Teilen

บทที่ 8

อาเซิง
ผ่านไปไม่กี่วัน แผลตามตัวของเฉิงสือยวนก็เริ่มดีขึ้นบ้าง จนพอจะลุกจากเตียงเดินเหินได้แล้ว

เสิ่นเยว่หนิงเป็นฝ่ายมาที่เรือนข้างด้วยตนเอง แถมยังพาเซียวหลินยวนมาด้วย

“พี่หญิงสือยวน หลายวันก่อนที่ทำให้ท่านต้องไปคัดคัมภีร์ ในใจข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ วันนี้อากาศดี ดอกเหมยที่สวนเหมยทางทิศตะวันตกของเมืองกำลังบานสะพรั่ง ข้าเลยอยากชวนพี่หญิงไปชมบุปผาด้วยกัน ถือเสียว่าข้าขอโทษพี่หญิง ได้หรือไม่?”

นางส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่าไร้เรี่ยวแรง สุดท้ายจึงถูกเสิ่นเยว่หนิงดึงตัวไปจนได้

ในสวนเหมย ดอกเหมยบานสะพรั่ง กลิ่นหอมอบอวลโชยตามลม ผู้คนสัญจรขวักไขว่หนาแน่น

เสิ่นเยว่หนิงดูคล้ายเบิกบานยิ่งนัก นางชี้ไปยังเหมยขาวต้นหนึ่งพลางเอ่ย “ท่านอ๋อง ท่านดูต้นนี้สิเจ้าคะ บานได้งดงามยิ่งนัก”

เซียวหลินยวนทอดสายตามองแวบหนึ่งพลางพยักหน้า ทว่าสายตากลับเบนไปยังเฉิงสือยวนที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ โดยไม่รู้ตัว

นางสวมเสื้อคลุมที่ค่อนข้างเก่าตัวหนึ่ง ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยแดงพลางแหงนหน้ามองบุปผา เสี้ยวหน้าด้านข้างซูบผอมซีดเซียว สีหน้าเฉยชา ดูแปลกแยกไม่เข้ากับทัศนียภาพฤดูใบไม้ผลิอันคึกคักนี้เลยสักนิด

เสิ่นเยว่หนิงพลันส่งเสียง “ซี๊ด” ออกมาเบาๆ แล้วลูบแขนตัวเอง

“หนาวหรือ?” เซียวหลินยวนถามด้วยความห่วงใยทันที

“นิดหน่อยเจ้าค่ะ...” เสิ่นเยว่หนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

เซียวหลินยวนหันไปสั่งองครักษ์ที่อยู่ข้างหลังทันที “ไปเอาเสื้อคลุมบนรถม้ามา”

กล่าวจบ เขาก็กวาดสายตามองอาภรณ์บางเบาของเฉิงสือยวน พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสริมว่า “เอาเสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่เตรียมไว้นั่นมาด้วย”

องครักษ์นำเสื้อคลุมสองตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว

ตัวหนึ่งคือเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเงินที่เสิ่นเยว่หนิงสวมใส่ประจำ ส่วนอีกตัวเป็นเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงเพลิงตัวใหม่เอี่ยม มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีมูลค่ามหาศาล

เซียวหลินยวนห่มเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงเพลิงผืนนั้นลงบนไหล่ของเฉิงสือยวนด้วยมือตัวเอง

เสิ่นเยว่หนิงมองดูเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงผืนนั้นที่ดูหรูหราและสีสันสดฉูดฉาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด สายตาพลันหม่นลง ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนไป

“ดอกเหมยฝั่งนี้แม้นงดงาม แต่สายพันธุ์ธรรมดาไปสักหน่อย” เสิ่นเยว่หนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าได้ยินมาว่าส่วนลึกของสวนเหมยมีดงดอกเหมยเขียวอยู่ ยิ่งหาได้ยากนัก ยามบานสะพรั่งเปรียบดั่งหยกเนื้อดี ยามโชยกลิ่นก็หอมชื่นใจ ไม่รู้ว่าวันนี้จะมีโชคได้ยลหรือไม่”

เซียวหลินยวนเอ่ยขึ้นว่า “อากาศหนาว พวกเจ้าคอยอยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปสำรวจเส้นทาง หากมี จะหักกลับมาสักสองสามกิ่ง”

กล่าวจบ เขาก็พาองครักษ์สองคนเดินมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของสวนเหมย

คล้อยหลังเซียวหลินยวน รอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าเสิ่นเยว่หนิงก็จางลงไปบ้าง

นางเดินมาข้างกายเฉิงสือยวน ทอดสายตามองไปยังทิศทางที่เซียวหลินยวนหายลับไปพลางเอ่ยเสียงเบา “พี่หญิง ยามนี้ท่านอ๋อง...ปฏิบัติต่อท่านดูคล้ายไม่เหมือนเดิมแล้วนะเจ้าคะ แม้แต่เสื้อคลุมก็ยังตระเตรียมส่วนของท่านไว้ด้วย”

เฉิงสือยวนมองดูดอกเหมยบนปลายกิ่ง มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

เสิ่นเยว่หนิงหาได้ใส่ใจไม่ ยังคงกล่าวต่อ “น่าเสียดายนัก ยามนี้ท่านอ๋องอาจรู้สึกละอายใจและอยากชดเชยให้ท่านสักนิด ทว่านั่นย่อมไม่ใช่ความรัก ในใจเขานั้น ผู้ที่สำคัญที่สุดย่อมเป็นข้าเสมอ ตรงหน้าผาเขาก็เลือกข้า ในภายภาคหน้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ผู้ที่เขาเลือกก็จะมีเพียงข้าเท่านั้น”

น้ำเสียงของนางนุ่มนวล ทว่าทุกถ้อยคำกลับทิ่มแทงใจ

เฉิงสือยวนยังคงนิ่งเงียบ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด

เสิ่นเยว่หนิงเกลียดชังท่าทีเฉยชาไร้ระลอกคลื่นเช่นนี้ของนางยิ่งนัก ยามกำลังจะเอ่ยปากต่อ เกล็ดหิมะถี่ละเอียดก็พลันโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า

“หิมะตกแล้ว!” ผู้คนที่มาเที่ยวชมรอบข้างต่างร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ

ไม่นานนัก เซียวหลินยวนก็หักกิ่งเหมยเขียวที่หาได้ยากกลับมาสองสามกิ่ง กลีบดอกสีเขียวอ่อน ดูแปลกตางดงามยิ่งนัก

“หิมะตกแล้ว กลับจวนกันก่อนเถิด” เซียวหลินยวนยื่นกิ่งเหมยเขียวให้เสิ่นเยว่หนิง แล้วมองเฉิงสือยวนแวบหนึ่ง

ขบวนเดินทางกลับมาถึงจวนอ๋อง

พอเสิ่นเยว่หนิงก้าวลงจากรถม้า ก็ส่งเสียงไอเบาๆ สีหน้าซีดขาวไปบ้าง

เซียวหลินยวนรีบประคองนางไว้ทันที พลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ต้องลมหนาวเข้าแล้วหรือ? รีบกลับไปให้หมอหลวงตรวจดูเถิด”

เสิ่นเยว่หนิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนถูกปี้จูประคองกลับเรือนชีอู๋

เฉิงสือยวนคร้านจะมองพวกเขา จึงเดินตรงกลับเรือนข้างของตนเองไป

เพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน นึกไม่ถึงว่าเซียวหลินยวนจะตามมาอีกแล้ว

เขายืนอยู่ตรงประตู ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงเอ่ยปาก “สือยวน เจ้ายังจำ...น้ำแกงขับไล่ความเย็นที่เคยทำให้ข้าเมื่อก่อนได้หรือไม่? เยว่หนิงต้องลมหนาว หมอหลวงบอกว่าต้องบำรุงด้วยฤทธิ์อุ่นเพื่อขับไล่ความเย็น”

เฉิงสือยวนช้อนสายตาขึ้นมองเขา

น้ำแกงขับไล่ความเย็นหรือ นั่นคือฤดูหนาวในปีที่นางเพิ่งแต่งงานเข้ามา เขาต้องลมหนาวจนจับไข้ นางพลิกตำรายาจนทั่ว คัดสรรตัวยาด้วยตนเองที่ร้านยา เฝ้าข้างเตาเคี่ยวนานถึงสี่ชั่วโมงเต็ม จึงเคี่ยวได้น้ำแกงยาถ้วยเล็กๆ ถ้วยนี้ออกมา

นางยกไปให้เขาด้วยใจเปี่ยมสุข ทว่าเขากลับละทิ้งน้ำแกงถ้วยนั้นโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง แล้วรีบร้อนจากไป เพียงเพราะคำว่า “แน่นหน้าอก” ประโยคเดียวของเสิ่นเยว่หนิง

น้ำแกงถ้วยนั้น สุดท้ายก็เย็นชืดลง และถูกนางเททิ้งไป

ยามนี้ เพื่อเสิ่นเยว่หนิง เขากลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอจากนางเอง

“จำได้” เฉิงสือยวนพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย นางเดินไปที่ข้างโต๊ะ หยิบพู่กันและกระดาษ เขียนตำรับน้ำแกงออกมาจากความทรงจำ แล้วยื่นส่งให้เขา

เซียวหลินยวนรับไป มองดูลายมืออันอ่อนช้อยทว่าแฝงความโรยแรงบนนั้น แล้วกล่าว “ขอบใจนะ”

เขาถือตำรับน้ำแกงไว้ แล้วหมุนกายเดินจากไป

เฉิงสือยวนมองตามแผ่นหลังของเขาจนลับหายไปนอกประตู ก่อนจะค่อยๆ นั่งลง แล้วรินชาที่เย็นชืดมานานให้ตนเองถ้วยหนึ่ง

ผ่านไปไม่นาน ด้านนอกก็พลันมีเสียงฝีเท้าสับสนเร่งรีบและเสียงร้องอุทานดังขึ้น!

ทันใดนั้น เซียวหลินยวนก็ย้อนกลับมา ด้วยสีหน้าเขียวคล้ำและดวงตาแดงก่ำ พกพาแรงโทสะอันน่าพรั่นพรึงผลักประตูห้องออกอย่างแรง ก่อนถลันเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉิงสือยวน!

“เฉิงสือยวน!” เขาตวาดเสียงกร้าว มือหนึ่งคว้าหมับที่ข้อมือนาง แรงมหาศาลเสียจนเกือบจะบดกระดูกนางให้แหลก “เจ้าใส่อะไรลงไปในตำรับน้ำแกง?! เยว่หนิงดื่มน้ำแกงที่เคี่ยวตามเทียบยาของเจ้าแล้วจู่ๆ ก็กระอักเลือดไม่หยุด! หมอหลวงบอกว่าต้องพิษร้ายแรง พูดมา! ยาถอนพิษอยู่ที่ไหน?!”

เฉิงสือยวนถูกเขาบีบจนเจ็บแปลบ จึงขมวดคิ้วแน่น “ข้าไม่ได้วางยา”

“ไม่ได้วางยางั้นหรือ?” เซียวหลินยวนดวงตาแดงก่ำ “เยว่หนิงดื่มแค่น้ำแกงชามนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบ! นอกจากเจ้าแล้ว ยังจะมีผู้ใดลงมือโหดเหี้ยมกับเยว่หนิงเช่นนี้อีก?!”

“ข้าไม่ได้ทำ” เฉิงสือยวนยังคงมีเพียงสามคำนี้

“ท่านอ๋อง! คุณหนูกระอักเลือดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเจ้าค่ะ! หมอหลวงบอกว่าหากยังไม่ได้ยาถอนพิษอีก จะ...จะทนไม่ไหวแล้ว!” ปี้จูสะอื้นไห้พรวดพราดเข้ามา ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านอ๋อง! ท่านได้โปรดรีบช่วยคุณหนูด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”

เซียวหลินยวนมองใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นของเฉิงสือยวน เพลิงโทสะและความหวาดกลัวในใจปะทุขึ้นพร้อมกัน แทบเผาผลาญเขาให้สิ้น

เขาสะบัดมือของเฉิงสือยวนออกอย่างแรง แล้วตวาดสั่งองครักษ์หน้าประตูเสียงกร้าว “เอาแส้มา! เฆี่ยนนางเสีย! เฆี่ยนจนกว่านางจะยอมบอกยาถอนพิษออกมา!”

องครักษ์สองนายถือแส้หนังวัวแช่น้ำเกลือเดินเข้ามาทันที

“เพียะ!”

แส้แรก หวดเข้าใส่แผ่นหลังของเฉิงสือยวนอย่างรุนแรง!

อาภรณ์ตัวบางฉีกขาดในพริบตา เนื้อหนังปริแตก

ความเจ็บปวดสาหัสทำให้นางส่งเสียงครางในลำคอ ร่างกายซวนเซไปมา ทว่ายังคงยืนหยัดอยู่

“จะพูดหรือไม่?!”

“เพียะ!”

แส้ที่สอง หวดลงบนขา

นางทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น

“ยาถอนพิษอยู่ที่ไหน?!”

“เพียะ!” “เพียะ!” “เพียะ!”

แส้แล้วแส้เล่าฟาดลงบนร่างอันเต็มไปด้วยรอยแผลของนางอย่างไร้ปรานี

เลือดสดๆ ชุ่มเปียกเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนแผ่ซ่านเป็นแอ่งสีแดงบาดตาบนพื้น

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 21

    เซียวหลินยวนออกแรงดิ้นรนหมายจะชันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่ากลับสะเทือนถึงกระดูกที่หักร้าว ความเจ็บปวดเจียนตายบีบให้เขาหลุดเสียงครางในลำคอ ก่อนจะล้มกระแทกกลับลงบนเตียงอย่างแรง หน้าผากพลันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬในพริบตา“ท่านอ๋อง! ท่านบาดเจ็บสาหัส ขยับไม่ได้นะขอรับ!” องครักษ์เงารีบก้าวไปข้างหน้าหมายจะกดตัวเขาไว้“ไสหัวไป!” เซียวหลินยวนดวงตาแดงก่ำ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงกับปัดมือองครักษ์เงาออก พลางลากขาข้างที่หัก กลิ้งตกจากเตียงลงสู่พื้นอย่างหมดสภาพ บาดแผลปริแตก เลือดสดๆ ย้อมผ้าพันแผลจนแดงฉานอย่างรวดเร็วเขาคล้ายไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวด ใช้เพียงข้อศอกยันกาย คืบคลานไปทางประตูอย่างยากลำบากทีละนิดๆเขาจะไปหานาง เขาต้องหานางให้พบ! นางไปไม่ได้ นางจะไปจากเขาเช่นนี้ไม่ได้!องครักษ์เงาทำใจมองต่อไม่ได้ จึงเบือนหน้าหนี พลางนำแผ่นกระดาษที่พับเรียบร้อยแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปตรงหน้าเขาด้วยมือไม้อันสั่นเทา“ท่านอ๋อง...ก่อนแม่นางเฉิงจะจากไป ทิ้งไว้เพียงสิ่งนี้ขอรับ”ร่างที่กำลังคืบคลานของเซียวหลินยวน พลันชะงักค้างอยู่กับที่เขาตัวสั่นสะท้าน ยื่นมือที่แปดเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน แ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 20

    “เซียวหลินยวน…!!”แรงผลักสุดกำลังส่งผลให้เฉิงสือยวนเซถลาล้มลงบนแผ่นหินอันปลอดภัย หัวเข่าและข้อศอกมีรอยถลอกปอกเปิก ส่งความรู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนขึ้นมาใต้หน้าผาอบอวลด้วยเมฆหมอก ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งในชั่วขณะที่นางคิดว่าเขาคงร่างแหลกลาญไปแล้วนั้น เบื้องล่างห่างไปไม่ไกล พลันมีเสียงกิ่งไม้แห้งหักเป๊าะดังขึ้น พร้อมเสียงครางแผ่วต่ำในลำคอนางเพ่งสายตามองไป พลันพบว่าเซียวหลินยวนมิได้ร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวทันที หากแต่โชคดีที่ถูกต้นไม้แห้งโกร๋นต้นหนึ่งที่ยื่นออกมาจากหน้าผาแขวนรั้งไว้ทว่าต้นไม้แห้งโกร๋นต้นนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่อาจต้านทานแรงกระแทกจากการตกร่วงและน้ำหนักตัวของเขาได้ จึงส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักสะบั้น แม้กระทั่งส่วนรากก็เริ่มเลื่อนหลุดแล้ว ทั้งร่างเขาห้อยโหนอยู่กลางอากาศ แผ่นหลังและท่อนแขนถูกโขดหินแหลมคมกรีดบาดเป็นรอยแผลนับไม่ถ้วน จนเลือดไหลโชกเขายังคงมีลมหายใจ ทว่าชะตากรรมกลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมจะร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างได้ทุกเมื่อกู้ชิงเฟิงก็พุ่งมาถึงริมผาเช่นกัน เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าพลันเคร่งเครียด“สือยวน เจ้าอยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหน! ข้าจะไปหาเชือกและคนมาช่วย!”

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 19

    กู้ชิงเฟิงยังมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ยังคงไม่สยบยอมและไม่เย่อหยิ่ง “ข้าน้อยกู้ชิงเฟิง เป็นเพียงหมอพเนจรคนหนึ่ง ข้ารู้เพียงแต่ว่าแม่นางเฉิงที่พักฟื้นอยู่ ณ ที่นี้ มีอิสรภาพ หากท่านยังคอยรังควาน รบกวนคนไข้ ก็อย่าหาว่าข้าน้อยไม่เกรงใจ”เข็มเงินตรงปลายนิ้วของเขาสะท้อนประกายเย็นวูบวาบ“พี่กู้” เฉิงสือยวนยื่นมือออกมากะทันหัน พลางรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงไว้เบาๆ นั่นเป็นท่าทีแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพิงอย่างเต็มเปี่ยมนางไม่แม้แต่จะชายตามองเซียวหลินยวนอีกเลยแม้สักแวบเดียว ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศสกปรกกลุ่มหนึ่ง“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด” น้ำเสียงของนางแผ่วเบายิ่ง ทว่ากลับสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของเซียวหลินยวนได้อย่างแจ่มชัด “คนไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”ไม่สำคัญถ้อยคำทั้งสี่คำนั้น ช่างเบาหวิว ทว่าราวกับมีดสั้นอาบยาพิษ จ้วงแทงลงกลางใจของเซียวหลินยวนอย่างแรง จากนั้นก็บิดหมุน คว้านเนื้อโชกเลือดออกมาชิ้นหนึ่ง เขามองดูเฉิงสือยวนรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงตาปริบๆ มองดูเขาประคบประหงมคอยประคองนาง แม้กระทั่งกระซิบเตือนนางให้ระวังธรณีประตู มองดูนางเดินเข้าประตูเรือนอันซอมซ่อบานนั้น แล้ว

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 18

    “ไม่! ข้ายังมิได้ยินยอม! เรื่องนั้นไม่นับ!” เซียวหลินยวนเอ่ยขัดนางขึ้นมาทันควัน ตะเบ็งเสียงขึ้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แฝงความหวาดกลัวที่ยากจะซ่อนเร้น “ยวนยวน ข้ารู้สำนึกผิดแล้ว! ข้ารับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว! เรื่องพวกนั้นที่เสิ่นเยว่หนิงก่อไว้ ทั้งในคุกใต้ดิน ทั้งที่ริมขอบหน้าผา...ข้ามันเขลาเอง! ข้ามันตาไร้แววเอง! ข้าผิดต่อเจ้ายิ่งนัก! เจ้ายกโทษให้ข้าจะได้หรือไม่? พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่อีกสักครั้ง ต่อไปข้าจะดีต่อเจ้าเพียงผู้เดียว จะเชื่อฟังเจ้า จะรักเจ้าแต่เพียงผู้เดียว...”เขาเอ่ยคำพูดสับสนรวนเรจับต้นชนปลายไม่ถูก พรั่งพรูเอาความรู้สึกเสียใจ ความเจ็บปวด และความตรอมตรมคิดถึงตลอดหลายวันที่ผ่านมาออกมาจนหมดเปลือก พยายามไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้เฉิงสือยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย มิใช่ด้วยหวั่นไหว หากแต่เป็นความหงุดหงิดระอาใจคล้ายถูกรบกวนนางมองดูมือของเขาที่ยื่นเข้ามาหมายจะคว้าท่อนแขนตน ร่างกายเบี่ยงหลบไปข้างหลังเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น ราวกับกำลังหลบหลีกสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ“ความรักของท่านอ๋อง” นางเงยหน้า จ้องลึกเข้าไปในแววตาอันอัดแน่นด้วยความทรมานและอ้อนวอนของเขา พลางเอ่ยทีละคำ ทั้งแ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 17

    เขาอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี รูปร่างสูงโปร่งผ่าเผย กลิ่นอายอบอุ่นนุ่มนวล คิ้วตาสะอาดหมดจด ราวกับสายธารกลางขุนเขา และสายลมบริสุทธิ์กลางพงไพรเขาประคองชามกระเบื้องเนื้อหยาบไว้ในมือ ในชามมีไอร้อนลอยกรุ่นเป็นสายเป็นกู้ชิงเฟิงนั่นเองเขาเดินมาหยุดข้างเก้าอี้หวาย พลางย่อกายลงอย่างเป็นธรรมชาติ วางถ้วยยาลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ จากนั้นยื่นมือประคองข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บของเฉิงสือยวนขึ้นมาอย่างอ่อนโยนยิ่ง แล้วค่อยๆ ปลดผ้าพันแผลสะอาดที่พันอยู่ออกอย่างระมัดระวังเซียวหลินยวนใจกระตุกวูบ ลมหายใจพลันถี่กระชั้นขึ้นมาเท้าข้างนั้น บริเวณฝ่าเท้ายังคงเห็นรอยแผลเป็นสีเข้มกับเนื้อใหม่สีชมพูน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ดีกว่าสภาพ “เน่าเปื่อยจนไม่มีเนื้อดีสักชิ้น” อย่างที่พวกนักเดินทางในเพิงชาเล่าไว้มากนักกู้ชิงเฟิงใช้ผ้านุ่มชุบตัวยา ค่อยๆ เช็ดผิวรอบบาดแผลอย่างเบามือ น้ำหนักมือของเขานุ่มนวลแผ่วเบา ราวกับกำลังปฏิบัติต่อสมบัติล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบเรียวคิ้วของเฉิงสือยวนขมวดเข้าหากันแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น“ทนอีกนิดนะ ใกล้จะเสร็จแล้ว” กู้ชิงเฟิงสังเกตเห็นในทันที น้ำหนั

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 16

    “เพียะ…!”เสียงตบฉาดใหญ่ดังกังวานขึ้นในเพิงชาอย่างไม่มีใครคาดคิดนักเดินทางสองสามคนที่กำลังคุยสัพเพเหระหันมองด้วยความตกตะลึง เห็นเพียงบุรุษที่นิ่งเงียบฟังพวกตนพูดมาโดยตลอด ผู้มีเค้าความซูบซีดอิดโรยแต่ยากจะบดบังรัศมีสูงศักดิ์ กลับตบหน้าตนเองอย่างแรง แรงถึงขั้นมุมปากมีเลือดซึมออกมาในชั่วครู่เขาคล้ายไม่รู้สึกตัว เพียงเขม้นมองเปลวไฟในเตาที่ลุกโชน ในดวงตามีแต่ความเจ็บปวดและความเสียใจภายหลังอันท่วมท้นยามค่ำคืน ในถิ่นทุรกันดาร ลมหนาวบาดลึกถึงกระดูกเซียวหลินยวนนั่งอยู่ข้างกองไฟตามลำพัง แสงไฟส่องสว่างดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและตอหนวดรกเรื้อบนคางของเขาเขาหยิบห่อผ้าเล็กๆ ห่อนั้นออกมาจากสาบเสื้อชิดตัว ด้านในคือเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ในกล่องเหล็ก กับเศษถุงหอมไหม้เกรียมชิ้นนั้นปลายนิ้วหยาบกร้าน สัมผัสเศษผ้าไหม้เกรียมชิ้นนั้นอย่างระมัดระวังเย็นยะเยือก ราวกับสายตาคู่นั้นที่นางใช้มองเขาเป็นครั้งสุดท้าย“ยวนยวน…” เขารำพึงกับความว่างเปล่า น้ำเสียงแหบแห้งแตกสลาย เพียงถูกลมหนาวพัดก็ปลิวหาย “ตอนนั้นข้า...ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้ารับมือไหวจริงๆ...ข้าไม่รู้...ข้าไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเจ้า...”เข

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status