ログイン“เสร็จแล้วขอรับแม่นางหลิว” ติงฝูไห่ยื่นสัญญาที่เพิ่งจะร่างเสร็จให้หลิวผิงอันได้ทบทวนอีกครั้ง นางกวาดสายตาอ่านด้วยใบหน้าเรียบเฉยกระทั่งครู่ใหญ่ก็ส่งต่อให้กับตงหลิว
“ท่านอ่านดูว่ามีข้อใดต้องแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนหรือไม่”
เขากวาดสายตาผ่านๆ เพียงครู่เดียว ก็ยื่นสัญญาคืนให้หญิงสาว “สัญญาว่าจ้างหรือ” ตงหลิวเลิกคิ้วสูงพลางมองมายังหญิงสาวด้วยดวงตามที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ใช่ ค่าจ้างส่วนหนึ่งข้าได้จ่ายให้ท่านล่วงหน้าไปแล้ว ตอนนี้ท่านไม่นับว่าเป็นทาส แต่เป็นผู้ที่ข้าว่าจ้างให้เป็นผู้คุ้มกัน ข้าไม่ต้องการให้ท่านอยู่ในฐานะทาส แต่ท่านคือผู้คุ้มกันความปลอดภัยของข้า นับแต่นี้เป็นต้นไปจนกว่าสัญญาจะหมดลง”
“แต่...สัญญานี้จะอย่างไรท่านก็ยังคงเสียเปรียบอยู่มาก ดังนั้น...”
“เชื่อข้าเถิดอิสระของคนผู้หนึ่ง หาใช่สิ่งที่จะเอามาซื้อขายกันได้ ข้าขอท่านเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น” นางจ้องเขาราวกับไม่ปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดจากสายตา
“ความซื่อสัตย์”
“ข้าน้อยสาบาน จากนี้ไปจะทำหน้าที่ของตนที่มีต่อท่านอย่างสุดความสามารถ”
“อย่าเพิ่งสาบาน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและท่าทีก็ดูเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง “หลงจู๊ติงรบกวนท่านด้วย” หญิงสาวหันไปมองหลงจู๊โรงเตี๊ยม
“รถม้าพร้อมแล้วขอรับแม่นางหลิว”
“ขอบคุณท่านมาก เราไปกันเถิด” หลิวผิงอันเดินนำตงหลิวออกมาจากโรงเตี๊ยมที่มีรถม้าจอดรออยู่
รถม้าของโรงเตี๊ยมวิ่งออกจากประตูเมือง กระทั่งจอดลงยังศาลเจ้านอกเมืองกุ้ยโจวฝั่งตะวันออก หญิงสาวลงจากรถม้าพร้อมกับตงหลิว โดยให้คนของโรงเตี๊ยมพร้อมกับรถม้ารออยู่ด้านนอกศาลเจ้า
ในที่สุดหลิวผิงอันก็เลือกที่จะหยุดมองท่าน้ำที่ยื่นลงไปในทะเลสาบขนาดใหญ่ หญิงสาวก้าวเดินช้าๆ ไปตามสะพานที่ทอดยาวออกไป ด้านหลังยังมีตงหลิวที่เดินตามมาเงียบๆ กระทั่งถึงปลายสะพานทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลง
“ก่อนที่ท่านจะตกลงใจเป็นผู้ติดตามเพื่อคุ้มกันข้า ข้าจำเป็นต้องทำความเข้าใจบางเรื่องกับท่านเสียก่อน”
“แม่นางอย่าได้เกรงใจเชิญกล่าว”
“ข้ามาที่เมืองกุ้ยโจวจุดประสงค์หนึ่งเพราะตระกูลเยี่ย”
“ตระกูลเยี่ย” ตงหลิวคล้ายกำลังนึก ก่อนจะเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “ท่านคงหมายถึงตระกูลเยี่ยที่มีกิจการแพรพรรณ และเครื่องกระเบื้องที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกุ้ยโจว”
“ท่านเข้าใจไม่ผิด”
“ได้ยินมาว่าตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าที่ผันตัวมาเอาดีทางด้านการค้าขาย นายท่านเยี่ยคนนี้เฉลียวฉลาด และเชี่ยวชาญการค้าขายเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นเขายังมีเส้นสายกับทางการอยู่พอสมควร ทว่าคุณชายใหญ่เยี่ยจิ้งเสียนที่เป็นทายาทผู้รับช่วงกิจการต่อกลับเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่ว่านายท่านเยี่ยจะพยายามผลักดันเท่าไรกลับยังคงย่ำอยู่กับที่ ส่วนคุณชายรองเยี่ยจิ้งอี้นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”
“แล้วคุณชายสามกับน้องสาวของเขาเล่า”
“คุณชายสามเยี่ยเผิงเย่ และคุณหนูสี่เยี่ยซูเหยา ข้า...ได้ยินมาว่าทั้งสองเป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่นายท่านเยี่ยจำใจต้องรับเข้าตระกูล เนื่องจากเขาต้องตามารดาของทั้งสองตั้งแต่แรกพบ และนางไม่มีทางยินยอมแต่งเข้าตระกูลเยี่ย หากเขาไม่ยอมรับบุตรชายและบุตรสาวของนางด้วย แม้ว่าคุณชายสามจะเข้าไปช่วยดูแลกิจการบางส่วน แต่ไม่มีทางที่นายท่านเยี่ยจะยอมให้เขาเป็นผู้สืบทอด ยิ่งน้องสาวของเขาป่วยกระเสาะกระเสาะอยู่ตลอดเช่นนี้ เขายิ่งไม่มีทางยอมแบกภาระที่ตนไม่ได้รับผลประโยชน์ ส่วนบุตรสาวที่เกิดจากอนุทั้งหลาย ...พวกนางไม่ได้รับความสำคัญให้ต้องกล่าวถึง ดังนั้นจึงมีฐานะสูงกว่าบ่าวไพร่เพียงแค่ขั้นหนึ่งเท่านั้น”
“แม่นางหลิว นายท่านเยี่ยผู้นี้ไม่เพียงแค่เฉลียวฉลาด แต่เขาเป็นคนจิตใจเหี้ยมโหด หากเพื่อสิ่งที่เขาต้องการเขาไม่เลือกวิธีการที่จะได้มา ที่สำคัญ...เพราะเส้นสายเก่าแก่ที่เขามีมานาน ในช่วงที่ตระกูลของเขายังเป็นขุนนาง บวกกับผลประโยชน์หลายต่อทำให้ขุนนางส่วนใหญ่ต่างก็อยู่ข้างเขา ดังนั้นเรื่องที่ท่านมาเพราะตระกูลเยี่ยนั้นเป็นความแค้นใช่หรือไม่...”
หลิวผิงอันสบตากับตงหลิวนิ่ง “หากท่านไม่ตกลง สัญญานี้จะเปลี่ยนเป็นสัญญากู้ยืมที่ไม่มีกำหนด ไม่มีดอกเบี้ย ข้าไม่คิดจะบังคับใคร อย่างที่ข้าบอกท่านไปก่อนหน้า ข้าต้องการความซื่อสัตย์จากท่าน ซึ่งแน่นอนว่าคงจะเป็นไปไม่ได้หากว่าตัวท่านเองไม่ยินยอม ท่านมีเวลาใคร่ครวญเรื่องนี้สามวัน”
“ข้าตกลง”
หลิวผิงอันเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจ อย่างน้อยคิดว่าเขาคงต้องการเวลาคิดใคร่ครวญ แต่เขากลับตอบตกลงออกมาทันที
“เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง
“เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย
“ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู
มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ
“เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว
นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ







