LOGINก้มมองตัวเองแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้น มันก็คือเสื้อยืด กางเกงยีนขาสั้นแบบทั่ว ๆ ไปนี่หว่า
แต่ช่างเถอะ เรื่องชุดเอาไว้ก่อน ตอนนี้เธอหิวข้าวจนไส้กิ่วแล้ว!
"เอ่อ ลุงจ๊ะ แถว ๆ นี้พอจะมีร้านข้าวตรงไหนบ้างจ๊ะ?"
"ปากซอย"
เท่านี้ใบหน้าหวานก็ม่อยสนิท เธอจะไปหน้าปากซอยยังไงก่อน หอนี้แทบจะอยู่สุดซอย แถมจากที่สังเกตมาสักพัก ดูเหมือนรถราจะแทบไม่วิ่งเข้ามาลึกถึงตรงทางสามแพร่งนี้เลย
แบบนี้อีกสักเดือนสองเดือนเธอคงน้ำหนักคงลดฮวบฮาบ หนึ่งเพราะเดินเท้าร่วมกิโล สองคือขี้เกียจเดินเลยต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน
"รถมี นู้น"
น้ำเสียงแหบแห้งไม่ต่างไปจากเจ้าของหอเท่าไรนักครางบอกพร้อมพยักพเยิดหน้า วรัชญาจึงหันไปมองตามทิศที่ว่า
แล้วรอยยิ้มก็พลันปรากฎขึ้นที่มุมปาก เมื่อพ้นประตูรั้วใหญ่ของหอพักไปเพียงนิดมีเพิงเล็ก ๆ และใกล้กันนั้นมีชายร่างสูงสวมเสื้อกั๊กสีส้มนั่งคร่อมอยู่บนยานพาหนะคู่ชีพ
นังว่านรอดตายแล้วโว้ย!
"ขอบคุณนะจ๊ะลุง"
จบคำร่างอรชรก็วิ่งกระดี๊กระด๊าไปหาตัวช่วยสำคัญ มุมปากยกตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในตอนอีกฝ่ายหันมาสบสายตา
"พี่! ไปส่งหน้าปากซอยคิดเท่าไรจ๊ะ?"
"ยี่สิบ"
โทนเสียงของชายแปลกหน้าทำเอาวรัชญาชะงักเล็กน้อย กระนั้นวินาทีต่อมาเธอก็พยักหน้าแรง ๆ เป็นเชิงว่าตกลง ก่อนจะปีนขึ้นซ้อนหลังพร้อมความคิดติดตลก
สงสัยจะเป็นเอกลักษณ์ของคนแถวนี้แฮะ เสียงแหบ ๆ แห้ง ๆ หน้าตึงตาแข็งเหมือนโกรธใครมา ฮ่า ๆ
ไม่ถึงห้านาทีรถจักรยานยนต์คันกลางเก่ากลางใหม่ก็พาวรัชญามาส่งที่หน้าปากซอย ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความประหลาดขณะมองตามแผ่นหลังของวินที่เคลื่อนห่างออกไป
หอมันก็ไม่ได้อยู่ลึกมาก ทางเข้าก็ไม่ได้สลับซับซ้อน แล้วทำไมเมื่อเย็น ทั้งเธอทั้งแท็กซี่ถึงหาหอไม่เจอล่ะ?
หรือว่าผีจะบังตา?
คำโบราณที่บิดาเคยพูดอยู่บ่อย ๆ ผุดขึ้นในหัว แต่อึดใจหญิงสาวก็เปล่งเสียงหัวเราะแล้วส่ายหัว จะบังได้ยังไงก่อน หอพักตั้งเบ้อเริ่ม!
และเพื่อตัดปัญหาเรื่องปากท้องในช่วงยังไม่คุ้นชินเส้นทาง หลังจัดข้าวขาหมูจานใหญ่เป็นการต้อนรับหอใหม่แล้วเธอจึงเดินเลยไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตสีเขียวที่ตั้งถัดออกไปไม่ไกล
การเข้ากรุงครั้งนี้เรียกได้ว่าเธอมาแค่ตัวกับเสื้อผ้า และแม้ห้องจะครบครันทว่าก็ยังขาดอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะด้านปากท้อง วรัชญาจึงใช้เวลาเดินซื้อของนานพอดู รู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนได้ยินประกาศเตือนก่อนห้างปิด
คนเผลอตัวใช้เงินเป็นเบี้ยเดินอมยิ้ม สองข้อมือเต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรัง ทั้งอุปกรณ์เครื่องครัว ทั้งของสดที่ซื้อมาติดตู้เย็น แต่ที่หยิบมาเยอะสุดเห็นจะเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก 'บะหมี่กึ่งสำเร็จ'
อึดใจรอยยิ้มบนใบหน้าก็จืดเจื่อนลงหลายส่วน เมื่อพบว่าจุดที่เคยพบพี่วินใจดี ตอนนี้เหลือเพียงม้านั่งเปล่า ๆ
"สงสัยจะไปส่งลูกค้ากันหมด"
เรื่องรอนั้นเธอไม่ติดหรอก ติดที่ของมันหนัก
ยืนชะเง้อชะแง้หาอยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่เห็นมีใครวิ่งรถกลับมาเสียทีร่างอรชรจึงทรุดตัวลงนั่ง แหงนหน้าขึ้นมองหาสิ่งที่ชื่นชอบที่สุด แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเพราะตึกสูงบดบังเสียจนหาพระจันทร์ไม่เจอ
ไม่เหมือนที่บ้านเลย ...
หวนนึกถึงที่ที่จากมาแล้วมุมปากก็ยกตัวสูงขึ้น แววตาฉายความโหยหา ป่านนี้จะเริ่มหว่านข้าวกันหรือยังนะ คิดถึงกองฟางจัง~
ขณะที่วรัชญานั่งทอดอารมณ์ ปล่อยให้ความคิดถึงนำพาเธอไปอยู่นั้น จู่ ๆ หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างของชายในชุดสูทแปลกตา
"เหม่อตั้งแต่มานั่ง จนตอนนี้ก็ยังไม่เลิกยืนเหม่ออีก แปลก"
เอียงคอมองเขาอย่างพินิจพิจารณา ฉับพลันร่างอรชรก็ทะลึ่งพรวด ตาโตในตอนเห็นเขาก้าวเท้าลงจากฟุตบาทด้วยท่าทางเลื่อนลอย
"คุณ!!"
คล้ายว่าเสียงร้องเรียกจะไม่ช่วยรั้ง เธอจึงลนลานปลดข้าวของออกจากข้อมือ และทันทีที่เป็นอิสระเธอก็พุ่งตัวเข้าคว้าท่อนแขนแกร่ง ก่อนจะออกแรงกระชากกึ่งลากให้อีกฝ่ายถอยกลับขึ้นมาบนฟุตบาท
ด้วยความไม่ทันระวังบวกกับไม่มีตามองหลัง ผลคือหงายหลังล้มด้วยกันทั้งคู่ ใบหน้าหวานบิดเบ้ อุทานเสียงหลง เพราะองศาที่ล้มดันกระแทกซ้ำที่รอยเก่า
โอ๊ย เมื่อเย็นเคล็ดขัดยอก ส่วนตอนนี้ ... ฟกช้ำดำเขียว!
กระนั้นภายใต้ความเจ็บก็มีความโมโหปะปนอยู่ด้วย เมื่อตั้งตัวได้ดวงตารื้นน้ำตาก็ตวัดไปมองค้อน ทุบคนนั่งอึ้งดังปึก!
"ทำอะไรของคุณ เดินลงไปในถนนทำไม ไม่เห็นหรือไงว่ามันมีรถ!"
"หะ..เห็น"
"เห็นแล้วยังเดินลงไปเนี้ยนะ คุณบ้าหรือเปล่า!"
"ไม่ ๆ ผมหมายถึง ... คุณเห็นผมด้วยเหรอ?"
หลังพ้นประตูห้องออกมาได้การจับจูงก็เปลี่ยนมาเป็นการโอบประคอง พาเดินเข้าลิฟต์ ซึ่งแม้วรัชญาจะพยายามขืนตัวแล้วบิดกายออกทว่าอีกคนก็มือเหนียวเหลือหลาย หากแต่สิ่งที่ทำให้เธอจำต้องหยุดกลับเป็นประโยคที่เขาโน้มเข้ามากระซิบข้าง ๆ หู“อย่าดิ้นแรงครับ เดี๋ยวลูกตกใจ”“ลูกเพิ่งเดือนกว่าเองมั้งคะ จะตกใจได้ยังไง”“นั่นไง แสดงว่ารู้ตัวมาก่อนใช่ไหมว่าหนูท้องน่ะ ทำไมไม่บอกพี่ละครับ”เท่านี้คนเผลอหลุดปากพูดเองก็รีบตะปบปิดปาก ครั้นพอสบเข้ากับแววตาระยับระยับของคนเจ้าเล่ห์เธอก็ค้อนขวับ“พี่หลอกให้หนูพูด”“พี่หลอกตอนไหน หนูหลุดพูดเองทั้งนั้น แล้วถามจริงเถอะ ถ้าไม่เพราะป้านิ่มไปบังเอิญเห็นไอ้นี่ในถังขยะเมื่อเช้าแล้วเอามาให้พี่ดู หนูคิดจะบอกพี่เมื่อไรกันฮึ”ณัฐวีร์ทำเสียงขึ้นจมูกใส่ นาทีที่รู้ว่าไอ้ขีดแดง ๆ สองขีดมันแปลว่าอะไร เขาถึงกับเข่าอ่อน ความรู้สึกมากมายตีรวนในช่องอก ทั้งดีใจที่กำลังจะได้เป็นพ่อคนทั้งห่วงใยว่าป่านนี้ว่าที่คุณแม่จะแอบไปเวียนหัวคลื่นไส้ที่ไหน ทั้งน้อยใจที่ทำไมรู้ผลแล้วเก็บเงียบ แถมยังออกจากบ้านไปก่อน ทิ้งไว้เพียงข้อความหนึ่งประโยคว่า ‘เจอกันที่ออฟฟิตนะคะ จุ๊บ’“หนูตั้งใจจะเก็บไว้เซอ
“เอ่อ ทะ..ท่านประธานคะ”วรัชญาร้องเรียกพลางพยายามบิดกายออก อีกฝ่ายกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นจนเธอนิ่วหน้า หายใจลำบาก“ไม่เอาคำนี้แล้ว”ไม่เอาคำนี้แล้วจะเอาคำไหน ถ้าจะเอาคำที่เรียกประจำ ช่วยรอตอนอยู่กันแค่สองคน ไม่ใช่อยู่กันทั้งแผนกแบบนี้ได้ไหมวรัชญาโอดครวญในใจแล้วแบะปากอยากจะร้องไห้ มือก็ลนลานตบเอวชายหนุ่มเป็นการใหญ่“พี่เลย์ ปล่อยหนูก่อนค่ะ มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านนะ”เหมือนจะได้ผล คนใจร้อนยอมคลายวงแขนหากกลับยังโอบเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาแดง ๆ ฉ่ำรื้นไปด้วยน้ำตาจนคนถูกจ้องหัวใจหล่นวูบ ร้อนรนตามไปด้วย“พี่...”“เมื่อไรหนูถึงจะบอกพี่ครับ?”“คะ?”เห็นหญิงสาวหน้าฉงนอย่างไม่ได้แสร้งทำ ณัฐวีร์ก็พรูลมหายใจแรง แล้วยกสิ่งที่ทำให้เขามาหาเธอถึงที่นี่ ดึงเธอมากอดอย่างไม่แคร์สายตาใครขึ้นสูง“นี่ไง เมื่อไรจะบอกพี่ หรือต้องรอให้ถึงวันคลอดก่อน?”เท่านั้นเสียงอุทานก็ดังระงมอีกหน เพราะแม้จะมองเห็นเจ้าแท่งสีขาวคาดชมพูในมือของท่านประธานไม่ชัด ทว่าสองหูนั้นได้ยินคำพูดชายหนุ่มอย่างชัดเจน ไม่มีตกหล่นสักคำนานหลายวินาทีทีเดียวกว่าวรัชญาจะรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้เข้าที่ได้ และเมื่อตระหนักได้ว่าตอนนี้พ
สังสรรค์กันได้ราวสองชั่วโมงว่าที่คุณแม่ก็ขอตัวกลับไปก่อน ภายในร้านคนเริ่มบางตาจนเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะเท่านั้น“พี่เลย์”น้ำเสียงอ่อนหวานและสัมผัสนุ่มนิ่มที่ขยับเข้ามาบดเบียดดึงให้ณัฐวีร์ละสายตาจากผืนน้ำสีเข้มมาหาคนของใจ ครั้นพอเห็นสิ่งที่รออยู่ รอยยิ้มที่มีก็กว้างจนเกือบถึงใบหู ลืมข้อกังขาในใจไปเสียสนิท“อะ อ้าม~”หญิงสาวทำเสียงน่ารักใส่ ชายหนุ่มเองก็เต็มใจอ้าปากรับข้าวเหนียวมะม่วงที่เธอบรรจงป้อนให้แล้วเคี้ยวช้า ๆ ราวกับต้องการดื่มด่ำกับความหวานหอมของมันจวบจนวินาทีสุดท้ายถึงค่อยกลืนมันลงไป“อร่อยใช่ไหมคะ?”“ก็โอครับ”“ตอบซะข้าวเหนียวมะม่วงน้อยใจเลย”วรัชญาท้วงปนหัวเราะคิกคัก“แต่แบบนี้แสดงว่าพี่เลย์ต้องเคยกินอันที่อร่อยกว่านี้มาสิคะ ที่ไหนอะ พาหนูไปกินบ้างสิ”“งั้นหนูก็ต้องกินตัวเองแล้วสิ”หญิงสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างตั้งรับไม่ทัน ครั้นพอเข้าใจในมุกหยอดใบหน้าก็เห่อร้อนขึ้นมาทันควัน เธอผินหน้าหนีอย่างเขินอาย แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกเขาจับหันให้กลับมารับจูบหนัก ๆ“ฮื่อ พี่เลย์ อายคนอื่นเขาค่ะ”ดวงตาคู่สวยถลึงดุ แต่คงเป็นเพราะตอนนี้มันซับสีแดงไปทั้งหน้าทั้งใบหู ภาพที่ออกมาจึงน่าเอ็นดูมาก
ลมทะเลพัดโบกจนผมเงาสลวยพลิ้วสะบัดหากผู้เป็นเจ้าของกลับไม่นึกรำคาญ ใบหน้าหวานเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม สะท้อนถึงความสุขจนคนมองพลอยยิ้มไม่หุบตามไปด้วย“เอาอีกไหมครับ?”ณัฐวีร์เอ่ยถามเสียงหวาน แววตาเปี่ยมด้วยเอ็นดูขณะทอดมองคนข้างกายอ้าปากรับเอากุ้งเผาตัวที่เท่าไรเขาก็ไม่ได้นับเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ แก้มพองหญิงสาวยิ้มจนตาหยี พยักหน้าแรง ๆ แทนคำตอบว่าเอาเพราะปากไม่ว่าง เขาเลยหยิบตัวใหม่ขึ้นมาแกะรอโดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ภาพตอนเขาเอาอกเอาใจแฟนสาวกำลังตกอยู่เป็นเป้าสายตากี่คู่ไม่สนใจด้วยว่าจะถูกมองว่าเป็นพวกคลั่งรัก เพราะที่เขาทำก็เพราะอยากทำ อยากเห็นคนที่รักมีรอยยิ้มและความสุข“อะ อ้า~”ทว่าในจังหวะที่ยื่นไปจ่อหลังจุ่มกุ้งตัวโตลงในน้ำจิ้มรสเด็ดที่หญิงสาวชื่นชอบแล้ว อีกฝ่ายกลับไม่ยอมอ้าปาก เธอคว้าหมับเข้าที่ข้อมือแล้วดันให้กุ้งย้อนกลับมาชิดปากของคนแกะแทน“ป้อนตัวเองบ้างสิคะ อย่ามัวแต่ป้อนหนู”“แต่พี่ไม่อยากกินกุ้งตัวนี้นี่ครับ พี่อยากกินตัวนี้มากกว่า”ประโยคแรกทำเอาใบหน้าหวานหงิกงอ แต่พอได้ยินประโยคหลังซึ่งมาพร้อมการตวัดเลียไปตามเรียวนิ้วและแววตาร้อนแรง หญิงสาวก็หน้าร้อนฉ่า ลนลานหดมือที่ถูกโจมตีแ
ตอนสองเท้าแตะพื้นที่สนามบินว่าตื่นเต้นมากแล้ว หากก็ยังเทียบไม่ติดเลยกับตอนได้เห็นที่พักเต็ม ๆ ตา“พี่เลย์ นะ..นี่ นี่คือห้องที่เราจะพักกันคืนนี้เหรอคะ?”วรัชญาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะจำได้ว่าตอนกดจองมาเป็นห้องพักบนตึก ทว่ารถกอล์ฟของโรงแรมกลับพาพวกเธอมาส่งที่หน้าพลูวิลล่าติดริมทะเลครั้นพอได้คำตอบเป็นการพยักหน้าพร้อมผลักประตูอย่างเชื้อเชิญ เธอก็หวีดร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่มือเรียวโยนกระเป๋าใบเล็กที่ถือติดมือทิ้งไว้ตรงโซฟาก่อนวิ่งเหยาะ ๆ ออกไปเกาะขอบระเบียง โอ๊ย สวยจัง สวยแบบไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไงดีหญิงสาวระบายยิ้มกว้าง ดวงตาทอประกายระยิบระยับพอ ๆ กับผืนน้ำที่ต้องแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ซึ่งคล้อยลงต่ำจนเกือบแตะเส้นขอบฟ้า ยามมีสายลมพัดเอากลิ่นอายมาปะทะผิวกายก็หรี่โค้ง สะท้อนถึงความสุขที่ล้นปรี่และยิ่งสุขขึ้นไปอีกเมื่อได้รับอ้อมกอดอบอุ่นจากคนด้านหลัง“เป็นไงครับ ที่รักชอบไหม?”“ชอบค่ะ ชอบมาก ๆ เลยค่ะ ว่าแต่พี่เลย์เอาห้องนี้มาได้ยังไงคะ หนูจำได้ว่าวันนั้นกดจองห้องอีกแบบ แถมพลูวิลล่าที่นี่ก็เต็มหมดเลยด้วย”“พี่ใช้เงินแก้ปัญหาครับ”ได้ยินแบบนั้นวรัชญาก็หัวเราะร่วน ณัฐวีร์เลย
หญิงสาวค้อนอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะโค้งตัวลงไปหาหน้าท้องที่บัดนี้นูนกลมจนสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า“โตวันโตคืนนะลูก โอ๊ะ!”ฉับพลันดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง ทอประกายวาววับเมื่อได้รับแรงแตะตอบกลับมา“นะ..น้อง น้องแตะว่านด้วยอะพี่หยี!”วรัชญาตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ยอบกายลงนั่งประชิดหน้าท้องนูนแล้วพูดหยอกล้ออีกหลายคำ ซึ่งเธอได้การตอบกลับทุกคำ กระทั่งหนที่ห้าว่าที่คุณแม่ก็งอตัว ก้าวถอยเป็นเชิงว่าไม่ไหว“พี่จุก”“โอ๊ะ ขอโทษทีจ้ะ ว่านลืมคิดไป” วรัชญายิ้มแหย ยอมผละห่างหากแต่สายตายังคงไม่ละไปไหน “ว่าแต่ธุระหนนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ?”“ยังไม่รู้เลย รอลุ้นเอาวันคลอด”ว่าที่คุณแม่ตอบพลางลูบหน้าท้องนูนป่องอย่างทะนุถนอม น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสุขจนคนฟังยังสัมผัสได้ พลอยทำให้วรัชญาเผลอเลื่อนมือขึ้นมาวางทาบบนหน้าท้องแบนราบของตัวเองด้วยเช่นกัน“หือ อย่านะว่าว่าน...”ยาหยีทำหน้าตื่นเต้น แต่เพียงไม่กี่วินาทีทุกความคาดหวังก็ถูกดับลงเมื่อวรัชญาอมยิ้มแล้วส่ายหน้า“ยังหรอกจ้ะ ว่านยังไม่พร้อม”พร้อมของเธอในที่นี้คือเพียบพร้อมด้วยทรัพย์สิน เวลา และวุฒิภาวะ เพื่อที่เจ้าตัวน้อยของเธอจะได้เติบโตขึ้นมาท







