LOGIN"โอเคจ้ะ หนูจะเช่าห้องนี้!"
หลังหญิงชรานามว่าอิ่มพาขึ้นมาดูห้องพักที่ไร้ผู้จับจองในตอนนี้ วรัชญาก็ลั่นวาจาขอทำสัญญาแทบจะในทันทีที่เห็นสภาพด้านใน
ตัวห้องพักทั้งกว้างขวางและเย็นสบาย เตียงขนาดห้าฟุตตั้งตระหง่านใกล้กับประตูกระจก ซึ่งสามารถเลื่อนเปิดออกไปยังระเบียงด้านนอก แถมยังหันหน้าไปทางทิศตะวันออกอีก
ส่วนเฟอร์นิเจอร์นั้นครบครัน ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้าไม้สีเบจ โซฟาชุดซึ่งสามารถปรับให้เป็นที่ทานข้าวได้ เคาน์เตอร์ครัวขนาดพอเหมาะ แต่ที่น่าเซอร์ไพรส์มากที่สุดเห็นจะอ่างอาบน้ำ
ผู้เช่ารายใหม่ทิ้งตัวลงนอนแผ่หรา สายตากวาดมองไปรอบตัว ยังคงยิ้มไม่หุบ เพราะนอกจากห้องนี้จะถูกใจสุด ๆ ทั้งเรื่องราคา เงื่อนไขการเข้าพักแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ยังดูใหม่เอี่ยมราวกับไม่เคยมีใครเข้าพักมาก่อน
"สุด ๆ!"
หรือถ้าให้พูดเต็ม ๆ ก็คือที่นี่คือสุด ๆ ไปเลยโว้ย ว่าน! แกนี่แม่งโชคดีฉิบหาย
แถมดูเหมือนว่าการบังเอิญเจอใบปลิวที่ป้ายรถประจำทาง จะเป็นเรื่องโชคดีเรื่องเดียวที่เธอพบเจอตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าเมืองกรุงมาเลยก็ว่าได้
ร่างอรชรดีดดิ้น กลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความดีใจ สลับกับจรดปลายจมูกลงสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกไม้ชนิดหนึ่งจากผ้านวมที่ปูคลุมที่นอนฟอดใหญ่
เนี้ย! สมกับคำเคลม 'สะอาด สงบ ครบครัน' จริง ๆ
เสียดายที่ตัวหอพักเล่นอยู่ลึกแทบสุดซอยไปหน่อย ไม่งั้นให้คะแนนร้อยเต็มสิบไปแล้ว
พักหายใจให้คล่องคอครู่หนึ่งเธอก็พาตัวเองไปชำระล้างคราบเหงื่อแล้วความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาค่อนวัน เพราะมัวแต่คิดเรื่องหาหอพักทำให้ลืมซื้อข้าวติดมือเข้ามาด้วยเสียสนิท
ไอ้ครั้นจะให้เดินเท้ากลับออกไปทางหน้าปากซอยก็คงทำไม่ไหว เพราะวันนี้เธอถือว่าใช้โควตาเดินเท้าจนเต็มอัตราแล้ว
เหลือบมองเวลาครู่หนึ่งเธอจึงตัดสินใจหยิบกระเป๋ามาคล้องบ่าแล้ววิ่งลงบันไดลงมายังชั้นหนึ่ง หวังขอพิกัดร้านข้าวจากยายอิ่ม ผู้ดูแลหอ
คิ้วเรียวขมวดมุ่นน้อย ๆ หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อมีไอเย็นยะเยือกลอยมาปะทะผิวกาย ซ้ำร้ายบรรยากาศของชั้นล่างยังเงียบสงัด มองไปทางไหนก็ไม่เจอผู้ร่วมหอพักอื่น ๆ เลย
"หรือว่าจะออกไปทำงานกันหมด?"
วรัชญาลองเดินเตร็ดเตร่ ชะเง้อชะแง้อยู่แถวโถงทางเดินครู่หนึ่ง กระทั่งแน่ใจว่าบริเวณนี้ไม่มีใครแน่นอนเธอจึงเดินอ้อมไปทางจุดที่คาดว่าจะเป็นห้องพักของคนดูแลหอ
ดวงตาสีน้ำตาลสอดส่าย มองสำรวจไปทั่วตามนิสัย และนั่นทำให้เธอสังเกตเห็นว่าตัวตึกด้านนอกนั้นแท้จริงแล้วมีลักษณะคล้ายกับคฤหาสน์หลังใหญ่
สภาพเก่าลงตามกาลเวลา ต่างจากด้านในที่ได้รับการปรับปรุงจนดูสะอาดและทันสมัย กระนั้นความเก่าของมันก็ไม่สามารถทำให้ความชื่นชอบที่เธอมีต่อที่นี่ลดลงได้
บรรยากาศร่มรื่นเสียจนคิดอยากหยิบเสื่อมาปู วางหมอนสักใบ แล้วเอนหลังนอนเล่นพร้อมหนังสือเล่มโปรด
ฉับพลันเธอก็ชะงักฝีเท้า ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเพราะตอนนี้เป็นเวลาโพล้เพล้ บรรยากาศโดยรอบจึงดูวังเวงและมืดสลัว ซ้ำยิ่งเดินเข้าใกล้โซนหลังของตึกมากเท่าไร ไอเย็นที่สัมผัสก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
"สงสัยเพราะตรงนี้ต้นไม้เยอะแหละ เหอ ๆ"
แววตาวูบไหวหลุบลงมองไรขนบนท่อนแขนตัวเองแวบหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัว ทว่าในจังหวะสับเท้ากลับทางเดิมนั้นว่องไวจนอีกนิดจะกลายเป็นวิ่ง
"ฮื่อ เกือบขาดใจตาย"
หญิงสาวอ้าปากหอบเอาอากาศเข้าถี่ ๆ มือก็ลูบหน้าอกเบา ปลอบประโลมให้ตัวเองค่อย ๆ หายใจ ก็พอรับรู้ว่าที่นี่น่าจะแรง น่าจะเยอะ แต่ตอนนี้ตะวันยังไม่ตกดินเลยนะ พวกเอ็งจะรีบแสดงอิทธิฤทธิ์กันไปไหน
แล้วแบบนี้เธอจะไหวจนครบเดือนหรือเปล่าเนี้ย!
"โอ๊ะ"
แล้วความหวาดระแวงก็ถูกแทนที่ด้วยความดีใจ เมื่อในจังหวะที่ก้ม ๆ เงย ๆ หางตาของวรัชญาบังเอิญไปสะดุดเข้ากับร่างท้วมของชายผิวคล้ำที่นั่งอยู่ในป้อมยาม แถมอีกฝ่ายยังกำลังมองเธออยู่อีกด้วย
อาฮ่า มีคนให้ถามหาร้านข้าวแล้ววุ้ย!
"สวัสดีจ้ะ ว่านนะจ๊ะเพิ่งย้ายมาวันนี้"
เพราะอายุน้อยกว่ามากวรัชญาจึงเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองก่อน ทว่าอึดใจรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าก็จืดเจื่อน เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะทำเพียงมองเธอนิ่ง ๆ ไม่หือไม่อือแล้ว แววตายังเจือด้วยความสงสัย
เอ๊ะ หรือว่าเธอแต่งตัวไม่เหมือนคนในเมือง?
หลังพ้นประตูห้องออกมาได้การจับจูงก็เปลี่ยนมาเป็นการโอบประคอง พาเดินเข้าลิฟต์ ซึ่งแม้วรัชญาจะพยายามขืนตัวแล้วบิดกายออกทว่าอีกคนก็มือเหนียวเหลือหลาย หากแต่สิ่งที่ทำให้เธอจำต้องหยุดกลับเป็นประโยคที่เขาโน้มเข้ามากระซิบข้าง ๆ หู“อย่าดิ้นแรงครับ เดี๋ยวลูกตกใจ”“ลูกเพิ่งเดือนกว่าเองมั้งคะ จะตกใจได้ยังไง”“นั่นไง แสดงว่ารู้ตัวมาก่อนใช่ไหมว่าหนูท้องน่ะ ทำไมไม่บอกพี่ละครับ”เท่านี้คนเผลอหลุดปากพูดเองก็รีบตะปบปิดปาก ครั้นพอสบเข้ากับแววตาระยับระยับของคนเจ้าเล่ห์เธอก็ค้อนขวับ“พี่หลอกให้หนูพูด”“พี่หลอกตอนไหน หนูหลุดพูดเองทั้งนั้น แล้วถามจริงเถอะ ถ้าไม่เพราะป้านิ่มไปบังเอิญเห็นไอ้นี่ในถังขยะเมื่อเช้าแล้วเอามาให้พี่ดู หนูคิดจะบอกพี่เมื่อไรกันฮึ”ณัฐวีร์ทำเสียงขึ้นจมูกใส่ นาทีที่รู้ว่าไอ้ขีดแดง ๆ สองขีดมันแปลว่าอะไร เขาถึงกับเข่าอ่อน ความรู้สึกมากมายตีรวนในช่องอก ทั้งดีใจที่กำลังจะได้เป็นพ่อคนทั้งห่วงใยว่าป่านนี้ว่าที่คุณแม่จะแอบไปเวียนหัวคลื่นไส้ที่ไหน ทั้งน้อยใจที่ทำไมรู้ผลแล้วเก็บเงียบ แถมยังออกจากบ้านไปก่อน ทิ้งไว้เพียงข้อความหนึ่งประโยคว่า ‘เจอกันที่ออฟฟิตนะคะ จุ๊บ’“หนูตั้งใจจะเก็บไว้เซอ
“เอ่อ ทะ..ท่านประธานคะ”วรัชญาร้องเรียกพลางพยายามบิดกายออก อีกฝ่ายกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นจนเธอนิ่วหน้า หายใจลำบาก“ไม่เอาคำนี้แล้ว”ไม่เอาคำนี้แล้วจะเอาคำไหน ถ้าจะเอาคำที่เรียกประจำ ช่วยรอตอนอยู่กันแค่สองคน ไม่ใช่อยู่กันทั้งแผนกแบบนี้ได้ไหมวรัชญาโอดครวญในใจแล้วแบะปากอยากจะร้องไห้ มือก็ลนลานตบเอวชายหนุ่มเป็นการใหญ่“พี่เลย์ ปล่อยหนูก่อนค่ะ มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านนะ”เหมือนจะได้ผล คนใจร้อนยอมคลายวงแขนหากกลับยังโอบเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาแดง ๆ ฉ่ำรื้นไปด้วยน้ำตาจนคนถูกจ้องหัวใจหล่นวูบ ร้อนรนตามไปด้วย“พี่...”“เมื่อไรหนูถึงจะบอกพี่ครับ?”“คะ?”เห็นหญิงสาวหน้าฉงนอย่างไม่ได้แสร้งทำ ณัฐวีร์ก็พรูลมหายใจแรง แล้วยกสิ่งที่ทำให้เขามาหาเธอถึงที่นี่ ดึงเธอมากอดอย่างไม่แคร์สายตาใครขึ้นสูง“นี่ไง เมื่อไรจะบอกพี่ หรือต้องรอให้ถึงวันคลอดก่อน?”เท่านั้นเสียงอุทานก็ดังระงมอีกหน เพราะแม้จะมองเห็นเจ้าแท่งสีขาวคาดชมพูในมือของท่านประธานไม่ชัด ทว่าสองหูนั้นได้ยินคำพูดชายหนุ่มอย่างชัดเจน ไม่มีตกหล่นสักคำนานหลายวินาทีทีเดียวกว่าวรัชญาจะรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้เข้าที่ได้ และเมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้พ
สังสรรค์กันได้ราวสองชั่วโมงว่าที่คุณแม่ก็ขอตัวกลับไปก่อน ภายในร้านคนเริ่มบางตาจนเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะเท่านั้น“พี่เลย์”น้ำเสียงอ่อนหวานและสัมผัสนุ่มนิ่มที่ขยับเข้ามาบดเบียดดึงให้ณัฐวีร์ละสายตาจากผืนน้ำสีเข้มมาหาคนของใจ ครั้นพอเห็นสิ่งที่รออยู่ รอยยิ้มที่มีก็กว้างจนเกือบถึงใบหู ลืมข้อกังขาในใจไปเสียสนิท“อะ อ้าม~”หญิงสาวทำเสียงน่ารักใส่ ชายหนุ่มเองก็เต็มใจอ้าปากรับข้าวเหนียวมะม่วงที่เธอบรรจงป้อนให้แล้วเคี้ยวช้า ๆ ราวกับต้องการดื่มด่ำกับความหวานหอมของมันจวบจนวินาทีสุดท้ายถึงค่อยกลืนมันลงไป“อร่อยใช่ไหมคะ?”“ก็โอครับ”“ตอบซะข้าวเหนียวมะม่วงน้อยใจเลย”วรัชญาท้วงปนหัวเราะคิกคัก“แต่แบบนี้แสดงว่าพี่เลย์ต้องเคยกินอันที่อร่อยกว่านี้มาสิคะ ที่ไหนอะ พาหนูไปกินบ้างสิ”“งั้นหนูก็ต้องกินตัวเองแล้วสิ”หญิงสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างตั้งรับไม่ทัน ครั้นพอเข้าใจในมุกหยอดใบหน้าก็เห่อร้อนขึ้นมาทันควัน เธอผินหน้าหนีอย่างเขินอาย แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกเขาจับหันให้กลับมารับจูบหนัก ๆ“ฮื่อ พี่เลย์ อายคนอื่นเขาค่ะ”ดวงตาคู่สวยถลึงดุ แต่คงเป็นเพราะตอนนี้มันซับสีแดงไปทั้งหน้าทั้งใบหู ภาพที่ออกมาจึงน่าเอ็นดูมาก
ลมทะเลพัดโบกจนผมเงาสลวยพลิ้วสะบัดหากผู้เป็นเจ้าของกลับไม่นึกรำคาญ ใบหน้าหวานเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม สะท้อนถึงความสุขจนคนมองพลอยยิ้มไม่หุบตามไปด้วย“เอาอีกไหมครับ?”ณัฐวีร์เอ่ยถามเสียงหวาน แววตาเปี่ยมด้วยเอ็นดูขณะทอดมองคนข้างกายอ้าปากรับเอากุ้งเผาตัวที่เท่าไรเขาก็ไม่ได้นับเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ แก้มพองหญิงสาวยิ้มจนตาหยี พยักหน้าแรง ๆ แทนคำตอบว่าเอาเพราะปากไม่ว่าง เขาเลยหยิบตัวใหม่ขึ้นมาแกะรอโดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ภาพตอนเขาเอาอกเอาใจแฟนสาวกำลังตกอยู่เป็นเป้าสายตากี่คู่ไม่สนใจด้วยว่าจะถูกมองว่าเป็นพวกคลั่งรัก เพราะที่เขาทำก็เพราะอยากทำ อยากเห็นคนที่รักมีรอยยิ้มและความสุข“อะ อ้า~”ทว่าในจังหวะที่ยื่นไปจ่อหลังจุ่มกุ้งตัวโตลงในน้ำจิ้มรสเด็ดที่หญิงสาวชื่นชอบแล้ว อีกฝ่ายกลับไม่ยอมอ้าปาก เธอคว้าหมับเข้าที่ข้อมือแล้วดันให้กุ้งย้อนกลับมาชิดปากของคนแกะแทน“ป้อนตัวเองบ้างสิคะ อย่ามัวแต่ป้อนหนู”“แต่พี่ไม่อยากกินกุ้งตัวนี้นี่ครับ พี่อยากกินตัวนี้มากกว่า”ประโยคแรกทำเอาใบหน้าหวานหงิกงอ แต่พอได้ยินประโยคหลังซึ่งมาพร้อมการตวัดเลียไปตามเรียวนิ้วและแววตาร้อนแรง หญิงสาวก็หน้าร้อนฉ่า ลนลานหดมือที่ถูกโจมตีแ
ตอนสองเท้าแตะพื้นที่สนามบินว่าตื่นเต้นมากแล้ว หากก็ยังเทียบไม่ติดเลยกับตอนได้เห็นที่พักเต็ม ๆ ตา“พี่เลย์ นะ..นี่ นี่คือห้องที่เราจะพักกันคืนนี้เหรอคะ?”วรัชญาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะจำได้ว่าตอนกดจองมาเป็นห้องพักบนตึก ทว่ารถกอล์ฟของโรงแรมกลับพาพวกเธอมาส่งที่หน้าพลูวิลล่าติดริมทะเลครั้นพอได้คำตอบเป็นการพยักหน้าพร้อมผลักประตูอย่างเชื้อเชิญ เธอก็หวีดร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่มือเรียวโยนกระเป๋าใบเล็กที่ถือติดมือทิ้งไว้ตรงโซฟาก่อนวิ่งเหยาะ ๆ ออกไปเกาะขอบระเบียง โอ๊ย สวยจัง สวยแบบไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไงดีหญิงสาวระบายยิ้มกว้าง ดวงตาทอประกายระยิบระยับพอ ๆ กับผืนน้ำที่ต้องแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ซึ่งคล้อยลงต่ำจนเกือบแตะเส้นขอบฟ้า ยามมีสายลมพัดเอากลิ่นอายมาปะทะผิวกายก็หรี่โค้ง สะท้อนถึงความสุขที่ล้นปรี่และยิ่งสุขขึ้นไปอีกเมื่อได้รับอ้อมกอดอบอุ่นจากคนด้านหลัง“เป็นไงครับ ที่รักชอบไหม?”“ชอบค่ะ ชอบมาก ๆ เลยค่ะ ว่าแต่พี่เลย์เอาห้องนี้มาได้ยังไงคะ หนูจำได้ว่าวันนั้นกดจองห้องอีกแบบ แถมพลูวิลล่าที่นี่ก็เต็มหมดเลยด้วย”“พี่ใช้เงินแก้ปัญหาครับ”ได้ยินแบบนั้นวรัชญาก็หัวเราะร่วน ณัฐวีร์เลย
หญิงสาวค้อนอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะโค้งตัวลงไปหาหน้าท้องที่บัดนี้นูนกลมจนสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า“โตวันโตคืนนะลูก โอ๊ะ!”ฉับพลันดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง ทอประกายวาววับเมื่อได้รับแรงแตะตอบกลับมา“นะ..น้อง น้องแตะว่านด้วยอะพี่หยี!”วรัชญาตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ยอบกายลงนั่งประชิดหน้าท้องนูนแล้วพูดหยอกล้ออีกหลายคำ ซึ่งเธอได้การตอบกลับทุกคำ กระทั่งหนที่ห้าว่าที่คุณแม่ก็งอตัว ก้าวถอยเป็นเชิงว่าไม่ไหว“พี่จุก”“โอ๊ะ ขอโทษทีจ้ะ ว่านลืมคิดไป” วรัชญายิ้มแหย ยอมผละห่างหากแต่สายตายังคงไม่ละไปไหน “ว่าแต่ธุระหนนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ?”“ยังไม่รู้เลย รอลุ้นเอาวันคลอด”ว่าที่คุณแม่ตอบพลางลูบหน้าท้องนูนป่องอย่างทะนุถนอม น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสุขจนคนฟังยังสัมผัสได้ พลอยทำให้วรัชญาเผลอเลื่อนมือขึ้นมาวางทาบบนหน้าท้องแบนราบของตัวเองด้วยเช่นกัน“หือ อย่านะว่าว่าน...”ยาหยีทำหน้าตื่นเต้น แต่เพียงไม่กี่วินาทีทุกความคาดหวังก็ถูกดับลงเมื่อวรัชญาอมยิ้มแล้วส่ายหน้า“ยังหรอกจ้ะ ว่านยังไม่พร้อม”พร้อมของเธอในที่นี้คือเพียบพร้อมด้วยทรัพย์สิน เวลา และวุฒิภาวะ เพื่อที่เจ้าตัวน้อยของเธอจะได้เติบโตขึ้นมาท







