INICIAR SESIÓNลืมตาขึ้นมาอีกที หว่านหว่านก็กลายเป็น “มู่หว่านหว่าน” พระชายารองผู้ถูกทอดทิ้งของท่านอ๋องสี่ แถมเจ้าของร่างเดิมยังไม่ได้ป่วยตายธรรมดา แต่มีร่องรอยว่าถูกวางยาพิษปิดปาก ในเมื่อได้ชีวิตใหม่ นางจึงตั้งเป้าเอาไว้ง่าย ๆ แค่สามอย่าง เอาชีวิตรอด หาเงินเปิดร้านเครื่องหอม และลากตัวคนร้ายออกมาให้ได้ แต่แผนทั้งหมดกลับวุ่นวาย เมื่อ “หลงจิ่งเฉิน” ท่านอ๋องผู้เย็นชาและไม่ไว้ใจใคร ดันมีความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาได้ยินความคิดของคนที่อยู่ใกล้ นับจากนั้น ทุกคำบ่น ทุกเสียงด่า และทุกความลับในใจที่หว่านหว่านคิดว่าไม่มีใครได้ยิน จึงเข้าหูเขาหมดไม่มีเหลือ จากพระชายารองที่เขาไม่เคยสนใจ กลับกลายเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขาอยากอยู่ใกล้ และจากเรื่องเล็ก ๆ ในเรือนท้ายจวน กลับค่อย ๆ เปิดโปงความลับที่โยงไปถึงเงินลับ กองกำลัง และแผนกบฏที่อาจสั่นคลอนทั้งราชบัลลังก์ เมื่อบุรุษผู้ได้ยินความคิดของคนทั้งโลกต้องตกหลุมรักสตรีที่อยากเก็บหัวใจไว้เป็นความลับ สุดท้ายแล้วเขาจะเลือก “อ่านใจนาง” หรือเรียนรู้ที่จะ “เชื่อใจนาง” โดยไม่ต้องได้ยินแม้แต่คำเดียว
Ver másความเจ็บแปลบราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่โสตประสาท เป็นความรู้สึกแรกที่ปลุกให้มู่หว่านหว่านสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันมืดมิด
นางสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว ขณะที่ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบกวาดมองไปรอบกาย
นี่มัน… ที่ไหนกัน
ภาพตรงหน้าไม่ใช่ห้องทดลองสมุนไพรแบบร่วมสมัยที่นางคุ้นเคย ไม่มีชั้นวางขวดแก้ว ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีโต๊ะทดลองที่เต็มไปด้วยตัวอย่างสมุนไพร มีเพียงเตียงไม้เก่า ม่านมุ้งผ้าไหมสีซีด โต๊ะกลมตัวเล็ก และเครื่องเรือนเพียงไม่กี่ชิ้น
แม้ทุกอย่างจะเป็นของใช้แบบจีนโบราณ แต่กลับเรียบง่ายจนเกือบเรียกได้ว่าอัตคัด ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกเลยว่าเจ้าของห้องแห่งนี้มีฐานะสูงส่ง
ยังไม่ทันที่มู่หว่านหว่านจะตั้งสติได้ ความเจ็บรุนแรงก็แล่นขึ้นกลางศีรษะอีกระลอก
“โอ๊ย…”
นางยกมือกุมขมับทันที
พร้อมกันนั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตนเองก็ไหลทะลักเข้ามาราวกับเขื่อนแตก
ภาพหญิงสาวในชุดโบราณ
ภาพจวนกว้างใหญ่
ภาพงานอภิเษกที่เย็นชาราวกับเป็นเพียงพิธีตามหน้าที่
ภาพบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำสนิท ใบหน้าคมคายแต่เย็นชาเสียจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
รวมถึงชื่อหนึ่งที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในความทรงจำคือหลงจิ่งเฉิน
อ๋องสี่แห่งราชวงศ์ ผู้มีอำนาจอยู่ในมือและมีชื่อเสียงเรื่องความเย็นชา
ส่วนร่างที่นางกำลังครอบครองอยู่ในเวลานี้ก็มีชื่อว่า มู่หว่านหว่าน เช่นเดียวกับนาง
เป็นบุตรีรองแห่งตระกูลมู่ และถูกส่งตัวเข้ามาอภิเษกเป็นพระชายารองของหลงจิ่งเฉิน
ทว่า คำว่า พระชายารอง ฟังดูสูงศักดิ์กว่าความเป็นจริงมากนัก
ตั้งแต่ก้าวเข้าจวนอ๋อง เจ้าของร่างเดิมแทบไม่เคยได้รับความโปรดปราน ถูกส่งมาอยู่เรือนท้ายจวนอันเงียบเหงา บ่าวไพร่ที่ควรได้รับตามฐานะก็ค่อย ๆ ถูกโยกย้ายออกไปทีละคน จนสุดท้ายเหลือเพียงสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งที่ยังยืนกรานจะอยู่รับใช้
มู่หว่านหว่านนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะก้มมองมือของตัวเอง นิ้วมือเรียวยาว ผิวขาวซีด รูปร่างบอบบาง ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ร่างเดิมของนาง
ข้อสรุปเดียวที่เป็นไปได้จึงผุดขึ้นในหัว
ฉันทะลุมิติมาจริง ๆ เหรอเนี่ย
“คุณหนู”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู มู่หว่านหว่านหันขวับไปมอง
“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
เด็กสาวร่างเล็กที่กำลังถืออ่างน้ำอยู่ถึงกับตาโต ก่อนจะรีบวิ่งพรวดเข้ามาหา แต่เพราะรีบร้อนเกินไป ปลายรองเท้าจึงเกี่ยวชายกระโปรงตัวเองจนร่างเซไปข้างหน้า
“ว้าย” น้ำในอ่างกระฉอกออกมาเกือบครึ่ง
มู่หว่านหว่านมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกนางทันทีว่าเด็กสาวผู้นี้คือ เสี่ยวชุน สาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
เสี่ยวชุนรีบวางอ่างน้ำลงแล้วถลาเข้ามาข้างเตียง ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอจนแทบไหล
“บ่าวตกใจแทบตาย คุณหนูนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน เรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น ชีพจรก็อ่อนลงเรื่อย ๆ บ่าวนึกว่าคุณหนูจะ... จะทิ้งบ่าวไปเสียแล้ว”
พูดจบน้ำตาก็ไหลพรากทันที
มู่หว่านหว่านมองสาวใช้ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
อย่างน้อยในสถานที่ประหลาดแห่งนี้ก็ยังมีคนหนึ่งที่เป็นห่วงเจ้าของร่างนี้จริง ๆ
“พอแล้ว อย่าร้อง ข้ายังไม่ตาย”
“แต่คุณหนู…”
“ถ้าเจ้าร้องมากกว่านี้ ข้ายังไม่ทันตายเพราะป่วยก็คงปวดหัวตายเพราะเสียงร้องของเจ้าก่อน”
เสี่ยวชุนชะงัก น้ำตาที่กำลังจะไหลอีกระลอกหยุดค้างกลางทาง ก่อนจะรีบยกแขนเสื้อเช็ดหน้า
“คุณหนูยังพูดเช่นนี้ได้ แสดงว่าคงดีขึ้นแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ”
มู่หว่านหว่านเกือบหลุดหัวเราะ
นางพยุงตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วสูดลมหายใจลึก พยายามจัดระเบียบความทรงจำที่ยุ่งเหยิงอยู่ในหัว
“เสี่ยวชุน ข้าหลับไปนานเท่าใด”
“เกือบสองวันเจ้าค่ะ”
“สองวัน”
มู่หว่านหว่านพึมพำ
“ก่อนหน้านั้นข้ามีอาการอย่างไร”
เสี่ยวชุนขมวดคิ้ว พยายามนึกย้อนกลับไป “ตอนแรกคุณหนูบอกว่าเหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็แน่นหน้าอก มือเท้าไม่มีแรง บ่าวจะไปตามหมอ แต่คุณหนูบอกไม่ต้อง เพราะคิดว่าพักสักครู่คงดีขึ้น ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นไม่นานคุณหนูก็หมดสติไปเลยเจ้าค่ะ” คำตอบนั้นทำให้แววตาของมู่หว่านหว่านเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ก่อนหมดสติ ข้ากินอะไร”
“อาหารเย็นตามปกติเจ้าค่ะ แล้วก็…”
เสี่ยวชุนหยุดคิด
“น้ำชา”
มู่หว่านหว่านพูดขึ้นเสียก่อน
ความทรงจำช่วงสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมกำลังกลับมาชัดเจนขึ้น มือที่ยกถ้วยชา รสขมประหลาดที่ปลายลิ้น ความรู้สึกแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ แขนขาอ่อนแรง
จากนั้นภาพทุกอย่างก็ดับวูบ
มู่หว่านหว่านหันมองโต๊ะข้างเตียงทันที
ถ้วยกระเบื้องใบหนึ่งยังคงวางอยู่ตรงนั้น
“ถ้วยนั่นยังไม่ได้ล้างหรือ”
เสี่ยวชุนมองตาม “ยังเจ้าค่ะ ตอนคุณหนูหมดสติ บ่าวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นก็เฝ้าคุณหนูตลอด จึงยังไม่ได้เก็บของในห้อง”
“เอามาให้ข้า”
เสี่ยวชุนรีบหยิบถ้วยส่งให้
มู่หว่านหว่านรับมาถืออย่างระมัดระวัง ที่ก้นถ้วยยังมีคราบน้ำชาติดอยู่เล็กน้อย และบริเวณขอบด้านในมีตะกอนสีคล้ำบางอย่างเกาะอยู่
นางขยับถ้วยเข้าใกล้จมูก สูดกลิ่นเพียงเล็กน้อย คิ้วเรียวงามพลันขมวดเข้าหากัน
กลิ่นชาแทบกลบทุกอย่างจนหมด แต่สำหรับคนที่เติบโตมากับครอบครัวซึ่งทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และคลุกคลีกับวัตถุดิบหลากหลายชนิดมาตั้งแต่เด็ก กลิ่นผิดปกติที่หลงเหลืออยู่ในถ้วยย่อมไม่อาจหลุดรอดไปได้ง่าย ๆ
“มีคนสืบทอดแล้ว”เด็กน้อยพยักหน้าอย่างภูมิใจ หว่านหว่านมองสองพ่อลูกก่อนหลุดหัวเราะตาม สามคนพ่อแม่ลูกนั่งอยู่ใต้แสงจันทร์เด็กน้อยนั่งตรงกลาง กินขนมไปพลางนับเงินของตัวเองไปพลางหว่านหว่านมองพระจันทร์เต็มดวง ความทรงจำมากมายย้อนกลับมาวันที่นางลืมตาขึ้นในร่างของมู่หว่านหว่านถ้วยชาที่มีสิ่งผิดปกติ หีบผ้าเก่า สัญลักษณ์ประหลาด สมุดบัญชีลับ การลอบสังหาร คดีกบฏ และบุรุษเย็นชาผู้สามารถได้ยินความคิดของทุกคนรอบตัวในตอนนั้น นางคิดเพียงสามอย่าง เอาชีวิตรอดหาเงิน และหาความจริงให้เจ้าของร่างเดิม แต่โชคชะตากลับพานางมาไกลกว่านั้นนางได้สร้างกิจการที่เป็นของตัวเอง ได้คืนความเป็นธรรมให้เจ้าของร่างเดิม ได้ช่วยให้ตระกูลมู่พ้นจากข้อกล่าวหาได้พบผู้คนที่กลายเป็นครอบครัว และเหนือสิ่งอื่นใดนางได้พบคนคนหนึ่ง คนที่ครั้งหนึ่งเคยรู้ทุกอย่างที่นางคิด แต่กลับรักนางได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในวันที่เขาไม่ได้ยินความคิดของนางอีกแล้วหลงจิ่งเฉินหันมามอง“คิดอะไรอยู่”หว่านหว่านยิ้ม“อยากรู้หรือ”“อืม”“เดาสิ”เขาส่ายหน้า“ไม่เดา”“ทำไม”“ถามง่ายกว่า”หว่านหว่านหัวเราะ“ฉลาดขึ้นนะเพคะ”“ข้าเรียนจากเจ้า”“ถ้าอย่างนั้นข้า
“หลงจิ่งเฉิน”“อืม”“ท่านจำครั้งแรกที่มาที่เรือนนี้ได้ไหม”“จำได้”“ตอนนั้นข้ากลัวท่านมาก”เขาหันมอง“เจ้าไม่ได้คิดเช่นนั้น”หว่านหว่านชะงัก ก่อนนึกขึ้นได้ว่าในเวลานั้นเขายังได้ยินความคิดของนาง“ก็ข้ากลัวอยู่ส่วนหนึ่ง”“อีกส่วนหนึ่ง?”นางกระแอม“ไม่สำคัญ”“ข้าจำได้”“ลืมไปเสีย”“เจ้าเคยคิดว่าข้าหน้าตาเหมือนคนที่ทุกคนติดหนี้”หว่านหว่านยกมือปิดหน้า“ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว ท่านยังจำอีกหรือ”“จำ”“เรื่องดี ๆ มีตั้งเยอะ ทำไมจำแต่เรื่องแบบนี้”“ยังมีอีก”นางรีบยกมือห้าม“พอเลยเพคะ”หลงจิ่งเฉินหัวเราะ หว่านหว่านลดมือลงแล้วมองเขา ใบหน้าของชายตรงหน้ายังคงเหมือนคนที่นางพบในวันแรก แต่แววตาเปลี่ยนไปมากไม่มีความเย็นชาและความระแวงเหมือนเมื่อก่อนไม่มีความเหนื่อยล้าจากเสียงความคิดของผู้คนที่ดังอยู่ในหัวไม่หยุดเหลือเพียงความสงบ และความอ่อนโยนที่เขาไม่คิดจะปิดบังจากนางอีกแล้ว“แล้วท่านเล่า”หว่านหว่านถาม“ตอนนั้นคิดอย่างไรกับข้า”“เสียงดัง”นางขมวดคิ้ว“ข้ายังแทบไม่ได้พูด”“เสียงในใจ”หว่านหว่านตีแขนเขา“ท่านนี่”หลงจิ่งเฉินยิ้ม“แต่ข้าชอบ”นางหยุด“ชอบอะไร”“ความจริงใจของเจ้า”เขามองนาง“ตอนนั้นทุกคน
เด็กน้อยยื่นถุงหอมให้“ข้าทำเอง”หว่านหว่านรับมาดู ถุงผ้าใบเล็กถูกมัดจนเบี้ยว รูปร่างแทบดูไม่ออกว่าเป็นถุงหอมนางพลิกดูด้านหน้า“เจ้าทำเองจริงหรือ”เด็กชายพยักหน้าแรง ๆ“เสี่ยวชุนช่วยนิดเดียว”เสียงเสี่ยวชุนดังมาจากหน้าประตู“ไม่นิดนะเจ้าคะ”เด็กน้อยหันขวับ“นิดเดียว”“บ่าวเย็บให้เกือบทั้งหมดเจ้าค่ะ”เด็กชายรีบวิ่งไปกอดแขนมารดา“ท่านแม่ นางใส่ร้ายข้า”หว่านหว่านหลุดหัวเราะ“แล้วเจ้าทำส่วนไหน”เด็กน้อยคิด ก่อนตอบอย่างมั่นใจ“ข้าเลือกกลิ่น”“เท่านั้น?”“แล้วก็ตรวจ”“ตรวจอะไร”“ตรวจว่านางเย็บดีหรือไม่”เสี่ยวชุนอ้าปาก“คุณชายน้อย”หว่านหว่านหัวเราะจนไหล่สั่น เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังมาจากอีกด้าน“รู้จักใช้คนตั้งแต่อายุเท่านี้ โตไปคงไม่ธรรมดา”หลงจิ่งเฉินเดินเข้ามา เด็กน้อยเห็นบิดาก็รีบวิ่งไปหา“ท่านพ่อ”ชายหนุ่มก้มลงอุ้มลูกขึ้น“วันนี้ก่อเรื่องอะไร”“ไม่มี” คำตอบรวดเร็วจนน่าสงสัยหลงจิ่งเฉินมองหว่านหว่าน นางยักไหล่“วันนี้แค่พยายามเอาถุงหอมที่ตัวเองไม่ได้เย็บไปอ้างว่าทำเอง”เด็กชายรีบแก้“ข้าเลือกกลิ่น”“แม่รู้แล้ว”“สำคัญมาก”หลงจิ่งเฉินพยักหน้า“จริง”หว่านหว่านหันขวับ“อย่าเข้าข้างลูก”“
เด็กน้อยตอบอย่างมั่นใจ“เพราะเงินซื้อขนมได้”เหตุผลชัดเจนจนหว่านหว่านเถียงไม่ออก เสียงหัวเราะของหลงจิ่งเฉินดังขึ้นจากด้านหลังนางหันไป“ท่านมาตั้งแต่เมื่อไร”“ทันได้ยินเรื่องเงินซื้อขนม”เด็กน้อยรีบวิ่งไปหา“ท่านพ่อ”หลงจิ่งเฉินอุ้มลูกขึ้นเด็กชายกระซิบ“ท่านพ่อมีเงินเยอะไหม”“พอมี”หว่านหว่านเลิกคิ้ว พอมีของเขากับพอมีของคนทั่วไปคงไม่เหมือนกันเด็กน้อยถามต่อ“ให้ข้าได้ไหม”“เอาไปทำอะไร”“ซื้อขนม”“ไม่ได้”เด็กน้อยนิ่งหลงจิ่งเฉินถาม“ทำไมไม่ขอท่านแม่”เด็กชายหันไปมองหว่านหว่านก่อนกระซิบเบาลง“ท่านแม่ถามเยอะ”หว่านหว่านได้ยินเต็มสองหู“เจ้าว่าอะไรนะ”เด็กน้อยรีบกอดคอบิดา“ท่านพ่อ กลับบ้าน”หลงจิ่งเฉินหัวเราะ“ที่นี่ก็บ้าน”“ไปอีกบ้าน”“หนีแม่หรือ”เด็กน้อยพยักหน้า หว่านหว่านเท้าเอว“หลงจิ่งเฉิน ถ้าท่านพาลูกหนี วันนี้ทั้งพ่อทั้งลูกไม่ต้องกินขนม”ชายหนุ่มหยุดทันที เด็กน้อยมองบิดาอย่างคาดหวัง“ท่านพ่อ”หลงจิ่งเฉินถอนหายใจ ก่อนเดินกลับมาหาภรรยา“พ่อช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว”หว่านหว่านหัวเราะ“ดีมาก”เด็กชายทำหน้าผิดหวัง เสี่ยวชุนซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ หัวเราะจนตัวสั่น“คุณชายน้อย คราวนี้เลือกฝ่ายผิด





