Share

จุดเริ่มต้น (2)

last update publish date: 2026-07-02 08:35:26

“มาแล้วรึ ข้ากำลังรอเจ้าอยู่เลย” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงชราดังขึ้นมาในหัวของเธอ ก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมไปทั่วทั้งร่างกาย

...นี่เธอตายแล้วใช่ไหม?

“เจ้าลืมตาขึ้นมาสิ ไป๋เสวี่ย”

แม้ชื่อที่เอ่ยเรียกจะไม่ใช่ชื่อของเธอ เพราะว่าเธอไม่เคยมีชื่อเรียก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังลืมตาขึ้นมา และเมื่อลืมตาแล้ว ภาพของธรรมชาติที่ดูงดงามราวสรวงสวรรค์ก็ปรากฏให้ได้เห็น แม้เธอจะเคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่ที่นี่กลับสมบูรณ์ยิ่งกว่ามาก ราวกับว่าภาพที่เธอเห็นมันไม่ใช่ของจริง แต่สร้างมาจากคอมพิวเตอร์กราฟิกมากกว่า

“...” ดวงตาดำมืดมองสำรวจไปรอบด้าน จนสายตามาหยุดอยู่ที่หญิงชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องหน้า แม้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าจะดูใจดี แต่อะไรบางอย่างบอกกับเธอว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

“ฉันตายแล้วใช่ไหม” เธอถามขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่เธออยากรู้มากที่สุด

มากกว่าจะสนใจว่าคนตรงหน้าเป็นใครกันแน่

“บนโลกใบนั้นเจ้าตายแล้วไป๋เสวี่ย”

“ฉันไม่มีชื่อ”

“มันเป็นชื่อของเจ้า”

“คุณหมายความว่ายังไง”

เธอไม่เข้าใจและมองหญิงชราตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อนและสับสน

“ชื่อของเจ้าคือไป๋เสวี่ย ตอนนี้เจ้าได้ชดใช้เวรกรรมทั้งหมดจนหมดสิ้นแล้ว ยามนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ไปเกิดเสียที”

หญิงชราเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับว่านั่นจะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำของเธอให้กลับมาเข้มแข็งได้

“ฉันไม่อยากเกิดใหม่แล้ว” เธอส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะเธอไม่ต้องการชีวิตใหม่ เธอไม่ต้องการมัน

“แต่ที่ที่เจ้าจะถือกำเนิด เจ้าไม่ใช่ตัวประหลาด และที่สำคัญเจ้ามีครอบครัวที่กำลังรอคอยให้เจ้ากลับไปอยู่” หญิงชรายิ้มและกล่าวขึ้นมา เหมือนกับว่าเธอรู้จักหญิงสาวเบื้องหน้าดีและรู้ว่าสิ่งสูงสุดที่อีกฝ่ายต้องการคือสิ่งใด

‘ครอบครัว’

คำคำนี้ทำให้หญิงสาวผู้ถูกเอ่ยเรียกว่า ไป๋เสวี่ย แข็งทื่อไป เพราะของแบบนั้นเธอไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีโอกาสได้ครอบครอง ครอบครัวมันเป็นยังไงกัน ดีหรือไม่ดี อบอุ่นหรือไม่อบอุ่น มีความสุขไหมและพวกเขาจะรักเธอไหม นั่นเป็นสิ่งที่เธอทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้

เพราะเธอไม่กล้าจะคาดหวังถึงมัน

“พวกเขารักเจ้ามาก เจ้าคือคนที่สำคัญที่สุด” ดั่งว่าคำพูดของหญิงชราเป็นประโยคศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

...ครอบครัว

แค่คำนี้คำเดียวก็ทำให้หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานหลายสิบปีมีความรู้สึกขึ้นมาได้ เธออยากมีครอบครัว อยากรู้จริง ๆ ว่าความรู้สึกของคนที่มีครอบครัวและไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมันเป็นยังไง

“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าอยากจะไปเกิดหรือไม่ไป๋เสวี่ย?”

“ฉัน...อยากมีครอบครัว”

นั่นคือสิ่งที่เธอเคยปรารถนา เนิ่นนานจนหลงลืมไปแล้วว่าเคยปรารถนาถึงมัน หญิงสาวในร่างของเด็กหญิงก้มหน้าลง อย่างน้อยก่อนตายเธอก็อยากจะลองครอบครองในสิ่งที่ใจเคยต้องการดูสักครั้ง

“ดี เช่นนั้นจำไว้ต่อไปนี้เจ้าชื่อไป๋เสวี่ย เป็นหลานสาวของไป๋หลิง มีพี่ชายชื่อไป๋ซาน พี่สะใภ้ชื่อจิวอิง หลานชายชื่อไป๋เทียนและหลานสาวชื่อไป๋หลัน ส่วนที่นี่ข้ายกให้เจ้าเป็นของขวัญพบหน้า เพียงกำหนดจิตใจและนึกถึงที่แห่งนี้เท่านั้น แล้วเจ้าก็จะกลับคืนมาได้”

“แล้วท่าน...”

“ที่นี่ข้ายกให้เจ้าแล้ว ข้าไม่สามารถกลับมาได้อีก”

“แล้วถ้าฉันอยากเจอท่านล่ะคะ”

“เมื่อเจ้าตายอีกครั้ง ก็จะได้พบเจอกับข้าเอง”

“...”

“เอาล่ะ ถึงเวลาต้องไปแล้วไป๋เสวี่ย ข้าขอให้เจ้าโชคดี”

“ขอบคุณ”

วูบ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   ลองดีกับไป๋เสวี่ย (3)

    แต่นางนั้นไม่ได้ชื่นชอบมารยาสตรีที่น่ารำคาญเช่นนี้ ทั้งตอนนี้นางยังหิวแล้วด้วย แล้วจะให้เสียเวลาอยู่ที่นี่ไปจนถึงเมื่อใดกัน“ขออภัยคุณหนูไป๋ พวกเราไปกันเถิด...ข้าขอตัว” ซางเริ่นเองก็รู้สึกเสียเวลา จึงกล่าวตัดบท และหาได้สนใจสิ่งที่อี้หนิงพูดออกมา เพราะชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องฟังต่อให้จบ ก็พอจะเดาได้ว่าอี้หนิงต้องการสิ่งใดเมื่อได้ยินคำพูดที่ดูไม่ได้สนใจไยดีนางเลยของซางเริ่น นั่นจึงยิ่งทำให้อี้หนิงรู้สึกขุ่นเคืองและตวัดสายตาไปมองไป๋เสวี่ยผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกอย่างด้วยความไม่พอใจไป๋เสวี่ยมองเห็นสายตาของอี้หนิงที่มองมา นางจึงสบสายตากลับไปตรง ๆ ก่อนจะยิ้มเยาะเล็กน้อย และตีสีหน้าเรียบเฉยตามเดิม จนไม่มีผู้ใดมองเห็นได้ทัน นอกเสียจากคนที่นางจงใจให้มองเห็นอย่างอี้หนิง!แค่เพียงอี้หนิงเป็นน้องสาวของอี้หลิงฟาง ทั้งยังมองนางด้วยแววตาเกลียดชัง ไป๋เสวี่ยเองก็มีเหตุผลที่จะไม่ชอบสตรีผู้นี้เช่นกัน“เจ้า!”คุณหนูผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจเช่นอี้หนิงมีหรือจะทนการยั่วยุปลุกปั่นเช่นนี้ได้ เพราะไม่เคยมีผู้ใดแสดงสีหน้าและท่าทางไม่ดีใส่นางมาก่อนเพราะเหตุนี้

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   ลองดีกับไป๋เสวี่ย (2)

    ไม่คิดเลยว่านางจะได้พบเจอกับซางเริ่นหนที่สองในยามนี้ ตอนแรกอี้หนิงรู้สึกยินดีมาก เพราะซางเริ่นมีนิสัยที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด การจะได้พบเจอเขาไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ไม่คิดเลยว่าการได้เจอกันในครั้งนี้ บุรุษที่นางพึงใจจะเดินมาพร้อมกับสตรีที่นางรู้สึกเกลียดชังมากยิ่งนักเช่นไป๋เสวี่ย!“ศิษย์พี่เจ้าคะ?” อี้หนิงปรับสีหน้าและแววตาของตนให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนหวานเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าซางเริ่นไม่ยอมตอบคำถามของตนซึ่งเมื่อไป๋เสวี่ยได้ยินก็รู้สึกอยากจะเดินหนีไปให้ไกล เหตุเพราะรู้สึกคลื่นไส้ยิ่งนัก“เจ้าเป็นผู้ใด?” ซางเริ่นขมวดคิ้วลงและมองอี้หนิงอย่างพินิจ ก่อนจะถามกลับไปอย่างไร้ซึ่งความรู้สึก หาได้หวั่นไหวกับท่าทางยั่วยวนของฝ่ายตรงข้ามไม่ซางเริ่นนั้นเหตุที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใดก็เป็นเพราะเหตุนี้ ด้วยฐานะของเขา ทำให้มีคนเข้าหามาก และเกือบทั้งหมดก็หวังประโยชน์จากเขาทั้งสิ้น ซางเริ่นเคยเจอมาไม่น้อยเลย จากความรู้สึกรังเกียจก็กลายเป็นเฉยชา จากความเฉยชาจนตอนนี้เขาก็เปลี่ยนเป็นไร้ความรู้สึกแล้วหากคิดหวังจะกอบโกยผลประโยชน์จากซางเริ่น

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   ลองดีกับไป๋เสวี่ย (1)

    กิริยาในการก้าวเดินของไป๋เสวี่ยนั้นดูเรียบง่ายแต่ก็สง่างาม ไม่เว้นแม้กระทั่งองครักษ์ทั้งสามและจื่อถิง คนทั้งหมดไม่ได้ถูกอบรมเรื่องนี้มาโดยตรง แต่พวกเขาเพียงแค่ทำตามในสิ่งที่ไป๋เสวี่ยทำก็เท่านั้นซางเริ่นพยายามสังเกตอาการของคนทั้งหมด แม้จะผ่านต้นไม้พลังวิญญาณที่มีผลอยู่เต็มต้น แต่คนเหล่านี้ก็หาได้มีสีหน้าที่สนใจ ทั้งยังมองผ่านราวกับมันไม่ใช่ของล้ำค่าซึ่งชายหนุ่มก็คิดถูก สำหรับไป๋เสวี่ยแล้วผลไม้พลังวิญญาณเหล่านี้ ต่างก็มีพลังวิญญาณน้อยกว่าผลไม้พลังวิญญาณที่ปลูกอยู่ในไร่ตระกูลไป๋ค่อนข้างมากแม้คนภายนอกอาจจะตื่นตาตื่นใจกับผลไม้พลังวิญญาณรอบข้าง แต่มันย่อมต้องไม่ใช่กับไป๋เสวี่ยและคนตระกูลไป๋ที่ได้เห็นผลไม้พลังวิญญาณมาจนชินตาแล้วอย่างแน่นอน“ศิษย์พี่ซาง?”เสียงเอ่ยทักเป็นเหตุให้ไป๋เสวี่ยต้องหยุดเดินอีกครั้งแม้ไป๋เสวี่ยจะไม่รู้แน่ชัดว่าซางเริ่นเป็นผู้ใด แต่เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญของสำนักเฟิ่งเยี่ยนไม่น้อยเลยเพราะหากเขาเดินผ่านศิษย์คนใด ทุกคนก็มักจะค้อมกายลงเพื่อแสดงความเคารพต่อเขา แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเอ่ยเรียกซางเริ่นแ

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   แขกเพียงหนึ่งเดียว (3)

    มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม้จะเป็นสำนักใหญ่ แต่ก็มีต้นไม้พลังวิญญาณน้อย เหตุผลก็เรียบง่ายมาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกต้นไม้พลังวิญญาณเหล่านี้ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง เพราะองค์ประกอบหลายสิ่งอย่างนานาประการแต่แน่นอนว่านางทำได้ ตระกูลไป๋ทำได้นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ใช้เวลาเพียงแค่สองปี ร้านสมุนไพรตระกูลไป๋ก็โด่งดังและมีลูกค้ามากมาย เพราะนอกจากจะขายสมุนไพรแล้ว ผลไม้พลังวิญญาณก็เป็นหนึ่งในสินค้าหลักของร้านสมุนไพรตระกูลไป๋เช่นเดียวกันแต่การจะยิ่งใหญ่มาได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนอิจฉาริษยา ไป๋เสวี่ยจึงแก้ปัญหาโดยการให้จื่อซู่เดินทางไปสลักอักขระป้องกันไว้ที่ร้านสมุนไพรตระกูลไป๋ทุกหนแห่งและผู้ดูแลร้านแต่ละเมือง ก็ล้วนแล้วแต่มีพลังอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น เพียงเท่านี้คิดหรือว่าจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับร้านสมุนไพรตระกูลไป๋อีกแต่ก็ยังมีขุมอำนาจและตระกูลชนชั้นสูงบางกลุ่มที่ไม่ยินยอม และพยายามส่งคนออกมาสืบเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลไป๋ เพื่อจะได้วางแผนเล่นงานตระกูลไป๋ แต่ยิ่งสืบกลับยิ่งรู้ว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลไป๋จริง ๆเพราะตระกูลไป๋ทั้งเป็นญาติกับ

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   แขกเพียงหนึ่งเดียว (2)

    และที่ภายในสำนักจะมีสิ่งใดน่าสนใจหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่ไป๋เสวี่ยให้ความสำคัญเพื่อที่นางจะได้นำกลับไปปรับใช้ที่ตระกูลไป๋“เชิญขอรับ ข้าจะนำทางพวกท่านไปด้านในเอง”เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ไป๋เสวี่ยก็ขยับเดินลงมาจากรถม้า ด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนไม่ได้ยินเสียง บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางเป็นวรยุทธ์ทันทีที่คนทั้งหมดปรากฏกายออกมาอาสือก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง ด้วยเพราะกลุ่มของไป๋เสวี่ยทุกคนต่างก็มีใบหน้าที่งามล้ำและดูสูงส่ง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ต่างก็ดูล้ำค่าเป็นอย่างมากบนนิ้วมือมีแหวนมิติ กำไลข้อมือและปลอกแขนก็มีส่วนประกอบจากหยกและแร่ธาตุชั้นเลิศที่หาไม่ได้ง่าย ๆ แม้กระทั่งจะเข้าไปในป่าหินมรณะก็ตาม หรือแม้แต่ขุมอำนาจบางกลุ่ม ก็คงจะไม่มีของเหล่านี้ในครอบครองและที่สำคัญคนทั้งหมดเป็นเพียงรุ่นเยาว์ แต่เขากลับไม่อาจรู้ถึงระดับพลังของคนทั้งหมดได้ ทั้งที่เขามีพลังอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ก็ตามเหตุที่เป็นเช่นนี้แม้ว่าจื่อถิงจะอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน แต่เพราะว่าบนร่างของนางมีอักขระคุ้มกันระดับเทพของจื่อซู่สลักอยู่ จึงไม่แปลกที่เวรยามผู้นี้จะ

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   แขกเพียงหนึ่งเดียว (1)

    เช้าวันต่อมา กลุ่มของไป๋เสวี่ยเดินทางมายังสำนักเฟิ่งเยี่ยนที่อยู่ห่างจากเมืองพิรุณออกไป ครั้งนี้นางต้องเดินทางอย่างคนปกตินั่นคือนั่งรถม้า ดังนั้นกว่าจะเดินทางมาถึงสำนักเฟิ่งเยี่ยนก็ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียวแต่เพราะนี่เป็นการเดินทางมายังสำนักเฟิ่งเยี่ยนเป็นครั้งแรก ไป๋เสวี่ยจึงถือโอกาสนี้มองสำรวจเส้นทางที่นางผ่านมาเพื่อแก้เบื่อแทนและไม่นานนักสำนักเฟิ่งเยี่ยนที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมขุมอำนาจก็ปรากฏต่อหน้านาง เบื้องหน้าคล้ายกับเป็นภูเขาลูกใหญ่หนึ่งลูกที่โอบล้อมไปด้วยกำแพงหินและหน้าผาที่สูงชันเพียงเห็นเท่านี้ก็รู้แล้วว่าการจะโจมตีสำนักเฟิ่งเยี่ยนคงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก เพราะมีปราการธรรมชาติเช่นนี้อยู่รถม้าที่ดูเรียบง่ายไม่ได้โดดเด่นนัก จอดลงที่หน้าสำนักเฟิ่งเยี่ยน แต่เวรยามที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าประตูเช่นอาสือก็ไม่ปล่อยปละละเลยเหตุเพราะมีหลายครั้งที่ผู้สูงส่งมักจะเดินทางมาด้วยรถม้าเช่าที่ดูเรียบง่ายเช่นนี้และอาสือเองก็ยังทำหน้าที่เฝ้าประตูสำนักมากว่าร้อยปีแล้ว จึงไม่แปลกนักที่เขาจะไม่ทำตัวไม่รู้ความ“ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับสำนักเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status