تسجيل الدخول
"ในเมื่อเจ้าต้องการแต่งเข้ามาเอง เช่นนั้นก็เชิญอยู่คนเดียวเสียให้พอใจเถิด !" หลิวหยางกล่าวก่อนจะเดินหันหลังจากไปโดยไม่หันกลับมามองหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอีกเลย
หนิงอันที่ยังคงอยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงงามสง่า ที่เจ้าบ่าวไม่คิดแม้กระทั่งจะเปิดผ้าคลุมหน้าให้กับนางเสียด้วยซ้ำ นางรู้ดีว่าผลที่ได้หลังจากแต่งเข้าจวนตระกูลหลิวจะเป็นเช่นไร หลังจากเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายจากไปแล้ว หนิงอันจึงได้ใช้มือทั้งสองข้างของนางเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นด้วยตัวเอง
"ฮูหยิน ท่านจะเปิดผ้าคลุมหน้าด้วยตัวเองไม่ได้นะเจ้าคะ" ซินอี๋สาวใช้คนสนิทของหญิงสาวกล่าว แม้จะรู้ดีว่าท่านเขยที่เดินจากไปแล้วคงไม่กลับมาเพื่อเปิดผ้าคลุมหน้าให้กับนายสาวของตนเองก็ตาม
"ช่างเถิด ซินอี๋เจ้ามาช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ"
"เจ้าค่ะ"
เดิมทีหนิงอันก็เป็นเพียงคุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง หากแต่โชคชะตากลับทำให้นางได้พบกับหลิวหยางแม่ทัพหน้าหยกผู้แสนเย็นชา ก่อนที่นางจะตกหลุมรักเขาในทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอหน้าอีกฝ่าย หลังจากนั้นนางก็พยายามหาโอกาสได้พบหน้าเขาบ่อย ๆ แม้จะเพียงได้มองจากที่ไกล ๆ นางก็ทำ หากแต่ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้นางได้ใช้โอกาสนั้นบีบคั้นอีกฝ่ายให้รับนางแต่งเข้าจวนมาอย่างง่ายดาย แม้ว่าหลิวหยางจะไม่ยินยอมนัก หากแต่เพราะนางยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อขวางทางกระบี่ที่กำลังจะทำร้ายเขาเอาไว้ จนกระทั่งเป็นนางเองที่บาดเจ็บแทนเขาเพราะตระกูลหลิวได้ชื่อว่าซื่อสัตย์จึงได้ยอมแต่งนางเข้ามาเช่นนี้
หลังจากคืนวันแต่งงานที่สามีเดินออกจากห้องหอไปโดยไม่หันกลับมาสนใจนางอีก ก็ยิ่งทำให้นางใช้ชีวิตในจวนแห่งนี้ได้อย่างยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง บ่าวไพร่ทั้งหลายแม้ไม่แสดงออกหากแต่นางก็รู้ว่าตนเองไม่ได้รับการเอาใจใส่ที่ดีนัก แม่สามีเมื่อรู้ว่าบุตรชายไม่ยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ก็เอาแต่จับผิดนางสารพัด
หลายครั้งที่หนิงอันถูกแม่สามีลงโทษในเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วยการคุกเข่าที่หน้าเรือนของนางเป็นเวลานับชั่วยาม หากแต่หนิงอันก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่น้อย ยามที่มีงานเลี้ยงนอกจวนแม่สามีก็มักจะมีข้ออ้างว่านางร่างกายไม่แข็งแรงจึงไม่พานางไปร่วมงานด้วย ทำให้ตั้งแต่หนิงอันแต่งเข้าจวนมานานนับปีนางก็ไม่เคยออกไปที่ใดเลย
จำได้ว่าหลังวันแต่งงานวันที่สามที่เจ้าสาวจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ชายหนุ่มยังไม่ยอมกลับไปกับนาง มีเพียงหนิงอันและสาวใช้เท่านั้น นางได้แต่ปั้นหน้ายิ้มพร้อมเอ่ยกับบิดามารดาว่าชายหนุ่มต้องรีบไปทำภารกิจสำคัญจึงไม่ได้กลับมาพร้อมกัน
จะว่าไปแล้วนางอยู่ที่จวนแห่งนี้ สามีเองก็กลับจวนทุกวันเพียงแต่นางกลับถูกห้ามไม่ให้เจอหน้าเขา หนิงอันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากเพียงใดนางก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจมิได้แสดงออกมา ก็เพราะเส้นทางนี้นางเป็นคนเลือกเองนางก็ต้องยอมรับมันให้ได้ หวังเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะหันกลับมามองนางบ้างสักครั้งก็ยังดี
จนกระทั่งในค่ำคืนหนึ่งที่นางกำลังจะเข้านอน อยู่ ๆ ภายในห้องก็เกิดเสียงดังบางอย่างมาจากบริเวณหน้าต่าง
ตุ้บ !
"นั่นเสียงอันใด ?"
"เดี๋ยวบ่าวไปดูเองเจ้าค่ะ ฮูหยินรออยู่ตรงนี้เถิด" ซินอี๋เดินเข้าไปใกล้ด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะพบว่าเสียงดังที่ว่ามาจากร่างของชายหนุ่ม
"เป็นท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ทัพ ? หลิวหยางหรือ ?"
"เจ้าค่ะฮูหยิน" เมื่อหนิงอันได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวก็รีบสาวเท้าเข้าไปในจุดที่เกิดเสียงดังกล่าวในทันที ก่อนจะพบร่างของหลิวหยางนอนสลบอยู่บนพื้น
"เกิดอันใดขึ้น ? ซินอี๋เจ้ามาช่วยข้าพยุงท่านแม่ทัพไปไว้บนเตียงที"
"เจ้าค่ะฮูหยิน"
หลังจากที่พาร่างสูงมานอนบนเตียงได้อย่างทุลักทุเลแล้ว หนิงอันก็พบว่าอีกฝ่ายตัวร้อนมาก ก่อนที่นางจะสั่งให้สาวใช้นำน้ำเข้ามา แล้วนางก็ลงมือถอดเสื้อผ้าของเขาเพื่อที่จะได้เช็ดตัวให้อีกฝ่ายได้ถนัด
ระหว่างที่ผ้าชื้นกำลังลากผ่านเรือนร่างกำยำของชายหนุ่ม หนิงอันก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ขาดห้วงและเริ่มหอบแรงขึ้นอย่างผิดปกติ หากแต่นางยังไม่ทันที่จะเช็ดตัวเสร็จอีกฝ่ายก็ฟื้นขึ้นมา มือหนาบีบรัดที่ข้อมือของนางอย่างแรงจนกระทั่งหนิงอันส่งเสียงร้องออกมา
"อ๊ะ ท่าน ข้าเจ็บนะเจ้าคะ"
"เจ้าคิดจะทำสิ่งใด ?"
"ข้าเพียงเช็ดตัวให้ท่านเท่านั้น หากว่ามันทำให้ท่านไม่พอใจก็ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ" หนิงอันพยายามแกะมือหนาที่แข็งแรงเหมือนคีมเหล็กของเขาออก หากแต่มันกลับรัดแน่นเหลือเกิน เรี่ยวแรงของนางไม่อาจทำสิ่งใดชายหนุ่มได้เลย
"หึ !" หนิงอันเผลอสบตาเข้ากับดวงตาคู่นั้นของหลิวหยาง ความเย็นชา ความเกลียดชังในดวงตาคู่นั้นของเขาทำให้นางก้มหน้ามองต่ำ ความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมานานทำให้ขอบตาทั้งสองข้างของนางร้อนผ่าว
"กรุณาปล่อยมือข้าด้วยเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ" เมื่อหลิวหยางได้ยินน้ำเสียงของหญิงสาวก็ค่อย ๆ ผ่อนแรงลงเกินกว่าครึ่ง แม้ว่าข้อมือของนางจะไม่ได้เจ็บแล้วเพราะชายหนุ่มทำเพียงจับมันไว้เบา ๆ หากแต่หนิงอันไม่สามารถรับรู้ได้อีกเมื่อหัวใจของนางเจ็บปวดมากกว่า ทำให้ทั่วทั้งร่างกายถึงกับไม่สามารถรับรู้สิ่งใด
"ข้าถูกพิษ" ชายหนุ่มเอ่ยออกมาลอย ๆ และก็เป็นไปตามคาด เมื่อหนิงอันได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าที่ก้มต่ำก็เงยขึ้นมาสบตากับเขาในทันที แววตาของนางเผยถึงความห่วงใยที่มีต่อชายหนุ่มอย่างไม่อาจปิดบัง และสิ่งนั้นก็ดูเหมือนจะทำให้หลิวหยางประหลาดใจ
เมื่อครู่นางยังทำเหมือนกับรังเกียจเขาไม่ต้องการให้เขาแตะต้องนางอยู่เลย พอเขากล่าวว่าเขาถูกพิษ ท่าทีของนางกลับเปลี่ยนไปได้รวดเร็วเช่นนี้เลยหรือ ?
"ท่านถูกพิษงั้นหรือ ? เช่นนั้นข้าจะให้คนไปตามหมอหลวงเจ้าค่ะ" หนิงอันคิดจะหันหลังเดินออกจากห้องไป เพียงแต่นางกลับถูกอีกฝ่ายรั้งตัวเอาไว้ก่อนที่ร่างบางจะเซถลาเข้าไปปะทะกับหน้าอกแกร่งที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง
"ไม่จำเป็นต้องตามหมอหลวง"
"แต่ว่าท่าน..." หนิงอันพยายามจะเอ่ยคัดค้าน หากแต่ชายหนุ่มกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูของหญิงสาวเบา ๆ
"ขอเพียงเจ้ายินยอมช่วยเหลือข้าก็พอ" ความรู้สึกแปลกที่ลมหายใจของอีกฝ่ายตกกระทบผิวหน้าของนาง ทำเอาหนิงอันรู้สึกขนลุกชันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกบางอย่างกำลังโจมตีนางทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวแสร้งทำใจดีสู้เสือก่อนจะตอบกลับเขาไปด้วยความสงสัย
"แต่ข้าไม่ใช่หมอ ขะ…ข้าจะช่วยท่านได้แน่หรือเจ้าคะ ?" หนิงอันตอบกลับไปด้วยความใสซื่อ นางไม่รู้ว่าตนเองจะต้องช่วยอีกฝ่ายเช่นไร นางไม่ใช่หมอจะสามารถช่วยเขาถอนพิษได้แน่หรือ ? หลิวหยางที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปาก ในตอนแรกเขาคิดว่าจะพยายามควบคุมตนเองให้ผ่านพ้นไปหลังจากคืนนี้ เมื่อหมดฤทธิ์ยาทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ
แต่ชายหนุ่มกลับไม่คิดว่าเพียงเขาได้สูดดมกลิ่นกายของหนิงอัน จะทำให้ความรู้สึกที่ถูกสกัดเอาไว้ได้ในตอนแรกกลับมาพลุ่งพล่านได้มากมายเช่นนี้
"ได้สิ" เสียงแหบพร่าของชายหนุ่มทำให้หนิงอันรู้สึกขนลุก ก่อนที่ในเวลาถัดมาชายหนุ่มจะทำให้นางตัวแข็งทื่อ เมื่อริมฝีปากหนากดจุมพิตลงสัมผัสกับซอกคอขาวบริเวณติ่งหูของนางพร้อมกับขบเม้มเบา ๆ อย่างใจเย็น และระเรื่อยลากผ่านไปยังด้านหลังของท้ายทอย
"อ๊ะ ชะ…เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไรเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขาเสียงสั่น แม้ว่านางจะไม่เคยร่วมหอกับเขา ยังไม่เคยได้ผ่านค่ำคืนแห่งวสันต์เลยสักครา หากแต่ตำราปกขาวที่เคยได้อ่านก็ทำให้นางพอจะเข้าใจในความสัมพันธ์ของชายและหญิงอยู่บ้าง
"เพียงแค่...เพียงแค่เจ้าทำหน้าที่ภรรยาก็พอ" กล่าวจบหลิวหยางก็ไม่รอให้หนิงอันเอ่ยสิ่งใดต่อ พลันผลักร่างของนางให้นอนราบไปกับเตียงก่อนที่เขาจะพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างบางด้วยความชำนาญ ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ริมฝีปากที่ยังไม่ทันได้เอ่ยห้ามสิ่งใดกลับถูกอีกฝ่ายช่วงชิงลมหายใจไปเสียแล้ว ก่อนที่ในเวลาต่อมาแสงเทียนในห้องจะดับมืดลงด้วยกำลังภายในของหลิวหยาง
มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่พร้อมกับเสียงขาเตียงที่เสียดสีไปมาไม่หยุด หนิงอันพยายามกลั้นเสียงอันน่าอายนั้นเอาไว้ แต่เพราะเรี่ยวแรงและพละกำลังอันมากล้นของหลิวหยางทำให้นางเผลอตัวส่งเสียงครางออกมาหลายครั้ง และดูเหมือนเขาจะรู้จึงได้พยายามกลั่นแกล้งนางให้ส่งเสียงน่าอายเช่นนั้นออกมาไม่หยุด ร่างสูงโยกไหวอยู่เหนือเรือนร่างขาวโพลนของหนิงอันราวกับไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เขาจับร่างของนางพลิกซ้ายพลิกขวาก่อนที่สุดท้ายจะจับนางพลิกคว่ำแล้วโถมตัวเข้าหานางอีกครั้ง
หนิงอันถูกชายหนุ่มเคี่ยวกรำมาหลายชั่วยาม ความวาบหวามที่นางได้รับทำเอาหญิงสาวถึงกับหูอื้อตาลายไปหมดก่อนที่ในตอนสุดท้ายนางจะสลบไป
ในยามที่แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อนางหันไปมองหาร่างสูงที่เคยนอนเคียงข้างกันในค่ำคืนที่ผ่านมานั้น กลับไม่พบแม้เงาของเขา ท่ามกลางเตียงนอนที่เย็นแล้วแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นจากไปนานนับชั่วยามแล้ว ดวงตาคู่นั้นของนางเผยความเศร้าออกมาเมื่ออีกฝ่ายจากไปโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยบอกกล่าวนางสักคำ
หนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้นหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิ
เมื่อไต้ซือหวงหันมาพบกับหนิงอันก็ได้ยกมือพนมขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า"ประสกกับอาตมามีวาสนาต่อกันยิ่งนัก" หนิงอันตกใจที่อยู่ ๆ ไต้ซือหวงก็เอ่ยทักนาง ด้วยเพราะกลัวว่าทุกคนจะล่วงรู้ความลับของตนเองจึงได้หันไปมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ หากแต่สิ่งที่ทำให้นางได้แต่แปลกใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือทั้งมารดาของนางและหลิวฮูหยินดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นนางที่กำลังพูดคุยอยู่กับไต้ซือหวง ราวกับอยู่กันละโลกก็มิปาน"พวกเขาไม่เห็น มีเพียงอาตมาและประสกเท่านั้น""คารวะไต้ซือเจ้าค่ะ""ประสกได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เหตุใดจึงได้สร้างกรรมให้ตนเองอีกเล่า ?" หนิงอันตกใจ นางเข้าใจว่าไต้ซือหวงหมายถึงสิ่งใดก่อนจะก้มหน้ายอมรับโดยไม่ปฏิเสธ"ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ""หากประสกทำเช่นนี้จะไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก ปล่อยวางเถิดหนา พันธนาการนี้หากว่าประสกต้องการหลุดพ้นก็จำเป็นจะต้องตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหลาย" ไต้ซือหวงกล่าวก่อนที่จะยื่นกำไลด้ายแดงให้นางหนึ่งเส้น หนิงอันรับมันมาก่อนจะกำไว้ในมือ"อยู่ที่ประสกว่าจ
หนิงอันตั้งใจที่จะเอ่ยเรื่องที่นางไม่อยากไปไหว้พระกับมารดาตามตรง หากแต่หญิงสาวกลับบังเอิญไปได้ยินในเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียก่อน"ข้ารู้ว่าเดิมทีพวกเรายกเลิกงานแต่งงานไปแล้วก็ควรอยู่ในห่างจากตระกูลหลิว แต่ท่านพี่ข้าคิดว่าทำเช่นนั้นก็มิเป็นผลดีกับพวกเราในตอนนี้ ท่านก็รู้ดีว่าหลังจากที่อันเอ๋อของเรายกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพหลิวไปแล้วก็มีองค์ชายหลายคนจับจ้องนางอยู่ การที่พวกเรายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิวก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปนะเจ้าคะ"จางซื่อเอ่ยกับสามีอย่างตรงไปตรงมา นางชั่งน้ำหนักแล้วว่าการที่นางยังผูกสัมพันธ์กับหลิวฮูหยินผู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันบุตรสาวของนางได้ แม้จะไม่ตลอดไปหากแต่ก็ยังสามารถถ่วงเวลาไปจนกระทั่งหนิงอันสามารถหมั้นหมายกับใครสักคนหนึ่งอย่างจริงจังเสียก่อน
"ท่านแม่ทัพ !" หนิงอันที่เห็นชายหนุ่มในสภาพนั้นหากกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกอันใดเลยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยเพราะนางเองก็รู้สึกตกใจมากเช่นกันก่อนจะให้สาวใช้ของตนเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แทนตนเอง "ท่านแม่ทัพของท่านเป็นอันใดไปหรือ ?" "ท่านไม่ทัพป่วยหนัก หากแต่วันนี้กลับยังห่วงเรื่องค่ายฝึกจึงได้เดินทางออกมาทั้ง ๆ ที่ยังป่วยเช่นนี้น่ะสิ" "พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย พาท่านแม่ทัพของเจ้าขึ้นมาบนรถม้าเสียก่อนเถิด" หนิงอันออกคำสั่ง ในขณะนั้นเองรถม้าคันใหม่ก็มาถึงพอดี ก่อนที่นางจะให้บ่าวรับใช้และองครักษ์ของเขาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองก่อนจะมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิวเพื่อไปส่งชายหนุ่มที่จวนเป็นอันดับแรก ร่างสูงนอนราบอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านข้าง ด้วยความเร็วของรถม้าทั้
หลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออกชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?""นี่ข้าเป็นอันใดไป""ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่
หนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลิวหยา







