Share

บทที่ 2

last update Last Updated: 2025-12-31 08:50:26

“นั่นสิ” นางหันกลับมาส่งยิ้มให้เขา “ระหว่างที่ท่านคุ้มครองข้า เรามาหาคำตอบนั้นด้วยกันว่าเหตุใดข้าจึงเชื่อใจท่าน ทั้งที่ข้ากับท่านเพิ่งจะพบกัน คราวนี้ข้าขอถามท่าน...”

“เชิญแม่นางหลิวกล่าว”

“ข้าไว้ใจท่านได้ใช่หรือไม่”

เห็นสายตาราวกับคนร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ของตงหลิว หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างเห็นขัน “ข้าล้อท่านเล่น ท่านรอตรงนี้สักครู่” นางบอกเขาเมื่อมองเห็นคนผู้หนึ่ง “เสี่ยวเอ้อ”

ตงหลิวมองตาม เนื่องจากเขาไม่อาจทิ้งศพฮูหยินและบุตรสาวเอาไว้ เห็นหญิงสาวสอบถามและเจรจาบางอย่าง กระทั่งเสี่ยวเอ้อพาคนผู้หนึ่งออกมาจากโรงเตี๊ยม เขาคนนั้นก็คือติงฝูไห่ หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเมฆมงคลผู้ซึ่งไม่ส่งเสี่ยวเอ้อออกมาไล่เขา

“เอาละหลงจู๊ติงจะช่วยท่านดูแลเรื่องการฝังศพฮูหยิน และบุตรสาวของท่าน ค่าใช้จ่ายบางส่วนที่จำเป็นตอนนี้ข้ามอบให้เขาไปแล้ว ส่วนเงินจำนวนนี้ให้ท่านไว้เป็นค่าใช้จ่าย ขาดเหลือสิ่งใดให้ท่านมาหาข้าที่นี่ ข้าจะพักที่โรงเตี๊ยมเมฆมงคลแห่งนี้  อย่าลืมซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองสักหลายชุด โกนหนวดเคราท่านเสีย แต่หากท่านไม่ชอบก็จัดการให้ดูสะอาดสะอ้านเป็นใช้ได้”

หญิงสาวยื่นตั๋วเงินจำนวนห้าร้อยตำลึงให้กับตงหลิว เขาอ้าปากค้าง ทั้งยังเหลือบไปเห็นตั๋วเงินอีกสามร้อยตำลึงที่หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมถืออยู่

“แม่นางหลิว เงินจำนวนมากมายเช่นนี้ข้าน้อยมิอาจรับ ท่านเพียงจ่ายแค่หนึ่งร้อยตำลึงก็เพียงพอ ทั้งค่าทำศพและเสื้อผ้าใหม่ของข้าน้อย”

ตงหลิวหน้าเสียขึ้นมาทันที ในใจก็กำลังคิดว่าสตรีผู้นี้ใช่สติดีหรือไม่ เหตุใดนางจึงไว้ใจผู้อื่นอย่างง่ายดายด้วยการมอบเงินทองมากมายออกมา โดยไม่มีการเอ่ยถามถึงการลงนามหรือเขียนสัญญาก่อน

“ไม่เป็นไรหากเหลือก็ฝากไว้ที่ท่านก่อน เพราะงานแรกที่ข้าต้องการให้ท่านทำหลังจากเสร็จธุระของท่านก็คือ หาคฤหาสน์ให้ข้าสักหลังจากนั้นนำเงินไปมัดจำไว้ หากข้าไปดูแล้วพอใจข้าจะซื้อเอาไว้”

“คฤหาสน์หรือ” ตงหลิวเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง

“ข้าเพิ่งมาถึงเมืองกุ้ยโจวและพบปะพูดคุยกับท่านเป็นคนแรก หนึ่งปีนับจากวันนี้ข้าคงจะอยู่ที่นี่ ดังนั้นท่านไม่ต้องรีบร้อน” หลิวผิงอันยังคงมีท่าทีผ่อนคลายทั้งที่เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไร

“แต่ท่าน...ท่านไม่เขียนสัญญาก่อนหรือ ไม่กลัวว่าข้าจะหลบหนี?”

หญิงสาวยิ้มให้เขา “ไปเถิด เสร็จเรื่องแล้วท่านค่อยกลับมาหาข้าที่นี่” กล่าวจบก็หันไปหาหลงจู๊ของโรงเตี๊ยม “คนของหลงจู๊ติงจะช่วยเหลือท่านจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะเรียบร้อย”

“แม่นางน้อยเชิญทางนี้ ข้าน้อยจะกำชับคนของข้าน้อยให้ดูแลทำศพของฮูหยินและบุตรสาวของเขาให้ดีที่สุดขอรับ” ติงฝูไห่กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้ม รอยยิ้มนั้นยังเผื่อแผ่มายังตงหลิวแสดงออกชัดถึงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ

ตงหลิวค้อมศีรษะให้ติงฝูไห่แทนคำขอบคุณที่อีกฝ่ายไม่ส่งคนมาไล่เขา เนื่องจากตั้งแต่เขาเข็นรถซึ่งมีศพของฮูหยินและบุตรสาวมา ระหว่างทางเขาถูกไล่และถูกด่าทอมาตลอด

ใครเล่าต้องการจะเกี่ยวข้องหรือเข้าใกล้กลิ่นไอแห่งความอัปมงคลเช่นการไว้ทุกข์และศพคนตาย

ชาวบ้านทั้งหลายในเมืองกุ้ยโจวต่างก็มองเขาอย่างรังเกียจ ยิ่งได้เห็นสภาพสกปรกมอมแมมของเขาด้วยแล้ว คนเหล่านั้นต่างก็พากันหลบหลีกและเดินออกไปให้ห่าง

ผิดกับแม่นางน้อยผู้มีดวงตาเฉลียวฉลาดและคาดเดาได้ยากผู้นี้ นางไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่กลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยข้อเสนอที่น่าประหลาดใจ

การขายตัวเป็นทาสของแคว้นเว่ย ปกติจะเป็นการขายขาด เขาต้องเป็นทาสของนางจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่นางเพียงยื่นข้อเสนอให้เขาอยู่คุ้มครองและช่วยเหลืองานนางเพียงหนึ่งปี อีกทั้งนางยังจ่ายเงินเกือบพันตำลึง หากมีผู้ใดได้ยินก็คงต้องเบิกตากว้าง และสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติกันทั้งนั้น

ตลาดค้าทาสไม่ว่าแคว้นใดก็ไม่เคยมีใครตั้งราคา หรือขายได้ราคาสูงเช่นนี้มาก่อน ชนชั้นทาสในสี่แคว้นมีค่าตัวที่แสนจะต่ำต้อย ยิ่งเป็นช่วงที่ชายแดนแคว้นเว่ยทางทิศใต้ระส่ำระสาย เนื่องจากทัพหลวงแคว้นฉู่มาประชิดกำแพงเมืองเช่นนี้ เมื่อเทียบกับม้าแล้ว ทาสห้าคนจึงจะขายได้ราคาเท่าม้าหนึ่งตัว

เจ็ดวันผ่านไปในเช้าตรู่วันที่แปด ในที่สุดตงหลิวก็กลับมายังโรงเตี๊ยมตามวันและเวลานัดหมาย พิธีฝังศพฮูหยินและบุตรสาวของเขาผ่านไปได้อย่างราบรื่น เขาโกนหนวดเคราออกจนเกลี้ยงเกลาดูสะอาดสะอ้าน อาบน้ำสระผมและใช้แถบผ้าสีดำมัดรวบเป็นมวยไว้เหนือศีรษะ ทั้งยังเปลี่ยนชุดใหม่และรองเท้าใหม่

เขาใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เสื้อผ้าที่เขาเลือกซื้อจึงมีเพียงไม่กี่ชุด และเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าถูกๆ ซึ่งมีขายเกลื่อนกลาดตามท้องตลาดเมืองกุ้ยโจว ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคำนึงถึงในยามที่เขาต้องติดตามหญิงสาว ดังนั้นจึงเลือกชุดที่คิดว่าสวมใส่แล้วไม่โดดเด่นและไม่ซอมซ่อจนเกินไป

หลิวผิงอันนั่งจิบชาด้วยท่าทีผ่อนคลาย สายตาของนางมองไปยังตงหลิวเต็มไปด้วยความพอใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแต่งกายสะอาดสะอ้านกว่าตอนที่พบกันราวกับคนละคน

“ทำไมท่านดูต่างจากวันนั้นราวเป็นคนละคนกัน อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลยนะ ท่านอายุเท่าไรกันวันนั้นมองแล้วข้าคิดว่าท่านน่าจะอายุราวสี่สิบ เหตุใดวันนี้ข้าจึงคิดว่าท่านน่าจะยังไม่ถึงสามสิบ”

ตงหลิวออกอาการขัดเขินเล็กน้อยเมื่อได้ยิน “ข้า...ข้าปีนี้สามสิบหก”

เขาอายุสามสิบหกส่วนนางเพิ่งจะย่างสิบเจ็ด และเพราะเขาอายุมากกว่านางถึงสิบเก้าปี นั่นคือสาเหตุที่เขาทำหน้าตาแปลกๆ ในยามที่นางเรียกเขาว่า ‘พี่ตง’

หลิวผิงพยักหน้ารับรู้ ก่อนผายมือเพื่อให้เขานั่งลง

ตงหลิวเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งตอนนี้มีหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเมฆมงคลนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขาส่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามไปยังหญิงสาวที่จะกลายมาเป็นนาย กระทั่งสายตากวาดไปเห็นสัญญาที่ติงฝูไห่กำลังร่างขึ้น

ติงฝูไห่เป็นผู้รับผิดชอบในการเขียนสัญญาระหว่างหลิวผิงอันกับตงหลิว อีกทั้งเขายังรับอาสาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้อีกด้วย เนื่องจากการซื้อขายในครั้งนี้แตกต่างไปจากการซื้อขายปกติ ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขาย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 130 จบ

    “เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 129

    “เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 128

    “ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 127

    มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 126

    “เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว

  • คิมหันต์อวลรัก   บทที่ 125

    นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status