LOGINเยว่จื่อรุ่ย (岳梓睿) ทุ่มเททั้งชีวิตนางกลับได้รับการทรยศเป็นการตอบแทน... หวนคืนกลับมาครั้งนี้ #สตรีเช่นข้าจะไม่เป็นหมากของผู้ใด เพราะบิดาไม่รัก จึงส่งนางแต่งเข้าจวนอ๋องไร้ความสามารถ เพราะพี่ชายไม่ปกป้อง จึงส่งนางเป็นตัวแทนรับคมดาบ เพราะสามีไม่เห็นค่า จึงส่งนางเป็นบรรณาการแลกอำนาจ ชาติก่อนนางเป็นเพียงหมากของผู้อื่น ชาตินี้หวนคืนกลับหมากบนกระดานนางจะเป็นคนคุมเอง
View More“เพราะข้าคือฮ่องเต้...” ซ่งกู้เฉิงแค่นเสียงเย็นชา “เสด็จแม่คิดว่าเหตุผลข้อนี้... เพียงพอให้ข้ากล้าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันแผ่ซ่านออกมา จนแม้แต่ไทเฮาจางเต๋ออี้ยังเผลอลืมหายใจ ดวงตาเรียวเบิกกว้างมองเด็กชายตรงหน้าที่คุ้นตา ทว่ากลับให้ความรู้สึกแปลกหน้าอย่างน่าประหลาดใจ“ดูเหมือนว่าพระอาการประชวรของเสด็จแม่จะทรุดหนักลงอีกแล้ว ถึงขั้นเลอะเลือนมองสหายร่วมศึกษาของข้า เป็นนางกำนัลในตำหนักฉือหนิง”“บังอาจนัก! ซ่งกู้เฉิงนี่เจ้ากล้าตำหนิข้าเชียวหรือ! ข้าคือมารดาของเจ้านะ” ไทเฮาจางเต๋ออี้ตวาดก้องด้วยความตกตะลึง ตั้งแต่เมื่อใดกันที่พระโอรสผู้เป็นดั่งหุ่นเชิดอันโง่งม กล้าลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำและแข็งกร้าวกับนางถึงเพียงนี้“ข้าเป็นไทเฮา! เป็นมารดาของแผ่นดิน! ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะสั่งสอนผู้ใดก็ได้!” นางแผดเสียงด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด วางท่าเบ่งอำนาจไม่ยอมถอยซ่งกู้เฉิงยกยิ้มเย้ยหยัน หากเป็นอดีต ยามที่อีกฝ่ายแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา เขาก็จำต้องแสร้งแสดงท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่นตาแดงก่ำ
เวลาล่วงเลยไปจวบจนสองชั่วยามครึ่ง แสงแดดยามสายคล้อยเข้าสู่ยามบ่าย ทวีความร้อนระอุขึ้นเป็นเท่าตัว ร่างกายของเสิ่นหลี่หนิงอดทนหยัดยืนจนจวนเจียนจะถึงขีดจำกัด สติสัมปชัญญะของนางเริ่มพร่าเลือน หยาดเหงื่อไหลซึมเข้าตาจนแสบชื้น ทว่าหากนางแสดงความอ่อนแอออกมา ก็เท่ากับพ่ายแพ้แก่สตรีหลังบานประตูตรงหน้า เช่นนั้นแล้วจะยังรักษาหน้าตาของพี่สาวสามเอาไว้ได้อย่างไร ดังนั้นแม้ร่างกายจะอ่อนล้าสุดทน แผ่นหลังบอบบางกลับยังคงเหยียดตรง ดื้อรั้นไม่ยอมล้มพับไปให้ผู้ใดได้เย้ยหยันคล้ายสวรรค์รับรู้ถึงความตั้งใจของนาง ยามที่ร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัด หางตากลับสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่ง ทอดสะท้อนอยู่บนกิเลนหยกแกะสลักที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าตำหนักฉือหนิง เพียงปรายตามองโดยไม่ต้องเสียเวลาใคร่ครวญ เสิ่นหลี่หนิงก็จดจำได้ทันทีว่านั่นคือฮ่องเต้น้อยจอมเจ้าเล่ห์ ซ่งกู้เฉิงผู้นั้นนั่นเองฝ่าบาท... ที่แท้ก็ทรงประทับชมงิ้วฉากนี้อยู่ตลอดเวลาเลยสินะเพคะ ริมฝีปากที่แห้งผากและซีดเซียวพลันโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกต
ณ ตำหนักฉือหนิง ลานกว้างหน้าตำหนักปูลาดด้วยหินอ่อนสีขาว สะท้อนแสงแดดยามสาย เสิ่นหลี่หนิงเดินตามหลังขันทีเฒ่ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าบานประตูตำหนักที่ปิดสนิท“ทูลไทเฮา คุณหนูสี่เสิ่นหลี่หนิงมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าเอ่ยรายงานเสียงแหลมยาวเสิ่นหลี่หนิงย่อเข่าลงกับพื้นหินอ่อน เอ่ยถวายพระพรด้วยน้ำเสียงกังวานใส “หม่อมฉันเสิ่นหลี่หนิง ถวายพระพรไทเฮา ขอทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปีเพคะ”ทว่าหลังสิ้นคำกล่าวนั้น เวลาล่วงเลยไปร่วมหนึ่งก้านธูป ทุกอย่างกลับยังคงเงียบสงัด ขันทีเฒ่ายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน“คุณหนูเสิ่น คุกเข่ารออยู่ตรงนี้ก่อนเถิด ข้าจะเข้าไปกราบทูลไทเฮาให้”กล่าวจบ ขันทีเฒ่าก็สะบัดแส้จามรีเดินหายเข้าไปด้านใน ทิ้งให้เสิ่นหลี่หนิงต้องคุกเข่าอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุและสายตาเยาะเย้ยของเหล่านางกำนัลที่เด
ทว่าท้ายที่สุด เสิ่นหลี่อี้ก็จำต้องยอมโอนอ่อนตามความต้องการของน้องสาว เก็บงำแผนร้ายของฮ่องเต้น้อยเอาไว้เป็นความลับชั่วคราว“แผนรับมือที่ดีที่สุด คือการไร้ซึ่งแผนการใดๆ เจ้าค่ะ” นั่นคือคำตอบของดรุณีน้อยยามถูกผู้เป็นพี่ชายเอ่ยถาม ว่าจะรับมือกับฮ่องเต้ไท่จงเช่นไรต่อไป เมื่อหวนนึกถึงประโยคนี้คราใด เสิ่นหลี่อี้ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจยาวไม่มีแผนแล้วจะรับมือคนเจ้าเล่ห์นั่นได้อย่างไรกัน ทว่าน้องสี่ยังเด็กย่อมไม่รอบคอบเป็นธรรมดา....................................................................................................เช้าวันรุ่งขึ้น รถม้าตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนมาเทียบหน้าประตูวังหลวงตรงตามเวลา สองพี่น้องก้าวเข้าสู่ตำหนักอักษรด้วยท่วงท่านิ่งสงบ ราวกับว่าเรื่องขนมเคลือบยาพิษเมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยหลังจากนั่งรออยู่ราวครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยไท่จงก็เสด็จมาถึง ฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรขดและพระพักตร์ที่ประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสานั้น ยังคงดูอ่อนโยนและเป็นมิตรไม่แปรเปลี่ยน หากแต่มุมมองในใจของเสิ่นหลี่อี้ไ












reviews