로그인เมื่อนักปรุงน้ำหอมสาวทะลุมิติมาอยู่ในร่างคุณหนูรองผู้อ่อนแอโดนพิษร้ายเพราะถูกพี่สาวแย่งคู่หมั้น นางจึงตื่นขึ้นมาพร้อม ระบบหมื่นบุปผา ปลูกดอกไม้เซียนและสกัดเครื่องหอมสะท้านใต้หล้า ทว่ายิ่งปลูกต้นดอกไม้มากเท่าใด ร่างกายของนางกลับยิ่งส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนชินอ๋องเยี่ยฉิงชางทนไม่ไหวจับกดอยู่ตลอดเวลา ตัวฉลาดในนิยายที่ไร้ความรู้สึกและสูญเสียการรับกลิ่น นำมาซึ่งพันธะโลหิตและการครอบครองที่ร้อนแรงเกินต้านทาน
더 보기ตอนที่ 1 โลหิตที่เปื้อนชุดมงคล
กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งปนเปไปกับกลิ่นสุรามงคลชั้นดี
สติของนักปรุงน้ำหอมสาวแห่งยุคปัจจุบันฟื้นคืนกลับมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่อกซ้าย ราวกับหัวใจกำลังจะแตกสลายออกเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือสีแดงมงคลของผ้าประดับและเงาร่างของคนสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“ซูเหยา พี่สาวไม่ได้ตั้งใจจะแย่งท่านแม่ทัพหนุ่มไปจากเจ้าเลยนะ แต่ผู้นำตระกูลฉีและท่านพ่อเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า สายเลือดขยะระดับต่ำของเจ้า... ไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินเอกของแม่ทัพหนุ่ม”
คำพูดเสแสร้งดัดจริตนั้นดังมาจากหญิงสาวในชุดมงคลปักลายงดงาม หลินเมิ่งเหลียน พี่สาวต่างมารดาผู้มีใบหน้างดงามราวกับดอกบัวขาว ทว่าแววตากลับฉายความสะใจอย่างปิดไม่มิด ข้างกายของนางคือ ฉีเจิ้นชัง อดีตคู่หมั้นผู้เป็นถึงแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ยามนี้เขากำลังมองลงมาที่ร่างที่นอนจมกองเลือดด้วยสายตาเหยียดหยาม
เดี๋ยวนะ นี่มันนิยายห่วยแตกที่ข้าพึ่งซื้ออ่านไปจบไปเมื่อวานนี่?
ถ้าอย่างนั้น… ร่างนี้ก็คือ หลินซูเหยา บุตรสาวคนรองผู้อ่อนแอของตระกูลหลินที่เพิ่งกระอักเลือดตายคาชุดแต่งงานเพราะถูกหักหลัง!
ชิบหายแล้วไง
ธมลวรรณในร่างของหลินซูเหยาธมลวรรณในร่างของหลินซูเหยารีบก้มลงเพื่อซ่อนสีหน้าที่มีความกังวลเอาไว้ เพราะยามนี้ความทรงจำอันเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามา
ภาพความจริงที่ต้องเจอ กับสิ่งที่อ่านได้จากตัวหนังสือมันแตกต่างกันยิ่งนัก หลินซูเหยาเป็นตัวประกอบที่ตายเพื่อปูทางให้พี่สาวคนละแม่ได้แต่งงานกับพระเอกอย่างแม่ทัพหนุ่มฉีเจิ้นชัง แถมตายวันไหนไม่ตาย มาตายในวันแต่งงานที่นางตัดสินใจ จะถอยและหนีออกจากที่นี่แล้ว!
แต่เหตุการณ์ทั้งหมดมันก็ผ่านไปหมดแล้ว เพราะหลินซูเหยาคนเก่าตายไปแล้ว ส่วนนางในยามนี้คือธมลวรรณจ้ะ นักปรุงน้ำหอมอันดับหนึ่งของโลก สวยและรวยมาก ความเสียใจน่ะหรือ? ไม่มีหรอก!
นางพยุงกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งโถงตระกูลหลิน เสื้อผ้าสีขาวที่ปกติมันมักจะทำให้นางดูอ่อนแอ แต่ครั้งนี้กลับทำให้นางดูสง่างามแบบแปลก ๆ
ดูเอาเถิด ขนาดวันมงคลของตัวเองยังได้ใส่แค่เสื้อผ้าสีขาวธรรมดา
นางยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปากอย่างเชื่องช้า แววตาที่เคยฉายแววเศร้าโศกกลับกลายเป็นนิ่งสนิทเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็แน่นอนอยู่แล้ว นางคือธมลวรรณจากยุคปัจจุบันที่เจริญก้าวหน้าไปไกลแล้ว แค่ตายแล้วได้มาอยู่ในร่างของหลินซูเหยาคนนี้ก็เท่านั้น
ดังนั้นนางก็เหมือนกับคนนอกที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับตระกูลหลินเลย
หลินซูเหยา เจ้าคงเดินทางไกลและไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว สิ่งเดียวที่ข้าจะตอบแทนเจ้าได้…
ร่างอ่อนแอยิ้มเย็นชา เชิดหน้าขึ้น
“ในเมื่อพวกเจ้าไร้ยางอายถึงเพียงนี้ เหตุใดข้าต้องรั้งอยู่ให้เสนียดจัญไรติดตัวด้วย”
หลินซูเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่มันทรงพลังจนคนทั้งห้องเงียบกริบ นางเอื้อมมือไปที่ข้างเอว กระชากป้ายไม้จันทร์หอมประจำตัวที่สลักคำว่า หลินซูเหยา ออกมา จากนั้นใช้มือข้างที่เปื้อนเลือดลูบไล้ตัวอักษรเหล่านั้นเหมือนอาลัยแล้วก็...
เขวี้ยงมันลงกับพื้น ก่อนจะกระทืบมันแรง ๆ จนไม้จันทร์ชั้นดีแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ต่อหน้าต่อตาผู้นำตระกูลหลินและแม่ทัพหนุ่มที่เป็นอดีตคู่หมั้น
ภาพที่นางกระทืบป้ายไม้นั้นทำเอาทุกคนในบริเวณถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะมิเคยเห็นคุณหนูรองหลินผู้อ่อนแอคนนี้แสดงท่าทางเกรี้ยวโกรธมาก่อนเลย
หลินเมิ่งเหลียนขมวดคิ้ว มือที่กุมกันอยู่ในแขนเสื้อบีบกำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
นังซูเหยามันเป็นอะไรไป เหตุใดมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้? ปกติมันจะต้องร้องไห้โวยวายขอความเมตตาและยอมข้าสิ
นังขยะ! นังไร้ค่าเอ้ย!
หลินซูเหยาปรายตามองเสื้อผ้ามองหน้าของหลินเมิ่งเหลียนที่ทำสีหน้าบิด ๆ เบี้ยว ๆ สตรีแบบนี้นะหรือที่จะได้ตบแต่งให้กับแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ผัดแป้งเสียหนาจนหน้ากับคอขาวไม่เท่ากัน
ไร้รสนิยมชะมัด ไม่รู้ไอ้แม่ทัพหนุ่มนี่มันชอบไปได้ยังไง
แต่แล้วเสียงตวาดของบิดาบังเกิดเกล้าดังขึ้น
“ซูเหยา! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำกิริยาต่ำช้าเช่นนี้!”
ผู้นำตระกูลหลินชี้นิ้วตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ต่ำช้าหรือ?”
นางหมุนตัวกลับมาสบตาบิดาสารเลว แววตาไร้ความยำเกรง
คนแบบนี้ไม่คู่ควรให้ข้าเรียกว่าพ่อด้วยซ้ำ สู้ท่านแม่ก็ไม่ได้! ไอ้พ่อห่วยแตกเอ้ย!
“ท่านพ่อ ป้ายตระกูลหลินอันนี้ ข้าไม่ต้องการอีกต่อไป นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้าขอประกาศตัดขาดจากตระกูลหลิน! พวกเจ้าและข้าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก!”
ฉีเจิ้นชังยืนฟังสิ่งที่หลินซูเหยาเอ่ยแล้ว ดวงตาก็ฉายแววประกายเหยียดหยามเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ส่งเสริมว่าเขาได้ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เลือกจะแต่งงานกับหลินเมิ่งเหลียนสตรีอันดับหนึ่งมิใช่หลินซูเหยาขยะไร้ค่า
“เจ้ามันก็แค่สตรีไร้ค่าไม่มีสายเลือดเทพบุปผา กิริยามารยาทยังทรามเหมือนพวกบ่าวชั้นต่ำ ตระกูลฉีของข้าไม่ขอเลี้ยงคนแบบเจ้าไว้หรอกนะ! และนั่นก็คือเหตุผลที่เจ้าจะไม่มีวันได้เป็นฮูหยินเอกของข้าได้ หลินซูเหยา”
ฉีเจิ้นชังตวาดอีกรอบ ดวงตามีแต่ความเหยียดหยามเท่านั้น สตรีแบบนี้หรือ ใครมันจะอยากได้ไปเป็นภรรยา ร่างกายอ่อนแอ แถมยังฝึกฝนไม่ได้ จะส่งเสริมสามีให้เจริญก้าวหน้าได้ยังไง เขาชื่อว่าทั่วทั้งพิภพนี้คงไม่มีใครอยากได้หลินซูเหยาไปเป็นภรรยาอย่างแน่นอน!
“ข้าไร้ค่าแล้วอย่างไร? ข้าไม่ได้ขอข้าวตระกูลพวกเจ้ากิน แล้วข้าก็ไม่ได้อยากเป็นฮูหยินเอกหรอกนะ”
นางยกยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า ดวงตากลมโตตวัดมองฉีเจิ้นชังด้วยความเหยียดหยามที่รุนแรงกว่าหลายเท่านัก
“แล้วก็... แม่ทัพฉี พี่สาว ข้าขอบใจพวกเจ้าสองคนมากนะที่ช่วยรักกัน จนเอาเศษขยะชิ้นนี้ไปจากข้า กิ่งทองใบหยกช่างเหมาะสมกันดี คนหนึ่งแพศยา อีกคนก็ตระบัดสัตย์ ก็ขอให้รักกันจนไปลงปรโลกเถิด”
“เจ้า...!” หลินเมิ่งเหลียนหน้าถอดสีทันทีเมื่อถูกฉีกหน้าต่อหน้าธารกำนัล ส่วนฉีเจิ้นชังโกรธจนตัวสั่นหน้าดำจนดูไม่ได้
เป็นยังไงล่ะ นังพวกชั่ว น้องสาวตัวเองยังทรยศได้ลง ขอให้กระอักเลือดตายไปเลย!!
หญิงสาวสะบัดหน้า ปล่อยให้ชายเสื้อสีขาวที่เปื้อนเลือดสะบัดพลิ้วไปแบบนั้น นางก้าวเดินออกจากห้องโถงใหญ่โดยไม่หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องและเสียงก่นด่าข้างหลัง แม้แผนการหนีไปจากตระกูลหลินของหลินซูเหยาคนก่อนจะมิสำเร็จเพราะจากไปโลกนี้ไปก่อนจะได้มีอิสระ แต่คราวนี้นางที่เป็นธมลวรรณได้สานต่อแผนการนั้นและจะทำให้ปณิธานของหลินซูเหยา สตรีผู้น่าสงสารให้เป็นจริง
ต่อจากนี้ไป จะไม่มีหลินซูเหยาผู้อ่อนแออีกแล้ว
นางแหงนหน้ามองท้องฟ้ากว้าง สูดหายใจเข้าลึก ๆ
“จากนี้ไป... ข้าจะใช้สกุลของท่านแม่ ข้าคือ ฉินซูเหยา”
ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงของสิ่งหนึ่งก็ได้ดังขึ้น
[ ติ๊ง! ตรวจพบการเปลี่ยนชะตากรรมอย่างสมบูรณ์ ปลดล็อกระบบตามเงื่อนไขที่กำหนด... ]
[ เปิดใช้งานระบบเทพบุปผาสำเร็จ! ]
[ ยินดีด้วย โฮสต์ฉินซูเหยา ได้รับการปลดล็อกระดับ 1: สวนบุปผาสวรรค์ ]
สิ้นเสียงของระบบ คลื่นพลังงานปราณอันอบอุ่นก็ระเบิดออกจากร่างของฉินซูเหยา บาดแผลภายในที่บอบช้ำถูกเยียวยาในพริบตา พร้อม ๆ กับที่กลิ่นหอมประหลาดโชยสะพัดออกไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลหลิน มันเป็นกลิ่นหอมหวาน ลุ่มลึก และเปี่ยมไปด้วยพลังปราณฟ้าดินที่สะกดให้สรรพสิ่งรอบข้างเงียบงัน... กลิ่นอายที่บ่งบอกว่า ชะตาชีวิตของฉินซูเหยาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
ตอนที่ 44 แอบอ่านแผนลับของข้า แล้วท่านอ๋องก็ถูกจอง!เยี่ยฉิงชางหยุดอยู่หน้าประตูชั่วครู่ สายตาคมกวาดมองรอบห้องอย่างสนใจการจัดห้องของนางต่างจากเรือนสตรีทั่วไป พื้นที่เปิดโล่งเชื่อมต่อกับสวนและสายน้ำด้านนอก มองออกไปก็เห็นทุ่งดอกไม้กำลังเบ่งบาน หากต้องการความเป็นส่วนตัว เพียงเลื่อนประตูไม้ก็แบ่งห้องเป็นสองส่วนได้ทันที เรียบง่าย แต่สะดวกสบายเหมือนเจ้าของห้องไม่มีผิดเขาเดินไปนั่งข้างเตียง มองเส้นผมดำที่กระจายอยู่บนหมอนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนิ้วหนาจะเกี่ยวปอยผมที่ปรกหน้าไปทัดไว้หลังใบหู แล้วประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากนางเบา ๆจากนั้นสายตาก็เลื่อนไปยังกองกระดาษบนโต๊ะเขาลุกขึ้นไปหยิบมาอ่าน ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรน่าสนใจ แต่ยิ่งอ่านแววตาก็ยิ่งเปลี่ยนไป ลายมือของนางงดงามเกินคาด ที่สำคัญคือรูปแบบการวางแผนเข้าใจง่ายอย่างยิ่ง เพียงชั่วครู่เขาก็มองเห็นโครงสร้างของเทศกาลทั้งหมดแต่หลายส่วนยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะหัวข้อรางวัลข้างช่องว่างนั้นมีตัวอักษรกำกับไว้ว่า รางวัลใหญ่ ให้ท่านอ๋องคิดเยี่ยฉิงชางมุมปากกระตุกสตรีผู้นี้... โยนภาระให้เขาหน้าตาเฉยสายตาของเขาเลื่อนไปยังปากกาหยกบนโต๊ะ ของแปลกตาชิ้นนี้
ตอนที่ 43 สามวันมันน้อยไป ข้าจะจัดสักเจ็ดวันจ๊วบ...สิ้นเสียงเห็นพ้อง ริมฝีปากร้อนผ่าวก็อ้าออกแล้วดูดดึงเนื้อตรงไหล่เนียนเข้าปากอย่างแรงจนเกิดเสียงลามกดังขึ้นมา“อ๊ะ... ท่านอ๋อง!”ฉินซูเหยาร้องเบา ๆ มือบางฟาดลงบนบ่ากว้างหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว ทว่ามืออีกข้างก็ยังลูบผมเขาต่อไปอย่างเคยชินกับความเอาแต่ใจของบุรุษผู้นี้“แล้วหากข้าอยากจัดซุ้มถนนคนเดิน จัดประกวดบุปผา และวางผังลานค้าให้เป็นระบบตามที่ข้าคิด จะทำได้หรือไม่เพคะ”“เจ้าทำได้เต็มที่ตามที่ใจต้องการ ไม่ต้องกังวลสิ่งใดทั้งสิ้น”ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาทรงอำนาจฉายประกายหนักแน่น“เจ้ามีหน้าที่บริหารจัดการภาพรวมและดึงความงดงามออกมาให้หมด ส่วนเรื่องพิธีการโบราณหรือกฎระเบียบราชสำนักที่เจ้าไม่คุ้นชิน เจ้ากรมพิธีการเจี้ยงจะคอยจัดการรองรับเจ้าเองทั้งหมด”ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ความมั่นใจและแรงสนับสนุนที่ได้รับอย่างไร้ข้อกังขาทำให้หัวใจดวงน้อยพองโต ฉินซูเหยายกยิ้มหวาน ก่อนโน้มใบหน้าลงไปประกบจูบกลีบปากหยักของเขาอย่างดูดดื่มชายหนุ่มพลิกกายขึ้นคร่อมร่างบาง สองมือหนาโอบรั้งเอวนางเข้าไปชิดแนบอกริมฝีปากสีแดงเหยียดยิ้มอย่างยั่วเย้าคื
ตอนที่ 42 ข้าเห็นแต่เงินเท่านั้นฉินซูเหยาครุ่นคิดตามคำบอกเล่าของเยี่ยฉิงชางอยู่ครู่หนึ่ง นิ้วเรียวที่เล่นกับปลายผมดำของเขาหยุดลงโดยไม่รู้ตัวดอกไม้สดมีน้อย งานก็จะต้องกร่อย ต้องใช้ดอกไม้กระดาษมาแทนฟังแล้วเหมือนปัญหาใหญ่ แต่สำหรับนาง มันคือช่องว่างในตลาดที่เปิดกว้างจนอดยิ้มไม่ได้ไม่คิดว่าโลกนิยายแห่งนี้จะมีช่องว่างแบบนี้เหมือนกัน“ท่านอ๋องเพคะ”“อืม”“ในเมื่อปีนี้หม่อมฉันได้เป็นแม่งานหลักเป็นครั้งแรก หม่อมฉันก็อยากทำให้เทศกาลบุปผาครั้งนี้ไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมาเพคะ”เยี่ยฉิงชางเลิกคิ้วเล็กน้อย“ไม่เหมือนอย่างไร”ดวงตากลมโตของหญิงสาวเป็นประกายวาบ“หม่อมฉันอยากให้งานนี้ไม่ใช่เพียงงานชมบุปผา แต่เป็นเวทีที่ทำให้ทุกคนเห็นความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และศักยภาพของแคว้นต้าหลิงเพคะ”นางขยับตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง“หม่อมฉันจะขยายงานจากสามวันสามคืน เป็นเจ็ดวันเจ็ดคืนเพคะ”เยี่ยฉิงชางไม่ตอบทันทีเขาไม่ได้คัดค้าน เพียงขมวดคิ้วบาง ๆ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ“เจ็ดวัน ดอกไม้สามวันยังไม่พอ เจ้าจะหาดอกไม้มาจากที่ใด”คำถามนี้นางรอมาตั้งแต่ต้น ฉินซูเหยายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนเอียงหน้าเข้าไปใกล้เขาอีก
ตอนที่ 41 ให้ข้าเป็น…งั้นหรือ?ฉินซูเหยาชะงักไปเล็กน้อยอะไรนะนี่เขากำลังชวนไปเป็นออแกไนเซอร์งานใหญ่ระดับราชสำนักจริง ๆ หรือความคิดมากมายวิ่งผ่านสมองอย่างรวดเร็วเดี๋ยวก่อน...เจี้ยงเป่าเหรินสามารถเข้ามาถึงคฤหาสน์แห่งนี้ได้ อีกทั้งยังรู้เรื่องหอหมื่นบุปผาอย่างละเอียด ถ้าเยี่ยฉิงชางไม่ได้เปิดทางไว้ก่อน เกรงว่าเจ้ากรมพิธีการคงไม่มีทางมานั่งดื่มชากับนางอย่างสงบเช่นนี้พ่อตัวฉลาดของข้า… นี่คงเป็นฝีมือของท่านอีกแล้วสินะหรืออีกทางหนึ่ง อาจเป็นฮ่องเต้ที่ต้องการให้เจี้ยงเป่าเหรินใช้โอกาสนี้ชดเชยเรื่องบุตรสาวของตนก็เป็นได้แต่ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร...ฉินซูเหยาเริ่มชั่งน้ำหนักในใจเทศกาลชมบุปผาเป็นงานใหญ่ของราชสำนัก ขุนนาง ตระกูลใหญ่ พ่อค้าวาณิช รวมถึงชาวเมืองจำนวนมากต้องมาร่วมงานหากหอหมื่นบุปผาได้รับหน้าที่จัดดอกไม้สำหรับเทศกาลนี้ เท่ากับได้โฆษณากิจการต่อหน้าคนทั้งเมืองโดยแทบไม่ต้องเสียแรงประชาสัมพันธ์เองได้ชื่อเสียง ได้เส้นสาย ได้โอกาสรู้จักขุนนางและพ่อค้ารายใหญ่ที่สำคัญ… ได้เงิน!ยิ่งคิด ดวงตาของนางก็ยิ่งเป็นประกายงานนี้มีแต่ได้กับได้ แล้วนางจะปฏิเสธไปทำไมกันถึงในใจจะตัดสินใจ





