LOGIN“นี่...” ซุนเหว่ยดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เรื่องพิษในร่างกายเขานั้นมีไม่กี่คนที่รู้
แม้แ
ไม่รู้เลยว่าคนเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไปสร้างความแค้นกับผู้ใดมา แต่หากว่าเขาเป็นซุนฉือเฉิน เขาคงจะหวาดกลัวมากอย่างแน่นอน เพราะสตรีตรงหน้าช่างน่ากลัวยิ่งนัก นางถึงกับมียาถอนพิษระดับเทวะ“อึก!”เมื่อโอสถถอนพิษเริ่มออกฤทธิ์ ซุนเหว่ยก็กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรงไป๋เสวี่ยจึงเริ่มใช้ม่านพลังของตนครอบคลุมร่างกายของซุนเหว่ยเอาไว้ และให้ม่านพลังนี้ทำหน้าที่ดูดซับพิษที่กำลังถูกขับออกมาจากร่างกายของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วคนตัวเล็กนั่งมองอย่างเกียจคร้าน หากนางเร่งให้ร่างกายของซุนเหว่ยขับพิษออกมาเร็วกว่านี้ เกรงว่าร่างกายของอีกฝ่ายจะทนรับไม่ไหว และพลันแตกสลายไปเสียก่อน เพราะเหตุนี้ไป๋เสวี่ยจึงทำได้เพียงแค่รอเวลา แม้จะเบื่อหน่ายมากก็ตามผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยามในที่สุดซุนเหว่ยก็สงบลง ร่างกายของเขากำลังเบาสบายเป็นอย่างมาก และคล้ายกับว่าเขากำลังจะเลื่อนระดับพลังในไม่ช้าร่างสูงเมื่อลืมตาขึ้นก็มองเห็นไป๋เสวี่ยที่กำลังยืนรออยู่ ไป๋เสวี่ยรู้ว่าอีกไม่นานซุนเหว่ยจะเลื่อนระดับพลัง นางจึงพูดสิ่งที่ตนต้องการจะพูดออกมาให้จบสิ้น เพราะไม่รู้ว่าซุนเหว่ยจะใช้เวลาเลื่
“ยาพิษ? ซุนเหว่ยเอ๋ย...หากข้าคิดจะสังหารเจ้าจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากเลย ตัวข้าผ่านมาจนถึงที่นี่ได้ แม้แต่องครักษ์เงาของเจ้าที่หลบซ่อนอยู่ก็ยังไม่ปรากฏกายออกมา เจ้าคิดว่าเป็นเพราะสิ่งใดกัน”ไป๋เสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน นางเดินทางมาทั้งวัน จนกระทั่งยามนี้ เด็กสาวอยากจะกลับเข้าไปนอนพักในมิติจิตเต็มที“หากอยากจะฆ่าเจ้าจริง ๆ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้พิษใดให้เสียเวลา” ไป๋เสวี่ยกล่าวเสริม นางไม่ได้อธิบายอะไรอีกแต่มั่นใจว่าอย่างไรซุนเหว่ยก็จะต้องเชื่อนาง ไม่ใช่เพราะไว้ใจ แต่เพราะพิษในร่างกายยามนี้ คงไม่ได้เหลือทางเลือกให้แก่ร่างสูงมากนัก อีกไม่นานชีวิตของเขาก็จะจบสิ้นแล้ว“เพราะเหตุใด...เจ้าจึงช่วยข้า” ซุนเหว่ยถามอย่างไม่เข้าใจเพราะเขาไม่รู้เลยว่าไป๋เสวี่ยเป็นผู้ใด และมีจุดมุ่งหมายใดกันแน่หากนี่เป็นโอสถถอนพิษจริง ๆ ราคาของมันคงจะสูงมากแต่ซุนเหว่ยกลับรู้สึกว่าไป๋เสวี่ยไม่ได้มาหาเขาเพราะเรื่องของเงินตราแล้วมันจะเพราะเรื่องใดกัน นั่นเป็นสิ่งที่ซุนเหว่ยต้องการคำตอบ“ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า แต่เจ้าเป็นหนึ่งในคนที่ข้า
“นี่...” ซุนเหว่ยดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เรื่องพิษในร่างกายเขานั้นมีไม่กี่คนที่รู้แม้แต่บิดามารดาเองก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ เพราะว่าพิษราตรีสังหาร ไม่เคยแสดงอาการออกมาในเวลากลางวัน ย่อมไม่เป็นที่ผิดสังเกตอยู่แล้ว แล้วเหตุใดคนตรงหน้าของเขาจึงรู้ได้!ซุนเหว่ยพยายามจะขยับกายขึ้นแม้จะทรมานจนร่างกายคล้ายจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เขาก็ไม่ยอมทำตัวอ่อนแอต่อหน้าของไป๋เสวี่ยด้วยเพราะเด็กสาวมีที่มาที่ไม่ชัดเจน และยังรู้ความลับของเขา นางก็ยิ่งไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างมาก“เจ้าคิดหรือว่าคนผู้นั้นจะยอมปล่อยให้เจ้าเติบโต ยิ่งเจ้าเก่งกาจก็ยิ่งต้องกำจัด” ไป๋เสวี่ยพูดต่อ ไม่ได้สนใจสีหน้าระแวดระวังภัยของซุนเหว่ยเลยนางในตอนนี้เพียงแค่ปรายตามองเขานิ่ง ๆ เท่านั้นซุนเหว่ยในช่วงเวลานี้กำลังอยู่ในอาภรณ์ที่บางเบาแนบผิวกาย แน่นอนว่าเพราะเขากำลังจะนอนแล้ว แต่เพราะมัวแต่ระแวงไป๋เสวี่ย จึงไม่ทันได้สังเกตเลยว่ายามนี้เรือนกายแกร่งกำลังเปิดเผยต่อหน้าของไป๋เสวี่ยมากเพียงใดตั้งแต่มาเกิดใหม่ นางได้เห็นแผงอกของบุรุษมากี่คนกันแล้วนะ คนตัวเล็กคิดในใจ“เ
หลังจากจัดการมอบของขวัญล้ำค่าให้ซุนฉือเฉินและอี้หลิงฟางแล้ว ไป๋เสวี่ยก็พาตนเองมาที่เรือนอีกหลังซึ่งตั้งอยู่ไกลจากเรือนของทุกคนในตระกูลซุนแต่เรือนหลังนี้กลับได้รับการปกป้องดูแลและเต็มไปด้วยของล้ำค่ามากที่สุดซึ่งนี่ก็คือเรือนของ ‘ซุนเหว่ย’ คุณชายใหญ่ตระกูลซุน บุตรชายคนโตของซุนซูเย่ ผู้ที่จะสืบทอดฐานะเจ้าครองเมืองคนต่อไปไป๋เสวี่ยรู้ดีว่าที่เรือนหลังนี้มีองครักษ์และเวรยามคอยเฝ้าตรวจตรามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นางลำบากมากนัก เพราะอย่างไรพลังของนางก็อยู่สูงกว่าคนทั้งหมดอยู่แล้วร่างเล็กกระโดดหายเข้าไปในความมืด เพียงเสี้ยวลมหายใจเดียวก็ไปโผล่อยู่ในเรือนนอนของซุนเหว่ยราวกับสายลมที่พัดผ่านไป ความเร็วของไป๋เสวี่ยในเวลากลางคืน ไม่ได้ต่างอันใดจากสัตว์ที่กำลังล่าเหยื่อแม้แต่น้อยแต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางก้าวเหยียบลงบนพื้น ซุนเหว่ยที่ยังไม่ได้หลับดีก็รู้ตัวและสะบัดมีดบินเข้าใส่ไป๋เสวี่ยอย่างรวดเร็วฉับไว“ฝีมือเจ้าไม่ธรรมดาจริง ๆ”ไป๋เสวี่ยเอ่ยชมซุนเหว่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งไม่ได้ตื่นตระหนก แม้ว่ามีดบินของซุนเหว่ยจะพึ่งลอยผ่านศีรษะของนางไ
แผนการสำเร็จ ซุนซูเย่จำเป็นต้องแต่งอี้หลิงฟางเข้ามาเป็นฮูหยินรอง ด้วยเห็นแก่หน้าตระกูลอี้ เพราะตระกูลซุนและตระกูลอี้ ก็นับได้ว่าเป็นญาติห่าง ๆ กัน แต่ถึงจะแต่งอี้หลิงฟางเข้ามาแล้ว ซุนซูเย่ก็ไม่เคยมาเยือนที่เรือนของนางอีกเลย คนในตระกูลซุนทุกคนเองก็ไม่เคยปฏิบัติตนเคารพนาง ด้วยรู้ดีว่านางเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรสุดท้ายแล้วรักก็เปลี่ยนเป็นแค้น และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของอี้หลิงฟางกับซุนฉือเฉินไป๋เสวี่ยได้ฟังก็อยากที่จะหัวเราะจริง ๆ เพราะชายหญิงสองคนนี้ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก คนหนึ่งก็เลวมากกล้าหักหลังได้แม้กระทั่งพี่ชายแท้ ๆ ของตนเอง ส่วนอีกคนก็ร้ายกาจ อยากจะได้ผู้ชายของคนอื่น พอไม่ได้ตามที่ใจหวังก็โทษผู้อื่น แทนที่จะโทษตนเองอีกคนที่น่าผิดหวังไม่น้อยก็คือซุนซูเย่ คนผู้นี้มีดีทุกอย่างทั้งนิสัยใจคอและความรักเดียวใจเดียว แต่เขานั้นไว้ใจซุนฉือเฉินมากเกินไป จนมองข้ามเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่คุณหนูรองซุนจางหง หาใช่บุตรีของตนไม่ช่างโง่งมไม่สมกับที่เป็นถึงเจ้าครองเมืองเลยจริง ๆ“อา...”“อืม”เสียงร้องครวญครางในเรือนนอนข
ไป๋เสวี่ยไม่อาจให้เสี่ยวหงบินไปจนถึงสำนักเฟิ่งเยี่ยนได้ นางจำเป็นต้องผ่านเมืองพิรุณก่อนเท่านั้น เพราะเหตุนี้ยามนี้ไป๋เสวี่ยจึงกำลังยืนอยู่ที่ด้านหน้าประตูเมืองพิรุณ พร้อมด้วยคนของนางทั้งสี่ และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็โดดเด่นเหลือเกินในทุก ๆ เมืองจะต้องจ่ายค่าผ่านทาง แน่นอนว่าเมืองพิรุณก็เช่นกัน ไป๋เสวี่ยไม่ได้ติดใจเรื่องนี้และมอบหน้าที่ให้จื่อซู่เป็นผู้จัดการคนทั้งห้ารวมทั้งไป๋เสวี่ยเมื่อเข้ามาภายในเมืองต่างก็ถูกจับจ้องมองเพราะความโดดเด่นที่มีจื่อซู่และฝูจิ้นนั้นรูปงามดุจเทพบุตร ส่วนจื่อถิงกับเฟิ่งจิ่วเองก็ดูงดงามดั่งเทพธิดา แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กสาวที่กำลังเดินนำหน้าคนเหล่านั้นต่างหากนางมีใบหน้าอ่อนหวานดูไร้เดียงสา ช่างบอบบางและน่าทะนุถนอมยิ่งนัก แต่คนที่เดินตามหลังนางมากลับปฏิบัติต่อนางอย่างเคารพและยำเกรง ท่าทางเช่นนี้ช่วยบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางคือคนที่สำคัญที่สุดในกลุ่มอย่างแท้จริง“เราพักกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปสำนักเฟิ่งเยี่ยนก็แล้วกัน” ไป๋เสวี่ยกล่าวออกมา ไม่ได้สนใจสายตาของคนที่มองมา ความจริงแล้วไป๋เสวี่ยสามารถเดินทางไปที่







