สิ่งที่นางต้องทำนั้นไม่มีอะไรมาก เพียงแค่รอและรอเท่านั้น เหม่ยหนานกลับมานอนพักผ่อนที่เรือนของตนเองเหมือนกับว่าไม่เคยรู้อะไรมาก่อน นางไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่อยู่ในความทรงจำนั้นใช้เรื่องจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่นางที่เพ้อฝันไปเองกันแน่ รู้แค่ว่าถึงพรุ่งนี้นางก็จะรู้เอง ว่าที่นางถูกป้ายความผิดโดยบิดาและมารดาของตนเองจนตายนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
คืนนั้นเหม่ยหนานบำรุงร่างกายของตนเองอย่างดีเพื่อพร้อมรับกับเรื่องราวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อย่างเต็มที่ ในใจก็นึกหวังให้สิ่งที่อยู่ในหัวเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง แม้ที่ผ่านมานางจะไม่ได้ถูกครอบครัวรักเท่าน้องสาว แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่เป็นอยู่นั้นไม่ดี
แต่ความหวังของเหม่ยหนานนั้นกลับถูกปฏิเสธเข้าด้วยความจริงตรงหน้า คู่หมั้นและน้องสาวที่กลับมาในสภาพอิดโรย ขอบตาของกงเหม่ยหนิงบวมช้ำเหมือนกับภาพในความทรงจำของนาง
อา...สงสัยว่าสิ่งที่นางเคยประสบพบเจอนั้นไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นนางที่ย้อนเวลากลับมาในอดีตจริง ๆ นี่มัน...น่าขันยิ่งนัก เป็นลูกรักสวรรค์อย่างที่นางคิดจริง ๆ น่ะหรือ แล้วเหตุใดลูกรักสวรรค์เช่นนางจึงได้ต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้ด้วยเล่า นางหาได้อยากได้ไม่
ฮีก ฮืออออๆๆ
“ฮึก พี่หญิงเจ้าคะ ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ฮือออ มันเป็นอุบัติเหตุ ข้าไม่ได้ต้องการให้เรื่องมันเป็นเช่นนี้” เสียงของน้องสาวที่มักจะร่าเริงเอ่ยอธิบายเสียงสะอึกสะอื้นไม่ได้เข้าหูของเหม่ยหนานเลยสักนิด
นางกำลังนึกตัดพ้อกับสวรรค์ที่ส่งนางกลับมาเจอเรื่องอัปรีย์เช่นนี้อีกครั้ง น้องสาวแท้ ๆ ของตัวเองและคู่หมั้นไปพลาดท่าได้เสียกันตอนเดินทางไปซื้อของขวัญให้นางที่ต่างเมือง
ไม่รู้ไปทำท่าไหนถึงได้ลงเอยกันที่เตียงได้เช่นนั้น เดิมนางกับน้องสาวก็ไม่ได้ถือว่าสนิทกันมากอยู่แล้ว ด้วยความที่นางเป็นพี่และร่างกายแข็งแรงกว่าน้องมาก บิดามารดาจึงสั่งห้ามไม่ให้นางพาน้องไปเล่นเหมือนพี่น้องบ้านอื่น ๆ นางได้แต่อยู่คนเดียวเล่นคนเดียวจนชิน
บิดาก็ยุ่งกับงานทั้งวัน มารดาก็ใส่ใจน้องสาวมากเป็นพิเศษจนอาจจะเรียกว่าละเลยนางในด้านความรักและความผูกพันก็คงจะได้ และเพราะน้องสาวนั้นดื้อรั้นไม่เชื่อฟังหัวอ่อนเช่นนาง ท่านแม่ท่านพ่อเลยรักและห่วงน้องสาวมากกว่า
กลายเป็นว่านางถูกตามใจจนเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น บ้านอื่นมีหรือเขาจะให้น้องสาวออกเดินทางไปต่างเมืองสองต่อสองกับว่าที่พี่เขยของตนเองเช่นนี้ แต่บิดามารดาของนางไม่อาจห้ามปราบบุตรสาวคนเล็กได้ สุดท้ายจึงต้องยอมพยักหน้าและสั่งให้บ่าวไพร่ติดตามไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพียงเท่านั้น
“เหม่ยหนาน ข้า...” จางจงจื้อที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกันกับเหม่ยหนิงเอ่ยปากออกมาเป็นครั้งแรก แต่สุดท้ายก็เงียบไปทั้งที่ไม่ทันได้เอ่ยปากแก้ตัวหรืออธิบายสิ่งใดแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงความเงียบเป็นคำตอบให้กับนาง
ทั่วทั้งห้องมีเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของคนทำผิดอย่างกงเหม่ยหนิง ก็เป็นเช่นนี้...เมื่อใดที่เหม่ยหนิงเริ่มร้องไห้เอาแต่ใจ ท่านพ่อท่านแม่ก็จะยอมให้นางอยู่เสมอ การร้องไห้ของนางช่างล้ำค่า จนแม้แต่ความผิดใหญ่หลวงก็สามารถปกปิดมันได้จนเหมือนกับว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านั้น
“เห้อ ข้าขอถามสักคำเถิดเหม่ยหนิง เมืองหลวงแห่งนี้ไร้ของขวัญแล้วหรืออย่างไร เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นที่จะไปถึงที่-”
“หนิงเออร์เองก็เสียใจ ใยเจ้าจะต้องคาดคั้นเอาความจากนางอีก!” เป็นมารดาที่เอ่ยแทรกขึ้นมาทันทีที่นางเริ่มจะตำหนิน้องสาว ทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเหม่ยหนิงจะทำสิ่งใดผิดมา นางก็ไม่เคยต้องรับโทษ เพราะร่างกายอ่อนแอ แต่คนอ่อนแอที่ใดกลับดื้อรั้นราวกับไม่รู้จักร่างกายตนเองเช่นนี้
“...ท่านแม่ยังต้องการความเห็นจากข้าอยู่หรือไม่ หากไม่ต้องการความเห็นจากข้า เช่นนั้นท่านเชิญตัดสินเอาเองเถิด ว่าน้องสาวไปลักลอบได้เสียกับคู่หมั้นของพี่สาวนั้นควรจะตัดสินเช่นไร ท่านพ่อเองก็เป็นถึงขุนนางมีตำแหน่งใหญ่โต คงจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูลของเรากระมัง”
หากเป็นเมื่อก่อนนางก็คงจะร้องไห้ พอเอ่ยปากก็จะโดนมารดาเอ่ยขัดเช่นนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เหม่ยหนานเอ่ยคำพูดไม่เชื่อฟังเช่นนี้ ปกติแล้วนางจะยอมลงอย่างง่ายดายมิใช่หรือ แล้วเหตุใดวันนี้...
“ฮึก เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ พี่หญิง ให้ข้าโขกหัวขอโทษท่านข้าก็ยอม ฮือๆๆ เป็นเพราะข้าและพี่จงจื้อมีใจให้กัน ฮึก พี่หญิงกำลังจะอายุครบสิบแปดปี ฮือ เท่ากับว่าพี่จื้อจงจะต้องแต่งงานกับพี่หญิงตามสัญญาหมั้นหมาย ขะ ข้าและพี่จื้-”
“พอได้แล้วเหม่ยหนิง!” นางท่านกงไม่อาจทนฟังสิ่งที่บุตรสาวคนเล็กเอ่ยแก้ตัวออกมาได้อีกต่อไป ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มันชาจนแทบจะไม่รู้สึกอันใดอีกแล้ว
“เหม่ยหนิง ข้าเคยทำผิดต่อเจ้าหรือไม่ ข้าไม่เคยจำได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโตข้าไปทำสิ่งใดให้เจ้า หรือเจ้าเคยชินกับการได้รับจนคิดว่าสิ่งใดที่อยากได้ก็จะต้องได้เช่นนั้นหรือ สัญญาหมั้นหมายของข้า เจ้าเองก็อยากจะได้มันหรือ?”
“มันจะเกินไปแล้วเหม่ยหนาน! น้องร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่ไหน ๆ เจ้าจะคิดเล็กคิดน้อยไปเพื่ออันใด ข้าไม่เห็นเคยรู้ว่าเจ้าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยถึงเพียงนี้ ท่านพี่...อย่างไรเรื่องมันก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่สู้เรา เอ่อ เราเปลี่ยนตัวเจ้าสาวดีหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าเงียบเสีย!” เขาเองก็คิดไม่ต่างจากภรรยานักหรอก เพียงแต่มันใช่เรื่องที่จะพูดออกมาอย่างหน้าไม่อายได้เช่นนี้หรืออย่างไร แม้ว่าที่นั่งอยู่ตรงนี้จะมีเพียงคนในครอบครัว แต่คนที่เสียหายอย่างเหม่ยหนานก็นั่งอยู่นี่ คนนอกที่สร้างเรื่องอย่างจงจื้อก็อยู่ด้วย จะเอ่ยเรื่องไร้ยางอายออกมาให้คนเขาหัวเราะเยาะได้หรอกหรือ
กงฮูหยินที่พยายามคิดหาทางออกได้แต่เงียบปากลงด้วยความน้อยใจ นางเองก็ไม่ได้รู้สึกยินดีที่บุตรสาวสร้างเรื่องเช่นนี้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ คนเขารักกัน จะไปขัดขวางก็คงจะไม่ได้ แถมเรื่องมันเกิดไปแล้ว จะให้ย้อนเวลากลับไปห้ามไม่ให้ทั้งสองทำเรื่องไม่งามมันก็ไม่ทันแล้ว
ความเงียบจึงเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงอีกครั้ง เหม่ยหนานได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ครั้งก่อนนางทำเช่นไรกันนะถึงได้ผ่านไปได้ อืม...เหมือนว่านางจะเอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่สัญญาหมั้นหมายถูกเปลี่ยนตัวเจ้าสาวไปเรียบร้อยแล้ว
พอทำใจได้ก็ต้องยืนมองอดีตคู่หมั้นของตนเองและน้องสาวขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวออกจากจวนไปเสียแล้ว นาง...ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากจะทำอะไรไม่ได้ ยังไม่มีใครหน้าไหนที่ให้ความยุติธรรมกับนางเลยแม้แต่คนเดียว
“หึ หากว่าข้าเอ่ยสิ่งใดไม่ได้แล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวลานะเจ้าคะ” ร่างบางระหงยืนขึ้นอย่างมั่นคง นางไม่รอให้ใครหน้าไหนเอ่ยอนุญาตก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินออกไปเลย
ก่อนที่หญิงสาวจะก้าวเท้าออกจากประตู นางไม่ลืมหันมาเอ่ยสิ่งที่ทำให้คนทั้งห้องหน้าชาเหมือนกับถูกตบเจ้าที่หน้าจัง ๆ นับร้อยที
“สัญญาหมั้นหมาย หากว่าน้องสาวอยากได้ข้าก็ยินดียกให้ เพียงแต่...เงินห้าพันตำลึงและร้านผ้าไหมที่ท่านแม่ดูแลอยู่คงจะเพียงพอต่อความอับอายของข้าที่ถูกน้องสาวแท้ ๆ แย่งว่าที่สามีไป อืม แล้วก็เรื่องสินเดิม ในเมื่อข้าเองก็ใจกว้างถึงเพียงนี้แล้ว น้องสาวเองก็น่าจะใจกว้างกับพี่สาวคืนบ้างเป็นอย่างไร สินเดิมครึ่งหนึ่งของเจ้ายกมาเป็นสินเดิมของข้าคงไม่มากเกินไป แลกกับให้เจ้าได้ครองรักกับบุรุษในดวงใจที่เป็นคู่หมั้นของข้า”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้ครึ่งคำ นี่เป็นครั้งแรกที่คุณหนูใหญ่อย่างกงเหม่ยหนานปฏิเสธคำขอของฮูหยินและนายท่าน
ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ตัวคนก็หายออกไปจากห้องเสียแล้ว ใบหน้าของกงเหม่ยหนิงเหมือนคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางมองไปยังบิดามารดาอย่างน่าสงสาร