登入หลังจากที่การุณวางสายจากนพชัย ลูกน้องคนสนิท ความกังวลใจและตื่นตระหนกเริ่มก่อตัว เขาไม่ได้มีเรื่องกับใครนานแล้วนะ แล้วใครกันที่กล้าอุกอาจเข้ามาทำแบบนี้กับคนในบ้านของเขา
การุณพยายามเก็บกลั้นอารมณ์ ทำตัวให้เป็นปกติ แล้วเดินเข้าบ้านไปนั่งกินข้าวร่วมกับคนอื่นๆ ต่อ ด้วยสีหน้านิ่งเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จะมีก็แต่ลูกชายของเขาเท่านั้นที่เริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อแววตาของพ่อดูมีความกังวลอะไรบางอย่าง อีกทั้งยังพูดน้อยลงหลังจากรับโทรศัพท์นั่น
เมื่อทั้งสองครอบครัวกินข้าวมื้อกลางวันด้วยกันเสร็จ การุณ สุนทรี และการันต์ก็ขอตัวกลับ การันต์จำใจต้องปล่อยให้นาราอยู่บ้านกับแม่ไป ปล่อยให้แม่ลูกได้อยู่ด้วยกันบ้าง ถึงแม้ตัวเองจะยังอยากอยู่ด้วยแค่ไหนก็ตาม
เจ้าของบ้านเดินมาส่งแขกที่หน้าบ้าน บอกลากันไปตามมารยาท แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน หลังจากนั้นการันต์จึงเดินไปส่งพ่อแม่ตัวเองที่รถต่อ ก่อนที่พ่อเขาจะเอ่ยปากบอกอะไรบางอย่างกับทั้งภรรยาและลูกชายสุดที่รักของตัวเอง
“เมื่อกี้นพโทรมา บอกว่าตอนนี้ที่บ้านเกิดเรื่องนะ จอยถูกใครไม่รู้บุกเข้ามายิงที่บ้านเมื่อชั่วโมงก่อน แต่นพพาส่งโรง’บาลแล้ว เห็นว่าอาการไม่ค่อยดีเท่าไร ป๊าว่าเรารีบกลับบ้านกันก่อนดีกว่า”
“หืม…ป๊ามีอริที่ไหนรึเปล่า”
“ไม่นะ ที่เคยมีก็เคลียร์ไปหมดแล้ว ยังไงเดี๋ยวไปคุยต่อที่บ้านละกัน”
.....
บ้านหลังใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ ต่างคลาคล่ำไปด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสีกากี รวมทั้งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีกหลายคน ที่เดินวนเวียนไปมาเก็บหลักฐานอะไรบางอย่างจากร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้
ทันทีที่รถเจ้าของบ้านทั้งสองคันเลี้ยวเข้ามาจอด นพชัยที่ยืนดูการทำงานของตำรวจอยู่ ก็รีบวิ่งเข้ามาหาเจ้านายของเขาทันที
“เป็นยังไง ได้เรื่องอะไรบ้างไหมนพ”
“ยังเลยครับ ตำรวจเพิ่งจะมาถึงได้ไม่นานครับนาย แต่ผมให้คนของเราตามสืบอยู่ครับ”
“แล้วกล้องวงจรปิดล่ะ”
“เช็กแล้วครับ แต่คนร้ายมันใส่หมวก ใส่แมสก์ปิดหน้า มองไม่เห็นหน้ามันเลยครับ”
“งั้นฉันขอดูหน่อย เผื่อจะจำหน้าได้ว่ามันเป็นใคร”
นพชัยพาการุณกับการันต์เดินไปยังห้องคอนโทรลรูมของบ้าน ส่วนสุนทรี ก่อนกลับเธอขอให้การุณพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาลที่แม่บ้านจอยเข้ารับการรักษา เพราะเมื่อเธอรู้ข่าว เธอก็รู้สึกไม่สบายใจและเป็นห่วงคนของเธอเป็นอย่างมาก
จอยเป็นคนกาฬสินธุ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังวัยรุ่น นับดูรวมๆ ก็สิบกว่าปีแล้ว สุนทรีค่อนข้างเอ็นดูเด็กสาวคนนี้ ด้วยท่าทีซื่อๆ ใสๆ ไม่มีพิษภัยอะไร และเธอเองก็เป็นคนทำงานดี ขยัน และซื่อสัตย์ แต่ช่างโชคร้ายที่เธอต้องมาเจอคราวเคราะห์
สองพ่อลูกเดินตามนพชัยมาถึงห้องคอนโทรลรูม ก่อนที่นพชัยจะใช้เมาส์เลื่อนภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังให้สองพ่อลูกดู
“อืม...จะว่าคุ้นมันก็คุ้นอยู่นะป๊า แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร”
ชายนิรนามในกล้องวงจรปิดเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดเสื้อแจ็กเกตสีดำ กางเกงยีนสีดำ ใส่หมวกแก๊ป ใส่แมสก์ และใส่แว่นตาดำปิดบังใบหน้า
“เป็นคนรู้จักของจอยรึเปล่าครับพี่นพ”
“ไม่น่าใช่ครับคุณการันต์ เพราะจากที่ถามแม่บ้านอีกสองคน เธอก็บอกว่าจอยไม่น่าจะรู้จัก เพราะมันมากดกริ่งหน้าบ้าน พอจอยเดินออกไปถามว่ามาหาใคร มันก็ชักปืนออกมาขู่ พอจอยจะวิ่งหนีเข้าบ้านมันก็ยิงเธอ”
“งั้นยังไงช่วงนี้นพให้คนมาช่วยดูๆ บ้านหน่อยละกันนะ ฉันกลัวมันจะวนกลับมา ส่วนเราก็ระวังตัวไว้ด้วยนะลูก”
“ครับป๊า”
การุณกับการันต์เดินเข้าไปนั่งคุยกันต่อในบ้าน สองพ่อลูกนั่งคุยกับนพชัยและตำรวจอีกสองสามนายอยู่นานสองนาน เมื่อการันต์เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงขอตัวขึ้นไปทำงานต่อข้างบน เพราะตั้งแต่ไปอยู่ภูเก็ตนานเกือบสัปดาห์ ทั้งงานเอกสาร ทั้งอีเมลเกือบร้อยฉบับถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย
อดทนเอาหน่อยการันต์ เดี๋ยวตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป งานพวกนี้คงเบาลงไปเยอะ เขาพึมพำออกมากับตัวเอง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์งานต่อ
.....
ในที่สุดช่วงค่ำของวันนั้น การันต์ก็สะสางงานที่ค้างไว้เสร็จเสียที เขารีบหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์โทรหาสุดที่รักของเขา
“นารา คุณทำไรอยู่”
[พอกลับบ้านไปก็หายไปเลยนะ แอบไปหาคนอื่นรึเปล่าเนี่ย] หญิงสาวปลายสายตัดพ้อ
“เปล่าหรอก พอดีที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อยน่ะ” น้ำเสียงของการันต์ตอนนี้ดูเครียดๆ ไม่เหมือนปกติที่จะดี๊ด๊าร่าเริงทุกครั้งที่ได้คุยกับคนปลายสาย แถมครั้งนี้ยังไม่รับมุกเธออีก
[หืม...ทำไมเสียงฟังดูเครียดๆ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า เล่าให้นาราฟังได้นะคะ]
“นิดหน่อยน่ะ แต่เอาไว้ก่อน มาคุยเรื่องของเราดีกว่า” การันต์ตัดบท เพราะเขายังไม่อยากให้นารารู้เรื่องนี้ เดี๋ยวจะพลอยเครียดไปด้วย
[แล้วนี่กินข้าวรึยังคะ]
“ยังเลยครับ เดี๋ยวรอกินกับป๊าม้า นาราล่ะ”
[เรียบร้อยแล้ว อิ่มพุงกางเลยค่ะ]
“ดีแล้ว กินเยอะๆ จะได้กลับมาตัวอ้วนน่ารักนุ่มนิ่มเหมือนเดิม แล้วพรุ่งนี้ไปไหนรึเปล่า”
[นาราคงอยู่บ้านแหละ กะว่าจะทำความสะอาดห้องซะหน่อย]
การันต์ค่อนข้างโล่งใจ เขาแค่ไม่อยากให้อีกคนออกจากบ้านไปไหน อยากให้อยู่อย่างปลอดภัยในบ้าน เพราะเขาไม่รู้เลยว่าคนร้ายที่บุกมาที่บ้านเป็นใคร และมีจุดประสงค์อะไรที่ทำแบบนี้
“งั้นให้ผมไปช่วยดีไหมครับ”
[ไม่เป็นไรค่ะ นาราว่าคุณการันต์พักผ่อนอยู่ที่บ้านนั่นแหละ งานบ้านงานเรือน คุณทำเป็นซะที่ไหน นารากลัวว่าคุณมาช่วยแล้วจะยิ่งทำบ้านรกกว่าเดิมน่ะ]
“คุณนี่ก็เวอร์จริงๆ งั้นถ้าจะออกไปไหน ก็โทรมาบอกผมหน่อยละกันนะครับ ผมจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก”
[โอเคค่ะ]
การันต์วางสายจากนารา ทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำไมช่วงนี้มีแต่เรื่องนะ เรื่องหนึ่งจบ อีกเรื่องก็ต่อคิวรอแล้ว หรือเขาควรไปบนบานกับเจ้าแม่ต้นไทรต้นไหน หรือขอพรจากหลวงพ่อวัดไหนดี ให้เรื่องร้ายๆ พวกนี้มันจบลงไปเสียที
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







