登入“รินเอ๊ย...ทำไมเธอถึงใจแข็งขนาดนี้นะ เราสามคนก็ใช่ว่าจะเป็นคนอื่นคนไกล คนรู้จักมักคุ้นกันทั้งนั้น”
“…”
“ริน รู้ไหมว่าก่อนไอ้ภาคมันจะตาย มันพูดอะไรกับพี่บ้าง...มันฝากรินกับลูกไว้ บอกว่าให้ช่วยดูแลแทนมันหน่อย จริงๆ แล้วหุ้นในบริษัทพี่ส่วนหนึ่งก็เป็นมรดกที่ไอ้ภาคมันทิ้งไว้ให้นารานะ และเงินปันผลในส่วนของนารา พี่ก็เก็บเอาไว้ให้นาราตลอด” การุณบอกกับนาริน พร้อมแฟ้มอันหนึ่งในมือที่ยื่นไปวางไว้บนโต๊ะรับแขกตรงหน้านาริน
การันต์ถึงกับร้องอ๋อขึ้นมาในใจทันที ‘นราภรณ์ ทรัพย์สถิตย์’ หนึ่งในรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท ก็คือนาราสินะ และนราภรณ์ก็น่าจะเป็นชื่อเดิมก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นนาราได้ไม่กี่ปี
เขาเฝ้าเพียรถามพ่อมาตลอดว่าคนนี้คือใคร เพราะไม่เคยเห็นหน้าเลยทุกครั้งที่มีประชุมผู้ถือหุ้น พ่อตอบแค่เพียงเป็นลูกสาวของเพื่อนเขา แต่ตอนนี้เรียนอยู่ต่างประเทศ ยังไม่กลับมา ถามกี่ปีๆ ก็ได้คำตอบเดิมตลอด
“ทุนที่นาราได้จากมูลนิธิเพื่อเด็กเรียนดีนั่นอีก พวกพี่ก็เป็นเจ้าของทุนทั้งหมด ตั้งแต่นาราอยู่ประถมจนจบปริญญาโท พี่กับพี่การุณนี่แหละที่คอยช่วยเหลือพวกเธอสองคนมาโดยตลอด”
ตอนนี้ไม่ใช่แค่นารินที่ร้องไห้ นาราเองก็เริ่มร้องไห้ออกมา สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจ และพยายามถามเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิมาตลอด ว่าใครคือคนที่คอยอุปการะส่งเสียให้ทุนกับเธอมาตลอดสิบห้าปี เพราะทุนที่เธอได้รับมันไม่ใช่แค่ค่าเล่าเรียน แต่ยังรวมถึงค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกกับเธอแค่เพียงเป็นทุนกองกลางที่คนใจดีบริจาคเข้ามาแค่นั้น
วันนี้นาราได้รู้ความจริงแล้ว ว่าสองคนตรงหน้าคือคนที่อุปการะเลี้ยงดู และเฝ้าดูแลเธอเติบโตมาโดยตลอด เพราะลำพังแค่รายได้จากแม่คนเดียว คงไม่สามารถส่งเธอเรียนสูงๆ แบบนี้ได้
“ทีนี้ นารากลับไปทำงานกับการันต์เขาได้รึยังลูก”
“แต่...เรื่องหนี้...”
“เรื่องหนี้ของพ่อ นาราลืมไปได้เลย ป๊าหักจากกำไรเงินปันผลของบริษัทในส่วนของนารากลับคืนหมดแล้ว เป็นอันว่าหนี้สามสิบล้านนั่น เราหายกันหมดแล้วนะ” การุณตอบกลับหญิงสาวที่ยังมีคราบน้ำตาเลอะอยู่ทั่วหน้า พลางลูบหัวปลอบประโลมด้วยความเอ็นดู จากนั้นสุนทรีก็พูดขึ้นต่อ
“มีอีกเรื่อง คือเรื่องบริษัท ป๊ากับม้าหาวิธีกันอยู่นานที่จะทำให้นาราเข้าไปทำงานที่นั่น เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองจะต้องเข้าไปดูแลในอนาคต รวมถึงวิธีที่ให้นาราไปเป็นเลขาเจ้าการันต์ คือสิ่งที่ป๊ากับม้าคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับลูกทั้งสองคน” สุนทรีพูดเสริมขึ้นมา
“งั้นแสดงว่าที่ผมไม่มีเลขาสักที...”
“ใช่จ้ะ แม่ใช้อภิสิทธิ์พิเศษจองตำแหน่งไว้ให้น้องก็แค่นั้นเอง”
“ป๊ากับม้าร้ายกาจมากๆ”
“เอาเป็นว่าเราเข้าใจกันแล้วนะ วันจันทร์นี้นาราก็กลับมาทำงานเหมือนเดิมนะลูกนะ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เรื่องทุกอย่างมันจบหมดแล้ว เรามาเริ่มต้นเป็นครอบครัวเดียวกันใหม่นะ”
นาราคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง จากนั้นทั้งเขาและนารินก็ยกมือไหว้ขอบคุณการุณและสุนทรี สำหรับความหวังดีและความช่วยเหลือแบบลับๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งหมดโผเข้ากอดกันกลม ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก
“ส่วนเรื่องตาการันต์กับหนูนารา รินไม่ติดอะไรใช่ไหม”
“ก็ถ้าเด็กมันรักกัน หนูจะขัดอะไรได้ล่ะพี่” นารินตอบสุนทรี ก่อนหันไปลูบที่แขนการันต์เบาๆ
“การันต์ แม่ฝากหนูดูแลน้องด้วยนะลูก มีอะไรหนักเบาก็ค่อยๆ คุยกัน ส่วนนารา…เราเองก็อย่าไปดื้อกับเขาล่ะ”
ทั้งคู่พยักหน้ารับและไหว้ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจและยอมรับในความรักของพวกเขา ก่อนที่การันต์จะหันหน้าไปถามบางอย่างจากแม่ของเขา
“แม่ ผมขอถามอีกเรื่องนึง เรื่องภูเก็ต...”
“หึๆ ฝีมือแม่เองแหละ ก็เราหาน้องไม่เจอสักที ป๊ากับม้าหงุดหงิด กลัวน้องไม่ยอมกลับมา เลยแอบชี้ทางสว่างให้ ก็แค่นั้นแหละ”
สรุปแล้วเรื่องทั้งหมดก็ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่แรก ตอนนี้ความกังวลใจและความเครียดจากเรื่องร้ายๆ ก็ถูกปลดล็อกออกไปได้เสียที
.....
ทั้งหมดนั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน คนที่ดูจะดีใจมากที่สุดเห็นจะเป็นสุนทรี ที่ได้เพื่อนรุ่นน้องอย่างนารินกลับคืนมา แถมยังได้ว่าที่ลูกสะใภ้คนใหม่กลับมาช่วยงานที่บริษัทอีก
แต่เหมือนความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นาน ทั้งหมดนั่งกินข้าวพูดคุยกันอย่างสนุกสนานไปสักพัก ก่อนที่เสียงมือถือของการุณจะดังขึ้น เขาจึงขอตัวเดินออกไปรับสายข้างนอกบ้าน
“ว่าไงนพ”
[นายครับ ตอนนี้ที่บ้านเกิดเรื่อง มีคนบุกเข้ามาในบ้าน แล้วยิงแม่บ้านจอย อาการค่อนข้างหนักเป็นตายเท่ากัน ตอนนี้หมอกำลังผ่าตัดอยู่ ส่วนคนร้ายมันหนีไปได้ นี่ผมก็ให้ลูกน้องกระจายกำลังตามสืบอยู่]
“แล้วแจ้งตำรวจรึยัง”
[เรียบร้อยแล้วครับ...ยังไงนายกับครอบครัวก็ระวังตัวด้วยนะครับ]
การุณถอนหายใจยาว สีหน้าเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ยังไม่ทันจะอิ่มเอมกับความสุขเมื่อครู่ ก็มีอันต้องปวดหัวกับเรื่องใหม่อีก เขาเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร ส่วนที่เคยมีก็เคลียร์ไปหมดแล้ว
แล้วไอ้คนร้ายนั่น...มันเป็นใครกัน?
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







