INICIAR SESIÓNด้านไป๋เสวี่ย ก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมา ว่านเกล็ดอัคคีนางมีอยู่ในมิติจิต ในถ้ำหนึ่งในมิติจิตเป็
“ขอรับคุณหนูใหญ่” จื่อซู่รับฟังคำสั่งของไป๋เสวี่ยเป็นอย่างดี ก่อนที่จะรีบกระจายข่าวออกไปและเมื่อจื่อซู่เดินจากไปแล้ว หย่งคังเล่อและหวังลู่เจ๋อก็เดินมาหาสองพี่น้องตระกูลไป๋พร้อมด้วยเมิ่งหลาน“พี่ใหญ่ เสวี่ยเอ๋อร์” เมิ่งหลานยิ้มกว้างอย่างร่าเริง พลังวิญญาณที่สูญเสียไปของเขาตอนนี้ฟื้นคืนกลับมาทั้งหมดแล้ว นี่จึงทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก“ท่านอารมณ์ดีแต่เช้าเลยนะเจ้าคะพี่รอง” ไป๋เสวี่ยเอ่ยทัก“ข้าย่อมอารมณ์ดีเป็นปกติ”“แต่หากท่านอารมณ์ดีมากไปมันจะดูเหมือนท่านไม่ปกตินะเจ้าคะ”“อย่างไร?” เมิ่งหลานมองไป๋เสวี่ยอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่นางพูด ในขณะที่ไป๋เสวี่ยนั้นได้แต่ส่ายหน้าไปมาเบา ๆ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นพี่รองของนางคงสร้างภาพเก่งยิ่งนัก ไม่เช่นนั้นสตรีมากมายคงไม่มีทางหลงรักบุรุษเช่นนี้ได้เป็นแน่“ช่างเถิด ลืมสิ่งที่ข้าพูดไปเถอะเจ้าค่ะ” เมิ่งหลานขมวดคิ้ว ในขณะที่ไป๋เสวี่ยไม่สนใจจะคุยกับเขาต่อให้ตนเองต้องปวดหัว“ออกเดินทางได้เลยหรือไม่” แล้วก็เป็นหย่งคังเล่อที่ถามแทรกขึ้นมา“คนของท่านพร้อมแล้วหรือ” คำถามนี้เ
ความจริงในฐานะหมอนางควรจะเดินไปตรวจดูชีพจรอีกสักรอบเพื่อความมั่นใจว่าพิษไม่มีหลงเหลืออยู่แล้วแต่เพราะยังคงหมั่นไส้กับท่าทีจองหองของคนพวกนั้นอยู่ ไป๋เสวี่ยจึงไม่ยอมไปตรวจซ้ำ“พวกเขาดีขึ้นมากแล้วขอรับ” เป็นจื่อซู่ที่ตอบกลับเขาได้เดินไปมองดูเหล่าองครักษ์มาแล้ว แม้จื่อซู่จะไม่ใช่ผู้ใช้โอสถ แต่เพียงแค่มองสีหน้าของพวกเขาก็พบว่าดีขึ้นมากกว่าเมื่อวาน เช่นนี้ย่อมแสดงว่าดีขึ้นและหากว่าเป็นคุณหนูใหญ่ที่ลงมือรักษาด้วยตนเอง มีหรือที่จะไม่หายดี จื่อซู่คิดอยู่ภายในใจแต่ไม่ได้พูดมันออกมา“แล้วเจ้าไปสำรวจรอบ ๆ มา ได้สิ่งใดมาบ้างหรือไม่” ไป๋เสวี่ยถามต่อ“กลุ่มคนที่เข้ามาภายในป่าร้อยอสูรติดพิษ และทยอยตายไปจำนวนหนึ่งแล้วขอรับ เพราะพวกเขาฝืนเดินทางฝ่าฝนพิษและพืชมีพิษเข้าไป บางกลุ่มก็โดนทั้งพิษและสัตว์วิญญาณเล่นงาน ที่โชคร้ายที่สุดเห็นจะเป็นกลุ่มที่โดนพืชกลืนกินกัดกินขอรับคุณหนู” จื่อซู่บอกเล่า ในขณะที่ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับฟังพืชกลืนกินนั้นมีอยู่ทั่วทั้งป่าร้อยอสูร มันชอบกลืนกินมนุษย์และสัตว์วิญญาณเป็นอาหาร เมื่อใดที่ถูกกลืนกินจะยังไม่ตายทันที แต่จะค่อย ๆ ถูกดูดพ
คนตัวเล็กเดินกลับมาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม เมื่อนางปรากฏตัว ทุกคนก็ให้ความสนใจทันที ไป๋เสวี่ยไม่ได้สนท่าทีเหล่านั้น เด็กหญิงเดินกลับไปนั่งบนโขดหินไม่ไกลจากพี่ชาย ก่อนจะเรียกผลท้อแสงอรุณออกมากิน“ผู้ใดทำให้เจ้าโมโหกัน” ไป๋ซานถามยิ้ม ๆ เขาเพิ่งออกจากการเดินพลัง ก็มองเห็นร่างเล็กที่เดินเข้ามาในถ้ำด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าง้ำงอของไป๋เสวี่ยช่างดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก ไม่รู้ว่าน้องสาวของเขารู้ตัวหรือไม่“ก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องเจ้าค่ะพี่ใหญ่” มือเล็กโบกพัดอย่างไม่ใส่ใจ แม้ใจอยากจะบ่นระบาย แต่การที่นางพบกับเหวินหรง ไป๋เสวี่ยรู้สึกว่าจะให้ผู้ใดรู้ไม่ได้“หากเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องจริง เจ้าก็อย่าได้โมโหไปเลยเสวี่ยเอ๋อร์”“ก็ได้เจ้าค่ะ” ใบหน้าเล็กก้มหน้ารับและลดความเกร็งเครียดลงเพื่อไม่ให้ไป๋ซานเป็นห่วงและยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เฟิ่งจิ่วกับจื่อซู่ก็วิ่งเข้ามาในถ้ำ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าของไป๋เสวี่ยและไป๋ซาน พร้อมทั้งกระหืดกระหอบออกมาในตอนแรกที่วิ่งมาใบหน้าของคนทั้งสองนั้นตึงเครียดและเต็มไปด้วยความร้อนรน แต่พอเห็นไป๋เสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างกายไป๋ซาน ความกังวลที่มีท
“ไม่ใช่ ข้าเพียงแค่มาตามหาของบางอย่างเท่านั้น” ในที่สุดเหวินหรงก็ตอบคำถามก่อนหน้า“ของหรือ ให้ข้าช่วยหรือไม่ ข้ารู้จักที่นี่ดี”“ไม่เป็นอันใด ข้ารู้แล้วว่ามันอยู่ที่ใด”“อือ ข้าเข้าใจแล้ว” ไป๋เสวี่ยพยักหน้ารับ“...”“ข้าต้องไปแล้ว”“...”“ไว้พบกันใหม่” ไป๋เสวี่ยยิ้มให้เหวินหรง ก่อนจะเดินจากไป ในขณะที่เหวินหรงยืนนิ่งและมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ไปด้วยความรู้สึกที่มันหลากหลายเป็นอย่างมากเจอกันเพียงแค่สองครั้งเหตุใดเขาจึงรู้สึกผูกพันกับนางยิ่งนัก รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเชื่อมความรู้สึกของเขาเอาไว้จนแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เสวี่ยเอ๋อร์”กึกสองเท้าหยุดเดินเพราะเสียงเรียก ก่อนที่นางจะหันกลับมาทำหน้านิ่วขมวดคิ้วใส่ร่างสูงอย่างไม่พอใจ“ห้ามเรียกข้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์!” ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุดัน ไป๋เสวี่ยไม่ชอบให้ผู้อื่นเรียกว่าเสวี่ยเอ๋อร์ นอกจากคนในครอบครัว“ข้าพอใจที่จะเรียกเช่นนี้” เหวินหรงระบายยิ้มเมื่อสิ้นเสียงจี่ฝูกับจี่ซาที่แฝงตัวอยู่บนต้นไม้ถึงกลับตัวแข็งค้างจนแทบจะตกลงมาด้
หากแข็งแกร่งมากกว่าระดับเซียนก็ต้องเป็นระดับเทพ แต่ระดับเทพส่วนมาก เป็นกลุ่มคนอายุหลายร้อยปี แล้วเหวินหรงเล่าเขาอายุเท่าใดกันคนตัวเล็กคิดอย่างสับสน จนลืมนึกไปว่าระดับเซียนเองก็มีเพียงคนที่มีอายุหลายร้อยปีขึ้นไปเช่นกัน สำหรับนางที่มีอายุเพียงยี่สิบปีแล้วขึ้นมาเป็นผู้ที่มีพลังยุทธ์อยู่ในระดับเซียน ก็ถือว่าน่าแปลกไม่ต่างกัน“เจ้าชมข้า?” เหวินหรงถามและมองไป๋เสวี่ยนิ่ง“ข้าเพียงแค่พูด ไม่ได้กล่าวชม”“อ่า เช่นนั้นรึ”ไป๋เสวี่ยไม่ได้สนใจว่าบุรุษนัยน์ตาสีมรกตตรงหน้าจะคิดเช่นไร อีกทั้งใบหน้าของเขาก็ถูกปิดบังด้วยหน้ากาก เดาไม่ออกว่าเหวินหรงกำลังแสดงสีหน้าเช่นไรอยู่แต่สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้คือนางสามารถไว้ใจบุรุษผู้นี้ได้ อย่างที่ไม่รู้ถึงเหตุผลเช่นกันตอนแรกที่เดินมาถึงที่ลำธาร นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของจิตสังหารรุนแรงที่บางเบาแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยไป๋เสวี่ยนิ่งคิดไม่นานก่อนจะนึกออก เพราะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่นางเคยพบ เขาทำให้รับรู้ได้ถึงความรุนแรงแต่ไม่เป็นอันตรายต่อนาง นั่นก็คือบุรุษสวมหน้ากากนัยน์ตาสีมรกตที่เคยพบเจอที่ตลาดม
สิ้นคำพูดของไป๋เสวี่ยร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทก็ปรากฏกายออกมา เหวินหรงมีสีหน้าแปลกใจที่อีกฝ่ายรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเขา ทั้งการที่ได้พบเจอกับนางในสถานที่แห่งนี้ก็ทำให้เขารู้สึกแปลกใจเช่นกันแต่การที่จะรับรู้ว่าเหวินหรงอยู่ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากเพราะเขาลบกลิ่นอายของตัวเองและใช้วิชาพรางตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับพลังของเขา ที่หากคิดจะซ่อนตัว ผู้ที่มีระดับต่ำกว่าอย่างไรก็ต้องหาเขาไม่พบแต่สำหรับไป๋เสวี่ย ทันทีที่นางเดินมาถึงที่ลำธารได้เพียงไม่นาน นางกลับรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเขา ทั้งยังรู้อีกด้วยว่าผู้ที่ซ่อนตัวอยู่เป็นเขา“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า” เหวินหรงเอ่ยถามและมองไป๋เสวี่ยอย่างสงสัย“รู้สึกได้”“รู้สึกได้?”“ใช่”“...” เหวินหรงเงียบ มองใบหน้าไร้เดียงสาของไป๋เสวี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนักนึกย้อนไปถึงวันที่คนของเขามารายงานเรื่องที่ให้ไปสืบเกี่ยวกับนาง เหวินหรงก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กน้อย ไม่สิ สตรีผู้นี้น่าสนใจมาก“ไป๋เสวี่ย คุณหนูใหญ่สกุลไป๋ เป็นผู้ใช้โอสถขอรับ อายุสิบปีถูกพิษของอสรพิษเหมันต์ ถอน







