로그인หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น
เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที่นางเดินออกไป เขาก้าวเท้าออกจากร้านอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นหินดังเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่กำลังเต้นแรง ความมุ่งมั่นในใจเขาแน่วแน่ หลิวเวินเซียนก้าวออกจากตลาดด้วยหัวใจหนักอึ้ง สายตาเขายังคงมองไปรอบ ๆ แต่ไม่พบแม้เพียงร่างหญิงสาวที่กำลังทำงานอยู่ในโรงน้ำชา ลมหายใจยาว ๆ พัดผ่านกลิ่นอาหารและฝุ่นถนน แต่กลับไม่สามารถพัดพาความผิดหวังออกไปได้ เขาก้มหน้าก้าวไปตามถนนที่คุ้นเคย จนถึงตระกูลหลิว ความเงียบสงัดในโถงใหญ่ไม่ช่วยให้หัวใจสงบลง เพราะทันทีที่เขาก้าวเข้าบ้าน มารดาและญาติผู้ใหญ่ก็รอต้อนรับอยู่แล้ว "อ้าว เวินเซียน เจ้ากลับมาเสียที" มารดาพูดด้วยรอยยิ้มเย็นชา "เหนื่อยมากหรือไม่" หลิวเวินเซียนเงียบ ไม่ได้ตอบ เพราะความผิดหวังและความสับสนบดบังทุกคำพูด อาของเขา หลิวเสียนหาว ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะ "เจ้าหลานชาย เจ้าดูซีดเซียวอย่างนี้ น่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนหรือเปล่า" แล้วพูดเสียงแผ่ว ๆ แต่ชัดเจน "เรื่องผู้หญิงคนนั้น ข้าได้ข่าวแล้ว นางหนีตามชายอื่นไปแล้วจริง ๆ" มารดาของเขาเข้ามาใกล้ กระซิบเบา ๆ "เวินเซียน เจ้าควรลืมนางเสียที นางไม่คู่ควรกับเจ้าแล้ว เราหาผู้หญิงดี ๆ ไว้ให้เจ้า หลังสอบจบแล้วเจ้าควรตั้งใจเรียนให้สำเร็จ อย่าไปลุ่มหลงกับคนต่ำช้าเช่นนั้น" คำพูดของทั้งสองเหมือนมีดกรีดเข้าหัวใจ หลิวเวินเซียนเงยหน้ามองเพดาน สายตาเย็นเฉียบ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วน "นางจะหนีตามชายอื่นตามที่ท่านแม่กับท่านอาพูดจริงหรือ ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องโกหกหรือไม่" ความสับสนและความผิดหวังทำให้เขาเกือบจะหมดกำลังใจ แต่ความคิดเรื่องที่เขามีลูกที่อาจต้องลำบาก ทำให้ใจเขาสั่น รอยยิ้มบาง ๆ ของเด็กในจินตนาการที่เคยรู้สึกแวบเข้ามา "ข้าต้องตามหานางให้พบให้ได้ แม้ต้องขัดใจใครก็ตาม" หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังด้านนอก ในใจเขาตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยว "ข้าจะไม่ปล่อยมือนางอีกเป็นอันขาด" เขาก้าวกลับเข้าไปในห้องภายใน เตรียมตัววางแผน และคิดว่าจะเริ่มตามหาภรรยาทันที แต่ในใจยังคงเจ็บปวดจากคำพูดของมารดาและอาของเขา ความโกรธปนผิดหวังและแรงผลักดันให้เขาต้องออกตามหา ทำให้ค่ำคืนนั้นยาวนานและเงียบสงัดกว่าเดิม เช้าวันต่อมา หลิวเวินเซียนสวมชุดนักศึกษา เตรียมตัวออกจากบ้านไปสำนักศึกษาอีกครั้ง เขากำลังมองออกไปนอกประตู ทบทวนเส้นทางที่จะเริ่มออกตามหาหลี่อันหนิง ทันใดนั้น เสียงเรียบสุภาพดังขึ้นด้านหลัง "พี่เวินเซียน จะไปแต่เช้าหรือเจ้าคะ" เขาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงนั้น เมื่อหันไป ก็พบหญิงสาวหน้าตาเรียบร้อย แต่งตัวเรียบร้อย ท่าทางอ่อนน้อมอย่างกุลสตรี ชูตะกร้าขนมหวานเล็ก ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง "ข้านำขนมมาฝาก เป็นของขวัญให้พี่เวินเซียนคนขยัน" น้ำเสียงนางนุ่มนวล แต่ในแววตาก็มีประกายบางอย่างฉายออกมา นางยืนตัวตรง ยืนห่างจากเขาตามมารยาทที่สตรีพึงกระทำ หลิวเวินเซียนรับตะกร้าไว้ด้วยมือข้างเดียว พยักหน้าเพียงเล็กน้อย "ขอบคุณ" คำพูดที่เอ่ยออกไปทำให้เขานึกถึงหลี่อันหนิง ขณะนี้เขากำลังขอบคุณสตรีแปลกหน้า แต่กับนาง เขาแทบไม่เคยทำเช่นนี้ หญิงสาวพยักหน้าอ่อนหวาน พลางเอ่ยเสียงเบา "ข้าหวังว่าขนมนี้จะช่วยให้การอ่านตำราของท่านราบรื่นเจ้าค่ะ" หลิวเวินเซียนเพียงแค่รับฟัง ยิ้มบาง ๆ แต่สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่นาง ในใจเขายังคงวนเวียนด้วยความคิดถึงหลี่อันหนิงและภาพอดีตที่เขาเคยหมางเมินนางผุดขึ้นไม่ขาดระยะ หญิงสาวเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง แต่ความสนใจของเขาไม่ได้อยู่กับนาง นางพยายามรักษามารยาท ปล่อยให้รอยยิ้มยังคงหวานชื่น แต่ไม่สามารถดึงความสนใจของเขาได้ หลิวเวินเซียนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ขนมนี่ข้าขอแบ่งให้สหายกินด้วยกัน จะได้อ่านตำรากันอย่างราบรื่น" หญิงสาวชะงัก คาดไม่ถึงว่าบัณฑิตผู้งามสง่าจะพูดจากับสตรีเช่นนี้ แต่เมื่อยังต้องรักษากิริยานางทำได้เพียงยิ้มจาง ๆ เขาไม่พูดอะไรต่อเพียงก้าวเดินออกจากบ้านขึ้นหลังม้าควบออกไปโดยไม่หันมามองนางอีก หญิงสาวยืนมองร่างสูงหายไปต่อหน้า รู้สึกอับอายยิ่งนัก แม้นางจะพยายามทอดสะพานให้เขา แต่ดูเหมือนบุรุษคนนี้ไม่ได้สนใจนางเลย นางกลับบ้านด้วยความผิดหวังเล็กน้อยแต่ยังคงปลอบใจตนเองว่าวันหนึ่งความจริงใจและความเสมอต้นเสมอปลายของนางคงเอาชนะใจชายหนุ่มได้ หลังจากหลายวันของการสืบข่าวและสังเกตรอบตลาด หลิวเวินเซียนเริ่มจัดเส้นทางและวางแผนอย่างรอบคอบ เขาไม่เพียงแต่ตามหาหลี่อันหนิง แต่ยังวางแผนดักรอในจุดที่นางมักไปทำงานรับจ้าง เช้าวันหนึ่งเขายืนอยู่ด้านหลังร้านน้ำชาเล็ก ๆ มุมที่สามารถมองเห็นทุกซอกมุม สายตาคมจับจ้องไปยังหญิงสาวผู้ขยันขันแข็ง หลี่อันหนิง กำลังถือถังน้ำและผ้าชุบน้ำ ปัดกวาดหน้าร้านด้วยความตั้งใจ เสี่ยวหลานตัวน้อยวิ่งไปหยิบผ้าแล้วช่วยแม่ปัดโต๊ะอย่างขะมักเขม้น หัวใจของเวินเซียนเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น ภาพเด็กชายตัวเล็ก ๆ นั่งพิงข้างแม่ รูปร่างผอมแต่ดวงตาใสแจ่มชัด และรอยยิ้มเมื่อเห็นแม่ยื่นอาหารให้ หัวใจของเขาพลันหล่นวูบ "เด็กคนนั้น ลูกของข้าหรือ" เขากลืนน้ำลาย พยายามควบคุมลมหายใจ มือกำแน่น แต่สายตาไม่ละจากแม่ลูกตรงหน้า ทุกความทรงจำและความรู้สึกที่เก็บไว้มานาน ความผิดหวัง ความห่วงหา ความคิดถึง ทั้งหมดประเดประดังเข้ามาในใจ หลิวเวินเซียนเริ่มขยับตัวอย่างระมัดระวัง เขาไม่เข้าไปทันที แต่แอบตามอย่างห่าง ๆ เพื่อดูเส้นทางกลับบ้านของนาง ทุกฝีก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่หัวใจกลับลิงโลดไม่หยุดหกเดือนผ่านไปที่จวนตระกูลหยาง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหารือกันที่ตระกูลหยางเรื่องของหยางเจียหรงและจ้าวหยางซิน "อีกไม่กี่เดือนเจียหรงก็จะย้ายกลับมาประจำที่เมืองหลวง พร้อมกับเลื่อนตำแหน่ง ข้ากับใต้เท้าหยางหารือกันแล้วว่าหลังจากนั้นก็ถึงเวลาเหมาะสม" หวังเฟิ่งเหยา มารดาหยางเจียหรงกล่าวขึ้นในมื้ออาหารค่ำ ที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสองครอบครัว "ข้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ลูกเราสองฝ่ายก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว ควรรีบหน่อย" จ้าวฮูหยินไม่ขัดข้องเพราะนางกับสามีเคยหารือเรื่องนี้กันมาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นหัวข้อสนทนาหลักในครอบครัว เมื่อเห็นพ้องต้องกันจึงเริ่มดำเนินการตามประเพณี การจัดหาสินสอดของหมั้นของฝ่ายชายมีหวังเฟิ่งเหยาเป็นคนจัดการทั้งหมด ด้านฝั่งตระกูลจ้าวมีจ้าวฮูหยินเตรียมงานและเตรียมสินเดิมให้บุตรสาว หลังจากงานก่อสร้างที่เมืองจินหลิงเสร็จสิ้น หยางเจียหรงได้เลื่อนขั้นและประจำที่เมืองหลวง หลังจากนั้นอีกสามเดือนจึงมีพิธีแต่งงานของทั้งสองตระกูล หลิวเวินเซียน หลี่อันหนิงและคนอื่นในตระกูลหลิวได้รับเชิญให้เข้าร่วมในงานนี้ในฐานะแขกผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง บรรยากาศงานมงคลเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นที่หาได้ยากนัก ภาย
ห้าวันต่อมาฮ่องเต้ส่งรองเจ้ากรมโยธาธิการไปที่จินหลิงเพื่อก่อสร้างสำนักศึกษาเพิ่ม เพราะตอนนี้เร่งขยายความเจริญไปสู่เมืองรองและเมืองจินหลิงคือเป้าหมายแรกเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเมืองอื่น ๆ แม้จะมีขุนนางร่วมเดินทางหลายคนแต่ยังขาดอีกหนึ่งคน เพราะขุนนางที่รับผิดชอบอีกคนอายุมากและมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ หยางเจียหรงจึงรับอาสาและได้รับอนุญาต หากสำนักศึกษาสร้างแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี หยางเจียหรงที่อาสาไปเมืองรองอย่างจินหลิงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นการตอบแทนความเสียสละออกไปทำงานแทนขุนนางอีกคนที่อายุมากแล้ว "เจ้าสบายใจได้ งานทางนี้ข้ากับเจ้าหน้าที่อีกสามคนรับมือไหว สามารถทำแทนเจ้าได้" หลิวเวินเซียนกล่าวขึ้นขณะเดินออกมาจากท้องพระโรง "ขอบคุณใต้เท้าหลิวที่แบกรับหน้าที่แทน ข้าจะตั้งใจทำงานให้เสร็จไว ๆ ขอรับ" หลิวเวินเซียนยิ้มให้กำลังใจ เขาพอคาดเดาได้ว่าหยางเจียหรงอาสาไปจินหลิงเพราะเหตุใด เพื่อให้เขาได้สมหวังจึงเปิดทางให้อย่างเต็มใจ เมื่อถึงวันไปจินหลิงขบวนจากเมืองหลวงเดินทางกันแต่เช้า เดินทางราวสองชั่วยามก็ถึงจุดหมาย เมื่อไปถึงคณะขุนนางจากเมืองหลวงเริ่มประชุมวางแผนงานทันที "คืนนี้ที่จินหลิ
บ้านตระกูลหลิวที่เคยเต็มไปด้วยความทุกข์ในเมื่อก่อนค่อย ๆ มีเสียงหัวเราะและความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ ความรักและความเอาใจใส่ของครอบครัวเล็ก ๆ ทำให้ทุกวันเต็มไปด้วยความสุขที่เรียบง่าย ถึงวันประกาศผลสอบ ทุกคนต่างตื่นเต้นไม่แพ้หลิวเวินเซียน "ดูประกาศผลสอบแล้ว ข้าจะรีบกลับมาขอรับ" เขาบอกคนในบ้านที่มาส่งขึ้นรถม้า "ข้ารับรองว่าเวินเซียนต้องสอบได้แน่" สหายที่ยืนรออยู่กล่าวกับทุกคน เสี่ยวหลานก็เดินเข้ามาอวยพรบิดาอย่างตื่นเต้น "ท่านพ่อรีบกลับมานะขอรับ เสี่ยวหลานมั่นใจว่าท่านพ่อทำได้" "แน่นอนพ่อจะรีบกลับมา เจ้าอยู่บ้านเชื่อฟังผู้ใหญ่ อย่าซนมากนัก" เขาพูดพลางลูบหัวเสี่ยวหลานเบา ๆ เด็กน้อยผงกศีรษะรับ เชื่อฟังบิดาสุดหัวใจ "ขอรับท่านพ่อ" รถม้าเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับความหวังของทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวหลิวเวินเซียน เมื่อมาถึง เหล่าบัณฑิตที่มาดูประกาศผลสอบต่างมุ่งหน้าไปที่ป้ายประกาศกันคับคั่ง หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงไม่ต่างจากเมื่อครั้งสอบ เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ รายชื่ออันดับต้น ๆ ก็ชัดเจนปรากฏแก่สายตา "ลำดับ…สาม…เจ้าสอบได้ลำดับที่สามจริงหรือ" สหายชี้มือไปที่รายชื่อลำดับที่สามพูดขึ้นอย่างยินดี หล
หลิวเวินเซียนนั่งอยู่หน้าห้องโถง ข้างกายมีหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลานนอนหลับอยู่ข้างมารดา หลี่อันหนิงมองไปรอบกายก่อนหยุดสายตาที่หลิวเวินเซียน จู่ ๆ นางก็ถามเรื่องในอดีตขึ้นมา "เมื่อก่อนข้าเคยยอมเสื่อมเสียชื่อเสียงเพื่อจับท่านเป็นสามี แล้วท่านเล่ารู้อยู่แก่ใจเหตุใดไม่ปฏิเสธแล้วเอาความกับข้า" เขาก้มลงมองนาง ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่แฝงความอ่อนโยน "ข้าจะปฏิเสธเจ้าทำไมกัน" ยิ่งเขาพูดอย่างนี้นางก็ยิ่งฉงนใจนัก "ก็ข้าทำเรื่องน่าอาย ท่านก็รู้ว่ามิใช่ความจริงแต่ไม่เห็นด่าข้า หรือต่อว่าข้าแรง ๆ" เขายิ้มมองนางสายตาเจ้าเล่ห์ "จะทำเช่นนั้นทำไมเล่า ในเมื่อข้าก็แอบชอบเจ้าเหมือนกัน" หลี่อันหนิงเบิกตากว้างขึ้น นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยรู้มาแต่แรก "ท่านว่าอย่างไรนะ" เขามองนางเหมือนเรื่องที่พูดเมื่อครู่มิได้น่าตื่นเต้น เพราะเขารู้สึกเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว "ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้า ความจริง ข้าแอบชอบเจ้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเจ้า เรื่องวันนั้น ข้าเองที่จงใจจะเดินผ่านเจ้า จะหาเรื่องคุยกับเจ้าให้ได้ แต่แล้วเจ้าก็เริ่มก่อนข้าเลยไม่ขัดข้อง" หลี่อันหนิงหน้าแดงเห่อร้อนทันที นางหน้าไม่อาย แล้วดูเขาสิกำลังส
หลิวจิ่นหงเดินทางกลับมาจากไปพบคู่ค้า เมื่อถึงบ้านก็พบกับบิดาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมรออยู่ "ท่านพ่อ มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือขอรับ" "หย่ากับเมิ่งฉีซะ นางทำความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจให้อภัย" หลิวจิ่นหงมึนงงกับการกระทำของบิดา ผู้เฒ่าหลิวจึงเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมดซึ่งหลิวจิ่นหงคาดไม่ถึงสักเรื่อง "นางร้ายกาจถึงเพียงนั้นหรือขอรับ" "หากข้าไม่ส่งคนคอยสืบก็คงไม่รู้ความจริง เสียนหาวก็คงถูกนางปั่นหัว กลับมาคราวนี้เห็นทีต้องทบทวนกันใหม่" หลิวจิ่นหงจึงเขียนหนังสือหย่ากับเมิ่งฉี ให้เงินนางไปตั้งตัวก้อนหนึ่งตอบแทนที่เคยเลี้ยงดูหลิวเวินเซียนมาตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นสินน้ำใจครั้งสุดท้ายที่ตระกูลหลิวมอบให้นาง เมิ่งฉีกลับไปบ้านนอกด้วยความอับอาย เสียงล้อเลียนและสายตารังเกียจจากคนรอบข้างทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกดทับทุกฝีก้าว "คนไร้คุณธรรมเช่นนี้ไม่น่าอยู่ในหมู่บ้านให้เป็นเสนียดเลย" คำพูดเหล่านั้นดังสะท้อนอยู่ในหัวของนาง แม้พยายามดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง แต่ก็ไม่มีใครอยากรับนางทำงาน เงินที่ได้มาก็ใช้ไปทุกวัน ร่อยหรอลงทุกที ความลำบากซ้ำเติมความอับอายของนางให้มากขึ้นทุกวันที่ชีวิตดำเนินไป ทุกฝีก้าวที่เดินไปเหมื
วันต่อมา เมิ่งฉีเดินทางไปยังตระกูลจ้าวเพียงลำพัง คร่ำครวญในใจว่า "คราวนี้ข้าจะทำให้จ้าวหยางซินต้องตกลงแต่งงานกับเวินเซียนให้ได้" นางหมายมัดมือชกทั้งคู่หวังว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้หลี่อันหนิงไปให้พ้นจากตระกูลหลิว เมื่อมาถึงตระกูลจ้าว เมิ่งฉีพยายามพูดจาโน้มน้าวจ้าวหยางซินให้มาอยู่ฝั่งเดียวกับตนเอง "หยางซิน เจ้าทั้งงดงามทั้งเพียบพร้อม หากได้แต่งเข้าตระกูลหลิว ต้องนำพาชื่อเสียงมาสู่ตนกับสองตระกูลได้อย่างดีแน่นอน" จ้าวหยางซินเพียงยิ้มเล็กน้อยตามมารยาท "ท่านป้า มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ ถึงพูดเรื่องแต่งงานกับข้าเร็วนัก" เมิ่งฉีเอื้อมมือเรียวกุมมือของจ้าวหยางซินเอาไว้ "ป้าก็พูดมาตลอด เพียงแต่คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เจ้าสองคนควรแต่งงานกันได้แล้ว" แต่จ้าวหยางซินหน้าแดงด้วยความละอายใจ "งานแต่งงานตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิวจะไม่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ" ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างมองหน้ากันที่จ้าวหยางซินตัดสินใจเช่นนั้น คำตอบนั้นทำให้เมิ่งฉีหน้าเสีย นางอ้าปากพูดไม่ทันจบแต่จ้าวหยางซินตั้งใจปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "เพราะเหตุใดกัน เราตกลงกันแต่แรกแล้วมิใช่หรือ ข้าจะเพิ่มสินสอดก็ได้หากเจ้าไม่พอใจ" ใต้เท้าจ้าวที่




![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![ไอยคุปต์ มนตรา พันธนาการราคะ [PWP] + [NC30+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)