تسجيل الدخولหลายวันผ่านไป
หลิวหยางแวะเวียนมาหานางบ่อยขึ้นแม้ว่าในยามเช้าเขามักจะจากไปโดยไม่ได้ร่ำลา หากแต่หนิงอันก็ยังคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนอยู่มาก บ่าวไพร่ที่เห็นว่าชายหนุ่มหันมาให้ความสำคัญกับฮูหยินพวกนางก็มิกล้าละเลยหญิงสาวเท่าเมื่อก่อน
หนิงอันไม่ได้คาดหวังให้ผู้คนหันมาชอบนาง นางหวังเพียงต้องการใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้อย่างสงบสุขเท่านั้น แม้ว่าแม่สามีเองจะไม่ได้คอยจ้องจับผิดนางเช่นเมื่อก่อนแล้ว หากแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าชมชอบนางมากขึ้น ทุกเช้าที่หนิงอันเดินทางไปคารวะอีกฝ่ายก็ยังคงต้องยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามจึงจะอนุญาตให้นางเข้าไปในเรือนได้
เวลาผ่านไปหลายเดือนจนกระทั่งหนิงอันพบว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้ว หญิงสาวดีใจมากและคิดจะใช้โอกาสนี้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาให้ดีขึ้น ใบหน้าของนางเปื้อนยิ้มในขณะที่กำลังเดินเท้าจากเรือนของนางที่อยู่ไกลออกไปเกือบท้ายจวนกระทั่งมาถึงเรือนใหญ่
หญิงสาวมองเห็นหน้าประตูจวนถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่กำลังลงจากหลังม้า หนิงอันกำลังจะเอ่ยปากเรียกสามี หากแต่ร่างบางของใครบางคนที่ถูกอุ้มลงจากหลังม้าตัวเดียวกันทำให้เสียงของนางเงียบลงในทันที หนิงอันจำได้ว่าสตรีผู้นั้นคือเยว่ฉี ที่เคยมีข่าวลือว่าหลิวหยางและนางเป็นคนรักกัน
หนิงอันแสร้งหลบอยู่หลังต้นสาลี่ก่อนจะคอยแอบมองทั้งสองคนเดินตรงไปยังเรือนของแม่สามี คล้อยหลังคนทั้งคู่หญิงสาวก็ได้แต่เดินคอตกกลับมายังเรือนของตนเอง เรื่องที่คิดว่าจะบอกกล่าวกับเขาหนิงอันก็ตัดสินใจว่าจะไม่บอกแล้ว นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยากจะรู้หรือไม่และหากว่าเขารู้เขาจะรู้สึกเช่นไร นางไม่กล้าคิดทั้งยังไม่กล้าหวังจึงทำได้เพียงปิดบังเรื่องนี้ต่อไปเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
เยว่ฉีถูกพาเข้ามาพักที่จวนตระกูลหลิวด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้ว่าหนิงอันจะเกิดความสงสัย หากแต่คนที่ต้องตอบคำถามนี้กลับไม่เคยโผล่หน้ามาที่เรือนของนางเลยนับตั้งแต่ที่เยว่ฉีย้ายมาพักที่จวน
วันคืนค่อย ๆ ผ่านพ้นไปจนกระทั่งหนิงอันตั้งครรภ์ได้ครบสี่เดือน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมืองหลวงเกิดกบฏ ชาวบ้านถูกลูกหลงบาดเจ็บล้มตายกันจำนวนไม่น้อย เหล่าจวนตระกูลใหญ่ต่างพากันปิดจวนและรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ขุนนางคนสำคัญถูกบีบบังคับและจับตัวไปเป็นเชลยเพื่อให้เลือกฝั่ง หนิงอันเองก็รู้สึกหวาดกลัวมากเพียงแต่นางไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร เจ้านายในจวนส่วนใหญ่ถูกพาไปไว้ในเรือนใหญ่เดียวกัน มีเพียงนางที่ถูกสั่งให้อยู่ในเรือนของตนเองที่อยู่ห่างออกไปท้ายจวน หนิงอันรู้ว่าตนเองนั้นไร้ความสำคัญจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบเฝ้ารอการมาของสามี แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายมากขึ้น จวนข้าง ๆ ถูกเผาจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ตระกูลหลิวเองก็ประสบปัญหาไม่น้อย อาหารขาดแคลน ทั้งยังถูกกดดันจากกลุ่มกบฏเพื่อให้ตระกูลหลิวเลือกฝั่ง และเมื่อสามีของนางไม่ยอมเลือกฝั่งคนเหล่านั้นจึงได้จับตัวเยว่ฉีไป เพราะพวกมันคิดว่าหญิงสาวจะกลายเป็นเครื่องต่อรองกับหลิวหยางได้ในที่สุด
หลิวหยางจำเป็นที่จะต้องไปช่วยเยว่ฉีในขณะที่เขาสั่งให้คนของเขาอพยพคนในตระกูลหลิวไปหลบซ่อนในที่ปลอดภัย อยู่ ๆ หนิงอันก็รู้สึกไม่สบายเป็นอย่างมาก นางมีอาการเจ็บหน่วงที่ท้องมาหลายวันแล้ว แต่เพราะเหตุการณ์ไม่สู้ดีทำให้ไม่อาจตามหมอมารักษา
"ซินอี๋เจ้าไปกับพวกเขาเถิด ส่วนข้าจะรอท่านพี่อยู่ที่นี่" หนิงอันเอ่ยปากไล่ให้สาวใช้ของนางเดินทางไปกับขบวนของตระกูลหลิว หากแต่ซินอี๋ส่ายหน้า นางไม่มีทางทิ้งนายสาวของตน
"ไม่เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวจะอยู่กับท่าน"
"แต่ที่นี่อันตราย เจ้าต้องไปอยู่ในที่ปลอดภัย"
"แล้วท่านเล่าเจ้าคะ ? ท่านจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร ?" ซินอี๋เริ่มร้องไห้ นางไม่ได้หวาดกลัวกลุ่มกบฏหากแต่กำลังหวาดกลัวว่านายสาวจะเป็นอันใดไปเสียก่อน คนที่นี่ไม่ได้ใส่ใจพวกนางนายบ่าวถึงเพียงนั้น เมื่อวานที่ซินอี๋ไปขอร้องฮูหยินใหญ่ให้ช่วยตามหมอให้นางเพราะฮูหยินมีอาการไม่สู้ดี หากแต่คำพูดที่นางได้ยินคืออาการป่วยของฮูหยินของนางเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนการช่วยชีวิตแม่นางเยว่ฉีคือเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ซินอี๋ได้แต่คับแค้นใจก่อนจะเดินกลับเรือนมามือเปล่า แม้แต่อาหารก็มีเพียงหมั่นโถวเย็นชืด โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังมีเมตตาแบ่งน้ำแกงปลาให้ฮูหยินของนางถ้วยหนึ่ง พร้อมกับเกี๊ยวหมูร้อน ๆ สี่ห้าชิ้น
"เช่นนั้นเจ้ายิ่งต้องออกไปจากที่นี่ จากนั้นก็หาโอกาสไปบอกเรื่องนี้แก่ท่านแม่ทัพแล้วค่อยกลับมาช่วยข้า"
"แต่ว่า..."
"มีอันใดงั้นหรือ ?" ซินอี๋ไม่กล้าบอกนายสาว นางมองดูใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดของหนิงอันก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
หนิงอันที่สังเกตเห็นท่าทางอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ของสาวใช้ก็ให้เกิดความสงสัยว่าด้านนอกแท้จริงแล้วเกิดอันใดขึ้นกันแน่
ซินอี๋ไม่กล้าบอกนายสาวของตนว่าท่านแม่ทัพหลิวหยางนั้นกำลังฝ่าวงล้อมศัตรูไปช่วยแม่นางเยว่ฉี คงไม่มีเวลาย้อนกลับมาหาฮูหยินของนางแล้ว แต่เมื่อนางมองเห็นแววตาที่คาดหวังของหนิงอันก็ทำให้นางถึงกับกล่าวสิ่งใดไม่ออก
"เจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวจะออกไปข้างนอกและจะพยายามตามหมอมารักษาท่านให้ได้เจ้าค่ะ"
"ได้ ข้าจะรอเจ้า" หนิงอันพยายามฝืนยิ้มให้กับสาวใช้ก่อนที่ซินอี๋จะแข็งใจรีบเดินออกไปเพื่อให้ทันขบวนของตระกูลหลิว ในยามที่ขบวนรถม้าจากมาแล้วด้วยความเร่งรีบ ไม่มีใครสังเกตหรือสนใจว่าหนิงอันนั้นมิได้ออกจากเรือนมา หญิงสาวนอนขดตัวอยู่บนเตียงด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเหงื่อมากมาย ยามที่ต้องหายใจเข้าออกก็ให้ความรู้สึกเหนื่อยหอบยิ่งนัก ในขณะนั้นเองหญิงสาวก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันจากด้านนอก ความกลัวและเพื่อที่จะพยายามเอาตัวรอดทำให้นางฝืนลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนจะย้ายร่างกายไปยังจุดลับสายตา เพราะกลัวว่าหากมีคนเดินเข้ามาค้นภายในห้องแล้วเจอกับนางจะเกิดอันตราย
เพียงไม่นานฝีเท้าที่นางได้ยินจากที่ไกล ๆ ก่อนหน้านี้ก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่เสียงเปิดประตูจะดังขึ้น พร้อมกับเงาของคนที่เหมือนกับพยายามมองหาบางอย่าง
"เจ้าแน่ใจหรือ ว่าฮูหยินท่านแม่ทัพผู้นั้นอยู่ที่เรือนนี้จริง ๆ ?" เสียงของทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"ก็แน่ใจน่ะสิ ! นายท่านบอกว่าให้จับตัวนางไปให้ได้" ก่อนที่อีกคนจะโต้ตอบกลับมา ทั้งสองพยายามตามหาหนิงอัน โชคดีที่หญิงสาวไหวตัวทันพาตัวเองมาหลบอยู่ในมุมลับสายตาเช่นนี้เสียก่อน
"นางไร้ความสำคัญมากกระมังจึงได้ถูกส่งให้มาอยู่ในเรือนท้ายจวนเช่นนี้"
"จะอย่างไรก็ช่าง นายท่านสั่งเจ้าก็ทำตามเสียอย่าได้มีคำถามให้มากความ"
"ตามหาให้ทั่ว หาให้เจอ !" ทหารอีกคนออกคำสั่งก่อนที่เสียงฝีเท้าของคนนับสิบจะออกตามหานางจนทั่วเรือน หากแต่พวกมันกลับตามหานางไม่พบ แล้วทหารที่ช่างสงสัยคนเดิมก็เอ่ยขึ้นมา
"แม่นางเยว่ฉีคนงามผู้นั้นคือดวงใจของแม่ทัพหลิว มีแค่นางแม่ทัพหลิวก็ย่อมทำตามคำสั่งของนายท่านโดยไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้ว เหตุใดจะต้องตามหาผู้อื่นอีก"
"เรื่องของเจ้านาย เจ้ากล้าสงสัยงั้นหรือ ?"
"มิกล้า ๆ ขอรับ เพียงแต่ข้าแค่สงสัยว่าก่อนหน้าที่จับตัวแม่นางคนงามผู้นั้นไป แม่ทัพหลิวยังยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อช่วยนาง เช่นนี้ก็น่าจะรู้คำตอบแล้วว่าสตรีใดที่สำคัญอย่างแท้จริง"
"หาพบหรือไม่ ?"
"ไม่พบขอรับ"
"ตามหาให้ทั่วจวน จับตัวนางกลับไปให้ได้"
หนิงอันที่หลบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลได้ยินทุกอย่างชัดเจนด้วยหูทั้งสองข้างของนาง ความเจ็บปวดทั่วร่างกายของนางยังไม่เท่าความเจ็บปวดที่ใจในตอนนี้เลยสักนิด มือทั้งสองข้างของนางสั่นเทาแขนขาอ่อนแรง
สิ่งที่นางคาดหวังว่าเขาจะกลับมารับนางมันเป็นเพียงแค่ความคิดเพ้อฝันของนางฝ่ายเดียว เขาจะกลับมาช่วยนางได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้เขากำลังไปช่วยหญิงคนรักของเขาอยู่ เป็นนางที่โง่เอง เป็นนางที่โง่เองฝ่ายเดียว รักเขาจนหน้ามืดตามัวไม่สนถูกผิด ทั้งที่รู้ว่าการบีบคั้นเขาเช่นนั้นจะทำให้นางมีจุดจบเช่นไร หากแต่ในทุกวันนางก็ยังคงหลอกตัวเองเรื่อยมา
"อ๊ะ !" หนิงอันยกมือขึ้นกุมที่หน้าท้องของตัวเอง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่หญิงสาวจะรู้สึกถึงความเปียกชื้นบริเวณหว่างขาเมื่อมันเริ่มซึมออกมาเป็นวงกว้าง แสงเพียงเล็กน้อยที่สาดเข้ามาในห้องทำให้หนิงอันพอที่จะมองเห็นรำไร เมื่อนางใช้มือซับความเปียกชื้นนั้นแล้วยกขึ้นดูก็พบว่าเป็นเลือด เลือดจำนวนมากเปื้อนเลอะกระโปรงของนางจนทำให้กระโปรงผ้าฝ้ายสีขาวถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงภายในเวลาไม่นาน
หัวใจของหนิงอันหนักอึ้ง นางรับรู้ได้ในทันทีว่าตนเองนั้นได้เสียลูกในครรภ์ไปแล้วจริง ๆ ความรู้สึกของหญิงสาวในตอนนี้คือนางอยากจะกรีดร้องออกมา หากแต่นางกลับไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้เลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกที่เหมือนกับโลกใบนี้กำลังพังทลายลงต่อหน้า ทำให้หนิงอันไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
ก่อนที่สายตาของนางจะไปสะดุดกับแท่งไฟที่วางอยู่บนตู้ นางเอื้อมมือจนสุดเพื่อหยิบมันมา ก่อนจะเปิดฝาแล้วใช้แรงที่มีเป่าไปที่แท่งไฟก่อนจะเกิดประกายไฟลุกโชนขึ้น ดวงตาของหนิงอันมองดูที่แท่งไฟด้วยความว่างเปล่า นางแต่งเข้าจวนตระกูลหลิวมาปีกว่า ความสุขเพียงเล็กน้อยนั้นเทียบไม่ได้กับการที่นางต้องสูญเสียลูกคนนี้เลย หากแต่ให้นางแลกได้ ต่อให้คนบนโลกนี้เกลียดนาง ขอเพียงทำให้ลูกของนางยังอยู่นางก็ไม่สนใจอันใดอีกแล้ว
"หลิวหยาง…หากชาติหน้ามีอยู่จริงข้าขอให้ท่านหลงรักข้า รักข้าจนหัวปักหัวปำ ให้คิดถึงเพียงข้า คะนึงหาเพียงข้า ไม่ว่าจะยามหลับไม่ว่าจะยามตื่น ขอให้ท่านเจ็บปวดใจเพราะข้า ให้อยู่ไม่ได้ให้จากไม่ได้ให้ทุกข์ทรมานใจเพราะรักข้า ให้ข้าได้แก้แค้นเอาคืนท่านบ้าง ความเจ็บปวดนี้ของข้าขอให้หายไป ขอให้วันนี้มันเป็นวันสุดท้ายที่ข้าจะเจ็บปวดหัวใจเพราะรักท่าน !" หนิงอันกล่าวจบก็โยนแท่งไฟไปบนเตียงที่เต็มไปด้วยผ้าที่สามารถติดไฟได้ง่าย ส่วนตัวนางก็ล้มตัวลงนอนลงกับพื้นก่อนที่จะค่อย ๆ หลับตาลงอย่างไม่ต้องการรับรู้สิ่งใดอีก
หนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้นหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิ
เมื่อไต้ซือหวงหันมาพบกับหนิงอันก็ได้ยกมือพนมขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า"ประสกกับอาตมามีวาสนาต่อกันยิ่งนัก" หนิงอันตกใจที่อยู่ ๆ ไต้ซือหวงก็เอ่ยทักนาง ด้วยเพราะกลัวว่าทุกคนจะล่วงรู้ความลับของตนเองจึงได้หันไปมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ หากแต่สิ่งที่ทำให้นางได้แต่แปลกใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือทั้งมารดาของนางและหลิวฮูหยินดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นนางที่กำลังพูดคุยอยู่กับไต้ซือหวง ราวกับอยู่กันละโลกก็มิปาน"พวกเขาไม่เห็น มีเพียงอาตมาและประสกเท่านั้น""คารวะไต้ซือเจ้าค่ะ""ประสกได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เหตุใดจึงได้สร้างกรรมให้ตนเองอีกเล่า ?" หนิงอันตกใจ นางเข้าใจว่าไต้ซือหวงหมายถึงสิ่งใดก่อนจะก้มหน้ายอมรับโดยไม่ปฏิเสธ"ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ""หากประสกทำเช่นนี้จะไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก ปล่อยวางเถิดหนา พันธนาการนี้หากว่าประสกต้องการหลุดพ้นก็จำเป็นจะต้องตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหลาย" ไต้ซือหวงกล่าวก่อนที่จะยื่นกำไลด้ายแดงให้นางหนึ่งเส้น หนิงอันรับมันมาก่อนจะกำไว้ในมือ"อยู่ที่ประสกว่าจ
หนิงอันตั้งใจที่จะเอ่ยเรื่องที่นางไม่อยากไปไหว้พระกับมารดาตามตรง หากแต่หญิงสาวกลับบังเอิญไปได้ยินในเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียก่อน"ข้ารู้ว่าเดิมทีพวกเรายกเลิกงานแต่งงานไปแล้วก็ควรอยู่ในห่างจากตระกูลหลิว แต่ท่านพี่ข้าคิดว่าทำเช่นนั้นก็มิเป็นผลดีกับพวกเราในตอนนี้ ท่านก็รู้ดีว่าหลังจากที่อันเอ๋อของเรายกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพหลิวไปแล้วก็มีองค์ชายหลายคนจับจ้องนางอยู่ การที่พวกเรายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิวก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปนะเจ้าคะ"จางซื่อเอ่ยกับสามีอย่างตรงไปตรงมา นางชั่งน้ำหนักแล้วว่าการที่นางยังผูกสัมพันธ์กับหลิวฮูหยินผู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันบุตรสาวของนางได้ แม้จะไม่ตลอดไปหากแต่ก็ยังสามารถถ่วงเวลาไปจนกระทั่งหนิงอันสามารถหมั้นหมายกับใครสักคนหนึ่งอย่างจริงจังเสียก่อน
"ท่านแม่ทัพ !" หนิงอันที่เห็นชายหนุ่มในสภาพนั้นหากกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกอันใดเลยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยเพราะนางเองก็รู้สึกตกใจมากเช่นกันก่อนจะให้สาวใช้ของตนเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แทนตนเอง "ท่านแม่ทัพของท่านเป็นอันใดไปหรือ ?" "ท่านไม่ทัพป่วยหนัก หากแต่วันนี้กลับยังห่วงเรื่องค่ายฝึกจึงได้เดินทางออกมาทั้ง ๆ ที่ยังป่วยเช่นนี้น่ะสิ" "พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย พาท่านแม่ทัพของเจ้าขึ้นมาบนรถม้าเสียก่อนเถิด" หนิงอันออกคำสั่ง ในขณะนั้นเองรถม้าคันใหม่ก็มาถึงพอดี ก่อนที่นางจะให้บ่าวรับใช้และองครักษ์ของเขาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองก่อนจะมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิวเพื่อไปส่งชายหนุ่มที่จวนเป็นอันดับแรก ร่างสูงนอนราบอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านข้าง ด้วยความเร็วของรถม้าทั้
หลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออกชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?""นี่ข้าเป็นอันใดไป""ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่
หนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลิวหยา







