หลังจากวันที่ถูกช่วงชิงหยกประจำตัวไป เหม่ยหนานก็ถูกสั่งให้กักตัวอยู่แต่ในเรือน ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ทั้งยังมีคนเฝ้ายามเพิ่มขึ้น จนแม้แต่บ่าวไพร่จะออกไปจับจ่ายก็ไม่อาจออกไปได้เพราะถูกสั่งห้ามเอาไว้
นางเหมือนคนหูหนวกตาบอดที่ไม่รับรู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น รู้ตัวอีกทีก็ถึงวันที่มีทหารบุกเข้ามาถึงในห้องนอนและจับตัวนางไปยังลานประหารเสียแล้ว ไม่มีโอกาสให้นางขัดขืนหรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่มันเรื่องอันใดกันเจ้าคะ ข้า...เหตุใดพวกเขาถึงได้จับข้า ท่านพ่อ! ท่านแม่!” ตอนที่ถูกจับกุมตัวออกมาใส่กรงขังหน้าจวน นางได้แต่ร้องตะโกนหาบิดามารดาจวนเจียนจะขาดใจ แต่ก็ไร้การตอบรับ ทั้งสองยืนกอดกันร้องไห้เหมือนกับคนที่ใจสลายที่เห็นลูกของตนเองทำเรื่องเลวทราม
“...” สองสามีภรรยากอดกันกลมไม่กล้ามองหน้าบุตรสาว เป็นพวกเขาที่ผิด เป็นพวกเขาที่ผิดต่อเหม่ยหนาน แต่หากไม่เลือก พวกเขาก็จะเสียไปถึงสองชีวิต
กงเหม่ยหนานถูกจับยัดใส่กรงขังราวกับนักโทษประหาร และก็เป็นนักโทษประหารจริง ๆ เพราะระหว่างทางนางถูกคนในเมืองด่าทอราวกับไปทำสิ่งใดผิดมานักหนา ทั้งผักเน่าทั้งถ่มน้ำลายใส่ ราวกับว่านางหาใช่คุณหนูตระกูลขุนนางใหญ่ไม่
รู้ตัวอีกทีนางก็ถูกประกาศความผิดต่อหน้าประชาชนคนทั้งเมืองแล้ว เพชฌฆาตเองก็มายืนรอเตรียมบั่นคอนางด้วยอาวุธครบมือแล้ว ด้วยความกลัวทำให้นางมองซ้ายมองขวาร้องหาบิดามารดาอย่างไม่เข้าใจ
“ฮือ ท่านพ่อท่านแม่ ข ข้าไม่ได้ทำ ฮึก ข้าไม่ได้ทำ! หยกประจำตัวนั้นไม่ใช่ของข้า ข้าไม่-”
“หากมิใช่ของเจ้า แล้วหยกประจำตัวของเจ้าอยู่ที่ใดกัน! คำตัดสินถูกประกาศออกมาแล้ว กงเหม่ยหนานมีความผิดในข้อหาคิดร้ายต่อราชวงศ์ ซ้ำยังลงมืออย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด กล้าลงมือวางยากุ้ยเฟยถึงภายในวังหลวง แม้พระองค์จะปลอดภัย แต่ก็ทำให้สาวใช้คนสนิทต้องตาย มีความผิด โทษประหารด้วยห้าม้าแยกร่าง!”
“ข้าไม่ได้ทำ” เรื่องทั้งหมดที่ได้ยินเข้าหูมา มันไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับนางเลยสักนิด ไม่มีเลยจริง ๆ นางไปเข้าวังตั้งแต่เมื่อใด นางหาได้สนิทสนมกับคนในวังไม่-
...คนในวังเช่นนั้นหรือ องค์ชายเจ็ด มีเพียงเขาคนเดียวที่นางยอมรับไมตรีด้วยตั้งแต่เกิดเรื่อง แต่นางก็ไม่ได้ติดต่อหรือไม่มาหาสู่เขาจนถึงขนาดลงมือในวังได้อย่างแน่นอน
“ข้าไม่ได้ทำ” มีเพียงคำยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงมือที่ออกจากปากของนาง สายตาอ่อนล้าแดงก่ำมองไปรอบกาย ก่อนมันจะหยุดลงที่ใบหน้าของน้องสาวแท้ ๆ อย่างกงเหม่ยหนิง
กงเหม่ยหนิงยืนมองมาที่นางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าและเสียใจ เหมือนน้องสาวผู้ที่กำลังจะต้องมองดูพี่สาวถูกประหารต่อหน้าต่อตา
สายตาของเหม่ยหนานเลื่อนลงไปมองหยกข้างเอวที่เคยถูกช่วงชิงไปอย่างหน้าไม่อาย ตอนนี้นางเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วเล็กน้อย คนเราพอจะตาย อยู่ ๆ สมองก็เหมือนจะโล่งโปร่ง มองอะไรก็สามารถมองทะลุถึงความจริงของเรื่องราวได้จนหมด
“เป็นเจ้าที่ผิดต่อข้า เหม่ยหนิง...ข้าไปทำเวรกรรมอันใดให้เจ้ากัน เหตุใดชาตินี้จึงต้องเกิดมาเจอเจ้าและบิดามารดาสารเลวคู่นี้”
ผู้เป็นน้องสาวอ่านปากของพี่สาวออกก็หน้าซีดลง นางกลัวว่าตนเองจะถูกสาวความผิดมาถึงตน นางเองก็เสียใจที่พี่สาวต้องมารับผิดแทนตนเอง แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็เป็นคนเอ่ยปากเอง ว่าเป็นกุศลของพี่หญิงแล้ว หนึ่งชีวิตแลกกับสองชีวิต
พอเห็นน้องสาวก้มหน้าร้องไห้ซบผู้เป็นสามี เหม่ยหนานก็อดที่จะหัวเราะออกมาอย่างหมดหวังไม่ได้ นางเงยหน้ามองฟ้าที่สดใส ราวกับว่ามันกำลังยินดีที่นางกำลังจะถูกประหารด้วยวิธีที่แสนสุดจะทรมาน
“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดบาป อา...หากข้าต้องตาย ฮะฮะฮะ เช่นนั้นข้าก็ขอสาปแช่ง บิดามารดาสาวเลวที่เป็นผู้โยนข้าลงสู่ขุมนรกด้วยมือของตนเอง ข้าขอสาปแช่งให้พวกเขาต้องทรมานทุกข์ใจไม่อาจครองคู่กันจนแก่ได้ หากไม่ตายจากกัน ก็ขอให้ทุกข์ทรมานในชีวิตคู่ อึก ส่วนเจ้า...น้องสาวที่เป็นมารในชีวิตของข้า ข้าของสาปแช่ง! ทั้งเจ้าและครอบครัวของเจ้า ลูกที่เกิดมาจักต้องทรพีต่อบิดามารดาจนเจ้าไม่มีวันไหนที่นอนข่มตาหลับอย่างสบายใจ สามีมีภรรยาเต็มท้ายจวน เจ้าชอบร้องไห้มิใช่หรือน้องสาวของพี่ เช่นนั้นข้าก็ขอให้ชีวิตทั้งชีวิตของเจ้ามีแต่น้ำตา ตื่นมาก็ร้องไห้ นอนกลับก็ร้องไห้ ข้าขอสาปแช่งพวกเจ้าด้วยชีวิตของข้า...”
เสียงสาปแช่งของคุณหนูใหญ่กงเหม่ยหนานแม้จะไม่ได้ดังกึกก้องฟ้า แต่ก็ทำให้คนทั่วทั้งลานประหารรู้สึกขนลุกขนชันกันเป็นแถบ ๆ ยิ่งท้องฟ้าที่เดิมสว่างจ้าราวกับยินดีที่วันนี้จะมีคนตายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม แม้จะไม่มืดมาก แต่หลังจากกงเหม่ยหนานเอ่ยสาปแช่งด้วยชีวิตของตนเองจบ สายฟ้าก็ฟาดลงมือที่ต้นไม้หน้าลานประหารในทันที
ราวกับว่าสวรรค์ตอบรับคำสาปแช่งของนาง สีหน้าของเหล่าราชวงศ์ที่มาดูการประหารได้แต่หน้าถอดสี ก่อนที่นางจะลามมาสาปแช่งพวกเขาไปด้วย สัญญาณให้ลงมือประหารก็ถูกเร่งเวลาขึ้นมาในทันที ไม่แม้แต่จะเอ่ยสอบสวนหรือถามไถ่สิ่งใดเหมือนนักโทษคนอื่น ๆ อีก
ม้าห้าตัวฟาดอย่างแรง ก่อนที่พวกมันจะวิ่งออกไปคนละทิศคนละทาง ร่างกายของหญิงสาวที่ถูกมัดติดเอาไว้กับเชือกถูกฉุดกระชากออกจนขาดวิ่น เลือดแดงสดกลิ่นเหม็นคาวหลั่งไหลออกมาน่าสะอิดสะเอียน
แต่ละคนต่างสาปแช่งคนตายตามหลังราวกับว่าเป็นเรื่องของตนเอง กงเหม่ยหนานถูกยกเป็นตัวอย่างของลูกทรพีที่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ซ้ำตอนก่อนจะตายยังไม่วายสาปแช่งพ่อแม่และน้องสาวให้ทุกข์ทรมานทิ้งท้ายอีก
สองสามีภรรยาพอรู้ข่าวว่าบุตรสาวสาปแช่งตนเองก่อนตายก็แทบจะเป็นลมล้มพับ พวกเขารู้อยู่แล้วว่าตนผิดต่อเหม่ยหนาน แต่ไม่คิดว่านางจะโกรธเกลียดพวกตนถึงเพียงนี้ แม้จะตายก็ยังสาปแช่งคนที่ยังอยู่ด้วยความแค้น ถึงกับเอาชีวิตของตนเองเป็นเครื่องสังเวยคำสาปแช่ง
หลังจากที่ถูกปลิดชีพด้วยวิธีที่สุดแสนจะทรมาน กงเหม่ยหนานก็ตื่นขึ้นมาในอดีตของตนเองอีกครั้ง เดิมนางไม่ค่อยจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงสักเท่าไหร่ นางคิดเอาเองว่านางคงจะฝัน เป็นฝันร้ายที่ทั้งเจ็บปวดทั้งทรมาน
แต่มาตอนนี้นางกลับไม่คิดว่าเป็นฝันอีกแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนั้นเหมือนกับในอดีตทุกประการ น้องสาวและคู่หมั้นถูกคนของบิดาจับได้ว่าแอบมีสัมพันธ์ลับหลังกัน ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างที่ทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่
แต่ที่รู้ ๆ ก็คือเมื่อวานเหม่ยหนิงเอ่ยออกมาเองว่ามีใจให้จางจงจื้อ เช่นนั้นแล้วนี่จะเป็นเรื่องผิดพลาดได้อย่างไร รู้ทั้งรู้ว่าออกไปสองต่อสองไม่งามก็ยังอยากจะออกไปให้ได้
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านและฮูหยินให้บ่าวมาเรียกตัวเจ้าค่ะ” สาวใช้อย่างพวกนางก็ได้แต่ทำตามคำสั่ง แท้จริงแล้วนางหรือจะอยากมาตามคุณหนู คุณหนูรองทำเรื่องน่าอับอายถึงเพียงนั้น ไม่เห็นว่าจะถูกต่อว่าแม้ครึ่งคำ นอกจากจะไม่ต่อว่าแล้วยังปลอบใจเสียอีก นี่มันเรื่องน่าขันอันใดหนอ พวกนางหรือก็พึ่งจะเคยเห็นบิดามารดาเช่นนี้
หากเป็นชีวิตก่อน นางจะไม่มีทางออกไปเจอหน้าผู้ใด หลังจากเกิดเรื่องก็เอาแต่เก็บตัวอยู่เพียงผู้เดียวจนกว่าจะทำใจได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาเบา ๆ ก่อนจะส่องกระจกสำรวจใบหน้าของตนเองว่ามีตรงไหนที่บกพร่องหรือไม่
เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่อง กงเหม่ยหนานที่เป็นผู้ถูกกระทำก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวออกจากเรือนด้วยความมั่นคงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ชีวิตก่อนเก็บตัวจนไม่รู้เรื่อง แม้กระทั่งภัยเข้ามาถึงตัวเองก็ยังไม่รู้เรื่อง ชีวิตนี้นางจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว ผู้ใดทำผิด ผู้นั้นก็รับผลกรรมไปเองก็แล้วกัน!