LOGINเยว่จื่อรุ่ย (岳梓睿) ทุ่มเททั้งชีวิตนางกลับได้รับการทรยศเป็นการตอบแทน... หวนคืนกลับมาครั้งนี้ #สตรีเช่นข้าจะไม่เป็นหมากของผู้ใด เพราะบิดาไม่รัก จึงส่งนางแต่งเข้าจวนอ๋องไร้ความสามารถ เพราะพี่ชายไม่ปกป้อง จึงส่งนางเป็นตัวแทนรับคมดาบ เพราะสามีไม่เห็นค่า จึงส่งนางเป็นบรรณาการแลกอำนาจ ชาติก่อนนางเป็นเพียงหมากของผู้อื่น ชาตินี้หวนคืนกลับหมากบนกระดานนางจะเป็นคนคุมเอง
View Moreทว่าท้ายที่สุด เสิ่นหลี่อี้ก็จำต้องยอมโอนอ่อนตามความต้องการของน้องสาว เก็บงำแผนร้ายของฮ่องเต้น้อยเอาไว้เป็นความลับชั่วคราว“แผนรับมือที่ดีที่สุด คือการไร้ซึ่งแผนการใดๆ เจ้าค่ะ” นั่นคือคำตอบของดรุณีน้อยยามถูกผู้เป็นพี่ชายเอ่ยถาม ว่าจะรับมือกับฮ่องเต้ไท่จงเช่นไรต่อไป เมื่อหวนนึกถึงประโยคนี้คราใด เสิ่นหลี่อี้ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจยาวไม่มีแผนแล้วจะรับมือคนเจ้าเล่ห์นั่นได้อย่างไรกัน ทว่าน้องสี่ยังเด็กย่อมไม่รอบคอบเป็นธรรมดา....................................................................................................เช้าวันรุ่งขึ้น รถม้าตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนมาเทียบหน้าประตูวังหลวงตรงตามเวลา สองพี่น้องก้าวเข้าสู่ตำหนักอักษรด้วยท่วงท่านิ่งสงบ ราวกับว่าเรื่องขนมเคลือบยาพิษเมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยหลังจากนั่งรออยู่ราวครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยไท่จงก็เสด็จมาถึง ฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรขดและพระพักตร์ที่ประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสานั้น ยังคงดูอ่อนโยนและเป็นมิตรไม่แปรเปลี่ยน หากแต่มุมมองในใจของเสิ่นหลี่อี้ไ
เมื่อรถม้ามาจอดเทียบหน้าจวนตระกูลเสิ่น สองพี่น้องก็ก้าวลงมาและเดินเคียงคู่กันไปยังโถงเรือนหลัก โดยมีนายท่านเสิ่นหลี่คังและเสิ่นฮูหยิน ร่วมทั้งเสิ่นหลี่เฉียงและเสิ่นหลี่รุ่ยกำลังรอคอยพวกเขาทั้งสองกลับมาร่วมมื้อค่ำบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ เสิ่นหลี่หนิงทำหน้าที่บุตรสาวผู้แสนรู้ความ คอยคีบอาหารให้บิดามารดาทั้งยังออดอ้อนพี่สาวคนที่สาม ราวกับว่าการเข้าวังในวันนี้ราบรื่นไร้เรื่องกังวลใดกระทั่งยามรัตติกาลมาเยือน ผู้คนในจวนต่างแยกย้ายกลับเรือนพักผ่อน เสิ่นหลี่อี้เองก็ปลีกตัวมายังห้องหนังสือ เพื่อจัดเตรียมบทเรียนของฮ่องเต้น้อยไท่จงในวันพรุ่งนี้ทว่าขณะที่เขากำลังรวบรวมตำรา บานประตูห้องกลับถูกเคาะเบาๆ ตามด้วยเสียงหวานใสของเสิ่นหลี่หนิง“พี่ใหญ่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ”“อืม... เข้ามาเถิด” เสิ่นหลี่อี้ตอบรับพลางวางพู่กันลง เงยหน้ามองน้องสาวที่ก้าวเข้ามาพร้อมสาวใช้คนสนิท “มาหาพี่กลางดึก มีเรื่องอันใดหรือหนิงหนิง”เสิ่นหลี่หนิงไม่ตอบคำ ทว่าปรายตาเป็นเชิงสั่งให้สาวใช้ก้าวออกมาเบื้อ
ในเมื่อเจ้าแสดงได้เก่งกาจนักนะข้าก็จะเป็นผู้รับชมที่ดี ซ่งกู้เฉิงลอบคิดในใจ นัยน์ตาสาดประกายความเย็นเยียบที่ซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด จดจ้องสองพี่น้องตรงหน้า ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นวางท่าอ่อนโยน ตั้งใจเล่าเรียนต่อจนกระทั่งเวลาล่วงเลยจนถึงยามอู่ (เที่ยงวัน) การเรียนช่วงเช้าจึงสิ้นสุดลง“วันนี้พอแค่นี้ก่อนพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสิ่นหลี่อี้ปิดตำราลง “ช่วงบ่ายกระหม่อมจะให้ฝ่าบาททรงพักผ่อน และทบทวนบทเรียนที่ได้ศึกษาไปในวันนี้”“เช่นนั้นก็ดี” ในขณะนั้นเองประตูห้องอักษรก็พลันเปิดออก นางกำนัลคนสนิทนามว่าอาเฉียวเดินถือถาดน้ำชาเข้ามาภายในตำหนัก ก่อนจะวางจานขนมใบเล็กที่เบื้องหน้าของคนทั้งสาม“นี่เป็นขนมที่ข้าให้ห้องเครื่องทำขึ้นเป็นพิเศษ ท่านราชครู คุณหนูเสิ่น กินรองท้องสักหน่อยก่อนค่อยกลับเถิด”อาเฉียวเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ซ่งกู้เฉิงสามารถไว้ใจได้ ยามที่มือเรียววางจานขนมลงเบื้องหน้าเขาสายตาของคนทั้งสองก็สบกันราวกับส่งสัญญาณบางอย่างซ่งกู้เฉิงทอดสายตามองจานขนมและถ้วยชาที่ส่งควันกรุ่น ริมฝีปากบางเฉียบของเด็กชายวัยเก้
รูปร่างเล็กของเด็กหญิงที่ยังไม่โตเต็มวัย เดินเข้ามาด้วยท่าทางนิ่งสงบ ไร้อาการแตกตื่นเช่นที่เด็กหญิงคนอื่นพึงมี อาภรณ์สีชมพูอ่อนปักลายดอกไห่ถังขับเน้นใบหน้าจิ้มลิ้มหมดจดนั้นให้ดูอ่อนหวาน สดใสเป็นทบทวีสองพี่น้องตระกูลเสิ่นก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร ก่อนจะคุกเข่าลงถวายบังคมอย่างพร้อมเพรียง“กระหม่อม เสิ่นหลี่อี้ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ”“หม่อมฉัน เสิ่นหลี่หนิง ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ” เสียงใสกระจ่างของเด็กหญิงดังกังวานก้องตำหนักซ่งกู้เฉิงแย้มยิ้มกว้างขวาง ก่อนจะรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้มังกร เดินอ้อมโต๊ะมาประคองราชครูเสิ่นด้วยท่าทีเป็นกันเอง“ท่านราชครูตามสบายเถิด ไม่ต้องมากพิธีไป”ฮ่องเต้น้อยหันไปมองเด็กหญิงที่ยังคงคุกเข่าอยู่ นัยน์ตากลมโตแสร้งทำเป็นทอประกายตื่นเต้นยินดี “นี่คือคุณหนูสี่ที่เสด็จอาบอกว่าจะมาเป็นสหายร่วมเรียนของข้าใช่หรือไม่” ปากเอ่ยถามความ แต่กลับไม่เอ่ยบอกให้นางลุกขึ้น“เพคะ” เสิ่นหลี่หนิงขานรับด้วยท่าทีนิ่งสงบ แม้จะรู้ว่าถูกอีกฝ่ายรังแก แต่บนใบหน้ากล












reviews