Masuk
นับตั้งแต่คืนนั้นที่เอ่ยปากขอหย่า เฉิงจี้หลี่ก็ไม่โผล่หน้ามาติดต่อกันสามวัน เจียงสืออยากได้เงิน แต่ติดที่ไม่สามารถพบตัวเขาได้ป้าอู๋เห็นเธอนั่งเหม่ออยู่บ้านทั้งวันก็ทนดูต่อไปไม่ไหว“คุณนาย คุณชายไม่กลับบ้านมาสามวันแล้วนะคะ ตั้งสามวันเชียวนะ”เจียงสือพยักหน้าช้าๆ “อืม รู้แล้ว ฉันนับเลขเป็น”“…แล้วทำไมคุณถึงไม่เห็นร้อนใจเลยล่ะคะ?”ป้าอู๋ทำสีหน้าราวกับผิดหวังที่เธอไม่เอาไหน “การได้แต่งเข้าตระกูลเฉิงเป็นเรื่องโชคดีแค่ไหน ผู้หญิงคนอื่นแทบจะอ้อนวอนขอ แต่คุณกลับไม่เห็นใส่ใจเลยสักนิด”“เฉิงจี้หลี่โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้น ถ้าเขาไม่อยากกลับมา ฉันจะร้อนใจไปแล้วได้อะไร? หรือจะให้ฉันมัดตัวเขากลับมา?”จริงๆแล้วใช่ว่าเธอไม่เคยร้อนใจแต่ตลอดสองปีที่ผ่านมา หัวใจของเจียงสือก็ด้านชาไปนานแล้วต่อให้ตอนนี้มีคนมาบอกเธอว่าเฉิงจี้หลี่ออกบวชไปแล้ว เธอก็คงไม่รู้สึกสะเทือนใจอะไรนัก“ผู้ชายน่ะต้องเอาใจหน่อย คุณก็รุกเข้าหาเขาบ้างสิคะ!” ป้าอู๋รีบวิ่งไปที่ห้องครัวแล้วถือเหยือกแก้วออกมา "ช่วงนี้อากาศร้อนมักจะตัวร้อนง่าย นี่เป็นชาเย็นที่ป้าต้มไว้ คุณเอาไปส่งให้คุณชายที่บริษัทสิคะ!"เจียงสือเหลือบมองแล้วหันหน้า
เจียงสือรู้สึกว่าพูดคุยกับเขาแล้วเหนื่อยเหลือเกิน "แล้วแต่คุณจะพูดเถอะค่ะ จะไปสำนักงานเขตเมื่อไหร่?"เฉิงจี้หลี่ก้มมองเธอจากด้านบนด้วยสายตาเย็นชา “การแต่งงานนี้คุณปู่เป็นคนกำหนด ถ้าจะหย่าก็ต้องบอกคุณปู่ก่อน”คุณปู่เฉิงเดินทางไปต่างประเทศเมื่อหนึ่งปีก่อน และไปตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเล็กๆ ในอังกฤษซึ่งคุณย่าเฉิงชื่นชอบที่สุดตอนยังมีชีวิตอยู่ จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่เจียงสือพูดอย่างจนใจ "หย่ากันไม่ได้ต้องจัดงานเลี้ยงสักหน่อย คุณโทรศัพท์ไปบอกคุณปู่ก็พอแล้วค่ะ"“จะรีบอะไรนักหนา? หรือฉันจะหน้าด้านหน้ารั้งเธอไม่ให้ไป?”เฉิงจี้หลี่หันหลังเดินหายเข้าไปในความมืดยามค่ำคืนเดินไปได้สองก้าว เขาก็หยุดแล้วหันกลับมาอีกครั้ง โครงหน้าด้านข้างอันหล่อคมถูกขับให้เด่นชัดด้วยเงามืดของราตรี“อยู่กับฉันมาตั้งนาน เธอมีอะไรที่อยากได้ไหม?”เมื่อนึกถึงเรือนสี่ประสานของคุณตา เจียงสือก็อ้าปาก “ฉัน…”“ช่างเถอะ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน” เฉิงจี้หลี่ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “รอฉันจัดการงานสัปดาห์หน้าเสร็จแล้วจะโทรหาคุณปู่ เธอวางใจได้ ฉันไม่รั้งเธอไว้หรอก”เจียงสือยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพังรอบด้าน
แค่ฟังจากเสียงก็รู้แล้วว่ามีหมาอีกตัวมา แต่เจียงสือไม่คิดเลยว่าเฉิงจี้หลี่จะกลับบ้านจริงๆในวันนี้เฉียนเฮ่อมีสีหน้าลนลานเล็กน้อย “คุณชายเฉิงนี่เอง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ!”เฉิงจี้หลี่เลิกคิ้ว “ใครเหรอ?”“ผมชื่อเฉียนเฮ่อ จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์เฉียน…”“จำไม่ได้” เฉิงจี้หลี่ตัดบทอย่างเย็นชา แล้วก้มมองเจ้าหมาตัวใหญ่ที่อยู่ตรงเท้า “มาหาเมียฉันมีธุระอะไร?”เปิ่นเปิ่นราวกับได้กลิ่นอายของพวกเดียวกันที่น่ากลัว จึงครางหงิงๆแล้วหลบไปอยู่ด้านหลังเฉียนเฮ่อ“อ่า…ขอโทษครับ หมาของผมรบกวนคุณนายเฉิงแล้ว เดี๋ยวผมพามันไปเดี๋ยวนี้เลยครับ…”ยังพูดไม่ทันจบ เปิ่นเปิ่นก็วิ่งหางจุกตูดหนีไปเสียก่อน ก่อนที่จะลากเจ้าของของมันไปด้วยทั้งคน“หมาก็เหมือนเจ้าของ ไม่ใช่แค่โง่ แต่ยังขี้ขลาดอีกต่างหาก” เฉิงจี้หลี่แค่นเสียงเบาๆ แล้วหันมามองเจียงสือ “เธอชอบหมาขนยาวแบบนี้เหรอ? เดี๋ยวฉันเลี้ยงให้เธอสักตัว”“……” เจียงสือค่อยๆส่ายหน้า “ขนาดตัวเองยังดูแลไม่ดีเลย”“เธอก็รู้จักตัวเองดีนี่”น้ำเสียงของเฉิงจี้หลี่อ่อนลงเล็กน้อย “ฉันก็เรียกป้าอู๋มาให้แล้วนี่ไง อยากกินอะไรก็บอก ให้เธอทำให้กิน อย่ามัวแต่กินพวกอาหารสำเร็จ
"ผู้ชายทำงานยุ่งอยู่ข้างนอกก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ผู้หญิงไม่เหมือนกัน ต้องรู้จักดูแลบ้านเรือน"เจียงสือชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อ๋อ งั้นก็ไม่ต้องมองว่าฉันเป็นผู้หญิงก็แล้วกัน”ป้าอู๋เป็นคนมีเหตุมีผลอยู่บ้าง แต่ทำงานในตระกูลเฉิงมานานหลายปี เติบโตมาพร้อมกับเห็นเฉิงจี้หลี่จนโต ย่อมไม่มีทางยืนอยู่ข้างเธออย่างแน่นอน พูดมากไปก็มีแต่เปล่าประโยชน์เธอเดินขึ้นชั้นบนเพียงลำพัง กลับเข้าห้องนอนใหญ่ รูดผ้าม่านทึบแสงปิดสนิทแล้วจึงถอดแว่นกันแดดออกการผ่าตัดจอประสาทตาภายนอกไม่ได้มีข้อจำกัดหลังผ่าตัดที่เข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ก็ยังต้องพักผ่อนให้มากภายในห้องที่มืดสนิท เธอค่อยๆล้มตัวลงนอน พยายามทำจิตใจให้ว่างเปล่า ไม่นานก็ผล็อยหลับไปเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นช่วงเย็นแล้วเจียงสือเปลี่ยนเป็นชุดลำลองเรียบง่ายแล้วลงไปชั้นล่าง เมื่อได้กลิ่นหอมสดใหม่ของซุปซี่โครงหมูรากบัว เธอจึงเอ่ยถาม “เฉิงจี้หลี่จะกลับมาเหรอ?”“ค่ะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” ป้าอู๋ยิ้มแย้มแจ่มใส “ป้าตั้งใจตุ๋นซุปที่คุณชายชอบไว้โดยเฉพาะ คุณนายยังไม่หิวใช่ไหมคะ? งั้นรอคุณชายกลับมากินด้วยกันดีไหมคะ?”เจียงสือขานรับ
เจียงสือพูดคำสั่งใส่หน้าจอโทรศัพท์ “โทรหาหมา”“?” หวงหย่าเจี๋ยกะพริบตาปริบๆ “หมาที่บ้านเธอก็มีโทรศัพท์ด้วยเหรอ?”โทรศัพท์ดังอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีใครรับสายเจียงสือไม่แปลกใจกับเรื่องนี้แล้ว แต่ในใจก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ เธอจึงโทรศัพท์หาผู้ช่วยจั๋วแทน“เฉิงจี้หลี่อยู่ไหม?”จั๋วยวี่ตอบ “คุณนายครับ ประธานเฉิงเดินทางมาติดต่องานที่เมืองซู ตอนนี้กำลังประชุมอยู่ครับ"เวลาที่อารมณ์กำลังพุ่งขึ้นมา ในใจก็จะมีแรงฮึดก่อตัวขึ้น แต่พอถูกขัดจังหวะ แรงฮึดนั้นก็จะค่อยๆสลายไปเจียงสือลังเลว่าจะยังตามไปถามเฉิงจี้หลี่ให้รู้เรื่องดีหรือไม่ จู่ๆก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเล็กแหลมดังมาจากปลายสาย“ผู้ช่วยจั๋วคะ พี่ชายถามว่ากาแฟของเขาได้หรือยัง?”เป็นเสียงของเฉิงเซียวเซียวแม้แต่ไปทำงานที่เมืองซู เฉิงจี้หลี่ก็ยังพาเฉิงเซียวเซียวไปด้วยหัวใจของเธอดิ่งวูบลงทันที ความรู้สึกที่เคยพลุ่งพล่านอยู่ในใจก็เหือดหายไปจนหมดช่างมันเถอะถามไปแล้วจะได้อะไรกลับมา?อย่าไปหาเรื่องให้ตัวเองต้องอับอายเลยจั๋วเยว่พูดอะไรบางอย่างกับเฉิงเซียวเซียวที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นจึงยกโทรศัพท์กลับมาแนบปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “
ตอนไปฮันนีมูน เจียงสือแค่เล่นโยคะตามทีวี ก็ยังโดนเฉิงจี้หลี่กดลงกับเสื่อโยคะคลอเคลียไม่ห่าง แต่ต่อมาต่อให้เธอสวมชุดนอนเซ็กซี่เนื้อบางแนบเนื้อ ชายคนนั้นกลับทำเป็นมองไม่เห็นไปเสียหมดเธอเริ่มคิดฟุ้งซ่าน เดาว่าความใกล้ชิดก่อนหน้านี้อาจเป็นเพียงความรู้สึกแปลกใหม่ชั่วครู่ และตอนนี้เฉิงจี้หลี่คงหมดความสนใจในตัวเธอแล้วแต่ตอนนั้นคุณตาเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน การแต่งงานคือสิ่งเดียวที่เจียงสือยังสามารถยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ตั้งแต่อายุสิบหก เธอชอบเฉิงจี้หลี่มานานหลายปี หากต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขามากขึ้นอีกหน่อย เธอก็ยอมแม้จะต้องลดตัวลงอีกสักนิดก็ไม่เป็นไรวันนั้น เธอลองทำซุปเนื้อหมูใส่ตังเซียมตามสูตรในอินเทอร์เน็ตหนึ่งหม้อ แล้วลงมือเอาไปส่งให้เขาถึงบริษัทด้วยตัวเอง ผู้ช่วยพาเธอมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานประตูเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ด้านในมีเสียงของฉินหล่างดังเล็ดลอดออกมา "พูดจริงนะ พี่ยอมตอบตกลงแต่งงานกับเจียงสือได้ยังไงกัน?" เวลาผ่านไปนานถึงห้าวินาที ถึงได้ยินเสียงตอบกลับของเฉิงจี้หลี่ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและมีเสน่ห์ "เพราะว่าพ่อฉันไม่ชอบน่ะสิ" บรรยากาศราวกับหยุดนิ่งไปในทันทีทั้งร่างของเธอแข







