LOGINลี่หลินกำมือบนตัก “มีคืนหนึ่งหลังจากฝ่าบาททรงเห็นชอบเรื่องการพระราชทานอนุแล้ว ซินอี๋ให้ข้าไปพบ”“ตอนนั้นนางดูพอใจมาก”“นางบอกว่า ขอเพียงข้าเข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพได้ เรื่องที่เหลือไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”ซูมี่ถาม “เรื่องที่เหลือคืออะไร”ลี่หลินก้มหน้า “การมีบุตรเจ้าค่ะ”เหยียนเฟิงสีหน้าเย็นลงทันที ซูมี่เองก็ชะงัก แม้จะเคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อน แต่การได้ยินคำยืนยันตรง ๆ ทำให้ความหมายของแผนทั้งหมดหนักขึ้นอีกระดับ ฮองเฮาตรัสช้า ๆ“นางพูดถึงบุตร?”“เพคะ”“พูดอย่างไร”ลี่หลินลังเล แต่สุดท้ายก็ตอบ “นางบอกว่า ต่อให้ท่านแม่ทัพไม่รักข้า ก็ไม่สำคัญ ขอเพียงมีชื่ออยู่ในจวน แล้วหากวันหนึ่งมีบุตร…”เสียงนางเบาลง “ทุกอย่างจะเปลี่ยน”เหยียนเฟิงถาม “เปลี่ยนอย่างไร”“ข้าถามเหมือนกันเจ้าค่ะ”“ซินอี๋บอกว่า เด็กคนหนึ่งมีสายเลือดสองสกุล”ห้องเงียบลงทันที ลี่หลินกล่าวต่อ “ถ้าบุตรของข้าเป็นลูกของท่านแม่ทัพ เขาจะมีสายเลือดของจวนแม่ทัพ และในขณะเดียวกันก็มีสายเลือดที่เชื่อมกับตระกูลซิน”ซูมี่ขมวดคิ้ว “เจ
“นี่คือสิ่งที่เจ้าถวายฝ่าบาท?”ลี่หลินชี้ใบแรก “เจ้าค่ะ”“อีกใบ?”“เป็นยาสำรองที่ซินอี๋ให้คนเตรียมไว้”ซูมี่มองขวดนั้น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมต้องมีสำรอง”“ไม่เจ้าค่ะ”ฮองเฮาตรัสเย็น “เพราะพวกมันกลัวครั้งแรกไม่ได้ผลกระมัง”ไม่มีใครตอบ แต่ความคิดนั้นทำให้บรรยากาศยิ่งหนัก หลังจากเทียบตราไม่นาน เฉินหยางก็กลับมาพร้อมกระดาษ เขาวางรายงานข้างกล่อง ตราร้านบนกระดาษกับรอยตราจางบนกล่องมีรูปแบบเดียวกัน เฉินหยางกล่าว“ร้านนี้เป็นร้านเดียวกับที่เงินของน้องชายเสวี่ยฉิงเคยไหลผ่านขอรับ”เหยียนเฟิงสีหน้าเย็นจัด ซูมี่พึมพำ “เส้นเดียวกัน”ฮองเฮาทอดพระเนตรกล่องยา “ดังนั้นคนที่ทำให้ข้าป่วย คนที่สร้างอาการให้ฝ่าบาท และคนที่ใช้ลี่หลิน…”พระองค์หยุด “อาจใช้เครือข่ายเดียวกันทั้งหมด”เหยียนเฟิงกล่าว “พ่ะย่ะค่ะ”ซูมี่มองลี่หลิน “เจ้าเห็นแล้วหรือยังว่าเหตุใดเราต้องไม่รีบเปิดไพ่”หญิงสาวพยักหน้า “เจ้าค่ะ”“เรายังต้องรู้ว่าใครเป็นคนใส่ยาลงในเครื่องดื่มฝ่าบาท”“ใครสั่ง”“ใครส่ง”“และใครรู้เร
ลี่หลินน้ำตาไหล “ตอนนั้นข้าก็กลัวเจ้าค่ะ”“หลังจากรู้ความจริง ข้าถามซินอี๋ว่า ถ้าฝ่าบาทไม่ฟื้นตามที่คาดจะทำอย่างไร”“นางตอบว่าอะไร”ลี่หลินหลับตา “นางบอกว่า พระองค์ก็ฟื้นแล้วไม่ใช่หรือ”ฮองเฮาพระพักตร์แข็งทันที เหยียนเฟิงหันหน้าเล็กน้อย เหมือนต้องควบคุมอารมณ์ ซูมี่เองรู้สึกเย็นไปทั้งตัว คำตอบนั้นชัดเจนว่าซินอี๋ไม่ได้สนใจความเสี่ยงหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว นางสนเพียงผลสำเร็จ ฮองเฮาตรัส“นางเอาพระวรกายของฝ่าบาทไปเสี่ยงเพื่อสร้างชื่อให้เจ้า”“เพคะ”“เพื่อให้ฝ่าบาทติดหนี้บุญคุณ”“เพคะ”“แล้วจึงใช้บุญคุณนั้นขอพระราชทานเจ้าให้แม่ทัพหลี่”ลี่หลินก้มหน้าติดพื้น “เพคะ”ฮองเฮานิ่งไปนาน ไม่มีใครกล้าพูดแทรก เมื่อพระองค์ตรัสอีกครั้ง น้ำเสียงกลับสงบอย่างน่ากลัว“ดังนั้นทุกอย่างเชื่อมกัน”ซูมี่พยักหน้า “เพคะ สร้างอาการให้ฝ่าบาท ให้ลี่หลินช่วย สร้างบุญคุณ ขอรางวัล แล้วใช้รางวัลเป็นทางเข้าไปในจวนแม่ทัพ”เหยียนเฟิงกล่าว “นี่เป็นแผนที่วางล่วงหน้า ไม่ใช่การฉวยโอกาสพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาทอดพระเนตรเขา “เจ้าค
ยาที่ฮ่องเต้ได้รับห้องรับรองด้านข้างตำหนักเฟิ่งอี๋เงียบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนลี่หลินยังคุกเข่าอยู่กลางห้อง ใบหน้าซีดขาว มือทั้งสองกำแน่นบนตักจนปลายนิ้วสั่น ขณะที่ฮองเฮาประทับอยู่เบื้องหน้า ซูมี่นั่งด้านข้าง ส่วนเหยียนเฟิงยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าเย็นจัดจนยากจะคาดเดาว่าในใจกำลังคิดอะไรประโยคเมื่อครู่ยังคงค้างอยู่ในอากาศ วันที่ฮ่องเต้ประชวร ลี่หลินรู้ก่อนแล้วว่าพระองค์จะมีพระอาการอย่างไร และคนที่บอกนางก็คือซินอี๋ ฮองเฮาทอดพระเนตรหญิงสาวตรงหน้าเนิ่นนาน ก่อนตรัสช้า ๆ“ลี่หลิน”“เพคะ”“สิ่งที่เจ้ากำลังจะพูดต่อจากนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าหนักเพียงใด”ลี่หลินกลืนน้ำลาย “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ”“ถ้าเป็นความจริง นี่ไม่ใช่เรื่องแย่งชิงความโปรดปราน”พระสุรเสียงเย็นลง “และไม่ใช่เรื่องการจัดฉากเพื่อสร้างชื่อเสียงให้เจ้าเพียงอย่างเดียว”ลี่หลินก้มหน้าต่ำ “เพคะ”“มันคือการทำให้ฝ่าบาทประชวรโดยเจตนา”ไหล่หญิงสาวสั่น ซูมี่มองนางนิ่ง “ถ้าเจ้าจะพูด พูดให้ครบ”ลี่หลินเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ “เจ้
คำพูดนั้นทำให้ซูมี่นึกถึงซินอี๋ทันที สอดคล้องกับวิธีคิดของนางอย่างน่ากลัว ลี่หลินกล่าวต่อ“ข้าถามว่าแล้วอะไรสำคัญ”“ซินอี๋ตอบว่า สถานะ”เหยียนเฟิงแววตาเข้มขึ้น “สถานะของอนุ?”“เพคะ”“นางบอกว่า ถ้าข้ามีชื่ออยู่ในจวนท่าน ข้าก็คือคนของจวนแม่ทัพ และถ้าข้าเป็นญาติของซินอี๋ด้วย…”ซูมี่รับต่อ “คนภายนอกก็จะมองว่าจวนแม่ทัพมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลซิน”ลี่หลินพยักหน้า “ข้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”เหยียนเฟิงถาม “นางเคยพูดถึงคนของจวนข้าหรือไม่”หญิงสาวนึก “เคยถามว่าท่านมีคนสนิทกี่คน”“ใครบ้าง”“ใครดูแลเอกสาร”“ใครเข้าออกห้องทำงานได้”สีหน้าเหยียนเฟิงเปลี่ยนอย่างชัดเจน ซูมี่เองก็เงียบลง นี่สำคัญ ถ้าซินอี๋สนใจเพียงเรื่องแต่งงาน นางไม่มีเหตุผลต้องถามถึงคนสนิท เอกสาร และการเข้าออกห้องทำงานของแม่ทัพ เหยียนเฟิงถาม“เจ้าได้ตอบหรือไม่”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“เพราะเจ้าไม่รู้?”“ส่วนหนึ่ง” ลี่หลินตอบ “และอีกส่วนเพราะข้าเริ่มกลัวว่าสิ่งที่นางต้องการไม่ใช่แค่ให้ข้าเป็นอนุ”ซูมี่ถาม “แล้ว
ความจริงหลังราชโองการเช้าวันถัดมา ลี่หลินมาถึงห้องรับรองเล็กด้านข้างตำหนักเฟิ่งอี๋ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี นางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเมื่อรู้ว่าจางหยวนยังมีชีวิต และอยู่ภายใต้การคุ้มกันของคนเหยียนเฟิง ความกลัวที่เคยปิดปากนางมานานก็เริ่มคลายลง แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความหนักอึ้งอีกแบบเพราะเมื่อไม่มีข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยของจางหยวนให้หลบอีกต่อไป นางก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ตนเองปิดบัง ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา นางไม่ได้เป็นเพียงหญิงสาวซึ่งถูกบังคับให้เข้าวัง นางยังเคยยอมเดินตามแผนของซินอี๋ แม้จะไม่เต็มใจ แม้จะหวาดกลัว แต่บางสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะนางก็ไม่อาจลบได้ประตูเปิดออก ฮองเฮาเสด็จเข้ามาพร้อมซูมี่ เหยียนเฟิงเดินตามเข้ามาอีกด้าน ส่วนเฉินหยางยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกเพื่อกันคนไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ฮองเฮาประทับลง“นั่งเถอะ”ลี่หลินกลับคุกเข่า “หม่อมฉันขอคุกเข่าเพคะ”พระองค์ทอดพระเนตรนาง “เพราะรู้สึกผิด?”หญิงสาวก้มหน้า “เพคะ”ซูมี่เดินเข้าไปใกล้ “ถ้าอยากพูดก็พูดให้ครบ”ลี่หลินพยักหน้า มือที่วางบนตักก







