LOGINเรื่องย่อ... "มันไม่แข็งกับคนอื่นก็เพราะมึง" เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งก้องวนเวียนในหัวของนทีมาตลอดวันหยุด หลังจากคืนที่เขาพลาดท่า...กับอดีตคู่อริที่ชื่อ โจริญ นทีก็โดนตามตื๊อไม่เลิกถึงขั้นข่มขู่ว่าจะแบล็คเมล์คลิปบนรถคืนนั้นเลย เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ ไปกดอ่านได้ในเรื่อง... โจริญที รักกันดี ตีกันตาย เรื่องนี้เป็นSide storyคู่รองจากเรื่อง:รักไม่ใส ในรั้วขาว เรื่องนั้นเป็นเทอมหนึ่งเน้นคู่หลัก เรื่องนี้เทอมสองเน้นคู่รอง และสำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านแนะนำให้อ่านเรื่องแรกก่อนจะได้อรรถรสเพิ่มยิ่งขึ้น
View More'ร้านขายยานนนที'
เป็นร้านขายยาโดยเภสัชกรที่ลูกค้าแห่แหนกันมาซื้อยาแน่นร้านทุกวัน แม้ไม่เจ็บแต่ก็ต้องเก็บเงินมาซื้อยาดมวันละร้อยรอบ เพราะลูกชายเจ้าของร้านโคตรพ่อโคตรแม่หล่อ
ทุกคนต่างขนานนามว่าเขาคือชายหนุ่มที่พระเจ้าสร้างขึ้น ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลามาพร้อมกับใฝเสน่ห์เม็ดเล็กใต้ตาซ้ายและผิวสีน้ำผึ้งสุขภาพดีชวนให้คนหลงใหล
เขาคนนั้นกำลังเหม่อลอยอยู่หน้าเคาน์เตอร์ยาเหมือนคิดอะไรอยู่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังถูกเพ่งมองด้วยสายตาหวานเยิ้มจากเหล่าลูกค้าในร้าน
'มันไม่แข็งกับคนอื่นก็เพราะมึง'
เสียงนั้นคอยรังควานผมอยู่ตลอดเวลา
"เกี่ยวไรกับกูวะ!!"
"เกี่ยวสิครับ ผมปวดฟัน มาซื้อยาแก้ปวดฟัน"
ผมสะดุ้งหลังพลั้งปากโดยไม่รู้ตัวแล้วมีเสียงอู้อี้ตอบกลับมา
"อ่ะ ขอโทษครับ"
รีบก้มหัวทันทีด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นชายวัยกลางคนยืนจ้องอยู่ตรงหน้าพร้อมแก้มซ้ายที่ดูบวมตุยเหมือนพึ่งไปถอนฟันคุดมาใหม่ๆ
"เมื่อกี้ไม่ได้ว่าลูกค้านะครับ พอดีคิดอะไรไปเรื่อยเลยหลุดปาก ขอโทษด้วยนะครับ...ฝ่าฟันคุดมาสินะครับ^^" ก้มหัวสำนึกผิดเสร็จผมยิ้มทักทาย เรื่องในหัวพลันหายวับไปทันที อารมณ์ที่หงุดหงิดเมื่อครู่ก็เช่นกัน ก่อนรีบจัดแจงยาให้ลูกค้าตรงหน้าโดยเร็ว
"นี่ครับ" แล้วยื่นยาให้ลูกค้า
รับเสร็จเขาก็จ่ายเงิน แล้วเดินออกจากร้านไปเงียบๆ
เห้ออ... ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ทั้งๆที่ช่วงปิดเทอมเป็นเวลาส่วนตัว กะจะเรียนรู้งานในร้านเพิ่มเติมสักหน่อย
ร้านนี้เป็นธุรกิจครอบครัวของป๊ากับม้า
ทั้งสองคนเป็นเภสัชกร ป๊าทำงานประจำที่โรงพยาบาลเอกชน ส่วนใหญ่ยุ่งจนไม่ค่อยได้กลับบ้านเพราะมักต่อเวรแทนคนอื่นเป็นประจำ
ส่วนม้าประจำอยู่ที่ร้าน คอยจัดแจงยาให้ลูกค้า นับสต๊อกของ สั่งของและงานอื่นๆอีกมากมาย ปิดร้านเสร็จก็สลบคาร้าน นานๆทีจะเห็นโผล่มาที่บ้าน
"เพราะหมอนั่นคนเดียว"
หลังลูกค้ากลับความคิดเดิมก็แวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง พอคิดว่าใกล้เปิดเทอมใจก็ห่อเหี่ยวขึ้นมา
เรื่องเรียนไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องคนนี่สิ
คิดแล้วท้อใจ ใกล้จบอยู่รอมร่อดันมีอุปสรรคมาเสียได้ แถมยังเป็นอุปสรรคอันใหญ่อันหลวงที่แก้ยากอีกด้วย ผมรีบสลัดความคิดในหัวทิ้งแล้วหันมาสนใจกระปุกยาในตู้ต่อ ก่อนเริ่มบันทึกรายละเอียดยาลงสมุดโน๊ตขนาดพกพาง่ายของตัวเองอีกครั้ง
จดเสร็จก็เหลือบมองม้า เห็นเธอกำลังแนะนำยาให้ลูกค้าอยู่อีกฝั่งของเคาน์เตอร์ กวาดตามองรอบๆก็ เห็นว่าลูกค้าเริ่มเบาบางลงบ้างจึงขอปลีกตัวกลับ
"ไปก่อนนะครับ"
ม้าหันมาพยักหน้ารับรู้ จากนั้นผมจึงเดินออกมาขณะเดียวกันมอเตอร์ไซค์ท่อดังคันหนึ่งก็แว๊นเข้ามาจอดหน้าเคาน์เตอน์ราวกับสายฟ้า ทำให้คนในร้านตกใจพากันแตกตื่น
บื้นน!! บื้นนน!!
เขาบิดไมค์ทำเซียนเหมือนเรียนมาก่อนดับรถมันทำให้ผมนึกสงสัย ไอ้เวรนี่ใครวะ? แล้วเดินเข้าไปอย่างหงุดหงิด ถ้าบ้านไม่เคร่งเรื่องมารยาทเดี๋ยวนทีสอนเอง
"นี่คุณ!!" เคาะหมวกกันน็อคสองครั้ง
ทำมาเป็นสวมหมวกกันนงกันน็อค ไอ้ห่า ขับมาขนาดนี้ไม่ผ่านหัวกูไปเลยล่ะ
เจ้าของรถท่อดังถอดหมวกกันน็อคออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มทรงผมหยิกหยองเป็นเอกลักษณ์ เขาสะบัดหัวไปมาให้ผมเข้าทรงราวกับภาพสโลโมชั่นที่สะกดสายตาทุกคู่
ผมอึ้ง อ้าปากพะงาบๆ ไม่คิดว่าเขาจะกล้ามาหยามถึงถิ่น เจ้าตัวมองผมด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์มุมปากยกยิ้มก่อนพูดว่า "ซื้อยาจู๋แข็ง"
ผมขบกรามแน่นข่มอารมณ์ตัวเองไว้ หยามเกียรติกันเกินไปแล้ว เขานี้แหละตัวการเจ้าของเสียงทุ้มที่วนเวียนในหัวตลอดวันหยุด
ลูกชายประธานโรงเรียนที่กวนตีนไม่มีใครเกิน
โจริญ เห็นแล้วอยากยัดบุหรี่ใส่รูจมูก แต่เพราะไม่มีบุหรี่ในมือ เลยได้แต่กระซิบกระซาบกวนโอ้ยข้างๆหูแทน
"คน ไร้ น้ำ ยา"
พูดเสร็จก็ยกยิ้มสะใจพลางหมุนตัวออกจากร้านโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย แข็ง ไม่แข็ง เกี่ยวไรกับผมล่ะครับ ไปจัดการเอาเองสิ
ออกจากร้านได้ไม่นาน มอเตอร์ไซค์ท่อดังก็ขับตามหลังมาติดๆพร้อมคำพูดแสนหยาบคายเหมือนกลัวใครไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอันธพาล
"มึงว่าใครไร้น้ำยา!!"
หนวกหู ผมยกนิ้วแหย่หูตัวเองขณะเดินหนีอย่างไม่แยแส
"รับผิดชอบมาดิวะ!!"
แม้เขาจะโวยวายแหกปากน่ารำคาญจนคนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลียวมอง ผมก็ยังเลือกที่จะเมินเฉยและยิ้มหวานขอโทษให้กับคนเหล่านั้น
"เออ! เมินไปเลย กูจะแฉให้หมดว่าไอ้หล่อที่พวกแม่งชอบกรี๊ดกันสันดารเป็นไง"
ความเบื่อหน่ายมาพร้อมกับอากาศอบอ้าวและเสียงแว้ดๆชวนให้หงุดหงิด ครับ แฉไปเลย แฉไปเถอะ
"คลิป"
ผมไม่รู้สึกเกรงกลัวคำขู่นั้นเลย กระทั่งเขาพูดประโยคนี้ขึ้นมา...
ประโยคสั้นๆที่ทำให้ใจหล่นวูบ ก่อนหยุดเดินกระทันหันพลันหันขวับมองคนข้างๆ อย่าบอกนะว่า...
ผมอึ้งตาค้างขณะที่อีกฝ่ายยิ้มชอบใจ
"ลืมไปแล้วเหรอวันนั้นมึงอยู่บนรถใคร หืม?"
เวรแล้ว...
ความรู้สึกตึงเครียดเริ่มเข้าครอบงำพร้อมๆกับหัวคิ้วเริ่มขมวดเป็นปม เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นกลางหน้าผาก
"มึงต้องการไรจากสังคมโจ" ผมถามอย่างหมดหนทาง ทั้งๆที่คิดว่าจะทำเมินจนกระทั่งเรียนจบ แต่ดูทรงแล้วไม่น่ารอด
"กูไม่ได้ต้องการไรจากสังคม แต่ต้องการจากมึงแหละครับ!!"
"อะไร?"
ความหวั่นในใจเริ่มก่อตัวขึ้น สิ่งที่เขาต้องการจากผมคืออะไรกันแน่ ผมเกลียดข้อเสนอที่มักหยิบยี่นให้โดยไม่ต้องการ โดยเฉพาะการพยักหน้าบ่งบอกให้ผมซ้อนรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เพราะมันทำให้ผมไม่สามารถเดาได้เลยว่าเขาจะมาไม้ไหน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังทำตามโดยการขึ้นไปซ้อนท้ายรถ
จากนั้นเจ้าของรถก็บิดคันเร่งสุดไมค์แล้วขับออกไปด้วยความเร็วเต็มพิกัด
แบ๊นน!! แบ๋นนนน!!
เสียงท่อดังก้องไปทั่วถนน ผู้คนที่เดินไปมาต่างหันมามองด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ บางคนถึงกับโวยวายให้ได้ยิน "แต่งท่อหาพ่อมึงอ่ะ!!"
ขายหน้าฉิบหาย
ผมปิดหน้าตัวเอง ไอ้คนขับแม่งรอดไปเพราะมันสวมหมวกกันน็อคแถมไม่สนใจห่าไรเลย
สักพักก็มาถึงเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้ใหญ่เขียวขจี ไร้ผู้คน ได้ยินแต่เสียงแมลงดังวี่ๆตลอดทาง แถมตอนนี้ตะวันเริ่มลับขอบฟ้ารู้สึกวังเวงใจชอบกล
"จะพากูไปไหน!!" ผมยื่นหน้าตะโกนถามใกล้ๆ เพราะเขาขับแรงชนิดที่ว่าต้องตะโกนเสียงดังจนน้ำลายกระเด็นถึงจะได้ยิน
"ไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก" อีกฝ่ายเปิดหมวกตะโกนกลับ นึกว่าหยดฝนกระเด็นเข้าหน้า ไอ้สัตว์เอ๊ย!!
ผมรีบเช็ดหน้า ตอนแรกก็คิดว่ามันกวนตีนไปงั้น เลยทนอีกสักหน่อย แต่พอเห็นว่ามันขับไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าจะหยุดก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
อย่าบอกนะว่า 'ไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก' จะทำตามที่พูดจริงๆ
"ไอ้โจ!! จะพากูไปไหน!!" เริ่มแหกปากโวยวาย
"เดี๋ยวก็รู้!!"
"ไม่บอกกูโดด!!" พูดจริงแต่ยังไม่ทำ
"ถึงแล้วๆ"
ผมนิ่ง เมื่อเห็นว่าเราอยู่กลางป่ากลางเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ พามาที่นี่ทำไม?
ลงจากรถเขาก็เดินแหวกโพรงหญ้านำเข้าไปด้านใน
ระหว่างทางผมไล่ตบยุงตามแข้งขาอย่างหงุดหงิด ส่วนคนนำเหมือนเดินอยู่ในทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ไม่นานเขาก็หันกลับมาบอกว่า "ถึงแล้ว"
ในตอนที่ผมยืนเกาไม้เกามือยิกๆ กว่าจะถึงค่ำมืดพอดี แต่เมื่อทอดมองวิวเบื้องหน้าความรู้สึกหงุดหงิดหายไปฉับพลัน แสงระยิบระยับเหลืองนวลบนตึกสูงตระหง่านและบ้านเรือนทั่วเมือง สวยงามจนหัวใจพองโต ไม่กล้าแม้แต่กระพริบตา
จนลืมเหตุผลที่แท้จริงไปเสียสนิทเลยว่า...
"พากูมาที่นี่ทำไม?" ผมหันไปมองคนยืนข้างๆ คิดได้หัวคิ้วก็เริ่มขมวดด้วยความสงสัย "อย่าบอกนะว่าตกหลุมรักกูเพราะเรื่องคืนนั้น"
"ฮ่าๆๆๆๆ หลงตัวเองฉิบหาย หน้าอย่างกูเนี่ยนะชอบมึง ก็แค่..."
เหมือนเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน เสร็จก็หยุดนิ่งไป เขามองผมด้วยสายตาลังเลเหมือน
คิดอะไรบางอย่าง
"แค่?" ผมย้ำ
"ไม่มีเพื่อน"
นั่นคงเป็นสาเหตุของโจริญที่คนในโรงเรียนส่วนใหญ่เหม็นขี้หน้า ได้ฉายาสารพัด
อันธพาล เสเพล เกเร เพลย์บอย
เช้าวันต่อมาเรานอนอืดกันอยู่บนเตียงในวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากมีค่ำคืนแสนโรแมนติกไปหลายยกจนต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่"ตั้งแต่เด็กจนโตกูเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยจนเอียน สุดท้ายก็เลิกกันเพราะพ่อเป็นฝ่ายนอกใจ""..."ผมเลือกฟังโจริญเล่าเงียบๆ นอนตะแคงมองหน้ากันในชุดนอนสีพื้น โชคดีที่ขนาดตัวเราพอๆกันเลยสวมชุดผมได้สบาย"กูเลือกอยู่กับพ่อ...""ถามได้มั้ยว่าทำไม?" ไม่ได้สงสัยแต่อยากน้อยผมควรให้ความสนใจกับคู่สนทนาที่ตั้งใจเล่าอย่างออกรสออกชาติ"อาจจะฟังดูโง่ๆ อย่าขำนะ..." เขาทำหน้าลังเล"..." ผมพยักหน้ารับ"กูโกรธพ่อมากเลยกำลังผลาญเงินแทนแม่อยู่""อ๋อ..." ก็ไม่เห็นมีตรงไหนน่าขำนะ ผมพยักหน้าเข้าใจ เห็นแบบนั้นเขาทำหน้าแปลกใจเหมือนอยากถามว่า ไม่อยากรู้ต่อเหรอ? แต่อยากเล่าต่อนะ ผมเลยทำเป็นอยากรู้เพื่อให้เขาได้เล่าต่อ "ยังไง?""เพราะพ่อพรากเซฟโซนเดียวของกูไป" แม่ที่เป็นเซฟโซนเดียวทั้งชีวิตของเขา ในวันที่โจมีสิทธิ์เลือกแค่หนึ่งคน ระหว่างพ่อกับแม่ ทั้งๆที่ใจอยากอยู่กับแม่ แต่กลับเลือกพ่ออย่างไม่ลังเล เขาไม่อยากเป็นภาระแม่ ผลาญเงินพ่อนี่แหละสนุกสุดแล้ว จะเอาให้หายแค้นไปเลยคิดๆแล้วโจก็ขำตัวเอง ทำไ
คุณคงคิดว่าผมมีแต่คนมาบอกชอบนับร้อยนับพันตั้งแต่อนุบาลจนถึงตอนนี้ บอกเลยว่าความคิดนั้นถูกแล้วครับ...ผู้คนมักจะเข้าหาผมด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทว่าเมื่อรู้จักกันได้สักพักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าเบื่อ เพราะพวกเขามักต้องการความสนใจเลยเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการก็มักจะหน่ายและหายไปเอง ซึ่งผมไม่ได้สนใจครับ มันเป็นแบบนั้นมาตลอดจนชินทว่าไม่นานมานี้มีอยู่คนหนึ่ง เป็นคนโหลยโท่ยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจในสายตาผม ไม่ยอมหน่ายและหายไปสักทีแถมยังพูดซึ่งๆหน้าว่า 'กูว่ากูชอบมึงว่ะ' ประโยคนั้นดังก้องในหัวไม่หยุด ขณะที่ผมกำลังนั่งขาสั่นหำหดกระวนกระวายอยู่บนชักโครกในห้องน้ำ ไม่กล้าออกไปเจอหน้าเจ้าของเสียงนั้นเลยจริงๆแต่นี่มันบ้านตัวเอง!! ห้องตัวเอง!! แต่เจ้าของห้องกลับจมอยู่ในห้องน้ำเกินครึ่งชั่วโมงเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ชายที่พึ่งบอกชอบ อย่าทำตัวเวอร์ไปหน่อยเลยน่า...คิดได้ก็ลุกเดินออกไป ทำตัวตามปกติ ทั้งๆที่ในหัวยังคงสับสนวุ่นวาย ก่อนจะเห็นตัวการนั่งเงียบอยู่ปลายเตียง"สวมตันหมดแล้วมั้ง" เขาเอ่ยแซวหลังจากที่ม้ากลับบ้านแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเราสองคนก็เลือกย้ายมาอยู่ในห้
ถึงบ้าน โจผลักผมเข้าห้องแล้วหันกลับไปล็อคกลอนอย่างเร่งรีบ ก่อนหันกลับมาดันตัวผมชิดกำแพงพลันโน้มเข้ามาจูบอย่างไม่ทันตั้งตัว "อื้อ...เอี๋ยว" ผมครางอื้ออึงในลำคอประท้วงขณะใช้มือผลักร่างหนาออกไปสุดแรง แต่กลับถูกเขาประสานมือแน่นแล้วยกขึ้นตรึงไว้บนหัวขณะที่เรียวลิ้นนุ่มตะบี้ตะบันเข้ามาเหมือนกระหายอยากเต็มทน ทั้งดูดทั้งเลียจนเกิดเสียงเฉอะแฉะไอ้บ้าเอ้ย!! ฟินผมตวัดลิ้นตอบกลับในจังหวะเดียวกัน เมื่อหนำใจก็ถอนริมฝีปากออกพร้อมสบตาเขา"แฮปปี้เบิร์ธเดย์" ผมพูดเขาเบิกกว้างคล้ายตกใจก่อนถามผมกลับ "มึงรู้ได้ยังไง?"ผมไม่ตอบ เลือกเดินไปหยิบของขวัญใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงาน เป็นกล่องทรงเหลี่ยมสีดำขนาดเท่าฝ่ามือยื่นให้โจที่นั่งงงอยู่ปลายเตียง "อ่ะนี่ ไม่ได้ตั้งใจซื้อมา..." ให้พลั่บ!!ไม่ทันจะพูดจบก็ถูกดึงตัวเอาไปกอดพร้อมซุกหน้าจมพุงมองเห็นหัวทุย"เป็นไร?" ผมถาม"โคตรรักมึงเลย" ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตักๆๆ ประโยคนั้นทำเอาหัวใจผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะใบหน้าเห่อร้อน และเริ่มลนลาน ผมใช้มือผลักอีกฝ่ายเต็มแรงจนเขาหงายหลังนอนลง"บอกว่าไม่ได้ตั้งใจซื้อให้ไง!!"แล้วเดินหนี ไม่รู้ทำไมถึงไม่กล้าสู้หน้า ผมเปิดประตูห้อ
เช้าวันเสาร์ที่เลือดกำเดาของสาวข้างถนนพุ่งกระฉูดเป็นทอดๆเมื่อหนุ่มหล่อสองสไตล์เดินคู่กันใบหน้าของพวกเขาสะท้อนแสงแดดอ่อนยามเช้าระยิบระยับวิบวับออร่ากระจายราวกับรูปปั้นประติมากรรมคนหนึ่งผิวสีน้ำผึ้งดูสุขภาพดีแต่งตัวลุคสบายเสื้อยืดกางเกงยีนส์สีเข้มเข้ากับรองเท้าผ้าใบสีหม่นอีกคนคมเข้มบาดใจในลุคสุดเท่เสื้อเชิ้ตดำที่ติดกระดุมเพียงสามเม็ดเพราะอยากโชว์กล้ามอก กางเกงสแลคดำและเข็มขัดกุดจี่ทำคนเดินผ่านไปมาเหลียวมองตาเป็นมัน บางคนถึงกับลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ อะไรมันจะหล่อขนาดน้าน!! นี่สินะที่มาของคำว่าหล่อวัวตายควายล้ม...เพราะถ้าควายไม่ล้มดิฉันล้มเองค่ะ และนั่นคือความคิดของหญิงสาวที่รอคอยการมาของหนุ่มๆที่เธอนัดหมาย เธอชื่อพอลลี่ ยืนเหม่อสติหลุดตาละห้อยอยู่หน้าร้านคาเฟ่สุดหรู และเมื่อสองหนุ่มมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็อ้าปากพะงาบๆ "ชะ...เชิญค่ะ" เธอเดินนำเข้าไปในร้านโดยมีสองหนุ่มเดินตามทันทีที่ก้าวขาเข้าร้าน ทุกคนต่างพากันเหลียวมองเหมือนถูกมนต์สะกด ยิ่งกว่าอภิมหากาพย์การมาเยือนของ มาริโอ้เมาเหล้า หรือ ณเดชรูนี้นะจ๊ะอีกดวงตาของพวกเขาหวานเยิ้ม อ้าปากจนน้ำลายไหลย้อยเป็นสายเหมือนก๊อกน้ำรั่ว กระทั่งสอ














![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


