Masuk“ท่าน...ท่านปู่ทวด! ท่านอาฟื้นแล้ว! ท่านพ่อท่านแม่! ท่านอา ท่านอาลืมตาแล้ว!”
เสียงวุ่นวายดังขึ้นมาเมื่อเธอลืมตาตื่น หญิงสาวรู้สึกว่าร่างกายนี้ไร้เรี่ยวแรงเป็นอย่างมาก ความรู้สึกอ่อนแอแบบนี้เธอไม่มีมานานแค่ไหนแล้วนะ ตากลมกะพริบลงเล็กน้อยเพื่อไล่ความสับสนที่มี ก่อนจะมองเห็นคนจำนวนหนึ่งที่กำลังวิ่งตรงมาหาด้วยความดีใจ
เด็กน้อยตรงหน้าที่เป็นคนร้องตะโกนเสียงดัง มองเธอแล้วยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา มือเล็กจับมือของเธอเอาไว้แน่น นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนจับมือเธอด้วยความยินดีแบบนี้
เป็นครั้งแรกที่มีคนยิ้มเมื่อได้พบหน้าเธอ
นี่คือครอบครัวใช่ไหม
ขอให้ใช่พวกเขาด้วยเถอะ
หลายวันหลังจากที่ไป๋เสวี่ยมาเกิดใหม่ นางเคยคิดว่าการเกิดใหม่คือการคลอดออกมาจากครรภ์มารดา แต่ทว่าไม่ใช่สำหรับนาง นางเกิดใหม่ในร่างของเด็กผู้หญิงอายุสิบปี ที่มีนามว่าไป๋เสวี่ย
ไป๋เสวี่ยอาศัยอยู่กับท่านปู่ไป๋หลิงและพี่ชายนามไป๋ซาน
ครอบครัวของนางเป็นคนชนชั้นกลาง ที่มีอาชีพหาและค้าขายสมุนไพร เพราะท่านปู่เป็นผู้ใช้โอสถระดับสูง นาง ท่านปู่ และพี่ชายของนาง อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านม่านหมอก ซึ่งติดอยู่กับป่าร้อยอสูรที่น่าหวาดกลัว
ตอนที่ไป๋เสวี่ยอายุสิบปี นางได้ติดตามท่านปู่เข้าไปหาสมุนไพรในป่าร้อยอสูรชั้นนอก แต่โชคร้าย เพราะนางถูกอสรพิษเหมันต์ระดับสูงที่ไม่สมควรจะอยู่ที่ป่าชั้นนอกทำร้ายจนเกือบตาย โชคดีที่ท่านปู่ช่วยถอนพิษของอสรพิษเหมันต์ได้ทันเวลา
แต่ถึงอย่างนั้นไอความเย็นของอสรพิษเหมันต์ก็แทรกซึมเข้าไปในร่างกายจนทำให้นางเข้าสู่ห้วงนิทรา และหลับใหลไปอย่างยาวนานถึงสิบปี
นั่นก็หมายความว่าตอนนี้ แท้จริงแล้วไป๋เสวี่ยมีอายุยี่สิบปีแล้วหาใช่สิบปีอย่างเช่นรูปลักษณ์ภายนอก แต่เพราะไอเย็นที่แช่แข็งร่างกาย นี่จึงทำให้นางต้องหยุดการเจริญเติบโตไปด้วย
ตอนแรกไป๋เสวี่ยกังวลเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเด็กไปตลอดกาลดังเช่นชาติที่ผ่านมา
นางกลัวจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดอีกครั้ง แต่ความกังวลเหล่านั้นก็หมดไป เมื่อนางเริ่มรู้จักโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น โลกที่แตกต่างกับโลกก่อนราวกับว่าที่แห่งนี้เป็นโลกเวทมนตร์ในภาพยนตร์เรื่องดังที่นางเคยเห็นผ่านตา
ด้วยเวลาที่ไป๋เสวี่ยหลับไปยาวนานถึงสิบปี ตอนนี้พี่ชายของนางจึงมีอายุยี่สิบห้าปีแล้ว และเขาก็ได้แต่งงานกับพี่สะใภ้ที่ชื่อว่าจิวอิงเมื่อห้าปีก่อน จนตอนนี้ก็มีลูกด้วยกันสองคนเป็นฝาแฝดชายหญิงนามว่าไป๋เทียนกับไป๋หลัน
ส่วนจิวอิงก็ไม่ใช่ใครอื่น เพราะนางเป็นเพื่อนสมัยเด็กของไป๋เสวี่ยนั่นเอง
“ท่านอา ท่านอาเจ้าขา”
“ข้าอยู่ตรงนี้” ไป๋เสวี่ยขานรับเสียงเรียกของหลานสาวตัวน้อย ก่อนที่นางจะมองเห็นร่างกลมอ้วนเหมือนตุ๊กตาหิมะของไป๋หลัน ที่กำลังวิ่งตรงมาหา
“ท่านอา ท่านพ่อบอกว่าท่านอามีธาตุพฤกษาเหมือนท่านปู่ทวดจริงหรือไม่เจ้าคะ?” ไป๋หลันถามขึ้น ตากลมโตคู่น้อยมองไป๋เสวี่ยด้วยความสงสัย
“ใช่” ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับ
ชายหนุ่มเงียบลง ก่อนที่จะตัดสินใจปัดเส้นผมสีดำเงาที่ยุ่งเหยิงให้พ้นไปจากใบหน้าของตน นั่นจึงส่งผลให้ใบหน้าที่ดูสง่างามมากปรากฏต่อสายตาของไป๋เสวี่ย แต่สิ่งที่ดึงดูดไป๋เสวี่ยยามนี้มิใช่รูปโฉมของฝูจิ้น แต่เป็นดวงตาข้างขวาของเขาต่างหากยามเมื่อไร้เส้นผมบดบัง ไป๋เสวี่ยจึงได้เห็นถึงสิ่งที่ฝูจิ้นพยายามปกปิดเอาไว้นั่นคือคนผู้นี้มีดวงตาสองสี ตาด้านซ้ายมีสีดำสนิทมิได้แตกต่างไปจากนาง แต่ดวงตาข้างขวากลับมีสีเหลืองอร่ามชาวดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทุกคนต่างก็มีดวงตาสีดำสนิท หากเป็นร่างจำแลงของสัตว์วิญญาณจึงจะมีดวงตาสีอื่น แต่ทั้งหมดนั้น ตาทั้งสองจะเป็นสีเดียวกัน หากดำก็ต้องดำทั้งสองข้าง หากแดงก็จะต้องแดงทั้งสองข้างเช่นเสี่ยวฮวนดวงตาแบบนี้ไป๋เสวี่ยไม่เคยเห็น แต่นางไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เพราะชาติก่อนนางรู้จักกับสิ่งที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนสีตาของตัวเองได้ อีกทั้งคนหลากหลายเชื้อชาติก็มีสีตาที่แตกต่างกัน และชาตินี้นางก็รู้จักเหวินหรงผู้ที่มีนัยน์ตาสีมรกตเพราะเหตุนี้ ดวงตาของฝูจิ้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกสำหรับไป๋เสวี่ยเลย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปกปิดเอาไว้หรือ” ไป๋เสวี่ยถามขึ
ฝูจิ้นมีทักษะในการแกะรอยที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญนอกจากไป๋ซานที่มีพลังอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ คนอื่น ๆ ที่มีระดับพลังที่ต่ำกว่าต่างก็จับสัมผัสถึงตัวตนของฝูจิ้นไม่ได้ แม้ว่าเขาจะมีพลังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม ฝูจิ้นรู้ว่าตนควรจะอยู่ให้ห่างไกลออกไปเพียงใด และอยู่ในบริเวณใดจึงปลอดภัยความสามารถเช่นนี้ไม่ใช่ธรรมดาสามัญ ไป๋ซานจึงได้เลือกฝูจิ้นมาเข้าร่วมกับตระกูลไป๋“นามเหวินหรง เจ้าเคยได้ยินหรือไม่” ไป๋เสวี่ยมองเห็นความสับสนที่ฝูจิ้นแสดงออกมา นางรู้แล้วว่าเขาไม่ได้โกหก จึงลดความไม่ไว้ใจลงไปได้เล็กน้อย ก่อนจะถามถึงเรื่องสำคัญไปตามตรงนั่นก็คือ...รู้จักกับเหวินหรงหรือไม่!“ไม่ขอรับ! ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน!” ฝูจิ้นแทบจะปฏิเสธออกมาทันทีน้ำเสียงของเขาหนักแน่น แววตาของเขาไม่สั่นไหว แสดงว่าเขาไม่ได้โกหกฝูจิ้นไม่รู้จักเหวินหรงจริง ๆไป๋เสวี่ยจึงถอนหายใจออกมา ถือว่าเหวินหรงให้เกียรตินางพอสมควร เพราะเขาเลือกจะทำตามที่นางต้องการ แต่ถึงอย่างนั้นไป๋เสวี่ยก็อดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ ตัวไม่อยู่ แต่ก็อุตส่าห์สร้างความหงุดหงิดให้นางได้ เขานี่มัน
ไป๋เสวี่ยมองหน้าฝูจิ้นสิ่งที่นางรับรู้ได้จากชายคนนี้คือระดับพลังที่แปรปรวนคล้ายกับพลังของเหวินหรง เพียงแต่ก็มีบางครั้งที่พลังของเขาก็คล้ายกับคนทั่วไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไป๋เสวี่ยพูดไม่ถูก นางคิดว่าตนนั้นแตกต่างแล้ว แต่ฝูจิ้นก็เช่นกันคนผู้นี้มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวพันกับแผ่นดินใหญ่ ไป๋เสวี่ยแน่ใจเช่นนั้น“เจ้าเป็นผู้ใดกัน?” ไป๋เสวี่ยมองหน้าฝูจิ้นและถามขึ้นมานางพยายามข่มความไม่พอใจลง นั่นเป็นเพราะว่าไป๋เสวี่ยคาดว่าฝูจิ้นจะต้องเป็นคนที่เหวินหรงส่งมาอย่างแน่นอน“ข้าน้อยฝูจิ้นขอรับ” ฝูจิ้นตอบออกมาตามตรงด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย เหตุใดเขาถึงได้รู้สึกหวาดกลัวไป๋เสวี่ยเช่นนี้กัน“บอกมาตามตรง ผู้ใดส่งเจ้ามา”“คุณหนูใหญ่หมายความว่าอย่างไรขอรับ” ชายหนุ่มมองไป๋เสวี่ยด้วยความสับสน ไปที่ใดก็มีแต่คนรังเกียจแล้วผู้ใดจะส่งเขามาที่นี่ในขณะที่ร่างสูงสับสนส่วนไป๋เสวี่ยนั้นคอยมองดูปฏิกิริยาของฝูจิ้นอยู่ตลอดว่าเขากำลังแสดงออกเช่นไรแต่สิ่งที่เขาพึ่งแสดงออกมานั้นไม่ได้เสแสร้ง บ่งบอกว่าคนผู้นี้ไม่เข้าใจในคำถามของนางจริง ๆ เขาอาจจะไม่เข้าใจคำถามของน
ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ทุกคนที่มาใหม่ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากจิตสังหารที่รุนแรงของไป๋เสวี่ยเรื่องนี้เป็นเพราะว่านางจงใจ ก็มาใหม่เลยจำเป็นต้องข่มขู่กันเสียหน่อย“จื่อจ้ง คนที่ข้าพามาให้เจ้าจัดการ...แล้วก็เจ้าตามข้ามา” ไป๋เสวี่ยหันไปสั่งการจื่อจ้ง ก่อนจะสั่งให้ฝูจิ้นตามนางไปพ้นหลังคุณหนูใหญ่จิตสังหารก็เลือนหาย ผู้มาใหม่เกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่กระอักเลือดออกมาทันทีคนที่เคยสงสัยในความสามารถของไป๋เสวี่ย ตอนนี้ต่างก็ได้คำตอบแล้วว่าเรื่องเล่าทั้งหมดล้วนเป็นความจริง! คนที่เก่งกาจที่สุดในตระกูลไป๋ ไม่ใช่คุณชายใหญ่ไป๋ซาน แต่เป็นคุณหนูใหญ่ไป๋เสวี่ยจริง ๆคุณชายใหญ่ไป๋ซานมีวรยุทธ์ร้ายกาจ แม้แต่คุณชายน้อยและคุณหนูน้อยไป๋เทียนกับไป๋หลันต่างก็เป็นอัจฉริยะ พวกเขาจึงคิดว่าไป๋เสวี่ยคงจะไม่เก่งไปมากกว่านี้เท่าใดนัก เพราะอย่างไร คนทั้งสามที่กล่าวไป ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเสียยิ่งกว่าอัจฉริยะอยู่แล้วแต่เมื่อได้พบเจอกับไป๋เสวี่ยตัวจริง พวกเขาก็ได้เข้าใจกับคำว่าอัจฉริยะ ที่อยู่เหนืออัจฉริยะอย่างแท้จริงเสียทีไม่ต้องทำเรื่องใดให้วุ่นวาย เพียงแค่จิตสังหารก็ราวกับช่
“เช่นนั้นก็ดี” ไป๋เสวี่ยพยักหน้าและไม่นานหลังจากนั้น คนทั้งหมดก็เดินทางมาจนถึงจวนตระกูลไป๋ เพราะไป๋เสวี่ยนั่งอยู่ด้วย ทำให้เสี่ยวหงสามารถบินผ่านเข้ามาภายในอาณาเขตของตระกูลได้ทันทีซึ่งพื้นที่ที่กว้างขวางมากที่สุดในยามนี้ ที่เสี่ยวหงสามารถบินลงได้นั่นก็คือลานฝึกยุทธ์ ที่ตอนนี้มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมากวี้ว!เสี่ยวหงหวีดร้องคล้ายกำลังส่งสัญญาณเตือน คนเบื้องล่างเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจดี เพราะเพียงไม่นาน ลานฝึกยุทธ์ที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนก็พลันว่างเปล่าเมื่อเสี่ยวหงบินลงมาพรึ่บ!“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว!” เสียงร้องหนึ่งดังขึ้นมา ในตอนที่ไป๋เสวี่ยกระโดดลงมาจากหลังของเสี่ยวหงการปรากฏตัวของผู้เป็นคุณหนูสร้างความแตกตื่นไม่น้อย เพราะที่แห่งนี้ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงองครักษ์ตระกูลไป๋ แต่ยังมีเหล่าคนหน้าใหม่ที่ไป๋ซานพึ่งซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาสรวมอยู่ด้วยพวกเขาไม่เคยพบเจอไป๋เสวี่ยมาก่อน แต่ว่าเคยได้ยินเพียงชื่อ และไม่คิดว่าคนที่อยู่ในคำเล่าลือทั้งหมดที่พวกตนเคยได้ยินมาจะเป็นเพียงเด็กเท่านั้น!ไป๋เสวี่ยรับรู้ได้ว่ามีคนที่นางไม่เคยเห็นหน้ารว
ไป๋เสวี่ยเดินทางกลับมายังตระกูลไป๋ทันทีโดยพึ่งพาเสี่ยวหงตามเดิม เหยี่ยวเพลิงของนางยามนี้ตัวใหญ่ขึ้นมาก ซึ่งไป๋เสวี่ยคาดว่าอีกไม่นานเสี่ยวหงก็น่าจะเลื่อนระดับพลังอีกเรื่องนี้ทำให้นางแปลกใจไม่น้อยเลยการเดินทางไม่ได้เร่งรีบ ด้วยเหตุนี้จึงใช้เวลาเกือบ ๆ สองเดือนถึงจะเดินทางกลับมาถึงตระกูลไป๋ ที่เกาะสายลมไป๋เสวี่ยทิ้งให้จื่อซู่และเสี่ยวฮวนอยู่ที่นั่นก่อน เพื่อรอคอยให้นางส่งคนอื่นไปแทนที่แม้ว่าจะรู้ดีว่าเสี่ยวจิงพึ่งจะคลอดลูก แต่ไป๋เสวี่ยก็ไม่มีทางเลือกมากนัก นางจำเป็นต้องเลือกจื่อซู่และเสี่ยวฮวน เพราะความใจเย็นของจื่อซู่และความแข็งแกร่งของเสี่ยวฮวน ไป๋เสวี่ยคิดว่าทั้งสองน่าจะดูแลจัดการเกาะสายลมได้ไป๋เสวี่ยไม่ได้ยึดครองเกาะสายลม เพราะเกาะสายลมยังปกครองโดยตระกูลหูอยู่ นางเพียงแค่คอยดูแลอยู่เบื้องหลัง และหากมีเรื่องใดก็สามารถเรียกใช้งานคนเหล่านี้ได้ กองกำลังตระกูลหูมีถึงพันห้าร้อยคนและในอนาคตจะมีเพิ่มอีก นี่ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย หากทำให้พวกเขาแข็งแกร่งได้เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ ยามนี้เกาะสายลมก็มีไป๋เสวี่ยเป็นจักรพรรดินี และหูลี่ซงเป็นแม่ทัพใหญ่ ที







