Masuk“ดามขา แล้วขึ้นหลังข้า เดี๋ยวแบกไปเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ อีกตั้งไกลกว่าจะถึงรถ หนูตัวหนักด้วย” ฉันตัวสูงร้อยหกสิบแปด น้ำหนักสี่สิบแปด ซึ่งลดากับเอวา สูงแค่ร้อยหกสิบสองหกสิบสาม รถก็อยู่อีกตั้งไกล กำนันไม่น่าจะไหวหรอก “ไม่ต้องเกรงใจ อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด เดี๋ยวขาจะอักเสบกว่าเดิม ขึ้นมา” ตอนนี้ฉันยืนมองหน้าลดาสลับกับเอวา คือแบบนี้มันทำตัวไม่ถูกจริง ๆ นะ “ฟังกำนันเถอะเจ๊ ถ้าเดินไปถึงนู่นต่อให้ฉันกับเอวาพยุง ขาเจ๊ก็โดนพื้นอยู่ดี มันจะอักเสบกว่าเดิมได้นะ” เอวาพยักหน้าเห็นด้วย ลุงนัยกับลุงสิงเอาไม้มาดามให้ฉันอย่างชำนาญ เขาบอกว่าอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนพวกเขาชินแล้ว ถ้าถามมีผู้ชายตั้งสามคนทำไมถึงไม่ช่วยกันแบกฉัน กำนันสูงราว ๆ ร้อยแปดสิบห้าขึ้นแน่ ๆ ส่วนลุงสิง ฉันสูงกว่าเขาอีก ลุงนัยก็ไม่น่าไหว เขาน่าจะอายุห้าสิบปลาย ๆ แล้ว “ขอโทษที่รบกวนนะคะ หนูควรจะระวังกว่านี้” “อย่าคิดหลายปานนั้น บ่มีไผเขาว่าเจ้าผิดดอก” กำนันพูดภาษาอีสานแล้วน่ารักจนใจฉันเต้นแรงมาก ถ้าขึ้นไปอยู่บนหลังเขาเขาต้องรู้แน่ ๆ กำนันคุกเข่าลง ฉันมองหน้าลดาอย่างทำตัวไม่ถูก แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามที่เขาบอก “ไหวไหมคะ” เขินจนสั่นไปหมด “กะบ่ได้หนักปานนั้น” เขาตอบ เชื่อไหมว่าฉันเขินเขาจนรู้สึกตัวนิดเดียว เจ้าขาในภาพจำของคนอื่นไม่ใช่แบบนี้ แต่กับเขาไม่รู้ทำไมฉันเป็นอีกแบบ มันก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น เดินไม่นานก็ถึงรถแล้ว กำนันวางฉันลงบนรถกระบะเบา ๆ เขาไม่ได้มีท่าทีเหนื่อยอะไร ไม่รู้ว่าทำทรงหรือเปล่า เพราะฉันก็หนักตั้งสี่สิบแปด ตานัยขับรถตรงไปที่โรงพยาบาลทันที ไปถึงก็มีคนเอารถเข็นมาให้ฉันนั่ง แล้วก็เป็นไปตามนั้น ฉันขาแพลงแต่ดีที่ไม่ได้รุนแรงมากกระดูกปกติ เอ็นไม่ฉีก ฉันโดนฉีดยาแล้วก็โดนพันขาตามระบบ ฉันได้ไม้เท้ามาด้วย หมอบอกช่วงนี้ต้องงดเดิน กำนันบอกว่าช่วงนี้ให้ฉันพักฝึกงานไปก่อน วันนี้ฉันไปงมหอยเพราะเบื่อการอยู่ห้อง สรุปแล้วฉันต้องอยู่ห้องนานกว่าเดิม แต่รู้อะไรไหม ฉันไม่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่แย่หรอกนะ นอกจากหาหอยกาบจะสนุกมาก ๆ แล้ว ก็ยังได้อยู่กับเขาจนถึงเย็น ไหนจะได้ขึ้นหลังอีก ตัวเราแนบชิดกันเลยนะ เขินจัง “เจ๊ วันนี้อาการออกชัดนักนะ” ตอนนี้ฉันอยู่ในห้องกับลดาสองคน ลืมบอกไปเลยว่า กำนันเป็นคนอุ้มฉันขึ้นมาถึงในห้อง “ชัดอะไร ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” “ตอนที่กำนันแบกเจ๊ หน้าเจ๊แดงแปร๊ดเลย ทุกคนเห็นกันหมด” “เอ๊า แล้วฉันจะห้ามหน้ายังไง ใครมันจะไปห้ามได้” “แต่ถือว่าวันนี้เริ่มจีบได้ดีนะ ตอนเช้าที่เจ๊เล่า อย่างน้อยก็ได้ยืนคุยกับแป๊บนึง พอตกเย็นได้ขี่หลังเกาะคอเลยอะ พัฒนาไวเวอร์” ไม่รู้ว่ายัยนี่มันประชดหรือเปล่า เมื่อเช้าอย่าเรียกว่ายืนคุยเลย เรียกว่ายืนบ่นเถอะ ส่วนเมื่อเย็นก็ไม่ใช่แผน ฉันซุ่มซ่ามจนได้เรื่องเองจริง ๆ “ได้เรื่องที่ไหน ถ้าไม่ล้มก็คงไม่ได้ใกล้ชิดกันหรอก แต่ที่รู้ ๆ ตอนเช้าฉันคงไม่ได้ทำตามแผนอีกหลายวัน เฮ้อ” ฉันถอนหายใจยาว ขืนใช้ไม้เท้าลงบันได คราวนี้ได้ขิตจริงแน่ “ไม่กวนแล้ว เจ๊กินยาแล้วนอนพักเถอะ จะได้หายไว ๆ” ลดาทำหน้ามุ่ยเหมือนหมาน้อยเดินออกไปจากห้อง คงจะเหงาแหละ ฉันไม่ได้ไปฝึกงานด้วย ยังดีที่มีเอวา ถ้าอยู่กับยัยเมเปิ้ลสองคนประสาทกินแน่ ๆ สี่วันผ่านไป โอ๊ยย ฉันเบื่อจะแย่ นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ด้านบน ขนาดกินข้าว ลดาก็ยังเอามาให้กินด้านบน อาบน้ำนอน ด้านบน ฉันเบื่อจะตายอยู่แล้ว แถมไม่ได้เห็นหน้าเขาเลยด้วย ลดาบอกว่ายัยเมเปิ้ลแอ๊บแรงมากตอนที่ฉันไม่อยู่ ป่านนี้คงอ่อยจนไม่รู้จะอ่อยยังไงแล้วมั้ง หิวแล้วอะ ฉันกินข้าวเช้าไปแล้วนะ ตอนนี้เที่ยงกว่า ท้องฉันร้องโครกคราก ปกติก็ไม่ได้หิวเร็วขนาดนี้นะ แต่ตั้งแต่นั่ง ๆ นอน ๆ ฉันกินเยอะมาก กินขนมหมดไปหลายถุง แถมยังกินข้าวทุกมื้อ กินเสร็จก็นอน นอนเสร็จนั่งเล่นโทรศัพท์ แล้วก็นอนอีก น้ำหนักขึ้นแน่นอนอีเจ้าขา นั้นมันเสียงรถกระบะของกำนันหนิ ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้าห้อง กำนันเดินถือข้าวกล่องตรงมาทางฉัน “ล..ลดาไม่มาเหรอคะ” ปกติแล้วคนส่งข้าวให้ฉันคือลดา จะนั่งรถคนงานแถวนั้นเอาข้าวมาฝากฉันตลอด “เปล่า พอดีข้ามาเอาของ เลยเอามาให้ ลดาจะได้ไม่ต้องไป ๆ มาๆ” “ขอบคุณค่ะ... วันนี้ทำอะไรกันเหรอคะ” “ย้ายกล้า” เขาตอบสั้น ๆ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญอะไร “มันนั่งใช่ไหมคะ” “เอ็งหมายถึงอะไร” “หมายถึงว่ามันนั่งทำใช่ไหมคะ ย้ายกล้า อยากไปด้วย เจ้าขาอยู่แต่เรือน เบื่อแล้วค่ะ” “เอ็งหายเจ็บขาแล้วหรือไง” เขามองมาที่ขาฉัน ฉันลุกขึ้นยืนโดยไม่ใช้ไม้เท้า “ แทบไม่เจ็บแล้วค่ะ” ฉันแทบไม่เจ็บแล้วจริง ๆ นะ หมอก็บอกว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก วันนี้ก็วันที่สี่แล้วด้วย “ตามใจ งั้นรอข้าทำธุระก่อน ส่วนเอ็งก็กินข้าวไป แล้วเดี๋ยวไปด้วยกัน” เขาวางน้ำชานมเย็นไว้ให้ฉันด้วย ทีแรกก็เห็นแล้วแหละแต่ไม่คิดว่าเขาจะซื้อมาให้ ฉันดูดน้ำชาไทยที่อร่อยที่สุดในโลกจนพอใจ ความจริงมันก็อร่อยอยู่แล้ว แต่พอเขาซื้อมาให้ยิ่งอร่อยกว่าเดิม ตอนนี้ฉันอยู่บนรถกับเขาสองคน เป็นอะไรที่ อึดอัด ไม่มีบทสนทนาระหว่างเราสองคน ดีนี่มันไม่ได้ไกล ไม่นานก็ถึงแล้ว “เอ็งไม่เจ็บขาแล้วแน่นะ” “ค่ะ ไม่เจ็บแล้วค่ะ” ฉันเดินลงบันไดเอง แล้วก็เดินขึ้นรถเอง มันแทบไม่เจ็บแล้วแค่ตึง ๆ นิดหน่อย พอลดาเห็นฉันก็โบกมือยิ้มแป้น วางทุกอย่างแล้ววิ่งมาหาฉันทันที จะว่าไปยัยนี่ก็ไม่ต่างอะไรจากน้องสาว “ทำไมเจ๊มาได้อะ” “ขอกำนันมา กูเบื่อไม่ไหวแล้วเนี่ย ขาก็แทบไม่เจ็บแล้วด้วย” ลดาพาฉันไปนั่ง เหมือนว่าทุกคนกำลังจะย้ายกล้าอย่างจริงจัง “อ้าวหายแล้วเหรอ นึกว่าจะพิการซะละ” ปากดีแบบนี้มีคนเดียว ไม่ต้องถามว่าใคร “เมเปิ้ลทำไมพูดแบบนั้น ไม่น่ารักเลยนะ” เอวาคิ้วขมวดนิดหน่อย ถือว่าแปลกนะ ปกติเอวาไม่ค่อยแสดงสีหน้าอะไร “ไม่เป็นไรหรอกเอวา ถึงจะพิการแล้วต้องตัดเท้าทิ้งจริง ๆ ก็ยังสูงกว่าเมเปิ้ลอยู่ดี แกไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ฉันมองหน้าเมเปิ้ลกวน ๆ “นี่ บูลลี่ฉันอีกแล้วนะ” “พอ ๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว งานเรายังเหลืออีกเยอะนะ” เอวาพูด “นี่เอวาเป็นเพื่อนฉันหรือเพื่อนมัน เข้าข้างมันจังนะ” คราวนี้เมเปิ้ลหันไปตวาดใส่เอวา “ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้น เมเปิ้ลก็อย่าไปแหย่เจ้าขาสิ” หน้ามุ่ยงอนไปแล้วหนึ่งกรุบ ส่วนเอวาก็กลับมาสีหน้าปกติ ฉันย้ายกล้าเป็นอยู่แล้วเลยไม่ต้องสอนอะไรมาก ทุกคนตั้งใจทำจนแทบไม่ได้คุยอะไรกันมาก แบบนี้ก็รู้สึกมีสมาธิดีเหมือนกัน ยังไงก็ดีกว่าการนั่งเล่นอยู่บ้านแน่ ๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจแต่งตัวมาฝึกงาน หน้าทาแค่กันแดดบาง ๆ กับ ลิปปาล์มอ่อน ๆ แค่นั้นเลย อยู่ ๆ กำนันก็มานั่งตรงข้ามกับฉัน ฉันรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังนั่งมองฉันอยู่แต่ก็ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตา เขาเริ่มทำให้ฉันเสียสมาธิในไม่ช้า มือเรียวที่จับต้นกล้าเริ่มสั้น คงไม่หรอกมั้ง เขาแค่มานั่ง คงไม่ได้มองฉันหรอก แต่แล้วฉันก็ทนความอึดอัดไม่ไหว ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเขาโดยตรง ปรากฏว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องหน้าฉันอยู่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มือใหญ่ของเขายื่นมาจับปอยผมที่ตกมาได้สักพักขึ้นมาทัชหูให้ฉัน แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนที่ไอ้แมนทำ เพราะใจฉันเต้นแรงจนกลัวกว่าทุกคนที่นั่งใกล้ ๆ จะได้ยิน แววตาที่เขามองฉันมันเป็นแววตาแปลก ๆ ทำไมฉันถึงรู้สึกได้ว่าเขาเศร้า เวลาไม่กี่วินาทีแต่นานเหลือเกิน เหมือนพอเขาตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที ทิ้งให้ฉันนั่งงงอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่แค่ฉันที่งง พอฉันหันหน้าไปมองทุกคน ทั้งสามคนก็แสดงสีหน้าเดียวกันหมด แต่ทุกคนก็กลับไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ รวมถึงฉันด้วย “เอ้อเจ๊ เห็นกำนันบอกว่าตอนเย็นจะมีกินเลี้ยง ร้องคาราโอเกะ ให้เราไปสนุกด้วยกันด้วย จัดบ้านกำนันนั่นแหละ ข้างล่างบ้าน” สุดท้ายก็มีคนเริ่มบทสนทนา ฉันอึดอัดแทบตาย “ฉลองอะไรเหรอ” “ไม่รู้อะ แล้วเอวากับเมเปิ้ลจะกินเลี้ยงร้องเกะด้วยกันไหม” ลดาหันไปถามทั้งสองคน “เอาสิ น่าสนุก” เอวาพูด “ไม่รู้ ดูก่อน” เมเปิ้ลตอบงอน ๆ ป่านนี้ยังไม่หายงอนเอวาอีก “ต้องกินแล้วก็ต้องร้องเกะด้วย เมเปิ้ลปฏิเสธทุกอย่างไม่ได้นะ ถึงกำนันจะไม่บังคับก็เถอะ เขาเรียกว่าเข้าสังคมบ้าง ที่นี่ก็สนุกออก พรุ่งนี้ก็วันหยุดแล้ว ค่อยทำสิ่งที่อยากทำก็ได้” เอวาสวดเมเปิ้ลไปบทนึง อีกฝ่ายยิ่งทำหน้ามุ่ยเข้าไปใหญ่ “ไม่เคยดีสำหรับเอวาอยู่แล้วนี่” ฉันกับลดาส่ายหัวพร้อมกันอัตโนมัติ ยังไงก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทั้งสองคนสนิทกันได้ยังไงข้อความ“เรียบจบแล้วค่า ดีใจกับเจ้าขาไหม” แนบรูปชูสองนิ้วกับชุดครุย(อืม เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าไปรับ)“เย่ คิดถึงจะตายอยู่แล้ว”(คิดถึงเอ็งเหมือนกัน)(ข้าทำงานก่อน)“ค่ะสู้ ๆ นะคะ”คนตัวเล็กหอบดอกไม้ใส่รถ พี่ ๆ กับพ่อแม่เธอก็มากันหมด ยกเว้นเขา แต่เธอไม่ได้โกรธหรอก แต่ก็แอบน้อยใจนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจเพราะเขาบอกว่าติดงานสำคัญ ตั้งแต่เธอขึ้นมานี่เขาก็มาหาเธอแค่สองสามครั้ง แต่เจ้าขาก็เข้าใจ เขางานเยอะจะตาย ถึงอย่างนั้นเราก็โทรคุยกันทุกคืน ถึงเขาจะหลับใส่โทรศัพท์บ่อย ๆ ก็เถอะ“ลูกแม่อยากกินอะไรจ๊ะวันนี้” “อะไรก็ได้ค่ะ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เศร้าเหรอที่เขาไม่มา” “เปล่าค่ะ หนูเข้าใจ เขาติดงาน” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่สีหน้าคนตัวเล็กเป็นอีกแบบ“พ่อก็อยู่ตรงนี้ น้อยใจจริง ๆ ที่ลูกสาวทำหน้าเศร้าเพราะผู้ชายคนอื่น” คุณธนพัฒน์ยืนกอดอกอย่างงอน ๆ จนลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนสีหน้าแล้วรีบกอดพ่อไว้แน่นอยู่ ๆ พี่ชายที่อยู่ด้านหลังพ่อก็ยิ้มขึ้นมาดื้อ ๆ สีหน้าของคุณณิชากับคุณธนพัฒน์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน รวมถึงสายตาคนแถวนั้นก็มองมาที่เธอแปลก ๆ จนคนตัวเล็กรีบหันหลังกลับไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เจ้าขาน้ำตาคลอ เธอรีบวิ่งไปกระโดดก
“แล้วมาหาพ่อกับแม่อีกนะ ตัวเล็กของแม่” คุณณิชาเดินเข้ามากอดลูกสาวไว้แน่น คนตัวเล็กเองก็กอดแม่ไว้แน่นไม่แพ้กัน แล้วก็เข้าไปก็คุณธนพัฒธ์ไว้แน่นเช่นกัน “ฝากดูแลลูกสาวของพวกเราด้วยล่ะ” คุณธนพัฒน์เอ่ยขึ้น “ผมจะดูแลเจ้าขาให้ดีที่สุดครับ”คนตัวเล็กหลับแทบตลอดทาง ลืมตาตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงหนองคายแล้ว เจ้าขาเป็นคนหลับลึกยิ่งถ้าสบายใจจะหลับลึกมาก“เหงาไหมคะ เจ้าขาหลับไปนานเลย”“ไม่เหงา นั่งมองหน้าเอ็งทั้งวัน”“แล้วสวยไหมคะ”“อืม สวย”คนตัวเล็กก้มไปจุ๊บมือใหญ่ด้วยความทะเล้น อีกฝ่ายก็เอียงมาหอมแก้มเธออย่างเอ็นดู“หิวไหม แวะกินข้าวก่อนไหม”“ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว กินที่เรือนก็ได้ค่ะ”“ไว้หาเวลามาใหม่ เอาวันที่เอ็งเรียนจบแล้วจะได้มาหลาย ๆ วัน” เพราะว่าตราดกับหนองคายมันไกลกันมาก เลยเหมือนได้มีเวลาให้พ่อกับแม่ได้แค่วันเดียว เวลาขับรถยังเยอะกว่าอยู่บ้านเสียอีกสุดท้ายก็ถึงเรือนสักที พี่ๆ นั่งกินข้าวกันอยู่ ลดาเองก็รีบวิ่งมาหาฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนน้องสาวรอพี่สาว ทุกคนยกมือสวัสดีทักทายกำนันเหมือนปกติ ฉันกับเขานั่งกินข้าวด้วยกัน ช่วงนี้ฉันเริ่มไม่สนใจสายตาคนอื่นตามที่เขาบอกมาตลอด ทุกคนก็รู้ถ
เวลาประมาณบ่ายโมง ตอนคุณณิชากับคุณธนพัฒน์กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ส่วนพี่ชายสี่คนก็นั่งเล่นเกมตะโกนใส่กันอยู่โซฟากลางบ้าน ถือว่าเป็นวันหยุด บ้านนี้มีคุณณิชา คุณธนพัฒน์ เฮียสายลม กับเฮียขุนเขา ความจริงมีฉันด้วย แต่ตอนนี้ไม่น่าจะมีฉันแล้ว เรียนจบก็คงไปอยู่กับเขาเลยนั่นแหละ ก็รักผัวนี่ ใครจะยอมห่าง ส่วนเฮียเติ้ลกับ เฮียเจคอป ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อกับแม่มาก แต่มีเมียมีครอบครัวแล้วก็เลยแยกออกไป ส่วนเฮียสายลม กับเฮียขุนเขา มีเมียก็คงพามาอยู่ในบ้าน พ่อแม่เริ่มอายุเยอะ ทั้งสองไม่ยอมออกจากบ้านหรอก เจ้าขาเดินขึ้นไปดูว่าเขาตื่นหรือยัง แต่เตียงกลับว่างเปล่า แต่ได้ยินเสียงฝักบัวในห้องน้ำ เธอเลยขึ้นไปนอนรอเสียเลยไม่นานเขาก็ออกจากห้องน้ำ ผ้าขนหนูพันต่ำ กับหยดน้ำที่ไหลผ่านซิกแพคมันฮอตเกินไปแล้ว คนตัวใหญ่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมลวก ๆ หล่อ.. หุ่นแม่เจ้าโว้ยย...“น้ำลายเอ็งจะหกแล้ว” คนตัวเล็กได้ยินแบบนั้นเลยยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำลายอัตโนมัติ แต่มันไม่มี ท่าทางนั้นทำคนตัวใหญ่อดเอ็นดูไม่ได้ จนหัวเราะออกมา“นี่ แกล้งเจ้าขาเหรอคะ”“แต่เอ็งทำได้มากกว่ามองนะ รู้ไหม” คนตัวใหญ่เดินเข้ามาใกล้แล้วก้มมอบจูบอันแสนหวานให้
หลายวันผ่านไปสรุปเรื่องของน้าน้อยวันนั้นเราก็จบกันด้วยดี พอแม่ของน้าน้อยรู้ว่าน้าน้อยก็โกหก อีกวันก็เอากระเช้ามาขอโทษขอโพยกำนันถึงเรือน แต่ถึงยังนั้นเรื่องนี้ก็โดนเอาไปพูดถึงสามบ้านแปดบ้าน เมื่อวานน้าน้อยก็มาขอโทษกำนันและฉัน เธอดูมีสติขึ้นแล้ว ฉันเองก็ให้อภัยเธอ กำนันเองก็ด้วย เห็นแก่ที่ผ่านมาน้าน้อยก็ทำดี และหวังดีกับกำนันมาตลอดส่วนเรื่องที่ฉันคบกับกำนันก็คงรู้ไปทั่วหมู่บ้านเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนอื่นคิดยังไง แต่พี่ ๆ ในไร่ก็ยังคุยและน่ารักกับฉันเหมือนเดิม ป้าบัวบอกว่าทุกคนเขารู้กันหมดแล้ว แค่ตกใจที่กำนันจับมือเปิดตัวฉัน แล้วทุกคนก็ยินดีมากที่กำนันจะมีความรักมีความสุขกับเขาบ้าง คนตัวใหญ่เข้ามากอดเธอจากด้านหลัง แล้วหอมเธอฟอดใหญ่“เตรียมของเสร็จหรือยังครับ” เขาพูดครับทีไรเธอไม่ชินทุกที “เสร็จแล้วค่ะ ไปกัน”รถออกเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ สเปกเท่ากับ คนที่รู้ว่าฉันไม่ชอบเครื่องบินเลยยอมขับรถตั้งแต่หนองคายไปตราดได้ บนสุดถึงใต้สุดเลยนะ มันไม่ใช่ใกล้ ๆ อยู่กับเขาแล้วมันอบอุ่นเหมือนอยู่กับพี่ชาย เหมือนอยู่กับพ่อ เหมือนอยู่กับเพื่อน เหมือนเขาเป็นให้ฉันได้ทุกอย่าง“ถ้าเ
เขาจับมือฉันเดินมาถึงใต้ถุนบ้าน แน่นอนว่าสายทุกคนมองมาเป็นสายตาเดียว แต่ฉันก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นน้าน้อยกับผู้หญิงอายุประมาณเกือบหกสิบนั่งจับมือเธออยู่ “หึ บ่คิดเลย ว่ากำนันสิเป็นคนจั่งซี่ เฮ็ดหยังไว้กับลูกสาวข่อยเมื่อคืน คำขอโทษสักคำกะบ่มี บาดทีนี้มาจูงมือผู้สาวใหม่หน้าตาเฉย ได้ข่าวว่าเป็นเด็กฝึกงานซั้นบ่ สมกันคักเนาะ เจ้าของไร่กับเด็กฝึกงาน ระวังเด้อ... สิถืกเด็กน้อยต้มเอานะกำนัน” คำพูดดูถูกกับสายตาที่มองเจ้าขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังชี้หน้าด่ากำนันฉอด ๆ ทำเอาคนตัวเล็กแทบทนไม่ไหว เจ้าขาก้าวขาไปด้านหน้าอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ถูกกำนันดึงไว้เสียก่อน แก่ก็แก่เถอะ พูดจาเหมือนรู้ดีขนาดนี้ มันหน้าตบสักฉาก“แหม ๆ สิตบกูบ่ มึงเอาสิ้ คนเขาจะได้เว้ากันให้ทั่ว ว่าเมียใหม่กำนันตบคนแก่” “พอ ผมบ่ขอเสียเวลา จะเว้าแค่เทือเดียว ผมบ่ได้ทำอีหยังลูกสาวป้าทั้งนั้น ส่วนเรื่องอื่น ผมว่าป้าอย่ามายุ่งสิดีกว่า ต่อหน้าผม กะอย่ามาเว้าดูถูกเมียผม ขีดจำกัดผมมันต่ำ”ประโยคหลังทำทุกคนอึ้ง รวมถึงคนตัวเล็กที่จับมือเขาอยู่ข้างหลัง ตกใจก็จริง แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกดีมากที่เขาปกป้องเธอแบบนี้“เป็นหยังอ้ายคือกล้าเว้าว่ามัน
หลังจากกอดรัดฟัดเหวี่ยงไปครึ่งชั่วโมงสุดท้ายคนตัวเล็กก็ยอมคุยกับเขาดี ๆ เพราะดูแล้วยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธอยู่ดี“จะพูดอะไรก็พูดมา... เป็นถึงกำนัน ถ้ามีคนมาเห็นว่านอนกอดกับสาวอยู่เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง” ใช่แล้ว ตอนนี้เขากำลังนอนกอดเธอไว้แน่ นอนตรงทุ่งหญ้าคัน ๆ นี่แหละ “ช่างหัวมัน ข้าไม่สน” “แล้วแต่”“ข้าไม่ได้มาแก้ตัว แล้วก็ไม่อยากแก้ตัวด้วย ข้าผิดเองเรื่องที่ปล่อยให้ตัวเองเมาจนไม่มีสติ แต่ว่า... ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ให้ข้าไปสาบานตรงไหนก็ได้ ข้าคิดว่านั่นคือเอ็ง ข้าขอโทษ ต่อจากนี้ข้าจะไม่กินให้เมาอีกแล้ว ข้าสัญญาจากนี้จนวันตายด้วยเกียรติของไอ้พาก” คนตัวใหญ่พูดอย่างหนักแน่นพร้อมชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว“จะไม่ได้ทำได้ไง สภาพน้าน้อยเป็นแบบนั้น”“ข้าไม่รู้ ยัยนั่นจงใจกุเรื่อง พวกเพื่อนเอ็งจัดการมันแล้ว” เป็นครั้งแรกที่กำนันเรียกน้าน้อยแบบนั้น ท่าจะโกรธจริง ๆ นั่นแหละ... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็โกรธมากเหมือนกัน“ถ้าเจ้าขาไปตบ จะว่าไรไหม”“ไม่ ไปตบเลย เดี๋ยวข้าคอยช่วย” เธอพูดเล่น ๆ แต่เขาก็เออออตามแบบจริงจัง“ข้าขอโทษ ให้อภัยข้าได้ไหม ขอโทษเอ็งจากใจ” จากที่นอน เขาก็ลุกขึ้นมาคุกเข่าแล้วยกมือ







