Se connecterอันฉี เภสัชกรสาวผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับชายที่รัก กลับต้องจบชีวิตลงกลางสายฝนจากอุบัติเหตุไม่คาดฝัน แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเธอกลับมาอยู่ในร่างของ “ซูมี่” ฮูหยินผู้ไร้ค่าแห่งจวนแม่ทัพ สามีของนางคือ “หลี่เหยียนเฟิง” แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาและมีใบหน้าเหมือนคู่หมั้นของเธอราวกับคนคนเดียวกัน ทว่าเขากลับรังเกียจนาง แม่สามีคิดเขี่ยนางพ้นตำแหน่ง คนทั้งจวนเหยียบย่ำดูแคลน และในวังหลวง ยังเต็มไปด้วยเล่ห์กลและคมมีดที่มองไม่เห็น
Voir plusข้าหรือคือฮูหยินที่ท่านแสนชัง
อันฉี เภสัชกรสาวผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับชายที่รัก กลับต้องจบชีวิตลงกลางสายฝนจากอุบัติเหตุไม่คาดฝัน แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเธอกลับมาอยู่ในร่างของ “ซูมี่” ฮูหยินผู้ไร้ค่าแห่งจวนแม่ทัพ
สามีของนางคือ “หลี่เหยียนเฟิง” แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาและมีใบหน้าเหมือนคู่หมั้นของเธอราวกับคนคนเดียวกัน
ทว่าเขากลับรังเกียจนางแม่สามีคิดเขี่ยนางพ้นตำแหน่งคนทั้งจวนเหยียบย่ำดูแคลนและในวังหลวง ยังเต็มไปด้วยเล่ห์กลและคมมีดที่มองไม่เห็น
เมื่อสตรีอ่อนแอคนเดิมตายไปแล้ว…อันฉีจึงเลือกจะลุกขึ้นสู้
จากฮูหยินที่ไม่มีใครเห็นค่าสู่หมอหญิงผู้สะเทือนทั้งเมืองหลวง
และจากความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยความเย็นชา…ค่อย ๆ กลายเป็นความรักที่แม้แต่แม่ทัพผู้ไร้หัวใจยังยอมสยบ
“ต่อให้ทั้งโลกคิดแย่งเจ้าไป… ข้าก็จะไม่ปล่อยมือเจ้าเด็ดขาด”
ตอนที่ 1
เจ้าสาวที่ไม่มีวันได้แต่ง
เช้าวันแต่งงานของอันฉีเริ่มต้นด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกลิลลี่สีขาวที่ประดับอยู่ทั่วห้องแต่งตัว แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านบางเข้ามากระทบชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งแขวนอยู่ตรงหน้า ราวกับความฝันที่เธอเฝ้ารอมาตลอดหลายปี
อันฉียืนมองเงาตัวเองในกระจก หญิงสาวในนั้นสวมชุดเจ้าสาวปักลูกไม้ละเอียด ผมดำยาวถูกรวบขึ้นอย่างประณีต ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างอ่อนหวาน ทว่าในดวงตากลับมีความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
“วันนี้แล้วสินะ” เธอกระซิบกับตัวเองเบา ๆ “วันที่ฉันจะได้แต่งงานกับพี่เลสลี่จริง ๆ”
เสียงประตูเปิดเข้ามาพร้อมกับหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง นางคือมารดาของอันฉี นางเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่ขอบตากลับแดงเล็กน้อย
“ลูกแม่สวยเหลือเกิน” มารดาเอ่ยเสียงสั่น
อันฉีหันไปยิ้ม “แม่ร้องไห้ทำไมคะ วันนี้เป็นวันดีนะ”
“แม่รู้ แต่เห็นลูกโตมาจนถึงวันนี้ แม่ก็อดใจหายไม่ได้” มารดาเดินเข้ามาจับมือเธอไว้แน่น “หลังจากนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะลูก แต่งงานแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าต้องอดทนทุกอย่าง ถ้าเหนื่อย ถ้าเสียใจ กลับบ้านเราได้เสมอ”
อันฉีหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาคลอ “แม่พูดเหมือนหนูจะไปรบเลย”
“การแต่งงานก็เหมือนไปรบนั่นแหละ” มารดากล่าวพลางเช็ดน้ำตา “แต่แม่เชื่อว่าเลสลี่รักลูกจริง”
เพียงได้ยินชื่อของชายคนนั้น หัวใจของอันฉีก็อ่อนยวบลงอย่างอบอุ่น เลสลี่ เฉิง ชายหนุ่มผู้เข้ามาในชีวิตเธอในวันที่เธอยุ่งเหยิงที่สุด เขาเป็นคนสุขุม อ่อนโยน และมั่นคงราวกับภูเขา แม้ชื่อของเขาจะดูแปลกหูสำหรับหลายคน แต่สำหรับอันฉี ชื่อนั้นคือความปลอดภัย คือบ้าน คืออนาคตที่เธออยากเดินไปด้วย
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะเครื่องแป้ง อันฉีรีบหยิบขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า รอยยิ้มก็ผุดขึ้นทันที
“พี่เลสลี่”
ปลายสายมีเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น “เจ้าสาวของพี่พร้อมหรือยัง”
“ยังไม่พร้อมค่ะ” อันฉีแกล้งตอบ
“ทำไมล่ะ”
“เพราะตื่นเต้นจนมือเย็นไปหมดแล้ว” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากปลายสาย “ไม่ต้องกลัว พี่รออยู่ที่โบสถ์แล้ว อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกัน”
อันฉีเม้มปากเล็กน้อย “พี่เลสลี่”
“หืม?”
“พี่จะไม่เปลี่ยนใจใช่ไหม”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงของเขาจะนุ่มลึกกว่าเดิม “อันฉี ฟังพี่นะ ต่อให้โลกทั้งใบเปลี่ยนไป พี่ก็จะไม่เปลี่ยนใจจากเธอ วันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหน ๆ พี่ก็ยังเลือกเธอ”
หัวใจของอันฉีเต้นแรงจนแทบเจ็บ เธอก้มหน้าซ่อนน้ำตาแห่งความสุข “หนูก็จะเลือกพี่ค่ะ”
“รีบมานะ เจ้าสาวของพี่”
“ค่ะ รอหนูนะ”
“พี่จะรอ”
เมื่อวางสาย อันฉียังคงยิ้มอยู่ เธอไม่รู้เลยว่าคำว่า “รอ” ในครั้งนั้น จะกลายเป็นคำสุดท้ายที่เขาได้พูดกับเธอในชีวิตนี้
ไม่นานนัก รถเจ้าสาวสีขาวก็เคลื่อนออกจากหน้าบ้าน ฝนเริ่มตกปรอย ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นท้องฟ้ายังสดใส อันฉีนั่งอยู่เบาะหลัง กอดช่อดอกไม้ไว้แนบอก เพื่อนเจ้าสาวของเธอชื่อหลินหลินนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยจัดชายกระโปรงให้ไม่ยับ
“ฝนตกวันแต่งงาน เขาว่าเป็นลางดีนะ” หลินหลินพูดขึ้น “ชีวิตคู่จะร่มเย็น”
อันฉีมองหยดฝนที่เกาะบนกระจก “ขอให้เป็นอย่างนั้น”
คนขับรถหันมายิ้มผ่านกระจกมองหลัง “ไม่ต้องห่วงครับคุณอันฉี ผมจะพาไปถึงโบสถ์ทันเวลาแน่นอน”
“ขอบคุณค่ะ” โทรศัพท์ของเธอสั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากเลสลี่
‘พี่เห็นฝนตกแล้ว ระวังตัวนะ ไม่ต้องรีบ พี่รอได้เสมอ’
อันฉีอ่านข้อความนั้นซ้ำสองครั้ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับ
‘อีกไม่นานเจอกันค่ะ เจ้าบ่าวของหนู’ เธอกดส่งพร้อมรอยยิ้ม แต่ทันใดนั้น เสียงแตรรถก็ดังลั่นถนน
“เขามีหญิงที่รักอยู่แล้ว แต่เพื่ออำนาจของตระกูล จึงถูกบังคับแต่งกับหลี่ฮูหยินใหญ่”เหยียนเฟิงหลุบตาลงเล็กน้อย เฉินหยางจึงพูดต่อ“หลังแต่งงาน อดีตแม่ทัพยังคงให้เกียรตินาง แต่ไม่เคยมอบหัวใจให้ หลี่ฮูหยินใหญ่จึงเก็บความแค้นไว้เรื่อยมา”อันฉีรู้สึกเย็นไปทั้งอก ความริษยา ความเจ็บปวด และความแค้นที่สะสมมานานหลายปี อาจเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้ทำเรื่องน่ากลัวได้จริง แต่ถึงอย่างนั้นการทำให้สามีตายและทำให้บุตรชายต้องแบกรับแผลในใจตลอดชีวิต ก็ยังโหดร้ายเกินไป ขณะนั้นเอง ทหารยามด้านนอกรีบเข้ามา“แม่ทัพ! จับคนส่งสารต้องสงสัยได้ขอรับ เขาพยายามหนีออกจากค่ายพร้อมจดหมายลับ”เหยียนเฟิงลุกขึ้นทันที “พาเข้ามา”ไม่นาน ชายสวมชุดคนงานเสบียงก็ถูกลากเข้ามา เขาถูกมัดมือ ใบหน้าซีดเผือด เฉินหยางค้นตัวเขาแล้วส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้เหยียนเฟิง“นายท่าน”เหยียนเฟิงเปิดอ่าน สีหน้าของเขาค่อย ๆ เย็นลงจนแทบไร้ความรู้สึก อันฉีรู้สึกใจไม่ดี“จดหมายเขียนว่าอะไร”เหยียนเฟิงยื่นจดหมายให้
ในกระโจมเงียบลง แม้แต่เปลวตะเกียงยังไหววูบคล้ายถูกลมเย็นพัดผ่าน เฉินหยางเบิกตา“ฮูหยินใหญ่หรือขอรับ? เป็นไปไม่ได้…เมื่อสิบปีก่อนเป็นช่วงที่อดีตแม่ทัพหลี่เสียชีวิตพอดี”คำพูดนั้นทำให้อันฉีหัวใจกระตุกเบา ๆ บิดาของเหยียนเฟิง ชายผู้เป็นตำนานของกองทัพเหนือ และตายอย่างกะทันหันในศึกชายแดนเมื่อสิบปีก่อน เหยียนเฟิงค่อย ๆ วางเอกสารลง ดวงตาของเขาลึกจนอ่านไม่ออก“เฉินหยาง ไปนำหีบเอกสารเก่าที่ข้าให้เก็บไว้มา”เฉินหยางชะงัก “หีบของอดีตแม่ทัพหรือขอรับ”“อืม”“ขอรับ”เฉินหยางรีบออกไป เหลือเพียงอันฉีกับเหยียนเฟิงในกระโจม นางลุกขึ้นเดินไปหาเขาช้า ๆ“ท่านเคยสงสัยเรื่องการตายของบิดาหรือ”เหยียนเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ “สงสัยมาตลอด”อันฉีนั่งลงข้างเขา เขามองตะเกียงตรงหน้า ราวกับกำลังมองย้อนกลับไปในอดีตอันไกลโพ้น“ตอนบิดาข้าตาย ข้าอายุเพียงสิบหกปี ข่าวที่ส่งกลับมาบอกว่าเขาถูกเป่ยชางลอบโจมตีระหว่างย้ายเสบียง”
รอยยิ้มของใต้เท้าโจวแข็งไปเล็กน้อย “ระ…ระหว่างทางฝนตกหนักขอรับ”อันฉียืนเงียบอยู่ด้านหลัง แต่สายตากลับหยุดที่เกวียนด้านหนึ่ง นางขมวดคิ้วเล็กน้อย“เปิดเกวียนนั้น”ทุกคนหันมามองนาง ใต้เท้าโจวรีบพูด“ฮูหยิน นั่นเป็นเพียงข้าวสารเท่านั้น”“เปิด”น้ำเสียงของอันฉีเย็นลงอย่างไม่ค่อยได้ยิน เหยียนเฟิงมองนาง ก่อนพยักหน้าให้ทหาร“เปิด”ทหารรีบเข้าไปงัดฝาเกวียน ข้าวสารถุงใหญ่ถูกยกออกทีละถุง ตอนแรกทุกอย่างดูปกติ จนกระทั่งเคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น ทหารคนหนึ่งชะงัก ก่อนรีบฉีกถุงข้าวออก เมล็ดข้าวไหลทะลักลงพื้น พร้อมสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านใน หัวลูกธนูเหล็กจำนวนมาก ทั่วค่ายเงียบกริบในพริบตา เฉินหยางชักดาบทันที“นี่มันอาวุธของเป่ยชาง!”ใต้เท้าโจวหน้าซีดเผือดทันที “มะ…ไม่ใช่! ข้าไม่รู้เรื่อง!”อันฉีก้าวเข้าไปใกล้เกวียน ก่อนหยิบลูกธนูขึ้นมาดู แล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนทันที“เหยียนเฟิง”
“ซูมี่” เขาเรียกชื่อนางช้า ๆ “ข้าใช้ชีวิตอยู่กับสนามรบมาหลายปี ที่ผ่านมา ข้าไม่เคยกลัวตาย” ดวงตาคมเข้มสบกับนางตรง ๆ “แต่ตอนนี้ข้ากลัวแล้ว”อันฉีชะงัก เหยียนเฟิงยิ้มบาง “เพราะข้าอยากมีอนาคตกับเจ้า”คำพูดนั้นทำให้น้ำตาของนางเอ่อขึ้นอีกครั้งเขาจึงใช้นิ้วโป้งเช็ดให้อย่างอ่อนโยน“เราจะกลับเมืองหลวงด้วยกัน”“ข้าสัญญา” อันฉีมองเขานิ่ง ๆ ก่อนยื่นมือออกไป “เช่นนั้นสัญญากัน”เหยียนเฟิงเลิกคิ้ว “สัญญาอย่างไร”“ห้ามใครตายก่อน”เขาหลุดหัวเราะทันที “เจ้าแม้แต่เรื่องสัญญายังดื้อ”“ท่านจะรับหรือไม่”เหยียนเฟิงมองมือเล็ก ๆ ตรงหน้า ก่อนจะยื่นมือไปกุมไว้แน่น “ตกลง” เขากระชับมือของนางเบา ๆ “ข้าสัญญา”อันฉียิ้มทั้งน้ำตา “ข้าก็สัญญา”เปลวไฟตรงหน้าสะท้อนดวงตาของทั้งสองให้สว่างไหวท่ามกลางสงคราม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต สองหัวใจที่เคยโดดเดี่ยวต่างกำลังยึดเหนี่ยว
commentaires