เหล่าแขกที่มาร่วมงานวันเกิดต่างก็เอาเรื่องคาว ๆ ของตระกูลกงไปพูดกันสนุกปาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่ก็ได้รู้แล้วว่า กงเหม่ยหนิงแย่งคู่หมั้นของพี่สาว
เดิมที่กงเหม่ยหนิงสนิทสนมกับคู่หมั้นของพี่สาวก็พอจะมีคนพูดถึงอยู่บ้าง แต่ใครจะกล้าคิดเรื่องอกุศลเช่นนั้นกันเล่า หรือแม้ว่าจะมีบางคนที่คิด ๆ เอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้ มาตอนนี้เป็นอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้หรือไม่เล่า
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูรองมาขอพบเจ้าค่ะ” กงเหม่ยหนานนั่งเขียนหนังสือตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง แม้แต่สาวใช้คนสนิทก็ยังไม่รู้ว่านางกำลังเขียนอะไรอยู่ รู้เพียงว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง คุณหนูใหญ่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากเขียนบางอย่างลงในหนังสือตั้งแต่เช้าจนค่ำ
“บอกนางไปว่าข้าไม่สะดวกให้เข้าพบ” กงเหม่ยหนานปฏิเสธการขอเข้าพบของน้องสาวไปไม่รู้กี่ครั้งแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง ทั้งน้องสาวทั้งบิดามารดาต่างก็ถูกนางปฏิเสธจนต้องกลับไปมือเปล่าด้วยกันทั้งนั้น
สาวใช้ได้แต่รับคำสั่งของเจ้านาย หากเป็นนาง นางก็คงจะไม่อยากเห็นหน้าคุณหนูรองเช่นเดียวกันนั่นแหละ เรื่องที่คุณหนูรองสนิทสนมกับคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่ ใครในเรือนบ้างที่ไม่รู้ แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหนูรองไม่ได้มีใครคิดอกุศลเช่นนั้นอย่างแน่นอน นางที่เป็นสาวใช้ของคุณหนูใหญ่ได้แต่อดกลั้นทุกครั้งที่เห็นท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมของคุณหนูรองและคู่หมั้นของคุณหนูของนาง
เหม่ยหนานมองไปยังประตูที่ปิดสนิท จะว่านางไม่เสียใจก็คงจะไม่ได้ บิดามารดาแม้จะไม่รักนางเท่าน้องสาว แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าทั้งสองจะลำเอียงถึงเพียงนี้ เหตุการณ์นั้นถูกสลักลงในความทรงจำของนางจะนางจำได้แม้กระทั่งว่าวันนั้นเป็นวันที่อากาศอุ่นกำลังดี หรือในยามเช้ามีกระรอกน้อยบุกเข้ามาในห้องนอนของนางด้วยซ้ำ
ในอดีต...หลังจากที่จางจงจื้อมาสู่ขอกงเหม่ยหนิงไปเป็นฮูหยิน นางก็ปิดประตูเรือนเงียบเชียบ ไม่พูดไม่จากับใครทั้งสิ้น แม้ว่าจะมีหลายตระกูลที่อยากจะมาขอหมั้นหมายกับนาง นางก็ไม่คิดจะตอบรับใครทั้งสิ้น
นางถึงกับปฏิเสธการทาบทามให้ไปแต่งงานให้กับราชวงศ์ต่างแคว้นเพราะความเศร้าโศก จนเมื่อเริ่มทำใจได้ คิดได้ว่าน้องสาวได้อยู่กับคนอย่างจางจงจื้อก็คงจะสุขสบายไม่น้อย นางจึงยอมรับการหมั้นหมายจากองค์ชายเจ็ด
แต่ไม่ทันได้แต่งงานออกไปจากจวนเลยด้วยซ้ำ กงเหม่ยหนิงที่แต่งงานออกไปก็สร้างเรื่องอีกครั้ง นางเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องวุ่นวายในพระราชวังเข้า เรื่องครั้งนั้นถึงกับมีคนตาย มีหรือที่จะปล่อยให้คนที่เกี่ยวข้องรอดไปได้
กงเหม่ยหนิงกลัวความผิดจึงรีบกลับมาร้องห่มร้องไห้ขอร้องให้บิดาช่วยเหลือตนอย่างทุกที นางยืนยันว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด บังเอิญว่าหยกประจำตัวของนางไปหล่นในที่เกิดเหตุ ทางวังหลวงจึงตามตัวมาเอาเรื่องกับนาง
“ท่านพ่อเจ้าค่ะ ฮึก ลูกไม่ได้ทำจริง ๆ นะเจ้าคะ หากว่าลูกต้องตาย ฮืออ ลูกในท้องของข้าคงไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก ฮือออ”
“หนิงเออร์ของแม่ ฮืก ท่านพี่ ช่วยหนิงเออร์ด้วยนะเจ้าคะ ลูกของเราไม่มีทางทำอย่างที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สองแม่ลูกกอดกันกลม เสียงร้องไห้ของทั้งสองคนดังระงมไปทั่วทั้งห้องรับรองปานจะขาดใจ
“...” นายท่านกงเงียบไปไม่พูดไม่จา ใบหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเครียดจับใจ เหม่ยหนิงคือลูกสาวที่เขารักและเอ็นดูมากกว่าลูกคนไหน ๆ หากนางต้องรับโทษ เขาคงจะทำใจไม่ได้ แต่หากว่า...
กงเหม่ยหนานถูกเรียกตัวจากเรือนนอนให้เข้าไปที่เรือนรับรอง แน่นอนว่าในตอนนี้สภาพจิตใจของนางเริ่มดีขึ้นมาก หากเป็นก่อนหน้านี้สักเดือนนางคงจะเมินเฉยต่อคำสั่งของบิดาที่เรียกไปพบ
เพราะอย่างนั้นในตอนที่เหม่ยหนานเข้ามาในห้อง นางก็ได้เห็นภาพของน้องสาวที่ท้องเริ่มนูนออกมากำลังกอดมารดาร้องไห้อย่างน่าสงสาร ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบหน้าน้องสาวจัง ๆ เป็นครั้งแรก
เมื่อก่อนนางมักจะรู้สึกร้อนรนและอิจฉาอยู่ในใจทุกครั้งที่น้องสาวมีอาการเช่นนี้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอันใด น้ำตาของกงเหม่ยหนิงก็สามารถดลบันดาลทุกอย่างให้เป็นไปตามใจของนางได้อยู่เสมอ
แต่พอเกิดเรื่องขึ้น ความรู้สึกที่ได้เห็นกงเหม่ยหนิงร้องไห้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป นางทั้งหงุดหงิดทั้งรำคาญเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของน้องสาวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งยังหัวเสียที่ถูกเรียกมาให้เจอกับคนที่ทำร้ายตนเองแบบนี้
“ท่านพ่อเรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงเรียบนิ่งของเหม่ยหนิงเอ่ยออกมาขัดกับเสียงร้องห่มร้องไห้ของสองแม่ลูก จนคนที่กำลังร้องไห้เพื่อร้องขอความสงสารอยู่ต้องหยุดร้องแล้วหันมาสนใจนางแทน
“พี่หญิง...” กงเหม่ยหนิงมองพี่สาวด้วยความละอาย นางก้มมองดูท้องของตนเองที่นูนออกมาก่อนจะยกมือขึ้นปิดท้องนูน ๆ ของตนเองเอาไว้ ท่าทางของเหม่ยหนิงทำให้คนเป็นมารดาสงสารจับใจ หนิงเออร์คงจะรู้สึกผิดจนไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าของเหม่ยหนานตรง ๆ เป็นแน่ แต่นางก็ไม่อาจพูดสิ่งใดได้มาก
“มาแล้วหรือ นั่งลงก่อนสิ พ่อมีเรื่องจะขอร้องเจ้าสักหน่อย” คนเป็นบิดาเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าละอาย เขากำลังจะทำสิ่งที่คนเป็นพ่อไม่ควรทำที่สุด แม้จะรู้ตัวว่าตนเองลำเอียงรักลูกสาวคนรองมากกว่า แต่ก็ไม่คิดว่าจิตใจของตนจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้
“...ท่านพ่อเอ่ยมาเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่นานเท่าใดนัก” ไม่ว่าเปล่า เหม่ยหนานปรายตามองน้องสาวที่นั่งกุมท้องก้มหน้าด้วยสายตาเย็นชา นางไม่ได้หึงหวงจางจงจื้อแต่อย่างใด เพียงแต่นางเกลียดคนที่หักหลังนางเป็นที่สุด
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ก่อนที่นายท่านกงจะเอ่ยปากขอร้องให้บุตรสาวคนโตยกหยกประจำตัวให้กับน้องสาว โดยไม่อธิบายสิ่งใด เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้...หนึ่งชีวิตและกับสองชีวิต
“ข้าขอถามว่าเพราะเหตุใดจึงต้องยกหยกประจำตัวออกมาเจ้าคะ” เหม่ยหนานอดที่จะถามออกไปไม่ได้ หยกประจำตัวก็ตามชื่อมันนั่นแหละ คือหยกที่เป็นของคนคนนั้น เป็นสิ่งที่แสดงตำแหน่งและตัวตนของคนเป็นเจ้าของ
“ข้าบอกให้เอามาเจ้าก็เพียงแค่ยื่นมันมาเท่านั้น! แล้วข้าจะเอาอันใหม่ไปให้เจ้าภายหลัง”
ด้วยความที่ไม่มีคำตอบดี ๆ ให้บุตรสาว ทั้งยังไม่กล้าพูดความจริง ชายวัยกลางคนจึงได้แต่ใช้อารมณ์กลบเกลื่อนความละอายภายในใจของตน
เหม่ยหนานไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น นางถูกบิดาตวาดก็หวาดกลัวโทสะ สุดท้ายจึงได้ยอมปลดหยกข้างเอววางลงตรงหน้าของบิดาแต่โดยดี นางจ้องมองบิดาด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งนัยน์ตายังแดงก่ำราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“หนิงเออร์ เข้ามานี่สิลูก” ชายวัยกลางคนหยิบหยกของบุตรสาวคนโตขึ้นมา ก่อนจะหันไปเรียกบุตรสาวคนเล็กที่นั่งก้มหน้ากุมท้องด้วยความปวดหนึบในใจ เขารู้ว่าที่ทำอยู่มันผิดมากเพียงใด แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ หากหนึ่งชีวิตสามารถช่วยอีกสองชีวิตให้รอดได้ เขาก็ย่อมต้องเลือกที่จะช่วยสองชีวิตก่อน
“ท่านพ่อ! นั่นมันหยกประจำตัวของข้า...”
เหม่ยหนานมองภาพบิดายื่นหยกประจำตัวของตนเองให้น้องสาวด้วยความร้อนรน หยกนี้เป็นตัวแทนของนาง นางได้รับมันเป็นของขวัญจากท่านย่าที่เสียไปเมื่อหลายปีก่อนเป็นของขวัญ มันเป็นของของนาง
สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ คนพี่มองน้องสาวด้วยความชิงชังและความเกลียด ส่วนคนเป็นน้องก็มองพี่สาวด้วยน้ำตาที่หลั่งริน นางพอจะเดาออกว่าบิดาจะช่วยตนเองอย่างไร
“ในกายเจ้ากำลังจะมีอีกชีวิตกำเนิดขึ้นมา รับหยกนี้แล้วกลับจวนของเจ้าไปเสีย เรื่องที่เหลือต่อจากนี้พ่อจะเป็นคนจัดการให้เอง เจ้าจงดูแลรักษาตัวให้ดีเถิด”กงม่านอู๋เอ่ยปากบอกบุตรสาวคนเล็กด้วยความหนักแน่น
กงฮูหยินเห็นว่าสามีเอ่ยเช่นนั้นก็รีบเข้ามาประคองลูกสาวคนเล็กไปส่งขึ้นรถม้าหน้าจวน อย่าหาว่านางใจดำเลย ในเมื่อสามีตัดสินใจแล้ว นางก็ทำได้เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับเท่านั้น
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีเพียงเหม่ยหนานเท่านั้นที่ไม่เข้าใจ เพราะแม้ว่าจะเลิกเก็บตัวแล้ว แต่นางก็ไม่ได้รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่อยากฟังข่าวลือของตนเองที่คนข้างนอกพูดกัน เลยทำให้นางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ตระกูลจางเป็นตระกูลบัณฑิต แม้ว่าจางจงจื้อจะเป็นขุนนาง แต่ก็ยังเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยเท่านั้น เรียกว่าเขาแทบจะไม่มีอำนาจในราชสำนักเลยจะดีกว่า ที่ได้มารักกับบุตรสาวขุนนางใหญ่ก็เพราะเคยมีบุญคุณต่อกันเมื่อครั้งยังเด็ก พอเติบใหญ่จึงได้ตกหลุมรักและตัดสินใจหมั้นหมายกัน
ใครจะคิดว่าในตอนที่จะได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน จางจงจื้อจะเปลี่ยนใจไปรักน้องสาวของคู่หมั้นอย่างกงเหม่ยหนิง แถมนางเองก็ยังแอบรักเขามาเนิ่นนาน ทั้งสองได้รู้ใจของกันและกันก็วันที่ออกเดินทางไปซื้อของที่เมืองข้าง ๆ ด้วยกัน แน่นอนว่านั่นคือข้ออ้างของพวกเขา ของขวัญวันเกิดที่ว่านั่นไม่มีอยู่จริง
สุดท้ายทั้งสองก็ได้รักและแต่งงานกัน แต่ด้วยความที่กงเหม่ยหนิงเป็นบุตรสาวขุนนางใหญ่ นางจึงมีนิสัยที่ดื้อรั้นไม่เป็นกุลสตรีอย่างที่ฮูหยินควรจะมี ใครจะคิดว่านางยังถึงขั้นก่อเรื่องนำพาความหายนะมาที่ตระกูลจาง
โชคยังดีที่เสนาบดีกงรักบุตรสาวคนเล็กมาก ตระกูลจางรอดจากหายนะ ความผิดทั้งหมดตกไปอยู่ที่กงเหม่ยหนานผู้เป็นพี่สาว...