Masukบ้านไม้ชั้นเดียวในชานเมืองกลับมาอยู่ในสายตาทั้งสองอีกครั้ง เมื่อรถของหมออนลแล่นเข้าไปจอดที่เดิม ท่ามกลางแสงไฟสลัวของหลอดนีออนหน้าบ้านที่กะพริบเป็นจังหวะชวนขนลุก
เสียงสุนัขหอนดังแว่วไกลลิบในยามค่ำคืน บรรยากาศในบ้านดูแตกต่างจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ผ้าม่านถูกรูดปิดสนิท ราวกับเจ้าของบ้านพยายามซ่อนอะไรบางอย่างจากสายตาคนนอก
พ่อของธันวานั่งอยู่กลางห้องรับแขก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน
“ขอบคุณที่มาครับหมอ…ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ” เขาพูดพลางยกมือไหว้ ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
“เราอยากฟังทุกอย่างที่คุณรู้นะครับ โดยไม่ตัดสินอะไรเลย” หมออนลนั่งลงตรงข้าม พูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง
จันทร์สิตานั่งอยู่ข้าง ๆ เธอจ้องพ่อของเด็กชายธันวาอย่างตั้งใจ ขณะปลายนิ้วแตะที่ข้อมือเธอเองเพื่อวัดชีพจรของคนตรงหน้าอย่างแนบเนียน พฤติกรรมของเขาไม่ใช่แค่ความเศร้า...แต่เหมือนคนเห็นอะไรที่เกินกว่าจะเข้าใจ
“ธันวาเคยเล่าหลายครั้งว่า...มีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านตอนกลางคืน” เขาเริ่มพูดช้า ๆ “ตอนแรกผมคิดว่าเขาจินตนาการไปเอง เด็กชอบเล่นกับเงา แต่แล้ว…ผมก็เริ่มเห็นเองกับตา”
หมออนลขมวดคิ้ว “เห็นอะไรครับ?”
ชายตรงหน้ากลืนน้ำลาย
“บางคืน...ผมนั่งอยู่ในครัว แล้วเห็น ‘เงา’ เดินผ่านไปหน้าประตู ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น…ผมรีบวิ่งออกไปดู แต่ก็ไม่มีอะไร”
“กล้องวงจรปิดในบ้านมีไหมคะ?” จันทร์สิตาถาม
เขาพยักหน้า “มีครับ แต่แปลกมาก…ทุกครั้งที่ธันวาบ่นว่าเห็น ‘เงา’ กล้องจะดับพอดี”
บรรยากาศในบ้านเงียบกริบ จันทร์สิตาแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งของตัวเองเบาๆ ก่อนพูดเสียงช้า
“แล้วก่อนเขาจะเสีย...เขาพูดอะไรไว้บ้าง?”
พ่อของเด็กนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบภาพวาดแผ่นหนึ่งจากกล่องไม้เก่าๆ ที่ซุกไว้ใต้โต๊ะ
มันคือภาพของ “ชายตาเดียวในชุดดำ” คนเดิม
แต่คราวนี้ มีข้อความที่เด็กขีดเขียนไว้ใต้ภาพด้วยลายมือโย้เย้
“อย่าบอกใคร...เขาอยู่ในฝันของหนูทุกคืน...เขาบอกว่าจะพาเพื่อนไปอยู่ด้วย...”
หมออนลหยิบภาพขึ้นมาดูใกล้ ๆ ดวงตาคมหรี่นิดขณะพินิจ
“คล้ายกับภาพที่พบในคลินิก...”
“หมอครับ...” พ่อเด็กเสียงสั่น “คืนสุดท้ายก่อนเขาเสีย เขาร้องไห้หนักมาก แล้วก็พูดว่า ‘หนูไม่อยากไป หนูไม่อยากไปกับเขา’ แล้วก็ช็อค...หัวใจหยุดเต้น”
“ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย?” จันทร์สิตาถาม
“ไม่มีเลย...แต่ตอนอาบน้ำศพ ผมเห็นว่าบนหน้าอกของเขามีรอยแดงคล้ายสัญลักษณ์”
จันทร์สิตาหันมามองหมออนลแทบพร้อมกัน
“สัญลักษณ์?” เขาทวนเสียงเข้ม
“คล้ายวงกลมที่มีจุดดำอยู่ตรงกลาง...ผมไม่เคยเห็นมาก่อน”
เงียบ...
จนจันทร์สิตาเอ่ยเบา ๆ “เราต้องเอารูปวาดพวกนี้ไปวิเคราะห์ทางจิตวิทยา...และอาจต้องขอหมายขุดคุ้ยเอกสารของคลินิกนั้นให้มากขึ้น”
อนลพยักหน้า เขาหันไปปลอบพ่อของเด็ก ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมหญิงสาว
"ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะต้องสืบได้แน่ ตอนนี้ผมติดต่อเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าบ้านของเด็กทุกคนในคดีอย่างเคร่งครัดแล้ว"
"ขอบคุณมากจริงๆครับ"
ขณะเดินออกจากบ้าน แสงไฟหน้ารถสาดกระทบร่างเธอเบา ๆ จันทร์สิตาหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตากับชายข้างกาย
“หมอคะ...คุณคิดว่า ‘คนตาเดียว’ เป็นใครกันแน่?”
“ผมยังไม่แน่ใจ” เขาตอบ
“แต่มันไม่ใช่ภาพหลอน...และผมไม่คิดว่าเด็กทั้งหมดจะจินตนาการตรงกันได้โดยบังเอิญ”
ขณะเธอกำลังจะขึ้นรถ เขาจับแขนเธอเบาๆ
“คุณโอเคไหม?”
“ก็แอบขนลุกอยู่นิดหน่อยค่ะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน แต่รอยยิ้มยังสั่นเล็กน้อยจริงๆ
“แต่ถ้ามีคุณอยู่ด้วยก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลย”
“อืม…” เขาพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาแน่นิ่งจ้องเข้าไปในดวงตาเธอ
ชั่ววูบนั้น จันทร์สิตาเกือบลืมว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ในฐานะหมอแต่เป็นนักล่า…ที่ถูกส่งมาเพื่อดึงเขาเข้ากับดัก
แล้วทำไม…หัวใจเธอกลับเต้นแรงทุกครั้งที่เขามองแบบนี้ล่ะ?
"ผมว่าเราควรตรวจดูรอบๆนอกบ้านอีกหน่อย"
ขณะที่หมออนลกำลังเดินตรวจดูพื้นที่ห่างออกไปเล็กน้อย จันทร์สิตาก็ถือโอกาสเดินเคียงข้าง สบตากับเขาในระยะประชิด
“คุณหมอเชื่อเรื่องพลังงานในสถานที่ไหมคะ?” เธอถาม ขณะเหยียบลงบนแผ่นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ
“ถ้าเป็นพลังงานทางวิทยาศาสตร์ผมเชื่อ... แต่เรื่องลึกลับ ผมไม่ค่อยสนใจ” เขาหันมามอง เงียบอยู่ครู่ ก่อนตอบเรียบๆ
“แปลว่าคุณหมอไม่เคยสัมผัสอะไรแปลก ๆ เลยเหรอคะ?” เธอเอียงหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก
“เคยสัมผัส...แต่ไม่ใช่สิ่งลึกลับ” น้ำเสียงเขาราบเรียบ แต่สายตากลับประสานกับเธอไม่ละไปไหน
“เป็นคนมากกว่า ที่น่าพิศวง”
จันทร์สิตาชะงัก หัวใจเต้นแรงโดยไม่ทันตั้งตัว เขาหมายถึงเธอหรือเปล่า...
“หมอครับ ตรงนี้เจอเศษเล็บค่ะ มีรอยเลือดแห้งติดอยู่ คาดว่าไม่ใช่ของเด็ก!” แต่ก่อนจะทันได้ถามต่อ เสียงหนึ่งจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานก็ดังขัดขึ้น
หมออนลละสายตาจากจันทร์สิตาทันที เดินตรงไปยังจุดที่มีการตรวจสอบหลักฐาน จันทร์สิตาเดินตาม เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง ไม่ใช่แค่กับคดี...แต่กับตัวเขา
ในขณะที่ทีมเก็บหลักฐานทำงาน เธอสังเกตเห็นรอยขีดเขียนด้วยดินสออยู่ที่ผนัง ราวกับมีเด็กพยายามเขียนอะไรบางอย่างก่อนจะถูกห้ามหรือขัดขวาง
‘ช่วยด้วย’
คำสองคำสั้น ๆ นั้นทำให้ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
“คุณหมอคะ ดูนี่สิ” เธอเรียกเขามาใกล้ เอานิ้วลูบรอยนั้นเบา ๆ โดยไม่แตะโดนเนื้อผิวมากนัก
หมออนลจ้องดูรอยเขียนนั้นนิ่งขรึม
“นี่อาจไม่ใช่แค่การละเลยหรือทำร้ายร่างกายธรรมดา...”
“ฉันว่ามันลึกกว่านั้นค่ะ” เธอเสริมเสียงเบา “ฉันเชื่อว่าเด็ก...กำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง”
“คุณสังเกตเก่งดีนะครับ”เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเธอ
“ผู้หญิงนะคะ... ถ้าไม่เก่งเรื่องอ่านใจคน คงอยู่ไม่รอด” เธอพูดยิ้ม ๆ แต่แววตาซ่อนไม่ได้ว่าอยากให้เขา ‘อ่านใจ’ เธอบ้าง
เขาไม่ตอบ แต่หันไปมองภาพถ่ายครอบครัวบนฝาผนัง รอยยิ้มของเด็กในภาพ กับสภาพห้องที่ดูเย็นชาไม่สอดคล้องกันเลย
แสงเช้าสีอ่อนส่องผ่านม่านบางเข้ามาภายในบ้านพักริมทะเลสาบฝนเมื่อคืนหยุดไปแล้วเหลือเพียงไอหมอกจาง ๆ เหนือน้ำด้านนอกจันทร์สิตาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นตรงเอวเธอนิ่งไปทันทีก่อนก้มมองแล้วพบว่าแขนของอนลยังพาดกอดเธออยู่เมื่อคืนเธอเผลอหลับไปบนโซฟาข้างเขาแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเธอนอนซุกอยู่ในอ้อมแขนเขาเต็ม ๆจันทร์สิตาหน้าเริ่มร้อนขึ้นทันทีโดยเฉพาะเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าอนลลืมตาอยู่ก่อนแล้ว“…”“…”ทั้งคู่เงียบใส่กันอยู่หลายวินาทีสุดท้ายจันทร์สิตาเป็นฝ่ายพูดก่อน“…คุณตื่นตั้งแต่เมื่อไร”“สักพักแล้ว”เสียงเขายังแหบเล็กน้อยเพราะบาดแผลแต่สายตากลับดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน“แล้วทำไมไม่ปลุกฉัน”อนลมองเธอนิ่ง ๆก่อนตอบเรียบ ๆ“…คุณนอนน้ำลายไหล”จันทร์สิตาเบิกตาทันที“หา?!”เธอรีบยกมือแตะมุมปากตัวเองทันทีอนลหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมาอีกครั้งจันทร์สิตาจึงรู้ทันทีว่าโดนแกล้ง“คุณนี่!”เธอรีบตีแขนเขาเบา ๆแต่ยังไม่ทันโดนจริงอนลก็ทำหน้าเจ็บขึ้นมาทันทีจันทร์สิตาชะงัก“เจ็บเหรอ?!”เขานิ่งไปเสี้ยวหนึ่งก่อนยอมรับหน้าตาเฉย“…นิดหน่อย”“อนล!”เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นอีก
ฝนเริ่มตกเบา ๆ ด้านนอกบ้านพักริมทะเลสาบเสียงหยดน้ำกระทบหลังคาไม้ดังสม่ำเสมอเงียบสงบจนแทบไม่น่าเชื่อว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อน พวกเขายังอยู่ท่ามกลางไฟระเบิดและความตายอนลหลับไปแล้วหลังเสียเลือดมากเกินไปลินฉีดยาให้เขาเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายพักจริง ๆตอนนี้ชายหนุ่มนอนอยู่บนโซฟายาวใกล้หน้าต่างใบหน้ายังซีดแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้นแล้วจันทร์สิตานั่งอยู่ข้างเขาเงียบ ๆตั้งแต่เข้ามาในบ้าน เธอยังไม่ยอมลุกไปไหนเลยเร็นหลับไปแล้วตรงอีกมุมห้องหมายเลขสามนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ แบบไม่พูดอะไรส่วนลินกับอาเชอร์หายเข้าไปคุยกันในห้องด้านในตั้งแต่หัวค่ำบรรยากาศเงียบมากเงียบจนจันทร์สิตาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งได้หยุดหายใจจริง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันเธอมองใบหน้าของอนลอยู่พักใหญ่ก่อนถอนหายใจเบา ๆ“คุณนี่…”เธอพึมพำกับตัวเอง“ทำคนอื่นเป็นห่วงเก่งชะมัด”แม้หลับอยู่แต่มือของอนลกลับขยับช้า ๆปลายนิ้วแตะเข้ากับมือเธอเหมือนหาโดยอัตโนมัติจันทร์สิตาชะงักไปก่อนยิ้มออกมาเบา ๆแล้วกุมมือเขาไว้เหมือนเดิมไม่นานดวงตาของอนลก็ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆสายตายังพร่าเล็กน้อยจากยาแต่ทันทีที่เห็นเธอสีหน้าเขาก็คลายลงนิดห
รถสีดำแล่นออกจากพื้นที่ร้างด้วยความเร็วสูงท้องฟ้าด้านนอกเริ่มสว่างช้า ๆแสงแรกของเช้าวันใหม่ส่องผ่านกระจกรถเข้ามาแต่ภายในรถกลับเงียบผิดปกติจันทร์สิตานั่งอยู่ข้างอนลตลอดทางมือเธอกุมมือเขาไว้แน่นแม้เจ้าตัวจะเริ่มหมดสติเป็นพัก ๆ แล้วก็ตามเลือดยังค่อย ๆ ซึมผ่านผ้าพันแผลสีหน้าของเขาซีดลงเรื่อย ๆแต่ทุกครั้งที่เธอเผลอปล่อยมือเขากลับกำกลับมาเบา ๆ เหมือนรู้ตัว“เขาไข้ขึ้นแล้ว” ลินพูดเสียงเครียดจากเบาะหน้าอาเชอร์มองผ่านกระจกหลังแวบหนึ่งก่อนเหยียบคันเร่งแรงขึ้นอีก“ใกล้ถึงแล้ว”เร็นที่นั่งเงียบมาตลอดค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้อนลนิดหนึ่งดวงตาเด็กชายเต็มไปด้วยความกังวลชัดเจน“พี่เจ็ดจะไม่ตายใช่ไหม…”เสียงเขาเบามากจันทร์สิตาชะงักไปทันทีก่อนหันมายิ้มให้เด็กชายทั้งที่น้ำตาเกือบจะไหลอีกแล้ว“ไม่ตายหรอก”เธอบอกเหมือนกำลังย้ำกับตัวเองด้วย“เขาสัญญาไว้แล้ว”อนลที่หลับตาอยู่เหมือนได้ยินประโยคนั้นมุมปากขยับขึ้นนิดเดียวประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมารถทั้งขบวนก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนเล็กริมภูเขาก่อนหยุดลงหน้าบ้านไม้หลังใหญ่ริมทะเลสาบเงียบสงบหมอกบาง ๆ ลอยเหนือผิวน้ำบริเวณรอบบ้านไม่มีผู้คนเลยเหมือนถูกตัดขาดจา
ลมเย็นยามใกล้รุ่งพัดผ่านซากไฟไหม้ด้านหลัง กลิ่นควันยังคลุ้งเต็มอากาศ แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบลงทันทีที่ชายคนนั้นพูดจบ “หาตัวยากชะมัดเลยนะ…” “…หมายเลขเจ็ด” จันทร์สิตาขมวดคิ้วทันที ผู้ชายตรงหน้าดูอายุประมาณสามสิบปลาย ๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนลวก ๆ ท่าทางสบายเกินไปเมื่อเทียบกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับอันตรายมาก อนลยืนขึ้นช้า ๆ แม้ร่างกายจะใกล้หมดแรงเต็มทีแล้วก็ตาม แต่สายตาเขากลับเย็นลงทันที “ถอยไปข้างหลังผม” เขาพูดกับจันทร์สิตาโดยไม่ละสายตาจากชายตรงหน้า “เขาเป็นใคร” เธอถามเบา ๆ อนลเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ “…คนที่ผมนึกว่าตายไปแล้ว” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ ทันที “พูดเหมือนคิดถึงกันเลยนะ” เขาโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วเหยียบดับช้า ๆ ก่อนเดินเข้ามาทีละก้าว หน่วยติดอาวุธด้านหลังทั้งหมดลดปืนลงเล็กน้อย เหมือนรอคำสั่งจากเขาคนเดียว ลินสีหน้าตึงขึ้นทันที “เดี๋ยวนะ…” เธอเหมือนนึกอะไรออก ก่อนหน้าเริ่มซีด “…อาเชอร์?” ชายคนนั้นยิ้มมุมปากทันที “โอ้ ยังมีคนจำฉันได้ด้วย” เร็นขมวดคิ้วงง ๆ แต่หมายเลขสามกลับนิ่งไปทันที ร่างทั้งร่างตึงขึ้นเหมือนร่างกายตอบสนองอ
เสียงระเบิดยังดังต่อเนื่องจากด้านหลังพื้นใต้ดินสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆแต่ช่วงวินาทีนั้นอนลกลับนิ่งไปทั้งหมดริมฝีปากของจันทร์สิตายังแตะอยู่กับเขาเบา ๆสั่นเล็กน้อยจากความกลัวและแรงหอบเหนื่อยแต่กลับอบอุ่นจนหัวใจเขาแทบหยุดทำงานตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเคยถูกสอนให้ฆ่าให้เอาตัวรอดให้ไม่รู้สึกแต่ไม่เคยมีใครสอนเลยว่าเวลามีคนจูบด้วยความรักจริง ๆมันควรทำยังไงจันทร์สิตาค่อย ๆ ผละออกช้า ๆใบหน้าแดงจัดแม้ในสถานการณ์แบบนี้หัวใจเธอก็ยังเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่“ฉัน…”เธอเม้มปากทันทีเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป“เอ่อ…”อนลมองเธอนิ่งมากนิ่งจนเธอเริ่มลน“คือเมื่อกี้…”“จันทร์สิตา”เขาเรียกชื่อเธอแทรกขึ้นเบา ๆเสียงต่ำจนหัวใจเธอสั่นอีกครั้งก่อนที่เธอจะทันพูดอะไรต่อมือของอนลก็แตะแก้มเธอเบา ๆแล้วดึงเธอกลับเข้าไปจูบอีกครั้งคราวนี้ต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิงไม่ใช่จูบสั้น ๆ แบบเผลอทำแต่เป็นจูบที่ชัดเจนชัดเจนว่าเขาตอบรับความรู้สึกของเธอแล้วจริง ๆจันทร์สิตาหลับตาลงทันทีมือเผลอกำเสื้อเขาแน่นทั้งที่รอบตัวเต็มไปด้วยเสียงไซเรนและซากปรักหักพังแต่กลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด“เฮ้!”เสียงลินตะโ
TIME REMAINING: 00:45ตัวเลขสีแดงกระพริบบนจอหลักรัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆเสียงเตือนดังจนแทบเจาะทะลุประสาท“เธอบ้าไปแล้วเหรอ!” ลินตะโกนทันทีเซเรน่ายิ้มบาง ๆ“ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครทำลายของของตัวเอง”พื้นทั้งห้องสั่นอีกครั้งอย่างรุนแรงตูม!!!เสาเหล็กด้านซ้ายพังลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่นเศษคอนกรีตกระเด็นไปทั่วเร็นสะดุ้งเฮือกหมายเลขสามรีบดึงเด็กชายหลบแทบจะทันทีโดยไม่รู้ตัวก่อนเขาจะชะงักไปเองเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเอง “เลือกปกป้อง” ใครสักคนอีกครั้งแล้วอนลหันไปมองเสาหลักกลางห้องทันทีสีหน้าตึงเครียดกว่าเดิม“ถ้าปฏิกรณ์แตกตรงนี้…”เขากัดฟันแน่น“…ทุกชั้นใต้ดินจะถล่มหมด”“งั้นก็รีบไปสิ” เซเรน่าพูดเรียบ ๆ“ฉันไม่ห้าม“เธอเดินช้า ๆ เข้าไปใกล้อนลอีกครั้ง“แต่นายต้องอยู่”หน่วยติดอาวุธทั้งหมดเริ่มยกปืนพร้อมกันทันทีเล็งตรงมาที่อนลจันทร์สิตาขยับมายืนบังเขาอีกครั้งแทบอัตโนมัติ“ถอยไป” อนลพูดต่ำ ๆ“ไม่ถอย” เธอสวนทันทีเซเรน่ามองภาพนั้นเงียบ ๆก่อนถอนหายใจเบา ๆ ราวกับรำคาญ“ความรักนี่น่าหงุดหงิดจริง ๆ”ทันใดนั้นหมายเลขสามก็ลั่นไกก่อนใครปัง!กระสุนพุ่งใส่ไฟด้านบนห้องจนระเบิดแตกทันทีพรึ่บ!ห้องกลางมืด







