แสงแดดอ่อนยามสายทอดผ่านกระจกหน้าต่างรถยนต์ SUV คันใหญ่ที่แล่นเข้าสู่เขตชานเมืองทางตะวันออกของกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความเงียบสงบห่างไกลผู้คนเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยบางสิ่งที่กำลังซ่อนความผิดปกติไว้ใต้เงามืด
จันทร์สิตานั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างคนขับ ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะลอบมองชายข้างตัวที่ยังคงตั้งใจขับรถอย่างสุขุมราวกับไม่มีผู้หญิงเซ็กซี่นั่งอยู่ข้าง ๆ เลยสักนิด
"หมอขาาา~ ขับเร็วแบบนี้แสดงว่าตื่นเต้นใช่ไหมคะที่จะได้ลงพื้นที่กับจันทร์" เธอเอียงศีรษะเข้าหา กระซิบเสียงหวานใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอแทบจะแตะปลายคางเขา เธอกล้าทำแบบนี้เพราะเริ่มสนิทกันมากขึ้น เธอก็จะใส่สุดมากขึ้น
อนลยังไม่ละสายตาจากถนน มือที่จับพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
“อย่าเล่นแบบนี้บนถนน มันอันตราย”
จันทร์สิตาแอบเบ้ปากนิด ๆ ก่อนแกล้งถอนหายใจ "โอเคค่ะ คุณหมอนักบุญ แต่ก็ช่วยทำหน้าหล่อให้น้อยลงหน่อยเถอะคะ คนขับผ่านมานี่มองจ้องกันเป็นแถว เดี๋ยวเขาจะคิดว่าจันทร์พาแฟนดาราไปเที่ยว"
เขาเงียบ ไม่ตอบอะไรแต่หางตาเธอก็เห็นปลายปากเขายกขึ้นนิดหนึ่ง แค่เสี้ยววินาที จันทร์สิตาก็รู้ว่าเธอเริ่มเอาชนะภูเขาน้ำแข็งได้บ้างแล้ว
เมื่อถึงบ้านพักคนงานหลังหนึ่งในเขตเดียวกับเคสของเด็กที่มีพฤติกรรมผิดปกติ รปภ.ที่เธอเคยติดต่อไว้ก็เดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทีเกรงใจ
"คุณหมออนลครับ คุณหมอจันทร์ เชิญทางนี้ครับ ห้องที่เด็กคนนั้นเคยอยู่ยังไม่ได้มีใครเข้าไปยุ่งเลยครับ ผมล็อกไว้อย่างดี"
ภายในห้องพักซอมซ่อ กลิ่นอับจากผนังปูนเปลือยและเสื้อผ้าที่ยังถูกทิ้งไว้ในถุงพลาสติกสร้างความอึดอัดโดยอัตโนมัติ บนโต๊ะไม้ที่แอบเอนไปข้างหนึ่ง มีกล่องของเล่นสีหม่น วางอยู่ท่ามกลางเศษกระดาษวาดภาพ
"นี่คือ...ของน้องเขาเหรอคะ?" จันทร์สิตาเอ่ยถาม รปภ.ก็พยักหน้า
“ครับ เขาชอบนั่งวาดรูปทั้งวันไม่ไปโรงเรียน พ่อแม่ก็ทำงานก่อสร้าง ไม่ค่อยมีเวลาดู”
อนลเดินเข้าไปหยิบภาพวาดหนึ่งขึ้นมา มันคือรูปผู้ชายร่างสูงใส่ชุดดำถือมีด ยืนอยู่ข้าง ๆ บ้านที่มีสีแดงฉานราวกับเลือด
"เด็กคนนี้เห็นอะไรมาบ้างนะ..." เขาพึมพำเบา ๆ
จันทร์สิตาเดินเข้ามาใกล้ เอียงหน้าดูภาพด้วยแววตาน่าสงสัย "อาจไม่ใช่จินตนาการธรรมดาแน่ ๆ เลยค่ะ ดูนี่สิคะ หมอ เค้าขีดตาไว้แค่ข้างเดียวในทุกคนที่วาดเลยนะ"
"เป็นพฤติกรรมแบบ selective distortion...อาจสะท้อนถึง trauma ได้" หมออนลว่าเสียงเรียบ
"แล้วหมอมี trauma บ้างไหมคะ?" จันทร์สิตากระซิบถามใกล้หู ดวงตาซุกซนมองเขาอย่างเจ้าเล่ห์
อนลหันมามองเธอ นิ่ง ๆ ก่อนพูดแผ่วเบาแต่หนักแน่น
"เคยมี...แต่เรียนรู้ที่จะไม่ให้มันเป็นอาวุธของใคร"
คำตอบนั้นทำเอาจันทร์สิตาชะงักไปครู่หนึ่ง เธอสัมผัสได้ถึงความหม่นในน้ำเสียงนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันมีบางอย่างลึกกว่าความสุขุมที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็น
"เวลางานอย่าติดเล่น"
"รับทราบค่า"
หลังจากใช้เวลาตรวจสอบห้องอยู่เกือบชั่วโมง หมออนลก็เดินไปเปิดลิ้นชักเล็ก ๆ ใกล้เตียงพบถุงซิปล็อกใส่เศษชิ้นส่วนพลาสติกบางอย่างคล้ายชิ้นส่วนตุ๊กตา
"เด็กเล่นของพวกนี้ได้ยังไง...มันดูแปลกมาก เหมือนชิ้นส่วนถูกแยกออกด้วยแรงบางอย่างที่ไม่ปกติ" เขาขมวดคิ้ว
“หรือมีใครตั้งใจเอาของเล่นแปลก ๆ มาให้เด็ก?”
"อาจเป็นไปได้..." เขามองถุงนั้นอย่างครุ่นคิด
ขณะนั้นเอง รปภ.ก็เดินเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกระซิบบอกกับจันทร์สิตาว่า เมื่อคืนมีคนเห็นเงาคนแปลกหน้าเดินวนรอบบริเวณนี้ แต่กล้องวงจรปิดถูกตัดไฟ
“ไฟดับแค่บริเวณบ้านหลังนี้เหรอคะ?” เธอถามเสียงนิ่ง
“ใช่ครับ”
อนลเงยหน้ามามองเธอทันที ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง
“แสดงว่ามีคนไม่อยากให้เรารู้บางอย่าง” จันทร์สิตาพูดเบา ๆ
"ผมจะติตต่อทางเจ้าหน้าที่มาเฝ้าที่นี่ไว้ ลุงคนเดียวคงไม่ไหว เฝ้าจนกว่าจะสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงได้" เขาเชื่อว่าเด็กไม่มีทางฆ่าตัวตายแน่
"ได้ครับ"
ขากลับระหว่างที่อยู่ในรถ อากาศภายในเริ่มเงียบเหงาไปนิดเพราะแต่ละคนต่างมีเรื่องในหัวที่ต้องคิด
แต่จันทร์สิตาก็อดไม่ได้ที่จะหันมาหาเขาอีกครั้ง
"หมอคะ..."
"ครับ?"
"คิดยังไงกับเคสนี้คะ"
"ผมว่ามันผิดปกติอยู่แล้ว ตอนที่คุณชันสูตรศพไม่มีอะไรผิดปกติเลยเหรอ"
"อืม.. เหมือนร่างกายเด็กจะอ่อนแอมานานแล้วค่ะ ตามตัวไม่ได้มีบาดแผลอะไรมาก พอพบศพช้าเลยทำให้การชันสูตรยากขึ้น" เธอพบว่าร่างกายเด็กผิดปกติแต่ยังไม่สามารถตรวจแน่ชัดได้
"ตรวจละเอียดอีกทีเถอะ ผมจะคุยกับพ่อแม่เขาให้เอง" เคสนี้พ่อกับแม่ไม่อยากให้ชันสูตรมากไปกว่านี้แล้ว อยากให้ลูกจากไปอย่างสงบสุข ไม่มีร่องรอยมีดหมอเพิ่ม แต่พ่อแม่ก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน
"ได้ค่ะ"
"มีคำถามอีกค่ะ"
"พูดมาก ถามมาครับ" เหมือนเขาจะเป็นคนปากร้ายใจดีแฮะ อย่างไรเธอก็อย่าไปสนใจข้อดีของเขาเลย สนใจเป้าหมายตนเองดีกว่า
"คุณหมอรู้สึกหวั่นไหวกับจันทร์บ้างรึยังคะ" เธอแกล้งเย้าหยอก
"คนแบบผมจะไปรู้สึกอะไรกับคุณได้"
"บางครั้ง...ความรู้สึกก็เหมือนคดีฆาตกรรมค่ะ หมออาจจะไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน และไม่มีเหตุผล แต่มันเกิดขึ้นจริง.."
"ฝันอะไร เพ้อเจ้อครับ"
ฝนโปรยลงมากระทบหน้ากระจกรถเป็นสาย ขณะรถคันหรูของหมออนลแล่นเข้าสู่ซอยลึกที่มีเพียงแสงไฟส้มหม่นจากเสาไฟริมถนนคลินิกที่ว่าตั้งอยู่ในตึกเก่าอายุหลายสิบปี ป้ายสีซีดที่เขียนว่า “คลินิกเด็กสุขใจ” แขวนเอียงอยู่หน้าทางเข้า“มันดูไม่เหมือนสถานที่ที่เด็กจะ ‘สุขใจ’ เท่าไหร่เลยนะคะ” จันทร์สิตาว่า พลางเบี่ยงตัวมองออกไปด้านนอก“มันเป็นคลินิกที่ผมไม่ได้ดูแลโดยตรง มีหมอเวรผลัดเปลี่ยนกัน…แต่เด็กที่เสียชีวิตหลายคนก็เคยเข้ามาที่นี่ก่อนเกิดเรื่อง” น้ำเสียงเขาตึงขึ้นนิดพวกเขาก้าวลงจากรถ ฝ่าฝนไปยังทางเข้าที่แคบชื้นและมืดทึบเมื่อเข้าไปด้านใน กลิ่นยาผสมกับกลิ่นอับเฉพาะตัวของตึกเก่าก็พุ่งกระแทกจมูก โซนต้อนรับว่างเปล่า มีเพียงแฟ้มเวชระเบียนกองพะเนินหลังเคาน์เตอร์ และไฟบางจุดที่กระพริบเหมือนใกล้ดับจันทร์สิตาเหลือบมองรอบตัว ดวงตาวาวด้วยความสงสัย “คลินิกเปิดหรือปิดกันแน่คะ?”“มันเปิด...แต่ไม่มีคนอยากมาทำงานเวรที่นี่ตอนกลางคืน” เขาว่าเสียงเรียบพวกเขาเดินลึกเข้าไปด้านใน จนถึงห้องตรวจที่คาดว่าเป็นห้องประจำของหมอเวรอนลเปิดแฟ้มคนไข้ที่วางทิ้งไว้ พบชื่อ "ธันวา" ปรากฏอยู่หลายครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน“เขามาที่น
บ้านไม้ชั้นเดียวในชานเมืองกลับมาอยู่ในสายตาทั้งสองอีกครั้ง เมื่อรถของหมออนลแล่นเข้าไปจอดที่เดิม ท่ามกลางแสงไฟสลัวของหลอดนีออนหน้าบ้านที่กะพริบเป็นจังหวะชวนขนลุกเสียงสุนัขหอนดังแว่วไกลลิบในยามค่ำคืน บรรยากาศในบ้านดูแตกต่างจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ผ้าม่านถูกรูดปิดสนิท ราวกับเจ้าของบ้านพยายามซ่อนอะไรบางอย่างจากสายตาคนนอกพ่อของธันวานั่งอยู่กลางห้องรับแขก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน“ขอบคุณที่มาครับหมอ…ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ” เขาพูดพลางยกมือไหว้ ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่“เราอยากฟังทุกอย่างที่คุณรู้นะครับ โดยไม่ตัดสินอะไรเลย” หมออนลนั่งลงตรงข้าม พูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงจันทร์สิตานั่งอยู่ข้าง ๆ เธอจ้องพ่อของเด็กชายธันวาอย่างตั้งใจ ขณะปลายนิ้วแตะที่ข้อมือเธอเองเพื่อวัดชีพจรของคนตรงหน้าอย่างแนบเนียน พฤติกรรมของเขาไม่ใช่แค่ความเศร้า...แต่เหมือนคนเห็นอะไรที่เกินกว่าจะเข้าใจ“ธันวาเคยเล่าหลายครั้งว่า...มีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านตอนกลางคืน” เขาเริ่มพูดช้า ๆ “ตอนแรกผมคิดว่าเขาจินตนาการไปเอง เด็กชอบเล่นกับเงา แต่แล้ว…ผมก็เริ่มเห็นเองกับตา”หมออนลขมวดคิ้ว “เห็นอะไรครับ?”ช
สายลมเย็นยามค่ำเริ่มพัดแรงขึ้นเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปหลังแนวตึก วันใหม่มาถึงเร็วกว่าที่จันทร์สิตารู้ตัวเสียอีกเธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานในสำนักงานนิติเวชฯ สายตาเพ่งมองผลแล็บที่เพิ่งถูกรายงานกลับมาจากการชันสูตรละเอียดรอบสองของศพเด็กชายคนนั้น“เลือดจาง… ภูมิคุ้มกันต่ำผิดปกติ… มีสารบางอย่างตกค้างในระบบประสาท?” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางขมวดคิ้ว สารที่ว่านั้นไม่มีอยู่ในรายการสารเคมีทั่วไป มันดูคล้ายสารจากพืชบางชนิดที่ไม่ควรพบในร่างเด็กอายุไม่ถึง 10 ปีไม่ใช่แค่อ่อนแอ… เด็กคนนั้นเหมือนถูกบีบให้ร่างกายเสื่อมลงอย่างช้า ๆเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออกอย่างสุภาพ“ขออนุญาตครับ คุณหมอจันทร์ มีคนมาเยี่ยม”ชายตรงหน้าคือหมออนล สวมเสื้อเชิ้ตขาวเรียบแต่มีเสื้อคลุมยาวพาดแขน เขาไม่ได้มาแบบแพทย์ประจำโรงพยาบาล แต่มาในฐานะใครบางคนที่รู้ว่าเธอเจออะไร และกำลังต่อชิ้นส่วนปริศนาเดียวกัน“มาดูผลใช่ไหมคะ?” จันทร์สิตาวางแฟ้มลงบนโต๊ะ แล้วเชิญเขานั่งลงฝั่งตรงข้าม“ผมได้คุยกับแม่ของเด็กแล้ว พวกเขาอึดอัดมาก เหมือนมีอะไรไม่อยากพูด” เขาวางแฟ้มอีกเล่มลงบนโต๊ะ เป็นแฟ้มบันทึกสุขภาพของเด็กชายคนเดียวกัน “
แสงแดดอ่อนยามสายทอดผ่านกระจกหน้าต่างรถยนต์ SUV คันใหญ่ที่แล่นเข้าสู่เขตชานเมืองทางตะวันออกของกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความเงียบสงบห่างไกลผู้คนเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยบางสิ่งที่กำลังซ่อนความผิดปกติไว้ใต้เงามืดจันทร์สิตานั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างคนขับ ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะลอบมองชายข้างตัวที่ยังคงตั้งใจขับรถอย่างสุขุมราวกับไม่มีผู้หญิงเซ็กซี่นั่งอยู่ข้าง ๆ เลยสักนิด"หมอขาาา~ ขับเร็วแบบนี้แสดงว่าตื่นเต้นใช่ไหมคะที่จะได้ลงพื้นที่กับจันทร์" เธอเอียงศีรษะเข้าหา กระซิบเสียงหวานใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอแทบจะแตะปลายคางเขา เธอกล้าทำแบบนี้เพราะเริ่มสนิทกันมากขึ้น เธอก็จะใส่สุดมากขึ้นอนลยังไม่ละสายตาจากถนน มือที่จับพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย“อย่าเล่นแบบนี้บนถนน มันอันตราย”จันทร์สิตาแอบเบ้ปากนิด ๆ ก่อนแกล้งถอนหายใจ "โอเคค่ะ คุณหมอนักบุญ แต่ก็ช่วยทำหน้าหล่อให้น้อยลงหน่อยเถอะคะ คนขับผ่านมานี่มองจ้องกันเป็นแถว เดี๋ยวเขาจะคิดว่าจันทร์พาแฟนดาราไปเที่ยว"เขาเงียบ ไม่ตอบอะไรแต่หางตาเธอก็เห็นปลายปากเขายกขึ้นนิดหนึ่ง แค่เสี้ยววินาที จันทร์สิตาก็รู้ว่าเธอเริ่มเอาชนะภูเขาน้ำแข็งได้บ้
ห้องชันสูตรภายในโรงพยาบาลศิขรินทร์เงียบสงบ เย็นเฉียบตามมาตรฐาน แต่สำหรับจันทร์สิตา ความเย็นไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศหรือสภาพแวดล้อม มันคือความเย็นชาในแววตาของหมออนลต่างหากที่สร้างบรรยากาศให้ตึงเครียดโดยไม่ต้องมีคำพูดใดภายในสัปดาห์แรก เธอเริ่มคุ้นกับงานที่ได้รับมอบหมาย เธอทำงานอย่างมืออาชีพ เป๊ะทุกขั้นตอนจนไม่มีใครตั้งข้อสงสัย ทว่าสายตาคู่นั้น…ยังคงมองเธอด้วยความว่างเปล่า“มันต้องมีสักจุดที่ร้าว…ฉันจะหามันให้เจอ”เธอคิดในใจขณะมองเขาผ่านกระจกห้องประชุมที่สะท้อนภาพหมอหนุ่มนั่งอ่านแฟ้มรายงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย“เคสนี้…ผ่านมือหมอชันสูตรมาก่อน แต่มีบางอย่างที่ผมไม่แน่ใจ คุณลองวิเคราะห์ดูใหม่อีกครั้ง”วันหนึ่ง ในระหว่างการประชุมเคสพิเศษ หมออนลส่งแฟ้มคดีเก่าให้เธอ พร้อมคำพูดเรียบๆ แฟ้มชันสูตรว่าด้วยเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ เสียชีวิตกะทันหันในบ้านหรู สาเหตุระบุว่า ‘หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน’ แต่รายละเอียดบางจุด…ไม่สมเหตุสมผล เช่น รอยกดบริเวณแขนสองข้าง รอยจางคล้ายเข็มจิ้มบ่อยครั้ง และเวลาการเสียชีวิตที่ขัดแย้งกับคำให้การผู้ปกครอง“มีใครปกปิดอะไรไว้…และหมออนลเองก็กำลังสงสัยสินะ”จันทร์สิตาลอบยิ้มบา
สายฝนที่โปรยลงกระทบกระจกหน้าต่างห้องพักหรูในย่านใจกลางเมืองทำให้ค่ำคืนนี้ดูนิ่งสงบอย่างแปลกประหลาด แต่สำหรับ จันทร์สิตา เจ้าของใบหน้าสวยคม หญิงสาวผู้เปลี่ยนเสน่ห์ให้เป็นอาวุธ เงินคือเป้าหมาย และความรักไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของเธอ ค่ำคืนนี้คือจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งภารกิจภารกิจที่มีเป้าหมายใหม่ "หมออนล"ร่างบางยืนอยู่หน้ากระจก สวมเดรสเข้ารูปสีดำทาปากด้วยลิปสติกสีแดงเข้ม มือเรียวถือแฟ้มเอกสารปลอม อีกข้างกำสร้อยเงินเล็ก ๆ ที่ใช้ซ่อนกล้องขนาดจิ๋ว“ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีทางรอดสายตาฉัน” มีงานไหนบ้างที่ยากเกินฝีมือเธอ ไม่มี อย่างมากก็แค่ตึงมือหน่อยเช้าวันรุ่งขึ้น โรงพยาบาลศิขรินทร์โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยระดับสูง จันทร์สิตาก้าวเข้าสู่โถงต้อนรับอย่างมั่นใจในคราบของ "แพทย์นิติเวช" เธอเรียนจบเกี่ยวกับด้านพวกนี้มาจริงๆแต่คนในวงการบันเทิงไม่รู้ มีเพียงองค์กรใหญ่ของเธอที่รับรู้ เธอส่งรอยยิ้มให้เจ้าหน้าที่ต้อนรับด้วยแววตาที่ไม่เปิดเผยความคิดใด ๆหลังจากขั้นตอนแนะนำตัวและสัมภาษณ์เบื้องต้น เธอถูกเชิญไปที่ห้องประชุม และนั่นคือจุดที่เธอได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก