LOGINหลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น
เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที่นางเดินออกไป เขาก้าวเท้าออกจากร้านอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นหินดังเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่กำลังเต้นแรง ความมุ่งมั่นในใจเขาแน่วแน่ หลิวเวินเซียนก้าวออกจากตลาดด้วยหัวใจหนักอึ้ง สายตาเขายังคงมองไปรอบ ๆ แต่ไม่พบแม้เพียงร่างหญิงสาวที่กำลังทำงานอยู่ในโรงน้ำชา ลมหายใจยาว ๆ พัดผ่านกลิ่นอาหารและฝุ่นถนน แต่กลับไม่สามารถพัดพาความผิดหวังออกไปได้ เขาก้มหน้าก้าวไปตามถนนที่คุ้นเคย จนถึงตระกูลหลิว ความเงียบสงัดในโถงใหญ่ไม่ช่วยให้หัวใจสงบลง เพราะทันทีที่เขาก้าวเข้าบ้าน มารดาและญาติผู้ใหญ่ก็รอต้อนรับอยู่แล้ว "อ้าว เวินเซียน เจ้ากลับมาเสียที" มารดาพูดด้วยรอยยิ้มเย็นชา "เหนื่อยมากหรือไม่" หลิวเวินเซียนเงียบ ไม่ได้ตอบ เพราะความผิดหวังและความสับสนบดบังทุกคำพูด อาของเขา หลิวเสียนหาว ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะ "เจ้าหลานชาย เจ้าดูซีดเซียวอย่างนี้ น่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนหรือเปล่า" แล้วพูดเสียงแผ่ว ๆ แต่ชัดเจน "เรื่องผู้หญิงคนนั้น ข้าได้ข่าวแล้ว นางหนีตามชายอื่นไปแล้วจริง ๆ" มารดาของเขาเข้ามาใกล้ กระซิบเบา ๆ "เวินเซียน เจ้าควรลืมนางเสียที นางไม่คู่ควรกับเจ้าแล้ว เราหาผู้หญิงดี ๆ ไว้ให้เจ้า หลังสอบจบแล้วเจ้าควรตั้งใจเรียนให้สำเร็จ อย่าไปลุ่มหลงกับคนต่ำช้าเช่นนั้น" คำพูดของทั้งสองเหมือนมีดกรีดเข้าหัวใจ หลิวเวินเซียนเงยหน้ามองเพดาน สายตาเย็นเฉียบ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วน "นางจะหนีตามชายอื่นตามที่ท่านแม่กับท่านอาพูดจริงหรือ ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องโกหกหรือไม่" ความสับสนและความผิดหวังทำให้เขาเกือบจะหมดกำลังใจ แต่ความคิดเรื่องที่เขามีลูกที่อาจต้องลำบาก ทำให้ใจเขาสั่น รอยยิ้มบาง ๆ ของเด็กในจินตนาการที่เคยรู้สึกแวบเข้ามา "ข้าต้องตามหานางให้พบให้ได้ แม้ต้องขัดใจใครก็ตาม" หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังด้านนอก ในใจเขาตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยว "ข้าจะไม่ปล่อยมือนางอีกเป็นอันขาด" เขาก้าวกลับเข้าไปในห้องภายใน เตรียมตัววางแผน และคิดว่าจะเริ่มตามหาภรรยาทันที แต่ในใจยังคงเจ็บปวดจากคำพูดของมารดาและอาของเขา ความโกรธปนผิดหวังและแรงผลักดันให้เขาต้องออกตามหา ทำให้ค่ำคืนนั้นยาวนานและเงียบสงัดกว่าเดิม เช้าวันต่อมา หลิวเวินเซียนสวมชุดนักศึกษา เตรียมตัวออกจากบ้านไปสำนักศึกษาอีกครั้ง เขากำลังมองออกไปนอกประตู ทบทวนเส้นทางที่จะเริ่มออกตามหาหลี่อันหนิง ทันใดนั้น เสียงเรียบสุภาพดังขึ้นด้านหลัง "พี่เวินเซียน จะไปแต่เช้าหรือเจ้าคะ" เขาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงนั้น เมื่อหันไป ก็พบหญิงสาวหน้าตาเรียบร้อย แต่งตัวเรียบร้อย ท่าทางอ่อนน้อมอย่างกุลสตรี ชูตะกร้าขนมหวานเล็ก ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง "ข้านำขนมมาฝาก เป็นของขวัญให้พี่เวินเซียนคนขยัน" น้ำเสียงนางนุ่มนวล แต่ในแววตาก็มีประกายบางอย่างฉายออกมา นางยืนตัวตรง ยืนห่างจากเขาตามมารยาทที่สตรีพึงกระทำ หลิวเวินเซียนรับตะกร้าไว้ด้วยมือข้างเดียว พยักหน้าเพียงเล็กน้อย "ขอบคุณ" คำพูดที่เอ่ยออกไปทำให้เขานึกถึงหลี่อันหนิง ขณะนี้เขากำลังขอบคุณสตรีแปลกหน้า แต่กับนาง เขาแทบไม่เคยทำเช่นนี้ หญิงสาวพยักหน้าอ่อนหวาน พลางเอ่ยเสียงเบา "ข้าหวังว่าขนมนี้จะช่วยให้การอ่านตำราของท่านราบรื่นเจ้าค่ะ" หลิวเวินเซียนเพียงแค่รับฟัง ยิ้มบาง ๆ แต่สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่นาง ในใจเขายังคงวนเวียนด้วยความคิดถึงหลี่อันหนิงและภาพอดีตที่เขาเคยหมางเมินนางผุดขึ้นไม่ขาดระยะ หญิงสาวเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง แต่ความสนใจของเขาไม่ได้อยู่กับนาง นางพยายามรักษามารยาท ปล่อยให้รอยยิ้มยังคงหวานชื่น แต่ไม่สามารถดึงความสนใจของเขาได้ หลิวเวินเซียนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ขนมนี่ข้าขอแบ่งให้สหายกินด้วยกัน จะได้อ่านตำรากันอย่างราบรื่น" หญิงสาวชะงัก คาดไม่ถึงว่าบัณฑิตผู้งามสง่าจะพูดจากับสตรีเช่นนี้ แต่เมื่อยังต้องรักษากิริยานางทำได้เพียงยิ้มจาง ๆ เขาไม่พูดอะไรต่อเพียงก้าวเดินออกจากบ้านขึ้นหลังม้าควบออกไปโดยไม่หันมามองนางอีก หญิงสาวยืนมองร่างสูงหายไปต่อหน้า รู้สึกอับอายยิ่งนัก แม้นางจะพยายามทอดสะพานให้เขา แต่ดูเหมือนบุรุษคนนี้ไม่ได้สนใจนางเลย นางกลับบ้านด้วยความผิดหวังเล็กน้อยแต่ยังคงปลอบใจตนเองว่าวันหนึ่งความจริงใจและความเสมอต้นเสมอปลายของนางคงเอาชนะใจชายหนุ่มได้ หลังจากหลายวันของการสืบข่าวและสังเกตรอบตลาด หลิวเวินเซียนเริ่มจัดเส้นทางและวางแผนอย่างรอบคอบ เขาไม่เพียงแต่ตามหาหลี่อันหนิง แต่ยังวางแผนดักรอในจุดที่นางมักไปทำงานรับจ้าง เช้าวันหนึ่งเขายืนอยู่ด้านหลังร้านน้ำชาเล็ก ๆ มุมที่สามารถมองเห็นทุกซอกมุม สายตาคมจับจ้องไปยังหญิงสาวผู้ขยันขันแข็ง หลี่อันหนิง กำลังถือถังน้ำและผ้าชุบน้ำ ปัดกวาดหน้าร้านด้วยความตั้งใจ เสี่ยวหลานตัวน้อยวิ่งไปหยิบผ้าแล้วช่วยแม่ปัดโต๊ะอย่างขะมักเขม้น หัวใจของเวินเซียนเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น ภาพเด็กชายตัวเล็ก ๆ นั่งพิงข้างแม่ รูปร่างผอมแต่ดวงตาใสแจ่มชัด และรอยยิ้มเมื่อเห็นแม่ยื่นอาหารให้ หัวใจของเขาพลันหล่นวูบ "เด็กคนนั้น ลูกของข้าหรือ" เขากลืนน้ำลาย พยายามควบคุมลมหายใจ มือกำแน่น แต่สายตาไม่ละจากแม่ลูกตรงหน้า ทุกความทรงจำและความรู้สึกที่เก็บไว้มานาน ความผิดหวัง ความห่วงหา ความคิดถึง ทั้งหมดประเดประดังเข้ามาในใจ หลิวเวินเซียนเริ่มขยับตัวอย่างระมัดระวัง เขาไม่เข้าไปทันที แต่แอบตามอย่างห่าง ๆ เพื่อดูเส้นทางกลับบ้านของนาง ทุกฝีก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่หัวใจกลับลิงโลดไม่หยุดเมื่อขายซาลาเปาหมดหลิวเวินเซียนอาสาถือของกลับบ้าน นางจึงแบ่งซาลาเปาให้เขาสองลูกแล้วจูงมือเสี่ยวหลานไปที่โรงน้ำชา จากนั้นเขาก็กลับมารับจ้างเขียนจดหมายต่อ แม้คนจะเริ่มเงียบเป็นบางช่วงแต่เขาก็ยืนอยู่จนกระทั่งหลี่อันหนิงเลิกงานตอนเย็นและไปรอรับนางกลับบ้านพร้อมกัน หลี่อันหนิงก็มิได้ตั้งแง่เกลียดชังหลิวเวินเซียน เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานและร่างนี้ยังมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเขาอยู่บ้าง ตอนนี้เขามิใช่หลิวเวินเซียนคนเก่า คลับคล้ายว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนางและลูก แต่สิ่งที่นางไม่เคยลืมก็คือครอบครัวของสามีที่รังเกียจนาง ทำร้ายนางกับลูกแล้วยังตามรังควานไม่ให้นางมีที่ยืน หากหลิวเวินเซียนยังอยู่กับนาง ชีวิตสงบสุขไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นางอยากหย่าขาดจากเขาแต่ไม่ห้ามหากเขาจะมาเยี่ยมเยียนลูกบ้าง หรือเขาจะมีภรรยาใหม่ก็สุดแล้วแต่ ทว่าหลิวเวินเซียนดื้อดึงยิ่งนัก นอกจากเขาไม่ยอมหย่าเขายังตามมาอยู่กับนางและลูก เฝ้าทำหน้าที่สามีและบิดาไม่ให้บกพร่อง ทั้งที่เขามีโอกาสที่ดีกว่านี้และเขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า นางไม่รู้ว่าตลอดหกปีที่เขาไปรับใช้บ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงกลับ
แม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น "พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอย
หลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกิน
เมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หร
หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที
หลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยา







