登入“เรื่องราวก่อนหน้าเป็นดั่งอดีตที่เลือนหาย ขอคุณชายอย่าได้จดจำและนำกลับมาพูดถึงอีกเลย ที่สำคัญท่านปล่อยข้าได้แล้ว!!” เยว่ซินเอ่ยพร้อมสะบัดแขนของนางออกจากมือลู่ซือ หากแต่ฝ่ามือหนาแข็งแกร่งนั้นกลับไม่ยอมปล่อยนางเป็นอิสระ (ฉบับรีไรท์)
查看更多ณ.ตำหนักเย็นในวังหลวง จางเยว่ซินซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาในลู่ชินอ๋องหรือองค์ชายรองหลี่ลู่ซือ อีกทั้งยังเป็นน้องสาวพระชายาไท่จื่อ บุตรีคนรองของเสนาบดีกลาโหมถูกนำตัวมากักขังเอาไว้
เนื่องด้วยกระทำความผิดทำให้พระสนมฮวา ฮวาซูหนี่แห่งลู่ชินอ๋องต้องสูญเสียบุตรในครรภ์ไป
“นี่ถ้าหากพระชายาไม่ใช่น้องสาวของพระชายาไท่จื่อและบุตรีเสนาบดีกลาโหมแล้วล่ะก็”
“ข้าว่านางคงถูกลู่ชินอ๋องทรงสำเร็จโทษตายไปตั้งแต่ตอนที่ทำร้ายพระสนมฮวาแล้วล่ะ ไม่ได้โชคดีมีชีวิตรอดอยู่ในตำหนักเย็นเช่นนี้แน่” นางกำนัลคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“นั่นสิ โทษหนักถึงขนาดทำให้บุตรในครรภ์ของพระสนมฮวาทายาทของลู่ชินอ๋องเสียชีวิต ช่างร้ายแรงยิ่งนัก” นางกำนัลที่เดินเคียงกันมากล่าวเสริม
จางเยว่ซินบุตรีเสนาบดีกลาโหมได้รับคัดเลือกเป็นพระชายาเอกในตำหนักเฉินคุนแห่งลู่ชินอ๋อง พระโอรสร่วมอุทรกับองค์ไท่จื่อรัชทายาทแห่งแคว้นจิ้งทั้งยังรั้งตำแหน่งที่ปรึกษาสำคัญของไท่จื่อเมื่อครึ่งปีก่อน
ลู่ชินอ๋องไม่ได้รักใคร่ชอบพอเยว่ซินทั้งยังรังเกียจนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจชอบเสแสร้งแกล้งทำของนางเป็นอย่างมาก หากแต่ต้องทรงจำใจแต่งนางเข้าตำหนักตามพระประสงค์ของฮองเฮาพระมารดาเขา
แต่ลู่ชินอ๋องก็ทรงมีข้อต่อรอง โดยเขาขอให้ได้รับฮวาซูหนี่บุตรสาวของเสนาบดีกรมคลังซึ่งเป็นสตรีที่ทรงรักใคร่ชอบพอมานานเข้ามาเป็นพระสนมด้วย
หลังพระราชพิธีสมรสลู่ชินอ๋องไม่ได้ใส่ใจในตัวพระชายาจางเยว่ซินเลยแม้นแต่น้อย แต่กลับทรงเอาอกเอาใจพระสนมฮวาอย่างออกนอกหน้า
ทั้งยังแสดงให้ทุกคนประจักษ์ว่าเขารักมั่นในสตรีนางเดียวคือฮวาซูหนี่เท่านั้น ส่วนจางเยว่ซินเป็นได้เพียงพระชายาตราตั้งที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้โดดเดี่ยวในตำหนักเฉินคุณโดยไม่ทรงคิดจะเหลียวแลแม้นเพียงหางตา
สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ทำให้เยว่ซินแค้นเคืองพระสนมฮวามาก เพราะนางรักปักใจในตัวลู่ชินอ๋องมาแต่เยาว์วัยยามเจอกันพร้อมๆกับฮวาซูหนี่ ขณะเข้ามาเข้าเฝ้าฮองเฮาในวังหลวงเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
เยว่ซินพยายามทุกทางเพื่อให้ได้ใกล้ชิดลู่ชินอ๋อง เอาอกเอาใจเขาทุกอย่าง ยิ่งหลังพี่สาวคนเดียวของนางจางหนิงฮวาได้รับพระราชทานสมรสกับไท่จื่อ
นางก็พยายามออดอ้อนให้พี่สาวซึ่งรักนางมากเนื่องด้วยเยว่ซินสูญเสียมารดาไปด้วยโรคปัจจุบันตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ มีหนิงฮวาทำหน้าที่เลี้ยงดูเอาใจใส่ราวมารดาคนหนึ่ง
หนิงฮวาที่รักน้องสาวมากเห็นใจที่เยว่ซินรักปักใจต่อลู่ชินอ๋องมานานจึงพยายามช่วยเหลือนางทุกทาง โดยมีฮองเฮาเป็นผู้สนับสนุนจนในที่สุด นางก็ได้แต่งเข้าตำหนักเฉินคุนสมใจ
หากแต่ลู่ชินอ๋องกลับไม่เหลียวแลนางเลยสักครั้ง แม้นแต่ในวันอภิเษกก็ยังเลือกที่จะทิ้งนางเอาไว้ในห้องหอตามลำพังเพื่อไปพลอดรักกับสตรีในดวงใจ
เยว่ซินเก็บความแค้นเคืองนี้ทับถมอยู่ภายในใจมากขึ้นเรื่อยๆจนได้รับรู้ข่าวว่าสตรีที่นางจงเกลียดจงชังอย่างพระสนมฮวาตั้งครรภ์
ในขณะที่นางไม่มีโอกาสแม้นแต่จะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับลู่ชินอ๋องเพียงสักครั้งตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่สมรสกันมา ซึ่งเป็นเรื่องน่าอดสูใจอีกทั้งยังน่าอับอายจนไม่สามารถเอ่ยปากให้ผู้ใดรับรู้ได้
แม้นแต่พี่สาวและบิดาซึ่งต่างร่วมยินดีไปกับนาง คิดว่าเยว่ซินจะได้รับความสุขสมดั่งรอคอยหลังพระราชพิธีเสกสมรสกับบุรุษที่นางปรารถนามาโดยตลอดก็ไม่อาจรับรู้ในความทุกข์นี้
เยว่ซินที่ปลีกตัวจากการสนทนาที่น่าเบื่อหน่ายก่อนหน้านี้ออกมานั่งพักหลบอยู่ทางด้านหนึ่งในท้องพระโรงที่ใช้จัดงานเลี้ยงโดยมีหลี่หยางติดตามมาด้วย“ซินซิน..เมื่อครู่ข้าดูแล้วเจ้ากับแม่นางซูหนี่มีปัญหาอันใดกันมาก่อนหรือเปล่า” หลี่หยางถามตามตรง เพราะสังเกตได้จากท่าทางและคำพูดที่ซูหนี่เอ่ยกับเยว่ซินก่อนหน้านี้“อืม..เจ้านี่ช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ามีปัญหากับนางจริงๆนั่นแหละ”“เรื่องอันใดกัน?” หลี่หยางซักไซ้ เยว่ซินยิ้มพลางถอนหายใจน้อยๆก่อนตอบออกไป"ก่อนหน้านี้ข้าดันหน้ามืดตามัวไปชอบพอบุรุษที่ไม่สมควรข้องเกี่ยวด้วยน่ะ”“ความจริงเจ้าเองก็น่าจะเคยได้ยินข่าวระหว่างข้า ลู่ชินอ๋องแล้วซูหนี่มาบ้างแล้วนะ”เยว่ซินตอบตามความจริง เรื่องนางและคู่รักสองคนนั่นออกจะโด่งดังเป็นที่เลื่องลือในเมืองหลวงนานแล้ว ต่อให้หลี่หยางย้ายไปอยู่ชายแดน หากแต่เพียงไม่กี่ปี ไม่มีทางที่เขาจะพลาดข่าวเหล่านี้“ข้ายอมรับว่าเคยได้ยินเรื่องพวกนั้นแล้วจริงๆ”“ก่อนหน้านี้เราสองคนไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกันตามลำพัง ในเมื่อตอนนี้มีเวลาเหมาะสมแล้วข้าจึงอยากถามเจ้าโดยตรงน่ะ”“ใช่..เรื่องที่เจ้าได้ยินมาล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น หากแต่นับจากนี้
ทางด้านฮวาซูหนี่ที่ยามนี้คอยติดตามเคียงข้างลู่ชินอ๋อง นึกแปลกใจยิ่งนักว่าทำไมเยว่ซินซึ่งก่อนหน้านี้มักคอยตามเกาะแกะท่านอ๋องไม่ห่าง ยามนี้กลับหายหน้าหายตาไปเสียแล้ว‘คราแรกนางคิดว่าหากเยว่ซินมาตามรบกวนนางกับลู่ชินอ๋องในงานนี้ นางจะหาเรื่องให้ท่านอ๋องรังเกียจและไม่พอใจในตัวเยว่ซินมากขึ้น แต่เยว่ซินกลับหายหัวไปเสียอย่างนั้น น่าเจ็บใจยิ่งนัก’ซูหนี่คิดพลางมองหาเยว่ซินไปด้วย จนกระทั่งเห็นนางกำลังพูดคุยอยู่กับบุรุษหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี สูงสง่าดูภูมิฐานหล่อเหลาไม่แพ้ลู่ชินอ๋องเลยสักนิด“ท่านอ๋องดูสิเพคะ คราวแรกหม่อมฉันแปลกใจนักว่าเหตุใดวันนี้จึงไม่เห็นเยว่ซินเข้ามาคอยอยู่เคียงข้างท่านเหมือนเช่นแต่ก่อน”“ที่แท้นางมีบุรุษรู้ใจพูดคุยอยู่ทางด้านนั้นนั่นเองเพคะ” ซูหนี่เอ่ยพร้อมชี้ชวนให้ลู่ซือมองไปยังตำแหน่งที่เยว่ซินกำลังหัวเราะพูดคุยกับหลี่หยางอย่างสนุกสนานลู่ซือมองตามคำชี้ชวนของซูหนี่ หากแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา ก่อนจะหันไปเห็นแม่ทัพฉิน แม่ทัพคนสำคัญคอยรักษาชายแดนใต้ขณะนี้เขาจึงหมายเข้าไปทักทายและพูดคุยกับท่านแม่ทัพ โดยเดินไปทิศทางที่เยว่ซินกำลังพูดคุยอยู่กับหลี่หยางนั่นเอง ทำให้ซูหนี่ประหลา
เยว่ซินพูดคุยกับสหายที่ชาติก่อนนางห่างเหิน ทำตัวหมางเมินกับหลี่หยางด้วยมัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับลู่ชินอ๋องจนไม่ลืมหูลืมตา ทำให้สูญเสียเพื่อนดีๆไป“เสี่ยวหยางงั้นเรอะ โตขึ้นมากเลยนะ” เสนาบดีจางเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตายิ่งนักเข้ามาทักทายบุตรสาวจึงหันกลับมาถามไถ่“คารวะท่านลุงจางขอรับ ยินดีด้วยนะขอรับกับงานพระราชทานสมรสของพี่หนิงฮวาในวันนี้” หลี่หยางรีบทำความเคารพและแสดงความยินดีทันที“ขอบใจมากหลานชาย จงขุยท่านเลี้ยงบุตรชายเติบโตมาได้ดีทีเดียว” เสนาบดีจางเอ่ยชม“ไม่เท่าไหร่หรอก เสี่ยวหยางน่ะยังต้องฝึกฝนอีกเยอะ” แม่ทัพฉินตอบสหายรัก“ที่ไหนเล่า ถ่อมตัวไปได้ ว่าแต่มาเมืองหลวงครั้งนี้พวกเจ้าจะอยู่นานเท่าไหร่กัน”“ข้าอีกสองวันก็ต้องเดินทางกลับชายแดนแล้วละ จากมานานคงไม่เหมาะ”“ช่างเร็วเสียจริง” เสนาบดีจางเอ่ยอย่างใจหายเพราะเขาไม่ได้เจอสหายรักมานานนับปีแล้ว อยากจะพูดคุยร่ำสุรากันให้หายคิดถึงเสียหน่อยแต่เวลาช่างสั้นนัก“เอาเถอะ แม้นข้าไม่อยู่แต่นับจากนี้ไปเสี่ยวหยางจะมาประจำเมืองหลวง ยังไงข้าขอฝากบุตรชายเอาไว้กับท่านด้วยก็แล้วกันนะ”“จริงรึ? เสี่ยวหยางนะเหรอจะมาอยู่เมืองหลวง?”“ใช่แล้วล่ะ ทา
ลู่ชินอ๋องยังคงจ้องมองสบตาเยว่ซินนิ่งนานชั่วครู่หนึ่ง จนกระทั่งฮวาซูหนี่เดินทางมาร่วมงานพระราชทานสมรสกับบิดาของนางเสนาบดีกรมคลังฮวาเฟยฮุย“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” ซูหนี่เข้ามาทำความเคารพลู่ซือ“ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฮวาก็ทำความเคารพเขาเช่นกัน ทำให้ลู่ซือละสายตาออกมาจากเยว่ซิน“อืม..พวกท่านมาแล้วรึ เช่นนั้นก็เชิญเข้าไปนั่’ด้านในก่อนเถอะ” ลู่ซือเอ่ยกับสองพ่อลูก ซูหนี่จึงกล่าวลาก่อนจะตามบิดาเข้าไปนั่งประจำที่อย่างว่าง่าย หากแต่นางก็ไม่วายหันไปมองทางเยว่ซินนิดหนึ่ง‘ตอนที่นางเข้ามาก็เห็นลู่ชินอ๋องกำลังมองสบตาอยู่กับเยว่ซินแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงจ้องมองนางเช่นนั้น’‘น่าแปลกนักทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่อยากเห็นหน้านาง ออกจะเบื่อหน่ายรำคาญเยว่ซินมากด้วยซ้ำ แต่ยามนี้ถึงกับจ้องมองสบตานางนิ่งนานเลยทีเดียว’ซูหนี่คิดอย่างประหลาดใจและวิตกกังวลไปพร้อมกัน แม้นยามนี้นางจะได้ชื่อว่าเป็นสตรีที่สนิทสนมคุ้นเคยกับลู่ชินอ๋องมากที่สุด อีกทั้งท่านอ๋องเองก็พึงพอใจในตัวนางไม่น้อยแต่นางก็ยังไม่อาจวางใจอยู่ดี เห็นทีนางคงต้องลงมือทำอะไรเสียหน่อยแล้วเพื่อให้แน่ใจว่าท่านอ๋องยังคงไม่พึงใจในตัว

















