Masuk
| การันต์ |
‘การันต์’ ชื่อนี้ใครได้ยินก็ต้องรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเหล่าบรรดาพนักงาน คู่ค้า หรือแม้กระทั่งลูกค้าของเดอะมาสเตอร์ บริษัทเอเจนซีโฆษณาที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย และกำลังขยายสาขาไปตามหัวเมืองใหญ่ในยุโรปและอเมริกา
บริษัทแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยคุณ ‘การุณ’ ประธานกรรมการ บริหารของบริษัท ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือคุณพ่อบังเกิดเกล้าของผมเอง ชายหนุ่มไฟแรงชาวฮ่องกงที่ย้ายมาอยู่ไทยตั้งแต่สมัยวัยรุ่น และพบรักกับคุณ ‘สุนทรี’ หญิงสาวชาวไทยเชื้อสายจีน บ้านช่างทองแถวเยาวราช
ทั้งสองอยู่กินกันได้ไม่นาน ก็มีทายาทเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ซึ่งก็คือ ตัวผมเอง ที่ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริหาร และต้องมารับไม้ต่อแทนพ่อ ที่กำลังจะวางมือไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ในระยะเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้
ที่เดอะมาสเตอร์ ทุกคนมักจะมองผมด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคุณหนูมาดเท่ สุขุม นิ่ง เงียบ ดุ และบางทีก็ดูจะหยิ่งๆ เสียด้วยซ้ำ แต่นั่นแหละครับ เพราะเหตุผลเหล่านี้ ชีวิตของผมจึงแทบไม่มีสาวๆ คนไหนกล้าเข้ามาทำความรู้จักผูกสัมพันธ์ด้วยเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมต้องรับตำแหน่งชายโสดผู้สันโดษกับชีวิตคู่มาจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้นเวลาในชีวิตของผมส่วนมาก จึงอุทิศให้กับการทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยกิจวัตรในทุกๆ วันก็มักจะเหมือนเดิม ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้นนัก เช้ามาก็ตื่นไปทำงาน ดึกๆ ก็กลับบ้านนอน วนลูปอยู่อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายปี
เช้าวันนี้ก็เช่นกัน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนทุกวันที่ผ่านมา หลังจากตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ พอเดินลงมายังชั้นล่างของบ้าน ก็จะพบเจอกับภาพของคุณการุณและคุณสุนทรีที่นั่งจีบกันกะหนุงกะหนิงไม่มีเบื่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร
ผมเดินเข้าไปหาพวกเขาทั้งสอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยทักทายอะไรออกไป พ่อผมก็ชิงทักขึ้นมาก่อน
“เออ การันต์ วันนี้ช่วงบ่ายมีประชุมกับทีมสิงคโปร์ ลูกว่างไหม เข้าแทนป๊าหน่อย”
“พอดีวันนี้ป๊ากับม้ามีนัดกับเพื่อน แล้วประชุมกับทางทีมสิงคโปร์นัดนี้ ทางฝั่งโน้นก็เพิ่งนัดมาแบบเร่งด่วน ขยับคิวไม่ได้ ยังไงก็ช่วยดูแลแทนป๊าเขาหน่อยนะลูก” คุณสุนทรี คุณแม่คนสวยของผมเอ่ยปากย้ำ
“โอเคครับ วันนี้ช่วงบ่าย คิวงานผมยังว่างอยู่ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมไปทำงานก่อนนะครับ มีประชุมแต่เช้า” ผมตอบกลับพร้อมโผเข้าไปหอมแก้มชายหญิงทั้งคู่ ก่อนหยิบกล่องแซนด์วิชและแก้วทัมเบลอร์ใส่กาแฟดำที่แม่บ้านทำไว้ให้ เดินออกไปขึ้นรถตู้สีดำคันหรูที่จอดรออยู่หน้าบ้าน
‘พี่สุเมธ’ คนขับรถคนสนิทยืนรอผมอยู่ตรงประตู เมื่อผมขึ้นรถแล้ว เขาจึงจัดแจงปิดประตู พร้อมออกเดินทาง
รถแล่นออกจากบ้านหลังโต ฝ่าการจราจรที่ติดขัดไปยังตึกของบริษัท ตั้งอยู่กลางย่านธุรกิจของเมืองหลวง ส่วนบ้านผมอยู่ห่างออกไปเกือบถึงแถบชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ตีคร่าวๆ ก็น่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ เดินทางจากบ้านฝ่ารถติดขึ้นทางด่วนไปยังบริษัท
เวลารถติดอาจจะฟังดูน่าเบื่อหน่ายสำหรับใครหลายๆ คน แต่ผมกลับชอบช่วงเวลานี้นะ ผมมักจะใช้มันทบทวนงาน นั่งอยู่กับตัวเอง คิดนั่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย หรือแม้กระทั่งฟังเพลงที่ตัวเองชอบ
ตอนนี้ผมนั่งไถไอแพดไปเรื่อยๆ พลางเสียบหูฟัง ก่อนเปิดแอปพลิเคชันเล่นเพลงโปรด และหยิบแซนด์วิชขึ้นมานั่งกินไปเรื่อยๆ นี่คือกิจวัตรของผมในทุกๆ เช้า จะว่าน่าเบื่อก็ใช่ แต่จะว่าชอบก็ไม่เชิง
เผลอแป๊บเดียว รถตู้คันหรูที่ผมนั่งอยู่ก็เลี้ยวเข้าไปยังทางเข้าของตึกสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ผมเก็บของเข้ากระเป๋าเสร็จสรรพ มองผ่านหน้าต่างเตรียมตัวจะลงจากรถ พลันสายตาดันมองไปเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่ง กำลังมีปัญหากับรถยนต์มากมายที่กำลังวนหาที่จอด
วันนี้ดูเหมือนว่ารถผู้มาติดต่องานจะเยอะกว่าปกติ อาจเป็นเพราะมันเป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์ และดูเหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังยืนเถียงกับพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกความสนใจจากผมมากนัก ปล่อยให้เขาทำหน้าที่ของเขาไป
เมื่อรถมาหยุดตรงประตูหน้าตึก ทันทีที่ผมก้าวเท้าเดินเข้าไป แน่นอนว่าพนักงานที่อยู่บริเวณโถงชั้นล่าง เมื่อเห็นคุณการันต์ปั๊บ ทุกคนต่างก็ต้องหยุดทุกการกระทำที่ทำอยู่ บ้างก็ยกมือไหว้ บ้างก็โค้งคำนับให้ ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะเป็นเด็กใหม่หรือแก่ใกล้เกษียณแค่ไหนก็ตาม ซึ่งภาพพวกนี้เป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตาในทุกๆ วัน
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากพยักหน้าทักทายทุกคนที่พบเจอ ผมจึงรีบเดินไปยังลิฟต์สำหรับผู้บริหารตัวด้านในสุด ซึ่งโดยปกติ ‘ลุงช่วง’ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัท จะคอยเข้าไปในลิฟต์ กดปุ่ม และขึ้นไปส่งผมจนถึงชั้นยี่สิบเก้า ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของตึก และเป็นชั้นสำหรับผู้บริหารที่ห้องทำงานของผมตั้งอยู่
“ลุงช่วงครับ วันนี้ไม่ต้องขึ้นไปส่งผมก็ได้นะ วันจันทร์ต้นสัปดาห์มีคนนอกเข้ามาติดต่องานที่บริษัทเราค่อนข้างเยอะ ผมเห็นเหมือนมีปัญหาเรื่องที่จอดรถตรงฝั่งด้านหน้าอาคาร ผมว่าลุงรีบไปช่วยจัดการเถอะครับ”
“รับทราบครับ” ลุงช่วงทำท่าตะเบ๊ะตอบรับ และรีบวิ่งไปยังลานจอดรถตามที่ผมสั่ง
เมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวลงมาถึงชั้นที่ผมยืนอยู่ และเปิดประตูต้อนรับผู้โดยสาร ผมจึงเดินเข้าไปด้านใน กดปุ่มตัวเลขชั้นยี่สิบเก้า และกดปุ่มปิดประตูลิฟต์ต่อจากนั้น
แต่เมื่อประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง ทันใดนั้นเอง มือมือหนึ่งก็ยื่นเข้ามากั้นประตู พร้อมเสียงตะโกนบอกคนข้างใน
“รอด้วยค่ะคุณ”
เซนเซอร์ตรงประตูลิฟต์ทำงาน ประตูเปิดออกอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะผลักตัวเองให้เข้ามาในลิฟต์ที่กำลังปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ ผมดูท่าทางของหญิงสาวคนนี้แล้วมันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง เธอดูทะเล่อทะล่า เซเข้ามาจนเกือบจะชนผมเข้าให้ ดีที่ผมขยับหนีทัน
เฮ้อ...เริ่มต้นวันแรกของสัปดาห์ ก็รู้สึกถึงความโชคร้ายซะแล้ว! ผมเองตอนนี้เริ่มรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรที่มีคนมาขึ้นลิฟต์ร่วมกันกับผม รู้งี้ให้ลุงช่วงขึ้นมาด้วยก็ดี
ไม่ใช่เพราะถือตัวหรืออะไรหรอกนะครับ เหตุผลก็แค่ผมเองมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งมาตั้งแต่เด็กๆ คือการชอบขึ้นลิฟต์คนเดียวหรือกับคนที่สนิทคุ้นเคยเท่านั้น หากต้องอยู่ร่วมกับคนที่ไม่รู้จักในที่แคบๆ แบบนี้ จะรู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที
แต่ช่างเถอะ...ก็ผมไล่ลุงช่วงไปเองนี่เนอะ!
ผมชายตามองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาว ผมยาวสลวย หน้าหวาน จิ้มลิ้ม แต่ดูเธอตอนนี้สิ ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ ตามองปุ่มเลขชั้น ทำท่าจะกด แต่สุดท้ายก็ดึงมือกลับ แล้วยกมือไปเกาหัวตัวเองแกรกๆ ไหวไหมเนี่ย ดูเธอสิ…เกาหัวจนผมฟูเสียทรงหมดแล้วแม่คุณ!
ผมยังคงรู้สึกงุนงงกับหญิงสาวผู้นี้ เพราะตอนนี้ลิฟต์กำลังมุ่งหน้าไปยังชั้นเดียวกันกับที่ผมกำลังจะไป เด็กนี่อาจจะมาส่งเอกสารชั้นยี่สิบเก้าก็ได้มั้ง ผมคิดในใจ...
ทั้งคู่เดินลงลิฟต์มาด้วยกัน ระหว่างอยู่ในลิฟต์ การันต์ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นแป้งเด็ก เขาจึงหันไปมองคนข้างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าอืม...ที่นาราบอกว่าลืมเอกสารคงจะจริง เพราะคนข้างๆ อาบน้ำประแป้งมาเสียหอมฉุย คนปกติที่ไหนจะกล้ามาออฟฟิศสภาพนี้ เขานึกขำในใจแต่แปลกที่ความไม่ชอบหน้านารากลับลดลง และความรู้สึกประหม่าเวลาอยู่ในลิฟต์กับคนที่ไม่สนิทก็ลดน้อยลง...จนแทบเป็นศูนย์ ส่วนนาราได้แต่ก้มหน้างุด กุมมือแน่น ถ้าให้ทาย เธอคงจะอึดอัดไม่น้อยติ๊ง...ประตูลิฟต์เปิด นาราโค้งตัวให้การันต์ ก่อนกล่าวลาตามมารยาทและเดินไปยังรถตัวเองที่จอดอยู่หน้าตึก ส่วนอีกคนก็เดินไปยังหลังตึก จุดที่รถสปอร์ตคันหรูของเขาจอดเอาไว้วันไหนที่เขาคิดจะกลับบ้านดึก การันต์มักจะให้พี่สุเมธคนขับรถ เอารถมาเปลี่ยนไว้ให้ จะได้ไม่ต้องรอตนจนดึกดื่นถึงการันต์จะเป็นคนเงียบขรึม ดูหยิ่ง และดุดัน แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่บ้าอำนาจ หรือใช้งานคนอื่นเยี่ยงทาสอย่างที่ใครหลายๆ คนมโนภาพเอาไว้ตอนนี้นาราเดินไปที่รถของตัวเอง เปิดประตู เข้าไปนั่ง ก่อนบิดกุญแจสตาร์ทรถ แต่...หมุนบิดกุญแจไปกี่รอบๆ ไอ้รถเจ้ากรรมดันสตาร์ทไม่ติดเสียนี่!!นาราเริ่มเลิ่กลั่ก เหงื
นาราแตะบัตรเข้ามาในตัวอาคาร ก่อนขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นยี่สิบเก้า เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตน แต่เอ๊ะ! ทำไมในห้องคุณการันต์ถึงมีแสงสว่างจากจอคอม สงสัยคงจะลืมปิดแน่เลย เธอคิดในใจ พลางหยิบเอกสารจากลิ้นชักที่ลืมไว้ เปิดไฟฉายจากมือถือ แล้วเดินเข้าไปในห้อง“อุ๊ย...ตาเถร!!” เธออุทานออกมา เมื่อส่องไฟฉายไปที่โซฟา การันต์ยังคงนอนอยู่ที่เดิม และดูเหมือนว่าเสียงอุทานของนารา มันยังไม่ดังพอที่จะปลุกให้การันต์ตื่นได้ตอนนี้ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งชั้น ได้ยินแต่เสียงลมที่เป่าออกมาจากช่องแอร์ พร้อมความเย็นยะเยือกที่แผ่ปกคลุมไปทั่วห้องเธอสังเกตเห็นการันต์เปลี่ยนท่านอน จากตอนช่วงค่ำๆ ที่เห็นนอนเหยียดยาว กลายเป็นนอนขดตัว มือกอดอกแน่นจังหวะนั้นนารานึกได้ว่าพี่อารยาเคยบอกเอาไว้ ว่าในห้องของคุณการันต์มีอุปกรณ์อะไรตรงไหนบ้าง เธอจึงส่องไฟเดินไปเปิดตู้เก็บเอกสาร ดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดออกมาเจอแล้ว! ผ้าห่มผืนบางๆ เล็กๆ ตามที่พี่อารยาบอกนาราจึงวางมือถือลงบนโต๊ะ หงายฝั่งไฟฉายขึ้นส่องกระจายแสงไปยังเพดานให้พอมองเห็น ก่อนจะคลี่ผ้าห่มผืนบางนั้นออก แล้วถือวิสาสะเอาผ้าไปห่มคลุมกายคนที่อยู่ตรงหน้าการันต์ขยับตัวเล็กน้
ตัดภาพมาที่ห้องประชุม นาราเปิดประตูให้การันต์เดินเข้าไปก่อน และตัวเองเดินตามหลัง คนเป็นเจ้านายเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใหญ่หัวโต๊ะ ส่วนตัวเขานั่งอยู่ที่เก้าอี้เสริมรอบนอก ก่อนหยิบสมุดออกมาเตรียมจดบันทึกการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายณ ตอนนี้ มิสเตอร์ ‘เบนจามิน เฉิน’ ผู้บริหารสาขาสิงคโปร์ และพนักงานคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมานั่งรอการันต์เรียบร้อยแล้ว คนหัวโต๊ะกล่าวทักทายทุกคนในห้องประชุม ก่อนที่เบนจามินจะเอ่ยปากแนะนำพาร์ทเนอร์ธุรกิจคนใหม่จากจีนให้การันต์รู้จัก‘ลิ่วหยาง’ นักธุรกิจคนดังของเอเชียที่ตอนนี้บริษัทไหนๆ ก็อยากจีบให้เขามาเป็นคู่ค้าหรือหุ้นส่วนธุรกิจ เพราะเขาถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อคนหนึ่งของจีน ลิ่วหยางเป็นชายวัยกลางคนค่อนไปทางสูงอายุที่ดูเพอร์เฟกต์สมบูรณ์แบบ ขาดอยู่อย่างเดียวคือ พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นดังนั้นในห้องประชุมจึงมีแต่เบนจามินที่สื่อสารกับลิ่วหยางเป็นภาษาจีนได้เพียงคนเดียว และยังเป็นล่ามจำเป็นที่คอยแปลสิ่งที่ลิ่วหยางพูดออกมา เปลี่ยนภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษให้ทุกคนเข้าใจการประชุมครั้งนี้ดำเนินไปอย่างราบเรียบ พนักงานแต่ละคนผลัดเปลี่ยนกันออกมาพรีเซนต์แต่ละส่วนของโปรเจกต์ จนกร
| การันต์ | ภาพความงดงามของกระจกตึกระฟ้ากระทบหยอกล้อกับแสงแดดช่วงสายที่ผมชอบมองดูมันในทุกวัน แต่ทำไมวันนี้มันดูไม่สวยเอาเสียเลย!ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านไหลเวียนอยู่ในหัวชนิดที่เอาออกไปไม่ได้ เจอเรื่องแย่ๆ แต่เช้า โดยเฉพาะเรื่องของยัยเด็กนั่นทำผมเสียเส้นไม่น้อย ที่ดันยืนทะเล่อทะล่าจนผมชนโครมเข้าให้ แถมยังทำเสื้อสูทตัวสวยเลอะเป็นรอยคราบกาแฟน่าเกลียดอีก เธอจะรู้อะไรไหมว่าสูทตัวนี้ราคาแพงแค่ไหนแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะผมมีนัดคุยงานสำคัญช่วงบ่ายแทนพ่อ แล้วผมจะใส่อะไรล่ะเนี่ย สูทสำรองก็เพิ่งส่งซักไปเมื่อวาน จะให้พี่สุเมธกลับไปเอาที่บ้านก็มีแต่ตัวที่สีไม่เข้ากับกางเกงอีกก๊อก ก๊อก ก๊อก...!! ระหว่างที่ผมคิดเรื่องจัดการเสื้อสูทของตัวเอง ก็ได้ยินเสียงใครบางคนเคาะประตู ผมจึงตะโกนอนุญาตให้คนที่เคาะเข้ามาได้นั่นไงล่ะ! ยัยเด็กหน้าเอ๋อที่ทำตัวเก้ๆ กังๆ ในลิฟต์นั่นเอง ตายยากจริงๆ แค่นึกถึงก็มาหาถึงที่!!แต่เดี๋ยวก่อนนะ...จะให้เธอมาเป็นเลขาผมเนี่ยนะ มันใช่เหรอ!? เธอจะทำงานไหวจริงๆ ใช่ไหม!?ผมจ้องหน้าเลขาคนใหม่ในระหว่างที่เธอแนะนำตัว แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ ผมก็โบกมือไล่ให้เธอออกไปจากห้อง เพราะยิ่งเ
| นารา | หลังจากที่ฉันอุทานออกไป พี่อารยารีบหันมามองฉันตาเขียวปั้ด พร้อมขมวดคิ้ว ส่งสัญญาณให้ฉันหยุดพูด ก่อนที่ฉันจะตั้งสติแล้วกล่าวขอโทษบุคคลตรงหน้า ที่กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดดูท่าทีไม่ค่อยพอใจ“เอ่อ...ดิฉันขอโทษด้วยนะคะคุณการันต์” ฉันกล่าวขอโทษเขา ก้มหน้างุดมองพื้นสำนึกผิด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาก็แหม...ปล่อยไก่ไปตัวเบ้อเริ่มขนาดนั้น แล้วไหนจะเรื่องที่ทำสูทตัวสวยนั่นเลอะอีก ดีนะที่เขาไม่เอาความแต่ถึงแม้ฉันจะก้มหน้ารับความผิดนี้อยู่ แต่ตาฉันก็แอบชำเลืองมอง เห็นเขากำลังจ้องหน้าฉันเขม็ง ทำหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับ จนหัวคิ้วสองข้างขมวดแทบจะผูกกันเป็นโบได้อยู่แล้ว ดูยังไง มองมุมไหน หน้าตาก็โคตรจะไม่เป็นมิตรสักนิด“คุณการันต์คะ นี่นาราค่ะ...น้องนาราแนะนำตัวเองหน่อยจ้ะ” พี่อารยาตัดสินใจพูดขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศอันมาคุนี้ หลังจากที่เธอก็คงสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของคุณเจ้านายใหญ่ ที่ดูจะไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย “สวัสดีค่ะคุณการันต์ ดิฉัน นารา สุวรรณธานนท์ ดิฉันมารับตำแหน่งเลขาของคุณการันต์นะคะ มาทำงานวันนี้วันแรก คุณการันต์มีอะไรเรียกใช้ฉะ...” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ คนตรงหน้าก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ
| นารา | เช้านี้ฉันตื่นสาย นาฬิกาเจ้ากรรมดันไม่ยอมปลุก หรือฉันไปเผลอปิดมันตอนไหนก็ไม่รู้ และดูเหมือนมันจะเป็นเช้าที่ไม่ค่อยดีเอาซะเลย!!วันนี้...วันที่ฉันต้องเริ่มทำงานเป็นวันแรก แต่ไม่รู้ผีบ้านผีเรือนตัวไหนเข้าสิงคุณ ‘นาริน’ คุณแม่สุดที่รักของฉัน เธอคะยั้นคะยอให้ฉันขับรถไปทำงาน กลัวลูกขึ้นรถเมล์แล้วตัวจะเหม็นกลิ่นเหงื่อ จะขึ้นรถไฟฟ้าก็บอกคนเยอะ กลัวลูกต้องยืนนาน จะแว้นไปกับพี่วินปากซอย ก็บอกกลัวเสื้อเหม็นกลิ่นควันจากท่อไอเสีย เดี๋ยวเพื่อนร่วมงานจะพานรังเกียจไปอีก ฉันจึงต้องจำใจทำตามที่แม่บอกเพราะเป็นเช้าวันเริ่มต้นสัปดาห์ วันนี้รถจึงค่อนข้างติดมากกว่าปกติ ฉันขับรถฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างจะเฮงซวยของเมืองกรุงมาเรื่อยๆ โชคดีที่ฉันจำเส้นทางได้จากการมายื่นเอกสารรายงานตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน กูเกิลแมพจึงไม่จำเป็นสำหรับฉันอีกต่อไปฉันขับรถมาเรื่อยๆ จนถึงตึกเดอะมาสเตอร์ ตึกสูงที่เป็นจุดหมายปลายทางตรงหน้า ก่อนเลี้ยวรถเข้าไปตรงป้ายทางเข้านั่นไงล่ะ! ไม่มีที่จอด วนจะสิบรอบไม่มีที่จอดเหลือเลย จะมีก็แต่ที่จอดสำหรับผู้มาติดต่องานด้านหน้าตึกอีกไม่กี่ช่องแค่นั้นเอาวะ...จังหวะนี้ฉันว่าฉันต้องทำเนียนแล้ว







