Masukห้องชันสูตรภายในโรงพยาบาลศิขรินทร์เงียบสงบ เย็นเฉียบตามมาตรฐาน แต่สำหรับจันทร์สิตา ความเย็นไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศหรือสภาพแวดล้อม มันคือความเย็นชาในแววตาของหมออนลต่างหากที่สร้างบรรยากาศให้ตึงเครียดโดยไม่ต้องมีคำพูดใด
ภายในสัปดาห์แรก เธอเริ่มคุ้นกับงานที่ได้รับมอบหมาย
เธอทำงานอย่างมืออาชีพ เป๊ะทุกขั้นตอนจนไม่มีใครตั้งข้อสงสัย ทว่าสายตาคู่นั้น…ยังคงมองเธอด้วยความว่างเปล่า“มันต้องมีสักจุดที่ร้าว…ฉันจะหามันให้เจอ”เธอคิดในใจขณะมองเขาผ่านกระจกห้องประชุมที่สะท้อนภาพหมอหนุ่มนั่งอ่านแฟ้มรายงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
“เคสนี้…ผ่านมือหมอชันสูตรมาก่อน แต่มีบางอย่างที่ผมไม่แน่ใจ คุณลองวิเคราะห์ดูใหม่อีกครั้ง”วันหนึ่ง ในระหว่างการประชุมเคสพิเศษ หมออนลส่งแฟ้มคดีเก่าให้เธอ พร้อมคำพูดเรียบๆ
แฟ้มชันสูตรว่าด้วยเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ เสียชีวิตกะทันหันในบ้านหรู สาเหตุระบุว่า ‘หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน’
แต่รายละเอียดบางจุด…ไม่สมเหตุสมผล เช่น รอยกดบริเวณแขนสองข้าง รอยจางคล้ายเข็มจิ้มบ่อยครั้ง และเวลาการเสียชีวิตที่ขัดแย้งกับคำให้การผู้ปกครอง“มีใครปกปิดอะไรไว้…และหมออนลเองก็กำลังสงสัยสินะ”
จันทร์สิตาลอบยิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้า “ฉันจะลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำค่ะ”
"นี่กาแฟค่ะ" เธอยิ้มหวานหากชายใดเห็นคงต้องใจละลายเป็นแน่
"ผมกินไปแล้ว" แต่ไม่ใช่คนแบบเขา
"งั้นจันทร์จะวางไว้นี่นะคะ เผื่อคุณหมอสนใจ" เธอวางแก้วกาแฟลงไว้ใกล้ๆเขา
"เอากลับไปเถอะครับผมกินแล้ว"
"งั้นเดี๋ยวเที่ยงนี้คุณหมออย่าพึ่งสั่งข้าวนะคะ เดี๋ยวจันทร์เอา.."
"ไม่ต้องครับ" เขาชักจะหงุดหงิดเธอขึ้นมาแล้ว ผู้หญิงอะไรตื๊อชิบหาย
"ไปเตรียมตัวไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพรุ่งนี้ดีกว่าครับ มีผม คุณ หมอซัน ที่ได้ไป" แม้จันทร์สิตาจะเข้ามาทำงานได้ไม่นาน แต่กลับได้รับความเชื่อใจจากผู้หลักผู้ใหญ่ในโรงพยาบาลอย่างน่าประหลาด แถวคนร่วมงานก็ดูเข้ากับเธอได้หมด หลังๆมานี้จึงได้ทำเคสใหญ่ๆร่วมกับเขามากขึ้น แต่เธอก็ฝีมือดีไม่น้อยจริงๆ
"เอางั้นก็ได้ค่ะ งั้นพรุ่งนี้ตรวจสอบเสร็จเราไปทานข้าวกันนะคะ" ไม่ทันได้รอให้เขาได้ตอบเธอก็รีบวิ่งออกไป ใครจะอยู่ให้เขาปฏิเสธกัน
สองวันถัดมา
คอนโดกลางเมืองสำนักงานลับขององค์กร
“หมออนล…นิ่งกว่าที่คาด และฉลาดกว่าที่ประเมินไว้” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งพูดผ่านลำโพงในเงามืด
จันทร์สิตานั่งอยู่หน้ากล้องประชุมออนไลน์ ใบหน้าเธอไม่มีรอยยิ้ม“เขาไม่สนใจผู้หญิง ไม่ตอบโต้เสน่ห์ ฉันยั่วเบา ๆ ก็เฉย ยั่วแรง ๆ ก็ยิ่งเงียบ...ราวกับเขามีเกราะบางอย่างปกปิดจิตใจตัวเองไว้ทั้งหมด”
“มันเป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่ได้ปกปิดแค่ใจ…แต่ปกปิดตัวตน?”เสียงชายอีกคนแทรกเข้ามา
“หมายความว่าไง?” เธอถามกลับ
“เราสงสัยว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายใต้ดิน...มีความเกี่ยวข้องกับคนของ ‘แบล็คธอร์น’ โดยตรง”
จันทร์สิตานิ่งงัน
‘แบล็คธอร์น’ …กลุ่มองค์กรลับที่องค์กรของเธอตามล่ามานานนับปี
ถ้าหมออนลเกี่ยวข้องจริง หมายความว่าเธอไม่ได้กำลังหลอกเหยื่อธรรมดา แต่กำลังท้าทายปีศาจที่สวมหน้ากากคนดี"เอาล่ะงานนี้ไม่ใช่งานเล็กๆแล้วนะสิตา ต้องสำเร็จให้จงได้ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์อะไรก็ตาม"
"ต่อให้ต้องทำให้เขารักและเล่นกับใจก็ต้องทำ คนขององค์กรต้องแข่งแกร่งและไม่หวั่นไหว ขอให้เธอทำตัวเหมาะสมกับคำว่า สวยไร้ใจ ต่อไป"
"รับทราบค่ะ" เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาอยู่แล้ว แม้จะหล่อมากเพียงใด แต่คนหล่อเธอเจอมาเยอะแล้วล่ะ
"ดี"
จันทร์สิตานั่งจ้องภาพในกล้องขนาดจิ๋วที่แอบติดไว้กับสร้อยเงิน เธอเปิดดูภาพจากกล้องวงจรในห้องประชุม หยุดอยู่ที่เฟรมหนึ่งซึ่งเขาเปิดลิ้นชัก และหยิบบางอย่างออกมา ภาพเบลอเล็กน้อย แต่สิ่งที่เห็นคือ ‘กล่องไม้เล็ก ๆ สีดำ’ เธอซูมเข้าข้างกล่องสลักอักษรลึกลับไว้ด้วยลายมือ
อ่านไม่ได้…แต่มันดูเหมือนภาษาสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่คุ้นตา"หรือเขาจะเกี่ยวข้องกับแบล็คธอร์นจริงๆ" ร่างบางพึมพำ
ร่างบางนอนคิดว่าจะดำเนินแผนอย่างไรต่อ เคสที่ผ่านมาเธอใช้เสน่ห์ล่อลวงนิดหน่อยก็ได้ความสำเร็จมาครองแล้ว ไอ้พวกผู้ชายก็เป็นแบบนี้กันหมด แต่หมออนลผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้วเขายังไม่มีทีท่าอะไร
"หรือจะต้องใส่สุดเล่นกับใจจริงๆ?" แบบนั้นจะอันตรายต่อใจเธอเหมือนกันหรือไม่ หากเกิดความใกล้ชิดมากไปหรือผูกพันขึ้นมาล่ะ ไม่สิ เธอจะกลัวอะไรในเมื่อเธอไร้ใจ
"ฮึ้บ สู้สิตัวเรา" ชีวิตเธอผ่านเรื่องราวมามากมาย เรียกได้ว่าสู้ชีวิต ต่อให้เธอเป็นอะไรถึงตายก็คงตายไปเฉยๆไม่ได้มีใครมาร้องไห้เสียใจหรือตามหาสาเหตุการตายของเธอ เพราะเธอเป็นเด็กกำพร้าที่องค์กรเก็บมาเลี้ยงฟูมฟัก เธอเคยถามเหตุผลนายท่านไปแล้วว่าทำไม แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบเลย
"หรือบางทีก็อาจจะไม่มีคำตอบแต่แรก"
บางทีพ่อกับแม่เธออาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้ หากมีชีวิตอยู่ก็คงเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ดีมากนัก ผ่านมาหลายปีขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะตามหาเธออีก ช่างเถอะ..ตั้งคำถามไปก็ไม่ได้คำตอบ เธอควรนอนและใช้ชีวิตต่อไป
ปลายกระบอกปืนแนบอยู่ข้างศีรษะแม่จันทร์สิตาเธอตัวสั่น แต่พยายามไม่ร้องออกมาอีกจันทร์สิตาหน้าเสียทันที“แม่!”เธอเผลอขยับตัวไปข้างหน้าแต่ออนลคว้าข้อมือเธอไว้ทันแรงมากกว่าทุกครั้ง“อย่า” เขาพูดเสียงต่ำสายตายังคงจับอยู่ที่คนถือปืนนิ่งเกินไปจนเธอเริ่มกลัวว่าเขาจะทำอะไรบางอย่างจริง ๆชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ“นั่นสิ”เขามองอนลด้วยสายตาพึงพอใจ“ในที่สุดนายก็มีจุดอ่อนเหมือนคนปกติสักที”ผู้หญิงชุดดำขมวดคิ้วทันที“พอได้แล้ว”“เธอไม่เกี่ยว”ชายคนนั้นเหลือบมองเธอ“แต่เขาเกี่ยว”เขาชี้ไปที่อนล“หมายเลขเจ็ดเป็นต้นแบบที่ดีที่สุด”“เราต้องรู้ว่า…เมื่อมีความรู้สึก เขาจะพังได้แค่ไหน”จันทร์สิตารู้สึกเลือดเย็นวาบสำหรับคนพวกนี้ ทุกอย่างยังเป็นแค่การทดลองเท่านั้นแม้เวลาจะผ่านไปกี่ปีอนลปล่อยมือจันทร์สิตาช้า ๆก่อนก้าวออกไปด้านหน้า“ปล่อยพวกเธอ”น้ำเสียงเขาเรียบแต่ครั้งนี้…เย็นจนน่ากลัวชายวัยกลางคนยิ้มกว้างขึ้น“ถ้านายยอมกลับมา”จันทร์สิตาหันขวับทันที“อะไรนะ?”ชายคนนั้นเดินช้า ๆ ลงมาจากชั้นเหล็ก“โครงการกำลังจะเริ่มใหม่”“และเราต้องการนาย”อนลหัวเราะเบา ๆไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง“คุณยังคิดว่าควบคุ
จุดเลเซอร์สีแดงนิ่งอยู่กลางอกของอนลจันทร์สิตาหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเสียงปืนรอบโกดังยังดังต่อเนื่องแต่ในวินาทีนั้น เหมือนทุกอย่างเงียบลงเหลือเพียงจุดสีแดงจุดเดียวอนลเห็นมันแล้วแต่เขาไม่ขยับสายตากลับมองไปยังความมืดด้านบนของโกดังแทนเหมือนรู้ว่าใครอยู่ตรงนั้นไฟฉุกเฉินสีแดงเริ่มกระพริบขึ้นแทนไฟหลักเงาคนเคลื่อนไหววุ่นวายทั่วโกดังชายติดอาวุธของฝั่งหน้ากากเริ่มยิงตอบโต้เสียงกระสุนกระแทกเหล็กดังสนั่นแม่ของจันทร์สิตาร้องด้วยความตกใจพยาบาลสาวพยายามขยับตัวหนีอนลดึงจันทร์สิตาหลบหลังลังเหล็กทันที“อยู่ตรงนี้” เขาพูดต่ำ ๆ“แล้วคุณล่ะ?”เขาไม่ตอบสายตายังคงมองไปด้านบนจุดเลเซอร์ยังตามเขาไม่ปล่อยทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นผ่านความวุ่นวาย“ลดปืน”น้ำเสียงผู้หญิงเย็นเฉียบและทรงอำนาจอย่างประหลาดเสียงปืนหลายจุดค่อย ๆ เงียบลงแม้ไม่ทั้งหมด แต่เพียงพอให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีจากด้านบนของโกดังเงาหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดผู้หญิงในชุดดำยาวผมรวบตึงถือปืนสไนเปอร์ในมือดวงตาเย็นชาราวกับไม่เคยลังเลกับอะไรและเธอกำลังมองตรงมาที่อนลจันทร์สิตารู้สึกได้ทันทีคนนี้อันตรายมากชายในหน้ากากหัวเราะเ
โกดังทั้งหลังเงียบสนิทมีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคาเหล็กดังต่อเนื่องจันทร์สิตายืนตัวแข็ง มองแม่ตัวเองที่ถูกมัดอยู่กลางโกดังแม่เธอดูตกใจ แต่ยังมีสติพยายามส่ายหน้าเหมือนบอกไม่ให้เธอเข้ามาใกล้ส่วนพยาบาลสาวอยู่ข้างกันในสภาพอ่อนแรงกว่าเดิมเลือดซึมตรงหน้าผากอนลกวาดตามองรอบอย่างรวดเร็วประเมินทุกทางหนี ทุกตำแหน่งคนสายตาเย็นจนแทบอ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรชายสวมหน้ากากยืนอยู่ด้านบนไฟจากโกดังส่องให้เห็นเพียงครึ่งหน้า“ผมนึกว่าคุณจะไม่มา” เขาพูดเสียงเรียบอนลไม่ตอบ“แต่สุดท้าย…”ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ“…คุณก็ยังเหมือนเดิม”“ยังชอบช่วยคนอื่นก่อนตัวเอง”อนลเงยหน้ามองตรงไปยังเขา“ปล่อยพวกเธอ”น้ำเสียงนิ่งแต่เย็นจนจันทร์สิตารู้สึกได้ชายบนชั้นเหล็กเอียงคอเล็กน้อย“ง่ายจังนะ”“คุณคิดว่าคุณมีสิทธิ์ต่อรอง?”ชายติดอาวุธด้านบนเริ่มขยับตำแหน่งปืนทุกกระบอกเล็งลงมาจันทร์สิตาหายใจช้าลงเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า คนพวกนี้ไม่ใช่แค่พวกอาชญากรธรรมดาพวกมันถูกฝึกมาเหมือนทีมปฏิบัติการบางอย่างอนลก้าวมาด้านหน้าเล็กน้อยเหมือนขวางเธอไว้โดยอัตโนมัติ“คุณต้องการอะไร” เขาถามชายในหน้ากากเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ“
สายถูกตัดไปเหลือเพียงความเงียบหนักอึ้งกลางลานร้างด้านหลังอาคารจันทร์สิตามองโทรศัพท์ในมืออนลตัวเลขเวลายังคงเดินต่อ06:4806:4706:46ทุกวินาทีเหมือนกำลังกดทับประสาท“มันต้องการอะไรจากคุณกันแน่” เธอถามเบา ๆอนลเงยหน้ามองอาคารไกล ๆ ดวงตาเย็นเฉียบ“มันไม่ได้อยากฆ่าผมทันที”“มันอยากดูผมเลือก”คำตอบนั้นทำให้เธอรู้สึกหนาวไปทั้งตัวลมกลางคืนพัดแรงขึ้นอนลเปิดแผนที่ในมือถืออีกครั้งสายตากวาดเร็วมากเหมือนกำลังคำนวณทุกเส้นทาง“ถ้าเราแยกกัน—” จันทร์สิตาเริ่มพูด“ไม่” เขาตัดทันที“แต่ถ้าไม่แยก เราอาจช่วยไม่ทันทั้งคู่”เขาเงียบเธอเห็นกรามเขาเกร็งชัดเขากำลังคิดหนักหนักกว่าที่เคยเห็นทันใดนั้นจันทร์สิตานึกอะไรบางอย่างขึ้นได้“เดี๋ยว…”เธอหยิบมือถือขึ้นมาเร็ว ๆ“ตอนมันส่งภาพแม่ฉันมา”นิ้วเธอเลื่อนหน้าจออย่างรวดเร็ว“ฉันเห็นอะไรบางอย่าง”อนลขยับเข้ามาใกล้ทันทีเธอหยุดภาพหนึ่งไว้ซูมเข้าด้านหลังกำแพงหน้าบ้าน มีเงาสะท้อนกระจกบางอย่างคล้ายป้ายไฟอนลเพ่งมองก่อนดวงตาจะนิ่งลง“ปั๊มน้ำมัน”“อะไรนะ?”“บ้านคุณไม่มีปั๊มอยู่แถวนั้น” เขาพูดเร็วขึ้น“ภาพนี้ไม่ได้ถ่ายที่บ้านจริง”จันทร์สิตาเบิกตากว้าง“หม
เสียงปืนดังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง จันทร์สิตาสะดุ้งสุดตัว แรงกระชากจากอนลดึงเธอล้มลงไปด้านข้างทันที กระสุนพุ่งกระแทกกำแพงเหนือหัวแตกกระจาย ปูนปลิวใส่พื้น “หมอบ!” อนลตะโกน เสียงปืนดังอีกนัด ปัง! เขาดันเธอเข้าไปหลบหลังเครื่องควบคุมเก่า ก่อนคว้าเหล็กแท่งหนึ่งจากพื้นเหวี่ยงใส่ไฟด้านบนเต็มแรง เพล้ง! ห้องตกสู่ความมืดทันที เหลือเพียงแสงแดงฉุกเฉินกะพริบสลัว ๆ “บ้าเอ๊ย มองไม่เห็น!” เสียงผู้ชายคนหนึ่งสบถ อนลคว้ามือจันทร์สิตาแน่น “วิ่งตามผม” เขาพาเธอพุ่งออกทางด้านข้างห้องอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าดังไล่ตามทันที ทางเดินด้านนอกแคบและมืด ไฟฉุกเฉินสีแดงทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฝันร้าย จันทร์สิตาหอบแรง วิ่งแทบไม่ทัน “พวกนั้นเป็นใครกันแน่!” เธอถามระหว่างวิ่ง “พวกที่เหลืออยู่” อนลตอบสั้น ๆ “จากโครงการนั้น?” “ใช่” คำตอบนั้นทำให้เธอหนาววาบ เสียงวิทยุสื่อสารดังแว่วมาจากด้านหลัง “อย่าให้หมายเลขเจ็ดหนีไป!” จันทร์สิตาหันไปมองอนลทันที เขาได้ยินเหมือนกัน แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน เหมือนชินกับการถูกเรียกแบบนั้นไปแล้ว อนลเลี้ยวเข้าทางแยกหนึ่ง ก่อนหยุดกะทันหัน ด้านหน้าเป็นทางตัน จันทร์สิตาหายใ
ภาพบนผนังยังคงสั่นไหวจากสัญญาณกล้องวงจรปิดเก่าแต่ใบหน้าของแม่จันทร์สิตาชัดเจนเกินไปเธอกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ“มันรู้จักแม่ฉันได้ยังไง…”เสียงเธอสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวอนลยังมองภาพนั้นนิ่งสายตาเย็นลงเรื่อย ๆ“มันสืบคุณมานานแล้ว”คำตอบนั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกหนาวหมายความว่า…เธอไม่ได้ถูกดึงเข้ามาเพราะบังเอิญตั้งแต่แรกเสียงในลำโพงดังขึ้นอีก“เลือกสิ หมายเลขเจ็ด”“จะช่วยเธอ…”ภาพบนจอกระตุกเปลี่ยนเป็นพยาบาลสาวที่ถูกมัดอยู่“…หรือจะช่วยครอบครัวของเธอ”จันทร์สิตาหันขวับไปมองอนลทันที“มันบ้าไปแล้ว”อนลไม่ตอบแต่สายตาที่มองจอ…น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆเสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ“คุณเก่งมาตลอดนี่”“ตอนเด็กคุณเลือกช่วยคนไม่ได้”“คราวนี้ล่ะ?”คำพูดนั้นทำให้อนลกำมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัดจันทร์สิตามองเขาแม้เขาจะยังนิ่งแต่เธอรู้แล้วว่า ประโยคนั้นกระแทกเขาแค่ไหน“อย่าฟังมัน” เธอพูดทันทีอนลหันมามองเธอเธอสบตาเขาตรง ๆ“มันกำลังเล่นกับคุณ”เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดเบา ๆ“มันพูดถูกอย่างหนึ่ง”หัวใจเธอหนักวูบ“ตอนเด็ก…ผมช่วยใครไม่ได้เลย”ความเงียบตกลงมาอีกครั้งก่อนที่เสียงในลำโพงจะดังขึ้นแทรก“เหลือเ







