“หนานหนาน น้องน่าสงสารมากนะลูก เสียสละให้น้องไปเถิด”
“หนานหนาน ลูกมีของพวกนี้มากมายอยู่แล้ว แบ่งให้น้องบ้างจะเป็นอันใดไป”
“หนิงเออร์เองก็เสียใจ ใยเจ้าจะต้องคาดคั้นเอาความจากนางอีก!”
“เจ้ายังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงาน เช่นนั้นก็เสียสละให้หนิงเออร์เสียเถิด”
“หนิงเออร์”
“หนิงเออร์”
“หนิงเออร์”
แล้วข้าต้องเสียสละไปจนถึงเมื่อใดหรือท่านพ่อ ท่านแม่...
ร่างบอบบางที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงกลางห้องค่อย ๆ หลั่งน้ำตาออกมา ทั้งที่นางกำลังหลับลึกอยู่ในห้วงของความฝัน ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของห้องนอนหรูหรานี้ฝันถึงเรื่องอันใด เหตุใดจึงได้หลั่งน้ำตาออกมาจนเปียกหมอนเช่นนี้
กงเหม่ยหนานยืนมองภาพของน้องสาวขึ้นเกี้ยวแต่งงานออกจากจวน ข้างกันมีเจ้าบ่าวขี่ม้าตัวใหญ่ในชุดแต่งงานสีแดงสดงดงาม ขบวนสินสอดนั้นยาวจนไม่อาจมองเห็นท้ายขบวนได้ ช่างเป็นงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก
เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ทำไมนางถึงได้รู้สึกเศร้าเพียงนี้ น้องสาวของนางนั่งเกี้ยวเจ้าสาวหรูหราเพียงนี้ออกจากจวน นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ แต่ว่า...เหตุใดเจ้าบ่าวจึงได้ดูคุ้นตาเช่นนี้
แล้วเหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่าเจ้าบ่าวของน้องสาวเป็นผู้ใดกันเล่า
ความสงสัยมากมายประเดประดังเข้ามาในหัวของเหม่ยหนานจนนางปวดหัวอย่างรุนแรง สองมือเรียวบางยกขึ้นมากุมหัวด้วยความเจ็บปวด ปากพยายามเรียกร้องให้สาวใช้ข้างกายมาช่วยพยุงตน
แต่ไม่ว่าจะร้องเรียกเสียงดังเท่าใดก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือนางเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะสาวใช้ข้างกายที่นางสนิทสนมที่สุด หรือจะเป็นท่านพ่อท่านแม่ที่ยืนอยู่ด้านหน้านางไม่ไกล เหตุใดจึงไม่มีใครได้ยินสิ่งที่นางพูด นางปวดหัวจนจะตายอยู่แล้ว เหตุใดทุกคนจึงได้ไม่หันกลับมามองนางเลยแม้แต่บ่าวไพร่
ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไป ไม่มีใครรู้ว่าเหม่ยหนานกำลังเจอกับเรื่องอันใดอยู่ แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เข้าใจ ภาพทุกอย่างที่นางเห็นนั้นไม่ปะติดปะต่อกันเลยสักนิด ราวกับว่าอยากจะให้นางเห็นอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่อาจให้เห็นได้ทั้งหมด
เฮือกกกกก
ในที่สุดหญิงสาวก็สามารถพาตัวเองออกจากความฝันได้อย่างที่ต้องการ ในฝันนั้นไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอันใดกันแน่ แต่ที่รู้ ๆ คือนางอึดอัด ทั้งยังคับข้องใจเป็นอย่างมาก กว่านางจะบังคับตัวเองให้ตื่นขึ้นจากความฝันได้ก็เกือบจะขาดใจตาย
หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักจนได้ยินเสียงดังออกมานอกอก เหม่ยหนานได้แต่ใช้มือทาบไปกับอกและค่อย ๆ ปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติอย่างช้า ๆ ก่อนที่ความปวดหัวที่ไม่ทราบที่มาที่ไปจะพุ่งเข้ามาโจมตีนางจนสลบลงไปอีกครั้ง
สาวใช้หน้าห้องได้ยินแต่เสียงร้องโหยหวนของเจ้านายก็แง้มประตูเข้ามาดู แต่ไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไรจึงได้ปิดประตูไปดังเดิม ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกนางไม่อยากรบกวนคุณหนูใหญ่ให้ตื่นกลางดึก ช่วงนี้คุณหนูของพวกนางนั้นชอบนอนละเมอกลางดึก วันนี้คงจะเหมือนทุกวันกระมัง
กว่าที่เหม่ยหนานจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เข้าเที่ยงของอีกวันแล้ว นับว่าเป็นครั้งแรกที่นางตื่นสายเพียงนี้ ด้วยความเป็นห่วง พวกบ่าวไพร่จึงได้รีบวิ่งไปแจ้งแก่ฮูหยินว่าคุณหนูใหญ่นอนหลับไม่ยอมตื่น ตัวก็ร้อนดั่งไฟ ฮูหยินจึงได้ให้พวกนางไปตามหมอมาดูอาการของคุณหนู
โชคยังดีที่คุณหนูของพวกนางตื่นขึ้นมาพอดีกับที่หมอมาถึงเรือนพอดี ท่านหมอตรวจอาการเล็กน้อยก่อนจะให้เทียบยาแล้วจากไปทันที สาวใช้อย่างพวกนี้ก็รีบกุลีกุจอไปหาสมุนไพรมาต้มให้เจ้านายกินกันวุ่นวายไปทั่วทั้งเรือน
ภายในห้องนอนโอ่อ่าของคุณหนูใหญ่ตระกูลกง กงเหม่ยหนานนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา สีหน้าและแววตาเรียบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต นางมองไปยังรอบห้องด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะค่อย ๆ หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างเย้ยหยันเพียงผู้เดียว
“เหม่ยหนิง แม้เจ้าจะเป็นลูกรักของท่านพ่อท่านแม่ แต่ข้ากลับเป็นลูกรักของสวรรค์!”
ตระกูลกงมีบุตรสาวสองคน นั่นก็คือคุณหนูใหญ่กงเหม่ยหนาน และคุณหนูรองกงเหม่ยหนิง นายท่านกงและฮูหยินนั้นรักใคร่บุตรสาวทั้งสองมาก แม้จะไม่ใช่บุตรชายอย่างบ้านอื่น แต่คุณหนูทั้งสองก็เป็นที่รักใคร่ของสองสามีภรรยาจนคนในเมืองรับรู้กันถ้วนหน้า
นายท่านกงและฮูหยินรักและเอ็นดูคุณหนูรอง บุตรสาวที่มีนิสัยร่าเริงและขี้อ้อนมากเป็นพิเศษ ตอนคลอดนางคลอดก่อนกำหนด พอเกิดมาก็เลยร่างกายอ่อนแอ สองสามีภรรยาจำเป็นต้องดูแลลูกสาวคนนี้เป็นพิเศษ นานเข้าก็เริ่มเอนเอียงไปรักบุตรสาวคนเล็กมากกว่า
ส่วนบุตรสาวคนโต หาใช่ว่าจะถูกละเลยอย่างที่หลายคนคิด นายท่านและฮูหยินมักจะมอบของมีค่าและสิ่งดี ๆ ให้นางอยู่เสมอ เรื่องนี้ร้านค้าในเมืองต่างก็ยืนยันได้
…แต่แท้จริงแล้วใครจะรู้ว่าเรื่องภายในนั้นเป็นอย่างไร เหม่ยหนานค่อย ๆ ประคองร่างกายที่หนักอึ้งขึ้นมาจากเตียง ก่อนจะเรียกสาวใช้ข้างกายมาปรนนิบัติตนเองเหมือนทุกวัน
“คุณหนูเจ้าคะ อาการเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านหมอสั่งให้กินยาตามอาหาร บ่าวจะได้ไปต้มยามาถูกเจ้าค่ะ”เหม่ยหนานหันไปมองสาวใช้ที่เอ่ยถามตนเองด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่อ่อนเพลียเล็กน้อยก็เท่านั้น ต้มยาบำรุงให้ข้าสักถ้วยก็พอแล้ว”เหม่ยหนานบอกออกไปตามตรง นางเพียงปวดเมื่อยและยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อยก็เท่านั้น
ในระหว่างที่นางลงไปแช่น้ำในอ่าง หญิงสาวไล่สาวใช้ข้างกายออกไปจากห้องอาบน้ำ นางนั่งคิดถึงสิ่งที่ตนเองได้ผ่านมาก่อนจะน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ น้ำตาที่ไหลออกมาหาใช่ความเศร้าเสียใจไม่ แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความแค้น
ทั้งชีวิตนางมั่นใจว่าตนเองไม่เคยทำผิดต่อน้องสาวหรือท่านพ่อท่านแม่มาก่อน แต่เพราะเป็นเด็กที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงเช่นนั้นหรือ นางจึงได้ถูกขอร้องให้เสียสละครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนั้นหรือ
ในห้วงความฝัน เรื่องราวเลวร้ายเริ่มหนักขึ้นเมื่อวสันตฤดูย่างกรายเข้าในปีที่นางอายุได้สิบแปดปีบริบูรณ์ อากาศในเมืองอบอุ่นขึ้น ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป
ตระกูลกงจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดอายุครบสิบแปดปีให้นางอย่างทุกปี แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังถือว่ามีเกียรติของคุณหนูใหญ่ตระกูลกงอยู่บ้าง นางต้อนรับและพูดคุยกับแขกที่มาร่วมงานในฐานะเจ้าภาพได้อย่างคล่องแคล่ว
งานเลี้ยงฉลองเต็มไปด้วยแขกตระกูลต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมงาน คนนอกมากมายย่างเท้าเข้ามาในจวน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันใด ก่อนวันเกิดของนาง น้องสาวเพียงคนเดียวอย่างกงเหม่ยหนิงกลับอยากจะออกไปซื้อของขวัญให้พี่สาวถึงต่างเมืองนักหนา นางไม่รู้ว่าน้องสาวต้องการไปซื้อสิ่งใด
รู้เพียงว่าท่านพ่อท่านแม่ยอมพยักหน้าให้นางไป โดยมีคู่หมั้นของนางออกเดินทางไปด้วยกัน ทั้งสองคนสนิทสนมกันตามประสาคนพบหน้ากันบ่อยครั้ง แม้นางจะไม่ค่อยชอบใจ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ก็คนเขายืนยันนักหนาว่าไม่มีอะไรเกินเลย หากอยากจะดื้อดึงกล่าวหาทั้งสองก็คงจะกลายเป็นนางที่ตกเป็นข้อครหาว่าเป็นสตรีที่ไม่รู้จักแยกแยะ
ไม่รู้ว่าทั้งคู่ไปถึงไหนกันแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาให้เห็นหน้าเลยแม้แต่คนเดียว ท่านพ่อท่านแม่ก็ได้แต่ปลอบใจว่าอาจจะมีปัญหาระหว่างเดินทาง พวกเขาก็ส่งคนไปดูแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะกำลังเดินทางมาก็ได้
“เป็นวันพรุ่งนี้งั้นสินะ”หากนางจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเกิดของนาง ที่จวนจัดงานยิ่งใหญ่เพื่อเลี้ยงฉลอง แต่กลับไร้เงาน้องสาวและคู่หมั้นในงาน
ในความทรงจำ หากพรุ่งนี้เป็นวันเลี้ยงฉลองวันเกิดของนาง แสดงว่าเมื่อวานเหม่ยหนิงและคู่หมั้นของนางอย่าง จางจงจื้อได้ออกเดินทางกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาจะกลับมา พวกเขาจะกลับมาทันร่วมงานเลี้ยงฉลองของนางอย่างแน่นอน แถมยังมาพร้อมกับของขวัญชิ้นใหญ่ที่นางไม่อาจปฏิเสธได้และไม่มีทางลืมลงอย่างแน่นอน
“อาการเป็นอย่างไรบ้าง พรุ่งนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองของเจ้า หากล้มป่วยไปคงจะแย่เอา”กงฮูหยินเอ่ยออกมาคล้ายว่าจะเป็นห่วง หากไม่ใช่ว่าเหม่ยหนานรู้ถึงจิตใจของผู้เป็นมารดาอยู่ก่อนแล้ว นางคงจะหลงเชื่อว่ามารดานั้นเป็นห่วงตนเองที่ล้มป่วยกะทันหันเช่นนี้
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก เมื่อครู่ดื่มยาที่บ่าวเอามาให้ก็รู้สึกดีขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ”เหม่ยหนานที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถูกมารดาเรียกตัวมาพบถึงที่เรือนใหญ่ ทั้งที่รู้ว่านางไม่ค่อยสบาย แต่กลับเรียกนางมาพบ ช่างน่าขันนัก
“เช่นนั้นก็พักผ่อนให้มาก ไม่รู้หนิงเออร์เป็นอย่างไรบ้าง ออกไปตั้งแต่เมื่อวาน เห้อ นางช่างดื้อซนนัก เอาล่ะ เจ้ากลับไปพักเสียเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามาดูงาน”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าขอตัวลา”