INICIAR SESIÓN“นั่นสิ” นางหันกลับมาส่งยิ้มให้เขา “ระหว่างที่ท่านคุ้มครองข้า เรามาหาคำตอบนั้นด้วยกันว่าเหตุใดข้าจึงเชื่อใจท่าน ทั้งที่ข้ากับท่านเพิ่งจะพบกัน คราวนี้ข้าขอถามท่าน...”
“เชิญแม่นางหลิวกล่าว”
“ข้าไว้ใจท่านได้ใช่หรือไม่”
เห็นสายตาราวกับคนร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ของตงหลิว หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างเห็นขัน “ข้าล้อท่านเล่น ท่านรอตรงนี้สักครู่” นางบอกเขาเมื่อมองเห็นคนผู้หนึ่ง “เสี่ยวเอ้อ”
ตงหลิวมองตาม เนื่องจากเขาไม่อาจทิ้งศพฮูหยินและบุตรสาวเอาไว้ เห็นหญิงสาวสอบถามและเจรจาบางอย่าง กระทั่งเสี่ยวเอ้อพาคนผู้หนึ่งออกมาจากโรงเตี๊ยม เขาคนนั้นก็คือติงฝูไห่ หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเมฆมงคลผู้ซึ่งไม่ส่งเสี่ยวเอ้อออกมาไล่เขา
“เอาละหลงจู๊ติงจะช่วยท่านดูแลเรื่องการฝังศพฮูหยิน และบุตรสาวของท่าน ค่าใช้จ่ายบางส่วนที่จำเป็นตอนนี้ข้ามอบให้เขาไปแล้ว ส่วนเงินจำนวนนี้ให้ท่านไว้เป็นค่าใช้จ่าย ขาดเหลือสิ่งใดให้ท่านมาหาข้าที่นี่ ข้าจะพักที่โรงเตี๊ยมเมฆมงคลแห่งนี้ อย่าลืมซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองสักหลายชุด โกนหนวดเคราท่านเสีย แต่หากท่านไม่ชอบก็จัดการให้ดูสะอาดสะอ้านเป็นใช้ได้”
หญิงสาวยื่นตั๋วเงินจำนวนห้าร้อยตำลึงให้กับตงหลิว เขาอ้าปากค้าง ทั้งยังเหลือบไปเห็นตั๋วเงินอีกสามร้อยตำลึงที่หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมถืออยู่
“แม่นางหลิว เงินจำนวนมากมายเช่นนี้ข้าน้อยมิอาจรับ ท่านเพียงจ่ายแค่หนึ่งร้อยตำลึงก็เพียงพอ ทั้งค่าทำศพและเสื้อผ้าใหม่ของข้าน้อย”
ตงหลิวหน้าเสียขึ้นมาทันที ในใจก็กำลังคิดว่าสตรีผู้นี้ใช่สติดีหรือไม่ เหตุใดนางจึงไว้ใจผู้อื่นอย่างง่ายดายด้วยการมอบเงินทองมากมายออกมา โดยไม่มีการเอ่ยถามถึงการลงนามหรือเขียนสัญญาก่อน
“ไม่เป็นไรหากเหลือก็ฝากไว้ที่ท่านก่อน เพราะงานแรกที่ข้าต้องการให้ท่านทำหลังจากเสร็จธุระของท่านก็คือ หาคฤหาสน์ให้ข้าสักหลังจากนั้นนำเงินไปมัดจำไว้ หากข้าไปดูแล้วพอใจข้าจะซื้อเอาไว้”
“คฤหาสน์หรือ” ตงหลิวเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
“ข้าเพิ่งมาถึงเมืองกุ้ยโจวและพบปะพูดคุยกับท่านเป็นคนแรก หนึ่งปีนับจากวันนี้ข้าคงจะอยู่ที่นี่ ดังนั้นท่านไม่ต้องรีบร้อน” หลิวผิงอันยังคงมีท่าทีผ่อนคลายทั้งที่เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไร
“แต่ท่าน...ท่านไม่เขียนสัญญาก่อนหรือ ไม่กลัวว่าข้าจะหลบหนี?”
หญิงสาวยิ้มให้เขา “ไปเถิด เสร็จเรื่องแล้วท่านค่อยกลับมาหาข้าที่นี่” กล่าวจบก็หันไปหาหลงจู๊ของโรงเตี๊ยม “คนของหลงจู๊ติงจะช่วยเหลือท่านจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะเรียบร้อย”
“แม่นางน้อยเชิญทางนี้ ข้าน้อยจะกำชับคนของข้าน้อยให้ดูแลทำศพของฮูหยินและบุตรสาวของเขาให้ดีที่สุดขอรับ” ติงฝูไห่กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้ม รอยยิ้มนั้นยังเผื่อแผ่มายังตงหลิวแสดงออกชัดถึงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ
ตงหลิวค้อมศีรษะให้ติงฝูไห่แทนคำขอบคุณที่อีกฝ่ายไม่ส่งคนมาไล่เขา เนื่องจากตั้งแต่เขาเข็นรถซึ่งมีศพของฮูหยินและบุตรสาวมา ระหว่างทางเขาถูกไล่และถูกด่าทอมาตลอด
ใครเล่าต้องการจะเกี่ยวข้องหรือเข้าใกล้กลิ่นไอแห่งความอัปมงคลเช่นการไว้ทุกข์และศพคนตาย
ชาวบ้านทั้งหลายในเมืองกุ้ยโจวต่างก็มองเขาอย่างรังเกียจ ยิ่งได้เห็นสภาพสกปรกมอมแมมของเขาด้วยแล้ว คนเหล่านั้นต่างก็พากันหลบหลีกและเดินออกไปให้ห่าง
ผิดกับแม่นางน้อยผู้มีดวงตาเฉลียวฉลาดและคาดเดาได้ยากผู้นี้ นางไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่กลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยข้อเสนอที่น่าประหลาดใจ
การขายตัวเป็นทาสของแคว้นเว่ย ปกติจะเป็นการขายขาด เขาต้องเป็นทาสของนางจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่นางเพียงยื่นข้อเสนอให้เขาอยู่คุ้มครองและช่วยเหลืองานนางเพียงหนึ่งปี อีกทั้งนางยังจ่ายเงินเกือบพันตำลึง หากมีผู้ใดได้ยินก็คงต้องเบิกตากว้าง และสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติกันทั้งนั้น
ตลาดค้าทาสไม่ว่าแคว้นใดก็ไม่เคยมีใครตั้งราคา หรือขายได้ราคาสูงเช่นนี้มาก่อน ชนชั้นทาสในสี่แคว้นมีค่าตัวที่แสนจะต่ำต้อย ยิ่งเป็นช่วงที่ชายแดนแคว้นเว่ยทางทิศใต้ระส่ำระสาย เนื่องจากทัพหลวงแคว้นฉู่มาประชิดกำแพงเมืองเช่นนี้ เมื่อเทียบกับม้าแล้ว ทาสห้าคนจึงจะขายได้ราคาเท่าม้าหนึ่งตัว
เจ็ดวันผ่านไปในเช้าตรู่วันที่แปด ในที่สุดตงหลิวก็กลับมายังโรงเตี๊ยมตามวันและเวลานัดหมาย พิธีฝังศพฮูหยินและบุตรสาวของเขาผ่านไปได้อย่างราบรื่น เขาโกนหนวดเคราออกจนเกลี้ยงเกลาดูสะอาดสะอ้าน อาบน้ำสระผมและใช้แถบผ้าสีดำมัดรวบเป็นมวยไว้เหนือศีรษะ ทั้งยังเปลี่ยนชุดใหม่และรองเท้าใหม่
เขาใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เสื้อผ้าที่เขาเลือกซื้อจึงมีเพียงไม่กี่ชุด และเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าถูกๆ ซึ่งมีขายเกลื่อนกลาดตามท้องตลาดเมืองกุ้ยโจว ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคำนึงถึงในยามที่เขาต้องติดตามหญิงสาว ดังนั้นจึงเลือกชุดที่คิดว่าสวมใส่แล้วไม่โดดเด่นและไม่ซอมซ่อจนเกินไป
หลิวผิงอันนั่งจิบชาด้วยท่าทีผ่อนคลาย สายตาของนางมองไปยังตงหลิวเต็มไปด้วยความพอใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแต่งกายสะอาดสะอ้านกว่าตอนที่พบกันราวกับคนละคน
“ทำไมท่านดูต่างจากวันนั้นราวเป็นคนละคนกัน อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลยนะ ท่านอายุเท่าไรกันวันนั้นมองแล้วข้าคิดว่าท่านน่าจะอายุราวสี่สิบ เหตุใดวันนี้ข้าจึงคิดว่าท่านน่าจะยังไม่ถึงสามสิบ”
ตงหลิวออกอาการขัดเขินเล็กน้อยเมื่อได้ยิน “ข้า...ข้าปีนี้สามสิบหก”
เขาอายุสามสิบหกส่วนนางเพิ่งจะย่างสิบเจ็ด และเพราะเขาอายุมากกว่านางถึงสิบเก้าปี นั่นคือสาเหตุที่เขาทำหน้าตาแปลกๆ ในยามที่นางเรียกเขาว่า ‘พี่ตง’
หลิวผิงพยักหน้ารับรู้ ก่อนผายมือเพื่อให้เขานั่งลง
ตงหลิวเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งตอนนี้มีหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเมฆมงคลนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขาส่งสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามไปยังหญิงสาวที่จะกลายมาเป็นนาย กระทั่งสายตากวาดไปเห็นสัญญาที่ติงฝูไห่กำลังร่างขึ้น
ติงฝูไห่เป็นผู้รับผิดชอบในการเขียนสัญญาระหว่างหลิวผิงอันกับตงหลิว อีกทั้งเขายังรับอาสาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้อีกด้วย เนื่องจากการซื้อขายในครั้งนี้แตกต่างไปจากการซื้อขายปกติ ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขาย
เมื่อนั่งลงยังโต๊ะติดกับหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นท้องถนน เยี่ยเผิงเย่ก็มองเห็นมือใหญ่ของเฉินเซี่ยเฟิงที่กำลังหยิบกาน้ำชาชะงักลง เขาเงยหน้ามองสหาย ก่อนจะมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปจึงเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดยังหน้าร้านแพรพรรณตระกูลเยี่ย“นั่นมิใช่แม่นางหลิวที่ได้รับป้ายประจำตระกูลจากเฮยหลางหรอกหรือ”“อืม นั่นคือรถม้าจากตระกูลหลิว” เฉินเซี่ยเฟิงพยักหน้า“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลิว”“ข้าจำเขาได้” เฉินเซี่ยเฟิงพยักพเยิดไปยังตงหลิวซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าติดกับบ่าวชายที่ทำหน้าที่บังคับรถม้า“เจ้าอยากจะเข้าไปทักทายนางหน่อยหรือไม่” “ดีเหมือนกัน” เฉินเซี่ยเฟิงรับคำทำเอาเยี่ยเผิงเย่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะคราแรกเขาเพียงเอ่ยถามไปย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าเฉินเซี่ยเฟิงจะตอบรับเช่นนี้“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมกัน นางได้รับอักษรจากเฮยหลาง แสดงว่าตัวนางเองก็ชื่นชมในตัวเฮยหลางไม่น้อย แปลกตรงไหนที่ข้าจะเข้าไปทักทายนาง เจ้าเองก็รู้ว่าข้าก็ชื่นชมเฮยหลาง” เฉินเซี่ยเฟิงมองท่าทีประหลาดใจของสหายด้วยความขบขัน “ข้ายังไม่ได้พูดอะไร” “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลั
ไม่มีใครกล้าเปิดกล่องที่วางอยู่กลางห้องออกดู แม้ว่าในใจของทุกคนจะอยากทำเช่นนั้น เห็นชัดจากแววตาของนายท่านจางและบุตรชายและผู้ติดตามของเขาชายหนุ่มลอบสบตากับผู้เป็นบิดา เขาเดาว่านับตั้งแต่นายท่านจางเข้ามานั่งลงในห้องโถงคงอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากกับบิดาของเขาเพื่อขอเปิดไปแล้วหลายครั้งเป็นแน่เฉินเซี่ยเฟิงมองกล่องที่วางอยู่มีขนาดเล็กรูปทรงยาวเรียวบนโต๊ะ เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ในยามที่ลองคาดเดาว่าของในกล่องคืออะไร แต่ในขณะที่เขายื่นมือไปเปิด เขามั่นใจมากกว่าห้าในสิบส่วนว่ามันคือภาพวาดหรือตัวอักษรคำอวยพร“โอ้” เสียงอุทานของจางจื่ออี้ดังขึ้น เยี่ยเผิงเย่ส่งสายตาตำหนิไปยังอีกฝ่าย ทันทีที่เห็นว่าเขาขยับเข้ามายังกล่องเฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วมองพัดที่นอนนิ่งอยู่บนกล่อง เมื่อชายหนุ่มคลี่ตัวพัดออก ก็พบว่ามันคือพัดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวขอบทำจากงาช้าง ด้านหนึ่งมีลวดลายรวงข้าวที่วาดจากพู่กันสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูแห่งการเพาะปลูก อีกด้านมีบทกลอนสละสลวยหนึ่งบท อักษรที่เข้มแข็งดุดันนั้นเขาได้ยลโฉมมาแล้ว ในตอนที่เขาผ่านคฤหาสน์ตระกูลหลิว คำขึ้นต้นประโยคซึ่งเป็นชื่อของตน ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงอมยิ
ที่สำคัญกว่าสิ่งใดการที่นางรับตำแหน่งประมุขของวังเจ็ดดาว ทำให้ดวงดาวทั้งเจ็ดกำลังหวาดหวั่น เนื่องจากกลัวว่านางจะก่อตั้งวังเจ็ดดาวขึ้นมาอีกครั้ง หากนางไม่คิดจะสานต่อหน้าที่ประมุข ด้วยการฟื้นฟูวังเจ็ดดาวให้กลับมายิ่งใหญ่ก็มีเพียงทางเลือกเดียว คือปลดปล่อยพวกเขาทั้งเจ็ดไป ซึ่งนางก็เลือกข้อหลังเพื่อซื้อใจของเจ็ดดวงดาว ให้อยู่ข้างนางและช่วยทำงานนางด้วยความเต็มใจเสียงซุบซิบและผู้คนที่กำลังชะเง้อมองยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว ทำให้เฉินเซี่ยเฟิงและเยี่ยเผิงเย่เลิกม่านรถม้าขึ้น ทั้งสองสบตากันเป็นเชิงถาม ทว่าจนแล้วจนรอดกลับเป็นลี่จวินที่ขยับกาย ร่างสูงกระโดดลงจากรถม้า เนื่องจากรถม้าที่กำลังจะเดินทางออกไปนอกเมืองจำต้องหยุดลง เพราะชาวบ้านที่กำลังยืนมุงอยู่บนท้องถนนกีดขวางการสัญจร “เรียนคุณชายได้ยินว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวได้รับป้ายอักษรจากเฮยหลาง ร้านหงเติงหลงเพิ่งจะส่งมาถึงเมื่อครู่ ตอนนี้ตระกูลหลิวกำลังจะแขวนป้ายประจำตระกูลที่ประตูใหญ่ขอรับ” ลี่จวินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คำขอของนางได้รับการตอบรับเช่นนั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “ไปดูกันเถิด” เยี่ยเผ
“นอกเหนือจากแก้แค้นให้บิดา ช่วยพี่ชายกับพี่สาวต่างมารดาแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าคือการผลักดันให้เยี่ยเผิงเย่เป็นหัวหน้าตระกูลเยี่ย”“ทำไม”“ตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของแคว้น หัวหน้าตระกูลสามารถขอราชโองการจากองค์จักรพรรดิได้หนึ่งข้อ”“เจ้าต้องการสิ่งใดจากจักรพรรดิ”“ข้าต้องการเข้าไปในสุสานหลวงและกลับออกมาอย่างปลอดภัย”“อะไรนะ!!!”ท่ามกลางความตื่นตะลึงของดวงดาวทั้งหก มีเพียงลี่จวินที่เอ่ยถามต่อ “หรือว่าที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...ตำราพิษหนอนโลหิตของท่านอาจารย์ไป๋หู่หรือ”“ตำราพิษหนอนโลหิต เจ้า...เจ้าทำได้หรือ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงบอกว่าจะปลดปล่อยพวกเราทั้งเจ็ด” เหม่ยจื่อเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย“แต่จักรพรรดิไม่มีทาง...”“ตระกูลเยี่ยเคยมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิทรงพระราชทานหนึ่งความประสงค์ ให้หัวหน้าโดยชอบธรรมของตระกูลเยี่ยหนึ่งคน พวกเขาจะขออะไรก็ได้”“แต่...เยี่ยตงเจียงไม่ใช่คนที่จะกำจัดง่ายๆ” อู๋โปพึมพำเสียงเบา“จะสำเร็จหรือไม่นั้นที่สำคัญคือพวกท่านทั้งเจ็ดว่าจะช่วยข้าหรือไม่” หลิวผิงอันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จู๋จื่อท่านไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเร
“ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่
เขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวัน







