تسجيل الدخولสายลมเย็นยามค่ำเริ่มพัดแรงขึ้นเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปหลังแนวตึก วันใหม่มาถึงเร็วกว่าที่จันทร์สิตารู้ตัวเสียอีก
เธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานในสำนักงานนิติเวชฯ สายตาเพ่งมองผลแล็บที่เพิ่งถูกรายงานกลับมาจากการชันสูตรละเอียดรอบสองของศพเด็กชายคนนั้น
“เลือดจาง… ภูมิคุ้มกันต่ำผิดปกติ… มีสารบางอย่างตกค้างในระบบประสาท?” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางขมวดคิ้ว สารที่ว่านั้นไม่มีอยู่ในรายการสารเคมีทั่วไป มันดูคล้ายสารจากพืชบางชนิดที่ไม่ควรพบในร่างเด็กอายุไม่ถึง 10 ปี
ไม่ใช่แค่อ่อนแอ… เด็กคนนั้นเหมือนถูกบีบให้ร่างกายเสื่อมลงอย่างช้า ๆ
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออกอย่างสุภาพ
“ขออนุญาตครับ คุณหมอจันทร์ มีคนมาเยี่ยม”
ชายตรงหน้าคือหมออนล สวมเสื้อเชิ้ตขาวเรียบแต่มีเสื้อคลุมยาวพาดแขน เขาไม่ได้มาแบบแพทย์ประจำโรงพยาบาล แต่มาในฐานะใครบางคนที่รู้ว่าเธอเจออะไร และกำลังต่อชิ้นส่วนปริศนาเดียวกัน
“มาดูผลใช่ไหมคะ?” จันทร์สิตาวางแฟ้มลงบนโต๊ะ แล้วเชิญเขานั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ผมได้คุยกับแม่ของเด็กแล้ว พวกเขาอึดอัดมาก เหมือนมีอะไรไม่อยากพูด” เขาวางแฟ้มอีกเล่มลงบนโต๊ะ เป็นแฟ้มบันทึกสุขภาพของเด็กชายคนเดียวกัน “เด็กมีประวัติรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท แต่ไม่มีรายละเอียดแน่ชัด โรงพยาบาลที่เคยไปเป็นคลินิกเอกชนเล็ก ๆ ในซอยลึก ๆ … ที่เพิ่งปิดตัวไปเมื่อสามเดือนก่อน”
“แปลว่า…มีความเป็นไปได้ว่าเด็กโดนทดลองอะไรบางอย่าง?”
อนลนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ใช่”
จันทร์สิตายกมือเท้าคาง ใบหน้าจริงจังขึ้นในทันที “หมอคิดว่าเกี่ยวกับเคสก่อนหน้าที่เด็กคนอื่นมีพฤติกรรมแปลก ๆ ด้วยไหมคะ?”
เขาพยักหน้า “มีอย่างน้อย 3 เคสในเขตเดียวกันที่มีประวัติเหมือนกัน เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเฉียบพลัน วาดภาพประหลาด พูดกับใครบางคนที่ไม่มีตัวตน จากนั้นก็อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ … แล้วหายไปจากระบบ”
“หายไป?”
“ใช่ หายตัวไปทั้งครอบครัว บ้างก็อ้างว่าย้าย บางบ้านก็ปิดบ้านหนีโดยไม่มีใครรู้ว่าไปไหน”
ความเย็นเฉียบบางอย่างแล่นผ่านแผ่นหลังของจันทร์สิตา เธอกำแฟ้มในมือตัวเองแน่น
“หมอ…”
“ครับ?”
“ฉันว่าเรากำลังตามล่าบางอย่างที่ผิดปกติมาก อาจจะเป็นคนมีอำนาจเล็กน้อยถึงทำแบบนี้เก็บเด็กสิบกว่าคนแล้วยังลอยนวลอยู่”
"คุณเองก็ฉลาดเหมือนกันนะ เหมือนเคยสืบคดีอะไรแบบนี้"
"สืบเสิบอะไรกันละคะ ฉันก็เป็นหมอชันสูตรไปวันๆเลยรู้งูๆปลาๆมา ฮ่าๆๆ" เธอเกือบเผยพิรุธแล้วสิ ต้องเก็บตัวเองมากกว่านี้
ในช่วงบ่าย ทั้งสองเดินทางไปยังคลินิกเก่าที่อนลพูดถึง อาคารเล็กหลังหนึ่งที่ดูเหมือนบ้านคนทั่วไปในซอยแคบ รถวิ่งเข้าแทบไม่ได้ ต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นป้ายชื่อคลินิกที่ซีดจางไปหมดแล้ว
“คลินิกแห่งนี้เคยจดทะเบียนเป็นคลินิกกุมารเวช แต่ว่าเจ้าของไม่เคยเป็นหมอ”
“ไม่ใช่หมอ? แล้วทำไมเปิดคลินิกได้?”
“ใช้ใบอนุญาตจากอีกคนมาแอบอ้าง น่าจะมีคนในช่วยปิดบังข้อมูล"
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ ประตูเหล็กปิดสนิท แต่ยังไม่มีการล็อกจากด้านใน จันทร์สิตามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
“รู้ไหมคะ หมอ… ฉันชักเริ่มกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว”
“ถ้าคุณกลัว…คุณสามารถถอยได้ ผมไม่ว่า” เขากลัวว่าผู้หญิงตัวเล็กๆจะกลัวอะไรแบบนี้
“ถ้าฉันถอยตอนนี้ คงนอนฝันร้ายไปอีกหลายคืน ฉันสู้ดีกว่า” เธอแกล้งทำเป็นกลัว ความจริงแล้วเธอชินเสียยิ่งกว่าชิน
เมื่อพวกเขาผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับคล้ายความเน่าเปื่อยบางอย่างก็จู่โจมในทันที ทั้งสองหยิบไฟฉายส่องสำรวจภายใน
ห้องตรวจโรคเก่ามีเตียงเด็กเล็กที่ยังคงมีผ้าคลุมสีซีด และของเล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ของเล่นที่เหมือนกับที่พบในห้องเด็กชายคนนั้น
บนผนังอีกด้านหนึ่ง มีรอยวาดด้วยปากกาเมจิกสีดำ เป็นรูปคนตาเดียว ยืนรายล้อมเด็กหลายคนไว้ตรงกลางวงกลม
อนลเงียบไป ก่อนจะก้าวช้า ๆ เข้าไปดูใกล้ ๆ
“คนตาเดียวอีกแล้ว…”
ขณะกำลังตรวจสอบนั้น จันทร์สิตากลับเดินไปหยุดที่ห้องหนึ่งด้านใน มันดูเหมือนห้องเก็บอุปกรณ์ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลับพบภาพที่ไม่น่าเชื่อ
ภาพวาดนับสิบถูกปักติดบนผนังทั้งหมด วาดด้วยลายมือของเด็ก ๆ ทั้งหมดล้วนเป็นรูปคนในเงาดำ ชุดดำ ตาเดียว ถือมีด หรือยืนอยู่ใกล้บ้าน
จันทร์สิตาเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เธอครุ่นคิดอย่างหนักกับคดีนี้
“พวกเขา…เคยเห็นบางอย่างจริง ๆ เราควรยกให้เป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่โดยตรงนะคะ”
"คุณไม่รู้เหรอ โรงพยาบาลของเราเป็นเครือเดียวกับของตำรวจ มีเวลามีคดีต้องสืบ" แม้จะเป็นความลับแต่บุคคลากรคนสำคัญต้องล่วงรู้
"ไม่รู้เลยค่ะ" เธอแสร้งทำเป็นไม่รู้ เธอแกล้งพูดให้ตัวกลัวเพราะเขาจะได้ไม่สงสัย
"ไม่ต้องห่วง ผมอยู่ทั้งคน"
"มีหมออนลจันทร์ก็อุ่นใจขึ้นมาหน่อยค่ะ อ๊ะ" เธอแกล้งเดินสะดุดล้มไปทางเขาเพราะความหวาดกลัว
"เป็นอะไรรึเปล่าครับ" เขาถามคนในอ้อมกอด
"มะ..ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ" เธอเหมือนจะพบว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงเข้าหาแรงๆ แต่ดูเหมือนจะชอบตอนที่เธอแสร้งอ่อนแอ หรือทำตัวเป็นธรรมชาติ
"ครับ เรารีบกลับกันเถอะ"
เมื่อกลับมาที่รถ อนลก็ได้รับสายจากพ่อของเด็ก
"หมอครับ...ผมอยากเจอหมอหน่อย...มีบางอย่างที่ผมปิดไว้ไม่ได้แล้ว" เสียงทางสายเต็มไปด้วยความกลัว
“เดี๋ยวผมกับคุณจันทร์จะไปหาคุณที่บ้านครับ”
ทันทีที่วางสาย จันทร์สิตามองหน้าเขา “เกิดอะไรขึ้นคะ?”
“พ่อเด็กบอกว่า เขาไม่ได้บอกเราทุกอย่างเกี่ยวกับลูกชาย...เขาอยากเล่าเรื่อง ‘เงาในบ้าน’ ที่ลูกพูดถึงก่อนตาย”
สายลมทะเลยามเย็นพัดเอื่อยผ่านท่าเรือฝั่งเหนือ โกดังเก่าหลายหลังถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นจนหมด องค์กรที่เหลืออยู่ถูกจับเกือบทั้งหมด เอกสารทดลองถูกเผาทำลาย รายชื่อเด็กทดลองที่ยังเหลือรอดถูกลบออกจากระบบทุกฐานข้อมูลครั้งนี้…มันจบจริง ๆ แล้ว ไม่มีวายุ ไม่มีองค์กรใหม่ ไม่มีใครตามล่าพวกเขาอีกพระอาทิตย์กำลังค่อย ๆ ตกลงเหนือผืนน้ำสีทอง อนลยืนเงียบ ๆ มองทะเลอยู่ปลายท่าเรือ ก่อนจะมีคนเดินมาหยุดข้าง ๆจันทร์สิตา เธอยืนมองวิวเดียวกัน ก่อนพูดเบา ๆ“ในที่สุดก็จบแล้วนะ”อนลเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบเสียงต่ำ“…อือ”เขาไม่ใช่คนพูดเก่งเสมอมาแต่สายตาที่มองเธอในตอนนี้กลับอ่อนโยนอย่างชัดเจนจันทร์สิตาหลุดยิ้ม“คุณรู้ไหม”“ตอนแรกฉันคิดว่าคุณเป็นผู้ชายที่น่ากลัวที่สุดในโลก”อนลเลิกคิ้วนิดหนึ่ง“แล้วตอนนี้?”เธอหันไปมองเขาตรง ๆก่อนยิ้มบางเบา“ก็ยังน่ากลัวอยู่ดี”“แต่เป็นคนที่ฉันรักที่สุด”ลมทะเลพัดผ่านช้า ๆอนลนิ่งไปหลายวินาทีก่อนสุดท้ายจะยกมือขึ้นลูบผมเธอเบา ๆ อย่างที่ชอบทำ“ปากเก่ง”แต่ดวงตาของเขากลับอ่อนลงมากด้านหลังคีตะกำลังโดนเด็กเล็กสองคนวิ่งไล่เพราะแอบซ่อนขนมอีกแล้วเสียงโวยวายดังไปทั้งท่าเรือส่วน
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้ามาในบ้านริมทะเลอย่างอบอุ่น เสียงคลื่นยังคงดังสม่ำเสมอเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ต่างออกไปนิดหน่อย เพราะมีเสียงโวยวายดังตั้งแต่เช้าแล้ว“พี่หนึ่งโกง!”“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”“เมื่อกี้แอบกินไส้กรอกของผม!”หมายเลขหนึ่งยืนถือจานอาหารเช้าอยู่กลางครัวด้วยสีหน้านิ่งเหมือนเดิมแต่เด็กสองคนกำลังชี้หน้าฟ้องเขาอย่างจริงจังจันทร์สิตาหลุดหัวเราะทันที“คุณไปแกล้งอะไรเด็กอีกแล้ว”หมายเลขหนึ่งเงียบไปสองวินาที ก่อนตอบเรียบ ๆ“…แค่หยิบมาก่อนชิ้นเดียว”“เห็นไหม!”เด็กเล็กโวยวายหนักกว่าเดิมคีตะที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนถอนหายใจทันที“บ้านนี้มีแต่เด็กจริง ๆ”อนลที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ตรงโต๊ะกาแฟเหลือบมองทุกคนเงียบ ๆก่อนมุมปากจะยกขึ้นนิดเดียวภาพแบบนี้เมื่อหลายปีก่อน เขาไม่เคยคิดว่าจะมีได้จริงทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นทั้งบ้านเงียบลงอัตโนมัติเพราะเบอร์นี้…แทบไม่มีใครรู้อนลรับสายทันที“ว่าไง”ปลายสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงชายคนหนึ่งจะดังขึ้น“มีการเคลื่อนไหวอีกแล้ว”สายตาของอนลเย็นลงทันทีจันทร์สิตามองเขานิ่ง“ที่ไหน”“ท่าเรือฝั่งเหนือ”“มี
คืนนั้นบ้านริมทะเลเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมากกว่าปกติ เด็กเล็กสองคนกำลังเถียงกันเสียงดังเรื่องใครโยนบอลโดนหัวคีตะก่อน จนสุดท้ายโดนพี่ชายดีดหน้าผากไปคนละที“โอ๊ย!”“พี่คีตะอ่ะ!”จันทร์สิตาหัวเราะจนไหล่สั่น ขณะยกหม้อซุปลงจากเตา ส่วนอนลนั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงโต๊ะอาหาร แต่สายตากลับมองทุกคนตลอดโดยไม่รู้ตัว เหมือนกำลังจดจำภาพเหล่านี้ไว้ ภาพธรรมดาที่เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตตัวเองจะมีได้“พ่อ”คีตะหันมาเรียก“เหม่ออะไร”อนลชะงักนิดหนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ“ไม่มีอะไร”เด็กหนุ่มหรี่ตามองทันที“…พ่อกำลังซึ้งใช่ไหม”อนลเลิกคิ้ว“อยากโดนลดข้าวเย็น?”เด็กสองคนหัวเราะลั่นทันทีบรรยากาศอบอุ่นจนแม้แต่หมายเลขหนึ่งที่นั่งเงียบอยู่มุมโต๊ะยังเผลอมองค้างเขาไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทำไมคนถึงอยากกลับบ้านจนตอนนี้เองหลังอาหารเย็นเด็ก ๆ แยกย้ายกันไปดูหนังในห้องนั่งเล่นเสียงโวยวายดังมาเป็นระยะ เพราะแย่งผ้าห่มกันอีกแล้วจันทร์สิตาเดินออกมาที่ระเบียงบ้าน พร้อมแก้วชาอุ่นในมือก่อนหยุดเมื่อเห็นหมายเลขหนึ่งยืนอยู่ตรงรั้วไม้ริมทะเลลมกลางคืนพัดเสื้อสีดำของเขาเบา ๆ“ยังไม่นอนอีกเหรอ”อีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดขึ้นโดยไม่หันมา
หลายวันหลังจากนั้น ชีวิตในบ้านเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง หรืออย่างน้อย…ก็ใกล้เคียงคำว่าปกติที่สุดเท่าที่ครอบครัวนี้จะมีได้ หมายเลขหนึ่งยังพักอยู่ที่บ้านริมทะเล แม้เจ้าตัวจะพยายามบอกหลายครั้งว่าจะไปเอง แต่ไม่มีใครปล่อยจริง ๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กสองคนที่เริ่มติดเขาแบบไม่รู้ตัว“พี่หนึ่ง!”เด็กชายตัวเล็กวิ่งเข้ามาพร้อมลูกบอลในมือ“เล่นด้วยกันไหม”หมายเลขหนึ่งชะงักทันทีเหมือนยังไม่ชินกับการถูกเรียกแบบนั้น“ฉันเล่นไม่เป็น”“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมสอน!”เด็กอีกคนรีบดึงแขนเขาทันทีก่อนสุดท้าย คนที่เคยเป็นเงามืดขององค์กรใต้ดินจะถูกลากออกไปกลางสนามหญ้าหน้าบ้านแบบงง ๆจันทร์สิตาที่ยืนมองอยู่ในครัวหลุดหัวเราะเบา ๆ“เด็ก ๆ เร็วกว่าเราคิดอีกนะ”อนลยืนชงกาแฟอยู่ข้าง ๆ ก่อนตอบเรียบ ๆ“เพราะพวกเขาไม่สนอดีตใคร”สายตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่างหมายเลขหนึ่งกำลังยืนแข็งเป็นท่อนไม้ ขณะเด็กสองคนพยายามสอนโยนบอลให้ภาพนั้นดูตลกจนน่าประหลาดจันทร์สิตาหันกลับมามองอนล“คุณเองก็เหมือนกัน”อนลเลิกคิ้วนิดหนึ่ง“อะไร”“ตอนแรกคุณก็ดูเหมือนคนที่ไม่มีใครเข้าใกล้ได้”อนลเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบเบา ๆ“…แต่คุณก็ยังเข้ามา”หัวใจเธ
สองสัปดาห์หลังเหตุการณ์อุโมงค์ระเบิด บ้านริมทะเลกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แม้กำแพงบางส่วนยังอยู่ระหว่างซ่อมแซมแม้ร่องรอยกระสุนยังไม่หายไปทั้งหมด แต่เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ก็กลับมาแล้วเช้าวันนั้นกลิ่นอาหารลอยออกมาจากครัวตั้งแต่เช้า จันทร์สิตากำลังยืนทอดไข่อยู่หน้าเตา ขณะเด็กเล็กสองคนช่วยกันจัดจานแบบงง ๆ จนสุดท้ายช้อนตกพื้นไปสามรอบ“ตั้งใจหน่อยสิ”คีตะถอนหายใจอยู่ข้างโต๊ะอาหาร ตอนนี้เขาเริ่มมีท่าทีเหมือนพี่ชายจริง ๆ มากขึ้นทุกวันส่วนอนล กำลังนั่งเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ใครบางคนเงียบ ๆหมายเลขหนึ่ง อีกฝ่ายนั่งพิงเก้าอี้อยู่ตรงระเบียงบ้าน สีหน้ายังคงนิ่งเหมือนเดิม แต่ไม่มีแววคลุ้มคลั่งแล้วหลังจากโดนยิง อาการเขาหนักมาก แต่สุดท้ายก็รอด และแม้ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ ทุกคนก็รู้ว่าเขาไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ อนลพันแผลเสร็จ ก่อนพูดเรียบ ๆ“อย่าใช้แขนหนักช่วงนี้”หมายเลขหนึ่งมองเขาเงียบ ๆ“…นายช่วยฉันทำไม”อนลตอบโดยไม่เงยหน้า“ไม่รู้”คำตอบนั้นทำให้จันทร์สิตาหลุดยิ้มเบา ๆ ทันที เพราะจริง ๆ แล้วทุกคนรู้ดี ว่าอนลไม่ใช่คนที่ปล่อยใครตายต่อหน้าได้อีกแล้ว เด็กเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาช้า ๆ พร้อมแก้วนมอุ่นในมือ ก่อนย
เลือดสีแดงไหลลงพื้นช้า ๆ หมายเลขหนึ่งยืนนิ่งอยู่กลางอุโมงค์ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเหมือนไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกยิง เด็กเล็กสองคนด้านหลังเริ่มร้องไห้ทันทีฮาเดสหัวเราะเสียงต่ำ“จบสวยดีนี่”“สัตว์ทดลองก็ต้องตายเหมือนสัตว์ทดลองอยู่วันยังค่ำ”ทันใดนั้นปัง!!!กระสุนของอนลพุ่งสวนทันที ฮาเดสรีบหลบ แต่กระสุนเฉียดแก้มไปจนเลือดกระเซ็นบรรยากาศทั้งอุโมงค์เย็นเฉียบลงในพริบตาอนลเดินออกมาช้า ๆ ดวงตาคมดำสนิทจนแทบไม่มีอารมณ์เหลืออยู่ทุกคนรู้ทันทีว่าเขาโกรธจริง ๆ แล้ว“พ่อ…”คีตะพึมพำเบา ๆเพราะนี่คือสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาหลายปีสีหน้าของหมายเลขเจ็ดในอดีตฮาเดสยังยิ้มอยู่“ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว”“ดี…ฉันคิดถึงมันจริง ๆ”เขายกปืนขึ้นอีกครั้งแต่ยังไม่ทันเหนี่ยวไก—อนลก็หายไปจากตรงหน้าแล้วเร็วเกินมองทันปัง!!หมัดแรกกระแทกเข้าที่หน้าฮาเดสเต็มแรงจนร่างปลิวชนกำแพงอุโมงค์เสียงกระดูกแตกดังลั่นลูกน้องรอบข้างรีบยกปืนขึ้นยิงทันทีแต่คีตะกับจันทร์สิตายิงสวนกลับพร้อมกันปัง! ปัง!อุโมงค์กลับเข้าสู่ความวุ่นวายอีกครั้งหมายเลขหนึ่งทรุดลงช้า ๆ เลือดไหลไม่หยุดเด็กเล็กสองคนรีบเข้ามาประคองเขาไว้ทันทีทั
คืนนั้น ฝนเริ่มตกหนักตั้งแต่หัวค่ำ เสียงฟ้าร้องดังห่าง ๆ เหนือทะเลมืดสนิท ภายในบ้าน ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนแล้ว แต่ไฟในห้องนั่งเล่นยังเปิดอยู่ อนลกำลังนั่งเงียบ ๆ พร้อมปืนพกที่วางอยู่บนโต๊ะ สายตาคมมองออกไปนอกหน้าต่างไม่ละไปไหนจันทร์สิตาเดินลงมาจากชั้นบน ก่อนหยุดมองเขาเงียบ ๆ“ยังไม่นอนอีกเหรอ”อนลต
เช้าวันต่อมาบรรยากาศในบ้านเงียบผิดปกติ แม้เด็กเล็กจะยังเล่นกันอยู่เหมือนเดิม แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดบางอย่าง อนลกำลังนั่งดูแผนที่บนโต๊ะไม้กลางห้อง ข้างกันมีเหรียญสีดำวางอยู่สัญลักษณ์งูพันสามตัวสะท้อนแสงแดดยามเช้าเย็นเยียบอย่างน่าขนลุกคีตะยืนอยู่ข้างเขาเงียบ ๆสีหน้ายังไม่ดีนักตั้งแต่เม
“เจอเป้าหมายแล้ว”ชายในชุดดำพูดผ่านโทรศัพท์สั้น ๆ ก่อนตัดสายสายฝนยังตกหนักต่อเนื่องภายในร้านกาแฟ จันทร์สิตายังยืนอยู่ตรงหน้าอนลน้ำตาเธอยังไม่หยุดไหล“…งั้นเราค่อยจัดการมันด้วยกัน”คำพูดของเขายังสะท้อนอยู่ในหัวเธออบอุ่นจนหัวใจเจ็บเพราะเธอกำลังจะบอกความจริงกับเขาแล้วจริง ๆแต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอ
ปัง!เสียงปืนจากอีกฝั่งประตูเหล็กดังก้องเข้ามาในอุโมงค์แคบ จันทร์สิตาหยุดเดินทันที หัวใจเหมือนถูกกระชากวูบ“เร็น!”เธอหันกลับไปทันที แต่ลินรีบดึงแขนเธอไว้แน่น“ห้ามกลับไป!”“แต่เขา—”“เธอช่วยเขาไม่ได้ตอนนี้!” ลินสวนกลับเสียงแข็งดวงตาเธอเองก็สั่นไม่ต่างกัน“ถ้าเราหยุด ทุกอย่างที่เด็กคนนั้นทำจะเสียเ







![[ love of butterfly ] ผีเสื้อสามผัว (4p)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)