ย! ข้าให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง จะยินยอมโดยดีหรือไม่"
เสียงของชายหนุ่มซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น จิ้งเจิ้นเหยา สามีผู้ที่พี่ชายคัดสรรมาอย่างดีให้เสิ่นหลี่รุ่ยดังขึ้น เรียกสติซึ่งจมอยู่กับเรื่องราวมากมายของเยว่จื่อรุ่ยให้กลับมายังปัจจุบัน แต่เพราะถูกเรื่องราวมากมายถาโถมเข้าในความทรงจำแบบกะทันหัน จึงทำให้สติของนางมึนงงไปชั่วขณะ จนต้องสลัดศีรษะไปมาไล่อาการสับสนที่จู่โจมเข้ามา
ดูเหมือนว่าตอนนี้ตัวนางจะเกิดใหม่แล้ว เพียงแต่การเกิดใหม่นี้กลับไม่ใช่วิถีปกติ แต่เป็นการยืมร่างเพื่อเกิดใหม่
“หูหนวกหรือ ข้าถามไม่ได้ยินหรือไร!!”
น้ำเสียงดุดันของจิ้งเจิ้นเหยาตวาดลั่นอีกหน พร้อมกับแส้ที่ถูกเหวี่ยงฟาดลงใส่ตัวคนอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ร่างบางซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างสงบกลับไม่ยินยอมเหมือนก่อนหน้านี้ ทันทีที่หางตาเห็นปลายแส้กำลังเหวี่ยงลงมาร่างบางก็พลิกตัวหลบพร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและสง่างาม
“สตรีไร้ค่า เจ้ากล้าต่อต้านข้าหรือ”
จิ้งเจิ้นเหยายกมือขึ้นชี้หน้าหญิงสาวด้วยท่าทีแข็งกร้าว ทิ้งภาพลักษณ์บุรุษผู้อ่อนโยนกลายเป็นชายใจทรามในพริบตา
“ดี! ในเมื่อพูดคุยกันด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่อง เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้ารุนแรงก็แล้วกัน”
พูดคุยกันด้วยเหตุผล การกระทำเช่นนี้ของเขากลับกล้าพูดออกมาว่าพูดคุยกันด้วยเหตุผล ช่างตลกจริงๆ
เยว่จื่อรุ่ยยกมุมปากขึ้นยิ้มเย้ยหยัน ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นสามีของร่างกายนี้ก็ส่งสัญญาณเรียกบ่าวชายสี่คนเข้ามาล้อมรอบตัวนาง
“จับนางกดลายนิ้วมือให้ข้า”
คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดเข้าหากันแน่น แววตาพลันแข็งกร้าวดุดันด้วยความคับแค้น พี่ชายเจ้าของร่างเดิมฝากฝังน้องสาวเอาไว้ด้วยความไว้ใจ ทว่าชายตรงหน้าไม่เพียงแต่ไร้คุณธรรม แต่งนางพร้อมกับคุณหนูรองจี้ม่านม่านผู้เป็นอดีตคู่หมั้นของเสิ่นหลี่อี้พี่ชายเจ้าของร่าง หลังทำพิธีเสร็จยังบังคับให้เสิ่นหลี่รุ่ยยกสถานะฮูหยินเอกให้จี้ม่านม่านอีกด้วย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้อย่างนั้นนับจากนี้สถานะ 'คุณหนูสามเสิ่นหลี่รุ่ย' นาง... เยว่จื่อรุ่ย จะเป็นแทนเอง
เท้าเล็กขยับหลบการจู่โจมของบ่าวชายคนแรกที่พุ่งเข้ามา ก่อนจะหมุนตัวฟาดด้วยสันมือเข้าไปที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย ร่างสูงใหญ่ก็สิ้นสติล้มลงในทันที
“เสิ่นหลี่รุ่ย นี่เจ้า...”
จิ้งเจิ้นเหยาพูดยังไม่ทันจบประโยคชายอีกสามคนก็ถูกหญิงสาวตรงหน้าตีจนสลบไปพร้อมกัน แววตาเรียวค่อยๆ ช้อนมองมายังผู้เป็นสามี ก่อนที่ริมฝีปากจะฉีกยิ้มหวาน หากแต่กลับสร้างความตื่นกลัวให้ชายหนุ่มจนร่างกายสั่นเกร็ง
“จะ... เจ้าจะทำอะไร อย่าเข้ามานะ”
พูดเสียงสั่นพลางดึงร่างเพรียวบางของจี้ม่านม่านมาเป็นเกราะกำบังเบื้องหน้าตนเอง
ขี้ขลาดตาขาว เยว่จื่อรุ่ยนึกค่อนขอดชายตรงหน้าในใจ พร้อมกับสาวเท้าเดินเข้าหาอีกฝ่ายด้วยท่าทีคุกคามอย่างชัดเจน
“เสิ่นหลี่รุ่ย จะ... เจ้าอย่าเข้ามานะ ญาติผู้พี่ของข้าเป็นผู้คุมการเนรเทศครั้งนี้ หากเจ้าทำอะไรข้า ครอบครัวของเจ้าจะต้องเดือดร้อนแน่นอน”
เยว่จื่อรุ่ยยกยิ้มเย้ยหยัน จากความทรงจำเจ้าของร่างเดิม พี่ขายคนโตเสิ่นหลี่อี้รักคู่หมั้นสาวคนนี้มาก หลายปีที่คบหาทุ่มเททั้งเงินทองและความรู้สึก สุดท้ายกลับกลายเป็นเลี้ยงหมาป่าตาขาวเอาไว้ตัวหนึ่ง
“พี่ชายผู้นั้นของข้าช่างตาบอดเสียจริงๆ”
.................................
หลังจากลงนามในสัญญาซื้อขายร้านค้าเรียบร้อยแล้ว เยว่จื่อรุ่ยก็เงยหน้ามองตัวอาคารไม้สองชั้นตรงหน้าแม้ไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็นับว่าเหมาะสมตรงตามความต้องการของนาง ดวงตาหวานเลื่อนมองไปป้ายร้านพลางอ่านชื่อเสียงเบา "ชงอี้" ชง (聪) ซึ่งมาจากคำว่าฉลาดมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่อง และ อี้ (一) ซึ่งมาจากคำว่าหนึ่ง รวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า "ความฉลาดที่เป็นหนึ่ง" นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสมกับร้านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง มือเรียวสอดเก็บเอกสารสัญญาซื้อขายไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวเท้าเล็กเดินเข้าไปด้านในร้าน มองดูคราบฝุ่นเกรอะกรังแล้วถอนหายใจยาว พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก"นายหญิง ท่านไปนั่งพักที่ด้านหลังร้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"เยว่จื่อรุ่ยมองตามทิศทางที่หญิงสาวตรงหน้าผายมือเชิญ โต๊ะหินอ่อนตัวกลมล้อมรอบด้วยเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กอีกสี่ตัวตั้งอยู่ใต้ต้นบ๊วยสูงใหญ่ ดอกบ๊วยสีขาวร่วงหล่นโปรยปรายระบายอยู่บนพื้นหน้าสีเขียวขจี ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย ช่างเป็นมุมอ่านหนังสือที่ดีจริงๆ"เจ้าชื่ออะไร" เยว่จื่อรุ่ยเอ่ยถามหญิงข้างกาย ในเมื่อรับคนมาดูแลแล้ว การรู้จักชื่อแซ่ของอีกฝ่ายย่อมถือเป็
หลังจากเจรจากับเซียวเหิงเสร็จสิ้นแล้วเยว่จื่อรุ่ยก็นั่งรถม้าไปยังตรอกฟู่หรง ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็หยุดลงที่หน้าร้านค้าเก่าท้ายครอก เท้าเล็กก้าวลงจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อร้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่เช่นเดียวกับประตูเก่าตรงหน้า ทว่าที่สะดุดตาก็คือร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังใช้ชายเสื้อของตนเองเช็ดถูพื้นและกำแพงหน้าร้านค้า ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามความให้ชัดเจนชายร่างท่วมหนวดยาวก็วิ่งเข้ามาประสานมืออยู่เบื้องหน้านาง"แม่นาง ท่านคือคุณหนูสามเสิ่น ที่ต้องการซื้อร้านนี้ของข้าใช่หรือไม่""ใช่! เป็นข้าเอง"แม้จะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ทว่าการซื้อขายอาคารร้านค้านั้นจำเป็นต้องลงด้วยนามจริง หาไม่หากวันหน้าถูกตรวจสอบ สัญญาซื้อขายนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไป"ท่านได้อ่านข้อแม้ของข้าแล้วใช่หรือไม่""คุณหนูสามไม่ต้องกังวล ข้าเอาหัวเป็นประกันเรื่องที่ท่านซื้อร้านค้าของข้า ข้าจะไม่บอกผู้ใดแน่นอน"เพราะตอนนี้ตัวนางคือเสิ่นหลี่รุ่ยซึ่งมีฐานะเป็นฮูหยินของจิ้งเจิ้นเหยา หากอีกฝ่ายรู้เรื่องที่นางซื้อร้านค้าด้วยนิสัยละโมบโลภมากของเขา ชายน่ารังเกียจผู้นั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงร้านนี้ไปอย่างแน่น
กู้คืนสถานะแก่ตระกูลเสิ่นปลายพู่กันขีดเส้นวงกลมที่ตระกูลเดิมเจ้าของร่าง ต้นกล้าจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ ต้องมีดินที่สมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยง ดังนั้นแม้นางจะไม่อยากสนใจคนในครอบครัวเสิ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของพวกเขามีประโยชน์ต่อนางไม่น้อยเสิ่นหลี่คัง บิดาเจ้าของร่างเดิม เป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลต้าหลี่ แม้จะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเพราะหน้าที่ที่ขัดผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย ทว่ากลับเป็นที่รักของชาวบ้าน และเพราะเหตุนี้ตระกูลเสิ่นที่ความจริงควรต้องโทษประหาร จึงกลับได้รับเพียงโทษเนรเทศสวีลี่อิง มารดาของร่างเดิม เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลสวี เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี เป็นหญิงงามล่มเมืองที่เคยโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าเป่ยคุณชายใหญ่เสิ่นหลี่อี้ ศิษย์คนโปรดของราชครูเกา อายุเพียงสิบสองปีก็สอบผ่านจอหงวน เป็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเป่ย และเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงที่มีบัณฑิตมากมายนับถือคุณชายรองเสิ่นหลี่เฉียง เชี่ยวชาญการต่อสู้ ทว่าเพราะมารดาไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงภัยออกรบ จึงทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาในศาลต้าหลี่ เคียงข้างบิดาสุดท้ายค
“ได้! ถ้าท่านต้องการข้าก็จะจัดการให้ เพียงแต่หนังสือที่ข้าจะลงนามไม่ใช่คำยินยอมเป็นอนุ แต่เป็นหนังสือหย่า!”หนังสือหย่า จิ้งเจิ้นเหยาได้ยินคำนี้ก็ตกใจเบิกตากว้าง ขยับเท้าออกมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว“ไม่ได้!”เขาเพิ่งแต่งงานก็มอบหนังสือหย่าให้ภรรยาเอก แต่งตั้งภรรยารองขึ้นเป็นใหญ่แทน หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป แน่นอนว่าภาพลักษณ์บัณฑิตผู้อ่อนโยนและสง่างามของเขาย่อมไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก ที่สำคัญราชครูเกาอาจจะขุ่นเคืองจนถึงขั้นริบคืนตำแหน่งอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงของเขาอย่างแน่นอน“ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น ตอนนี้เจ้าเป็นหญิงไร้ญาติพี่น้อง หากถูกหย่าอีกจะใช้ชีวิตอย่างไร”ใช้ชีวิตอย่างไร ก็ล้วนดีกว่าใช้ชีวิตเป็นภรรยาของเขา เยว่จื่อรุ่ยคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เจ้าของร่างเผชิญ ใจที่สงบก็เกิดอารมณ์คุกรุ่นอีกครั้งบุรุษที่เฆี่ยนตีภรรยาเอกตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน เพื่อบังคับให้ลดตัวไปเป็นอนุ กลับกล้าพูดเรื่องคุณธรรมออกมาอย่างไร้ยางอาย ใบหน้านี้ของจิ้งเจิ้นเหยาช่างหนาเสียจริงๆ“เรื่องของข้าไม่รบกวนให้คุณชายจิ้งกังวล เพียงแต่ตอนนี้ท่านต้องตัดสินใจแล้วว่า... จะให้ข้าลงนามในหนังสือหย่











