LOGINรถยนต์สีเหลืองคาดเขียวแล่นผ่านบ้านเรือนมากมาย แต่เมื่อยังไร้เสียงแจ้งให้ชะลอหรือหยุดรถ ชายวัยสี่สิบซึ่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัยจึงขับตรงไปเรื่อย ๆ
กระทั่งสองข้างทางหลงเหลือเพียงพื้นที่รกร้างที่ขาดการดูแล อีกทั้งอีกไม่ถึงห้าสิบเป็นทางแยก เขาจึงเหลือบตาขึ้นมองกระจกมองหลังพร้อมเอ่ยถามจุดหมายปลายทางอีกครั้ง
"ไอ้หนูจะลงตรงไหน นี่จะสุดซอยแล้วนะ"
"แป็บนะจ๊ะลุง"
จะเปิดแผนที่ให้ดูโทรศัพท์ก็ดันสิ้นชีพไปแล้วเพราะวรัชญาเล่นใช้มันเปิดดูเส้นทางตลอด ดังนั้นตอนนี้สิ่งเดียวที่จะพาเธอไปถึงหอพักกลิ่นผกาได้จึงมีเพียงใบปลิวยับยู่ยี่
"นี่จ้ะ ว่านจะไปที่นี่"
คนขับรับใบปลิวไปกางอ่าน เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ชนิดที่อีกไม่นิดก็ทิ่มตาครู่หนึ่งก็ออกรถอีกครั้งโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม ซึ่งนั่นก็ดีเลย เพราะเธอเองก็ไม่มีคำตอบอะไรจะให้ นอกจากคำว่า 'ไปตามที่อยู่บนกระดาษเลยจ้ะ'
แต่จนแล้วจนรอด ผ่านไปราวยี่สิบนาทีวรัชญาก็ยังไม่เห็นสิ่งก่อสร้างใดมีหน้าตาคล้ายกับรูปหอพักที่แปะอยู่บนหน้ากระดาษเลย
"นี่ลุงวนมาสามรอบแล้วนะ ตกลงมันอยู่ตรงไหนแน่?"
"เอ่อ ว่านขออีกรอบได้ไหมจ๊ะ เผื่อว่า..."
"โอ๊ย ไม่วนแล้ว! ลุงจะเอารถไปส่งอู้ ไป ๆ ลุงส่งตรงนี้แหละ สุดซอยพอดี"
ไม่พูดเปล่า คนขับยังกดเปิดท้ายรถพร้อมส่งสายตาไล่ ทำเอาวรัชญาฉุนกึก แม้อยากจะแย้งใจแทบขาดว่าถึงอย่างไรเธอก็เป็นลูกค้าและจ่ายเงินให้แลกกับบริการ เพราะงั้นก็ควรไปส่งเธอให้ถึงที่หมายสิ!
แต่เพราะสีหน้าถมึงทึงและขนาดตัวที่ต่างกันเกือบเท่าตัว เธอก็จำใจยื่นเงินในมือให้แล้วพาเพื่อนร่วมทางลงจากรถมา
ก็นะ มันคงไม่คุ้มเท่าไรถ้าจะทำให้อีกฝ่ายโมโห เผื่อโดนตีหัวแล้วจับโยนทิ้งพงหญ้าแถวนี้ขึ้นมา ขี้คร้านจะมีคนมาช่วยเอาตอนศพขึ้นอืด
"ฮึ้ย! เหนื่อยก็เหนื่อย ปวดขาก็ปวดขา ทำไมไม่เห็นใจกันเลย"
สาวบ้านนอกมุ่ยหน้า มองหลังท้ายรถที่เคลื่อนไกลออกไปแล้วตะโกนบ่นไล่หลัง ยิ่งเมื่อเห็นสภาพไม่สมประกอบของกระเป๋าที่เคยเฝ้าทะนุถนอม ความในใจก็พลันพรั่งพรู
“นี่ถ้าไม่ติดว่าค่าเช่าถูกแสนถูก เงินมัดจำล่วงหน้าก็ให้วางแค่เดือนเดียว และไม่บังคับว่าต้องอยู่อย่างน้อยกี่เดือนนะ เธอจะไม่ดั้นด้นมาหาเลย ฮึ้ย! แล้วตกลงไอ้หอกลิ่นผกานี่มันอยู่ตรงไหนกันแน่นะ ทำไมหายากหาเย็นจริง!”
วรัชญาโวยวายไป เท้าก็สะบัดแตะก้อนหินเล็ก ๆ ระบายอารมณ์ไปด้วย แต่แล้วในจังหวะที่หมุนตัวกลับมาทางท้ายซอย เสียงบ่นก็หลุบหายไปในลำคอ เหลือเพียงปากที่อ้าพะงาบ ๆ
“มะ...มา ได้ไงวะ?”
ภาพบ้านหลังโตที่ปรากฏตรงหน้าถัดไปประมาณสิบเมตรทำเอาวรัชญาตะลึงงันไปหลายวินาที
นอกจากจะตกใจในความใหญ่โตของมันแล้ว เธอยังตกใจตรงที่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าตอนขับผ่าน ไอ้ทางสามแพร่งนี้มันมีแค่ป่าไม่ใช่เหรอ
แต่ว่าก็ว่า มันจะใช่หอที่เธอกำลังตามหาหรือเปล่านะ
ใบหน้าสวยหันซ้ายแลขวา จะเอาใบปลิวขึ้นมากางเทียบก็ดันปล่อยให้ติดมือคนขับรถคันที่เทเธอไว้กลางทางไปแล้ว ฉะนั้นทางเดียวที่จะรู้ได้ว่าใช่หรือไม่ใช่คือป้ายชื่อ หรือสอบถามใครสักคน
เธอก้าวเข้าไปหยุดยืนชะเง้อชะแง้ตรงหน้าประตู ลองตะโกนส่งเสียงทักทายหวังให้เจ้าบ้านเดินออกมา ทว่าเมื่อครั้งที่สามก็ยังไร้เสียงตอบรับ เธอจึงตัดสินใจชะโงกหน้าเข้าไปสอดส่องในบ้านหลังเล็กที่เดาว่าคงเป็นป้อมยาม
“เอ้า ไม่มีคนเฝ้า แบบนี้จะปลอดภัยจริงไหมเนี้ย แต่ก็นะ ราคาสามพันเองจะเอาอะไรมาก ว๊าย ตาเถร!”
ถามเองตอบเองแล้วเธอก็ดึงตัวกลับ ก่อนจะหลุดหวีดร้อง สะดุ้งสุดตัวเมื่อหันหลับมาแล้วพบว่าด้านหลังมีหญิงชราคนหนึ่งกำลังยืนจดจ้องเธอตาเขม็ง
“มาหาใคร?”
“เอ่อ สวัสดีจ้ะคุณยะ... เอ้ย ป้า พอดีว่านจะมาหอพักกลิ่นผกา ใช่ที่นี่ไหมจ๊ะ?”
“ใช่ แล้วเธอเป็นใคร?”
“ว่านจ้ะ หนูชื่อว่าน พอดีหนูเจอใบปลิวที่ป้ายรถเมล์ก็เลยสนใจ แต่หนูลองโทรมาแล้วไม่มีใครรับสาย ก็นั่งรถมาที่นี่เลย ยังมีห้องว่างอยู่ไหมจ๊ะ?”
ใบหน้าไม่ยินดียินร้ายของหญิงชราพยักน้อย ๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่านั่นคือคำตอบหรือเปล่า ขณะที่แววตายากจะอธิบายว่ากำลังคิดอะไรกวาดมองสำรวจเธอแวบหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะหมุนตัว เดินนำไปทางตัวบ้านโดยไม่พูดอะไรอีก
ทิ้งให้ผู้มาใหม่ยืนกลืนน้ำลายเอื้อก ยกมือขึ้นลูบท่อนแขน ปลอบประโลมเจ้าขนเล็ก ๆ ที่พากันลุกชันเกรียวกราว
“น่ากลัวกว่าหอ ก็คงเป็นเจ้าของนี่แหละ เหอ ๆ ละนี่ก็ทำไมลุกกันจังฮึ”
เธอตบท่อนแขนตัวเองเบา ๆ เมื่อความรู้สึกเย็นยะเยือกตามแนวสันหลังและต้นคอที่สัมผัสได้นับตั้งแต่ก้าวเท้าผ่านประตูรั้วใหญ่เข้ามานั้นยังคงอยู่ ทั้งที่ปกติแล้วความรู้สึกพวกนี้มักจางหายไปภายในไม่กี่นาที
“สงสัยจะเยอะ เหอะ ๆ”
แต่จะว่าไปที่ไหน ๆ มันก็มีหมด ไว้ถ้าอยู่ไม่ไหวเดือนหน้าค่อยย้ายก็แล้วกัน ระหว่างนี้ก็ขอให้อยู่ด้วยกันแบบสงบ ๆ ไปก่อนแล้วกันนะ
“สาธุ~”
พนมมือไหว้ศาลเก่า ๆ ที่ตั้งหลบมุมอยู่ใกล้รั้วสูงพร้อมนึกภาวนาในใจ จากนั้นเธอก็ลากกระเป๋า เดินตามหญิงชราเข้าไปด้านใน
“จะลองก็ได้นะ ถ้าไม่กลัวพี่หน้ามืดแล้วจับว่านกินแทนข้าว”น้ำเสียงกระเซ้าให้ความรู้สึกเหมือนหยอกเล่น ทว่าแววตาของวิญญาณหนุ่มกลับสื่ออีกแบบ ทำเอาสาวเจ้าของห้องหลบสายตาวูบเจ้าก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายทำงานหนักหน่วงจนเธอนึกหวั่นว่าหากยังคงต่อปากต่อคำกับเขาต่อล่ะก็ ไม่ช้ามันคงได้กระเด้งกระดอนออกมานอกอกแน่!คิดดังนั้นร่างอรชรก็เลิ่กลั่กบิดออกจากอ้อมแขน“หือ จะรีบไปไหนล่ะครับ เรายังหมักหมูไม่ครบสิบห้านาทีเลยนะ”วรัชญาหันมาค้อนทันควัน “มงหมูอะไรว่านไม่หมักแล้ว”แถมเธอจะตีหัวแล้วลากเขาไปหมักทิ้งไว้แถว ๆ ป่าหลังหอนู้นด้วยถ้าเขายังวอแวไม่หยุดเห็นหญิงสาวแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ ทั้งที่หน้าแดงหูแดงเพราะความเขินอายไปหมดวิญญาณหนุ่มก็อมยิ้มขบขัน แกล้งขืนตัวในตอนเธอยื่นมือมาผลักครู่หนึ่งกระทั่งได้รับสายตาขุ่นเขียวและความแสบ ๆ คัน ๆ ที่ต้นแขนจึงยอมถอยออกจากระหว่างสองเรียวขาครั้นพอเห็นเธอทำท่าจะไถลตัวลงจากเคาน์เตอร์อย่างคนใจร้อน วิญญาณหนุ่มก็อดเอ่ยเตือนไม่ได้“ระวังครับ”พร้อมกันนั้นก็ก้าวกลับไปประชิด ยื่นมือเข้าช่วยประคองที่แผ่นหลังบอบบางเพื่อกันไม่ให้เธอเสียหลักลื่นล้ม เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นที่มุมปากคนได้รับ
“ว่านว่าถ้าเราหมักหมูสักสิบห้านาที มันจะพอไหมครับ?”จะกี่นาทีเธอก็ไม่หมักแล้ว!ทว่าคำตอบนี้วรัชญาทำได้แค่ตะโกนตอบในใจ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงทุ้มพร่าของชายตรงหน้า ริมฝีปากเย็นชืดของเขาก็พุ่งเข้ามาประกบแนบชิดซ้ำยังบดคลึงเร่าร้อนเสียจนพานทำให้เธอวูบวาบไปทั้งร่าง โดยเฉพาะกึ่งกลางกายสาว ที่มันทั้งฉ่ำแฉะ ทั้งกระตุกตอดถี่ยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“พะ...พี่ ฮื่อ”วรัชญาครางอึกอัก แม้สติจะเหลือน้อยเต็มทน ทว่าจิตใต้สำนึกก็ยังสั่งให้เธอยกสองมือขึ้นตะปบเข้าที่บ่ากว้างแล้วบีบมันแรง ๆ เพื่อจะปรามให้เขาหยุดใช้ปากและลิ้นมอมเมาเธอเสียทีแต่กลายเป็นว่ายิ่งดิ้นรนขัดขืน ริมฝีปากกลับยิ่งถูกเขาตะโบมดูดดึง ไม่นานคนที่คิดพยศก็ผ่อนแรงต่อต้าน พ่ายแพ้ให้แก่ความปรารถนาตามธรรมชาติของตนในที่สุด“อา~”เสียงครางหวานหูค่อย ๆ ดังขึ้นตามลำดับ ใบหน้าแดงซ่านบิดเอียงไปตามแต่เขาจะชี้นำ ขณะที่ริมฝีปากเผยอขึ้นเปิดทางให้เขารุกล้ำ ตักตวงความสุขได้อีกครั้งตามชอบใจชั่วอึดใจภายในโซนครัวก็ก้องไปด้วยเสียงหอบหายใจกระเส่า เคล้าคลอไปกับเสียงลามกยามทั้งคู่ออกแรงบดจูบกันอย่างเร่าร้อนลึกซึ้ง กระตุ้นให้อารมณ์ปรารถนาพานเตลิดไปไกล“ฮืมม
“ฮื่ออ”เสียงครางเบาหวิวในลำคอระหงกระตุ้นให้ริมฝีปากเย็น ๆ กดแนบกว่าเก่า สองมือดึงให้หญิงสาวพลิกตัวมาหา ก่อนเลื่อนขึ้นประคองใบหน้าหวาน ดันให้เธอแหงนขึ้นรับจูบของเขาได้ถนัดถนี่ทว่ายิ่งได้สัมผัสเธอลึกซึ้งเท่าไร เขากลับยิ่งรู้สึกว่ามันไม่พอ หลังละเลียดขบเม้มกลีบปากนุ่มนิ่มซ้ำ ๆ ครู่หนึ่งวิญญาณหนุ่มก็ไม่อาจหักห้ามใจไหวเขาบีบคางมนแล้วสอดเรียวลิ้นเข้าไปเกี่ยวตวัด ไล่หยอกล้อต่อในโพรงปากอุ่น อึดใจเสียงครางพร่าก็ดังระงมความอุ่นร้อนที่ผิดจากปกติของวิญญาณซึ่งมีเพียงความเย็นชืดเช่นเขา ทำเอารู้สึกดีจนอดร้องคำรามออกมาไม่ได้เช่นเดียวกับวรัชญาที่ตื่นเต้นกับสัมผัสแปลกใหม่จนเผลอไผล เผยอริมฝีปากขึ้นแล้วเริ่มขยับไปตามที่เขานำพา แม้จะเงอะ ๆ งะ ๆ ไม่ประสีประสาไปบ้างทว่าไม่นานเมื่อจับทางได้เธอก็ออกแรงโต้กลับด้วยวิธีเดียวกัน“ฮืมม ว่าน”ความเจ็บจี๊ดที่กลีบปากทำเอาวิญญาณหนุ่มครางกระหึ่ม แววตาที่เคยวาววับเกเร บัดนี้เข้มขึ้นตามแรงอารมณ์ปรารถนาตวัดมองหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างคาดโทษก่อนโฉบเข้าขบกัดเธอกลับ ครั้นพอปลายลิ้นได้รสเค็มปนคาวคล้ายเลือด ระดับความรุนแรงก็ลดลงมาเป็นการขบเม้ม หยอกเย้าสองริมฝีปากบดคลึงกันน
สองสายตาสบประสานกันเพียงนิดก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน ส่งให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงไปหลายส่วนกระนั้นวรัชญาก็พอมองออกว่าอีกฝ่ายยังคงหนักใจและสับสนกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่พอสมควร เพราะดูอย่างเธอสิวันที่ก้าวเข้ามาในเมืองกรุงพร้อมความฝันและความหวังว่าจะได้อาบน้ำอุ่น นอนบนฟูกนุ่ม ๆ ตากแอร์เย็นฉ่ำให้ชื่นใจสักคืนก่อนเริ่มต้นร่อนใบสมัครงาน หาเงินส่งกลับไปให้ทางบ้านเพราะไม่อยากเห็นพ่อกับแม่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ปักกล้าในนางก ๆ อย่างที่เป็นอยู่แต่พบว่าจู่ ๆ พี่ชายเพียงคนเดียวกลับหายตัวไป ไลน์ไม่อ่านไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับอีกทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนก็เพิ่งคุยกันอยู่หยก ๆแถมพอตามไปถึงหอพักที่เคยหลอกถามไว้เมื่อนานมาแล้วก็เจอเซอร์ไพรส์กลับซ้ำสอง เธอถึงกับหูดับ เคว้งคว้างจนไปไหนไม่เป็นอยู่นานสองนานเลยทีเดียวแล้วเขาเล่า จะไม่ยิ่งรู้สึกช็อก รู้สึกตกใจยิ่งกว่าเธอล้านเท่าเลยเหรอในตอนที่รู้ว่าตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ซ้ำร้ายหันไปทางไหนก็ไร้ที่ให้พึ่งพิงเพราะไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมีอยู่ดังนั้นไม่แปลกเลยที่พอเธอซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกร้องทัก มิหนำซ้ำยังสัมผัสเนื้อตัวเขาได้ เขาถึงได้แสดงสีหน้าตื
คล้ายว่าก้อนหน่วงในอกพลันสลายหายไปในพริบตา ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของวิญญาณหนุ่ม เขาฉวยมือเรียวมากอบกุมแล้วบีบกระชับแน่น“ต่อให้คราวนี้ว่านไล่ พี่ก็จะไม่ไปไหนแล้ว”พร้อมกันนั้นก็เพิ่มแรงบีบที่มือ ราวกับต้องการสื่อให้เธอรับรู้ว่าเขาทั้งจริงใจและจริงจังกับคำมั่นนี้มากแค่ไหน จะไม่ยอมให้ตัวเองพลาดอีกแล้วทำเอาวรัชญาชะงักงัน เพราะถึงแม้เธอจะเป็นลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน ทว่าเพราะด้วยฐานะของทางบ้านที่อยู่ในขั้นพอมีพอกินอีกทั้งยังเกิดมาพร้อมสัมผัสพิเศษ ทำให้ที่ผ่าน ๆ มาเธอเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูที่ค่อนข้างปล่อยให้ช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ไม่มีใครคอยมานั่งประคบประหงม เอาอกเอาใจดังนั้นเมื่อได้รับการปกป้อง ได้รับคำปลอบประโลมอันแสนอ่อนหวาน แถมมาจากชายในฝันที่เธอเองก็ชอบพอเขาไม่น้อย หัวใจที่พองโตเป็นทุนเดิมจึงทั้งอุ่นวาบ ทั้งฟู่ฟ่อง สุขล้นอย่างบอกไม่ถูกเธออยากให้เขาอยู่กับเธอแบบนี้ไปตลอดจังเลย~เห็นหญิงสาวไม่หือไม่อือ เงียบไปนานเกือบนาที วิญญาณหนุ่มก็เริ่มกระวนกระวายจนนั่งไม่นิ่ง เขาบีบมือแล้วพูดย้ำอีกครั้งราวกับกลัวเธอจะคิดว่ามันเป็นเพียงลมปาก“จริง ๆ นะ พี่จะไม่ไปไหนแล้ว”“อื้อ ว่านรู้แล้ว”เสี
“หะ..ห้าม ห้ามทิ้งว่าน ปะ..ไปไหนอีกนะ ห้ามหายอีกนะ ฮืออ~”กระแสเว้าวอนในน้ำเสียงสั่นเครือทำเอาวิญญาณหนุ่มใจอ่อนยวบ ทั้งสงสารทั้งรู้สึกผิดเขาช้อนร่างของคนที่กำลังขวัญเสียอย่างหนักขึ้นมาวางบนหน้าตักแล้วโอบกอดเธอกลับ มือหนึ่งลูบศีรษะ อีกมือตบเข้าที่แผ่นหลังสั่นเทิ้มเบา ๆ หวังปลอบประโลมให้เธอคลายความตื่นตระหนก“พี่อยู่นี่แล้วนะ พี่อยู่นี่ สัญญาว่าต่อไปนี้จะคอยอยู่ใกล้ ๆ เธอ ไม่หายไปไหนอีกแล้วนะ”“สะ..สัญญานะ ห้ามทิ้งว่านนะ”“พี่สัญญา”วิญญาณหนุ่มกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้เธอ เขาไม่เคยทิ้ง และไม่แม้แต่จะคิดเลยด้วย ส่วนที่ออกจากห้องไปนั้นก็เพียงต้องการปล่อยให้เธอได้มีเวลาคิดและทบทวนทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ระหว่างนั้นเขาจึงแวะไปถามไถ่ความคืบหน้าของเรื่องที่ฝากให้อาชา วิญญาณดวงที่เคยให้คำแนะนำเขาถึงวิธีการเข้ามาที่นี่ ช่วยสืบให้หน่อยว่าโซนนี้มีการเกิดอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทใด ๆ ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาขึ้นบ้างไหมครั้นพอพบว่าคว้าน้ำเหลวอีกตามเคยเขาก็ลอยตัวกลับมาหาหญิงสาว ไม่คิดเลยว่าไอ้พวกผีร้ายมันจะอาศัยจังหวะที่เขาห่างหาย เข้ามาดักซุ่มถึงด้านในห้องถึงจะพอคาดเดา







