Masukมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม้จะเป็นสำนักใหญ่ แต่ก็มีต้นไม้พลังวิญญาณน้อย เหตุผลก็เรียบง่ายมาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกต้นไม้พลังวิญญาณเหล่านี้ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง เพราะองค์ประกอบหลายสิ่งอย่างนานาประการแต่แน่นอนว่านางทำได้ ตระกูลไป๋ทำได้นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ใช้เวลาเพียงแค่สองปี ร้านสมุนไพรตระกูลไป๋ก็โด่งดังและมีลูกค้ามากมาย เพราะนอกจากจะขายสมุนไพรแล้ว ผลไม้พลังวิญญาณก็เป็นหนึ่งในสินค้าหลักของร้านสมุนไพรตระกูลไป๋เช่นเดียวกันแต่การจะยิ่งใหญ่มาได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนอิจฉาริษยา ไป๋เสวี่ยจึงแก้ปัญหาโดยการให้จื่อซู่เดินทางไปสลักอักขระป้องกันไว้ที่ร้านสมุนไพรตระกูลไป๋ทุกหนแห่งและผู้ดูแลร้านแต่ละเมือง ก็ล้วนแล้วแต่มีพลังอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น เพียงเท่านี้คิดหรือว่าจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับร้านสมุนไพรตระกูลไป๋อีกแต่ก็ยังมีขุมอำนาจและตระกูลชนชั้นสูงบางกลุ่มที่ไม่ยินยอม และพยายามส่งคนออกมาสืบเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลไป๋ เพื่อจะได้วางแผนเล่นงานตระกูลไป๋ แต่ยิ่งสืบกลับยิ่งรู้ว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลไป๋จริง ๆเพราะตระกูลไป๋ทั้งเป็นญาติกับ
และที่ภายในสำนักจะมีสิ่งใดน่าสนใจหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่ไป๋เสวี่ยให้ความสำคัญเพื่อที่นางจะได้นำกลับไปปรับใช้ที่ตระกูลไป๋“เชิญขอรับ ข้าจะนำทางพวกท่านไปด้านในเอง”เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ไป๋เสวี่ยก็ขยับเดินลงมาจากรถม้า ด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนไม่ได้ยินเสียง บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางเป็นวรยุทธ์ทันทีที่คนทั้งหมดปรากฏกายออกมาอาสือก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง ด้วยเพราะกลุ่มของไป๋เสวี่ยทุกคนต่างก็มีใบหน้าที่งามล้ำและดูสูงส่ง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ต่างก็ดูล้ำค่าเป็นอย่างมากบนนิ้วมือมีแหวนมิติ กำไลข้อมือและปลอกแขนก็มีส่วนประกอบจากหยกและแร่ธาตุชั้นเลิศที่หาไม่ได้ง่าย ๆ แม้กระทั่งจะเข้าไปในป่าหินมรณะก็ตาม หรือแม้แต่ขุมอำนาจบางกลุ่ม ก็คงจะไม่มีของเหล่านี้ในครอบครองและที่สำคัญคนทั้งหมดเป็นเพียงรุ่นเยาว์ แต่เขากลับไม่อาจรู้ถึงระดับพลังของคนทั้งหมดได้ ทั้งที่เขามีพลังอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ก็ตามเหตุที่เป็นเช่นนี้แม้ว่าจื่อถิงจะอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน แต่เพราะว่าบนร่างของนางมีอักขระคุ้มกันระดับเทพของจื่อซู่สลักอยู่ จึงไม่แปลกที่เวรยามผู้นี้จะ
เช้าวันต่อมา กลุ่มของไป๋เสวี่ยเดินทางมายังสำนักเฟิ่งเยี่ยนที่อยู่ห่างจากเมืองพิรุณออกไป ครั้งนี้นางต้องเดินทางอย่างคนปกตินั่นคือนั่งรถม้า ดังนั้นกว่าจะเดินทางมาถึงสำนักเฟิ่งเยี่ยนก็ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียวแต่เพราะนี่เป็นการเดินทางมายังสำนักเฟิ่งเยี่ยนเป็นครั้งแรก ไป๋เสวี่ยจึงถือโอกาสนี้มองสำรวจเส้นทางที่นางผ่านมาเพื่อแก้เบื่อแทนและไม่นานนักสำนักเฟิ่งเยี่ยนที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมขุมอำนาจก็ปรากฏต่อหน้านาง เบื้องหน้าคล้ายกับเป็นภูเขาลูกใหญ่หนึ่งลูกที่โอบล้อมไปด้วยกำแพงหินและหน้าผาที่สูงชันเพียงเห็นเท่านี้ก็รู้แล้วว่าการจะโจมตีสำนักเฟิ่งเยี่ยนคงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก เพราะมีปราการธรรมชาติเช่นนี้อยู่รถม้าที่ดูเรียบง่ายไม่ได้โดดเด่นนัก จอดลงที่หน้าสำนักเฟิ่งเยี่ยน แต่เวรยามที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าประตูเช่นอาสือก็ไม่ปล่อยปละละเลยเหตุเพราะมีหลายครั้งที่ผู้สูงส่งมักจะเดินทางมาด้วยรถม้าเช่าที่ดูเรียบง่ายเช่นนี้และอาสือเองก็ยังทำหน้าที่เฝ้าประตูสำนักมากว่าร้อยปีแล้ว จึงไม่แปลกนักที่เขาจะไม่ทำตัวไม่รู้ความ“ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับสำนักเ
ไม่รู้เลยว่าคนเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไปสร้างความแค้นกับผู้ใดมา แต่หากว่าเขาเป็นซุนฉือเฉิน เขาคงจะหวาดกลัวมากอย่างแน่นอน เพราะสตรีตรงหน้าช่างน่ากลัวยิ่งนัก นางถึงกับมียาถอนพิษระดับเทวะ“อึก!”เมื่อโอสถถอนพิษเริ่มออกฤทธิ์ ซุนเหว่ยก็กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรงไป๋เสวี่ยจึงเริ่มใช้ม่านพลังของตนครอบคลุมร่างกายของซุนเหว่ยเอาไว้ และให้ม่านพลังนี้ทำหน้าที่ดูดซับพิษที่กำลังถูกขับออกมาจากร่างกายของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วคนตัวเล็กนั่งมองอย่างเกียจคร้าน หากนางเร่งให้ร่างกายของซุนเหว่ยขับพิษออกมาเร็วกว่านี้ เกรงว่าร่างกายของอีกฝ่ายจะทนรับไม่ไหว และพลันแตกสลายไปเสียก่อน เพราะเหตุนี้ไป๋เสวี่ยจึงทำได้เพียงแค่รอเวลา แม้จะเบื่อหน่ายมากก็ตามผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยามในที่สุดซุนเหว่ยก็สงบลง ร่างกายของเขากำลังเบาสบายเป็นอย่างมาก และคล้ายกับว่าเขากำลังจะเลื่อนระดับพลังในไม่ช้าร่างสูงเมื่อลืมตาขึ้นก็มองเห็นไป๋เสวี่ยที่กำลังยืนรออยู่ ไป๋เสวี่ยรู้ว่าอีกไม่นานซุนเหว่ยจะเลื่อนระดับพลัง นางจึงพูดสิ่งที่ตนต้องการจะพูดออกมาให้จบสิ้น เพราะไม่รู้ว่าซุนเหว่ยจะใช้เวลาเลื่
“ยาพิษ? ซุนเหว่ยเอ๋ย...หากข้าคิดจะสังหารเจ้าจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากเลย ตัวข้าผ่านมาจนถึงที่นี่ได้ แม้แต่องครักษ์เงาของเจ้าที่หลบซ่อนอยู่ก็ยังไม่ปรากฏกายออกมา เจ้าคิดว่าเป็นเพราะสิ่งใดกัน”ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน นางเดินทางมาทั้งวัน จนกระทั่งยามนี้ เด็กสาวอยากจะกลับเข้าไปนอนพักในมิติจิตเต็มที“หากอยากจะฆ่าเจ้าจริง ๆ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้พิษใดให้เสียเวลา” ไป๋เสวี่ยกล่าวเสริม นางไม่ได้อธิบายอะไรอีกแต่มั่นใจว่าอย่างไรซุนเหว่ยก็จะต้องเชื่อนาง ไม่ใช่เพราะไว้ใจ แต่เพราะพิษในร่างกายยามนี้ คงไม่ได้เหลือทางเลือกให้แก่ร่างสูงมากนัก อีกไม่นานชีวิตของเขาก็จะจบสิ้นแล้ว“เพราะเหตุใด...เจ้าจึงช่วยข้า” ซุนเหว่ยถามอย่างไม่เข้าใจเพราะเขาไม่รู้เลยว่าไป๋เสวี่ยเป็นผู้ใด และมีจุดมุ่งหมายใดกันแน่หากนี่เป็นโอสถถอนพิษจริง ๆ ราคาของมันคงจะสูงมากแต่ซุนเหว่ยกลับรู้สึกว่าไป๋เสวี่ยไม่ได้มาหาเขาเพราะเรื่องของเงินตราแล้วมันจะเพราะเรื่องใดกัน นั่นเป็นสิ่งที่ซุนเหว่ยต้องการคำตอบ“ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า แต่เจ้าเป็นหนึ่งในคนที่ข้า
“นี่...” ซุนเหว่ยดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เรื่องพิษในร่างกายเขานั้นมีไม่กี่คนที่รู้แม้แต่บิดามารดาเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ เพราะว่าพิษราตรีสังหาร ไม่เคยแสดงอาการออกมาในเวลากลางวัน ย่อมไม่เป็นที่ผิดสังเกตอยู่แล้ว แล้วเหตุใดคนตรงหน้าของเขาจึงรู้ได้!ซุนเหว่ยพยายามจะขยับกายขึ้นแม้จะทรมานจนร่างกายคล้ายจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เขาก็ไม่ยอมทำตัวอ่อนแอต่อหน้าของไป๋เสวี่ยด้วยเพราะเด็กสาวมีที่มาที่ไม่ชัดเจน และยังรู้ความลับของเขา นางก็ยิ่งไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างมาก“เจ้าคิดหรือว่าคนผู้นั้นจะยอมปล่อยให้เจ้าเติบโต ยิ่งเจ้าเก่งกาจก็ยิ่งต้องกำจัด” ไป๋เสวี่ยพูดต่อ ไม่ได้สนใจสีหน้าระแวดระวังภัยของซุนเหว่ยเลยนางในตอนนี้เพียงแค่ปรายตามองเขานิ่ง ๆ เท่านั้นซุนเหว่ยในช่วงเวลานี้กำลังอยู่ในอาภรณ์ที่บางเบาแนบผิวกาย แน่นอนว่าเพราะเขากำลังจะนอนแล้ว แต่เพราะมัวแต่ระแวงไป๋เสวี่ย จึงไม่ทันได้สังเกตเลยว่ายามนี้เรือนกายแกร่งกำลังเปิดเผยต่อหน้าของไป๋เสวี่ยมากเพียงใดตั้งแต่มาเกิดใหม่ นางได้เห็นแผงอกของบุรุษมากี่คนกันแล้วนะ คนตัวเล็กคิดในใจ“เ







