LOGINอย่ารุกแรง เอาตัวเองไปให้เขาเห็นบ่อย ๆ อย่าให้เขารู้ว่าเราสนใจ
“คืออ่อยแบบไม่อ่อยใช่ปะ” “ประมาณนั้น” ลดาตอบ เช้านี้ฉันลุกขึ้นมาล้างหน้าอาบน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ เอาเวลาก่อนเขาตื่น แล้วกลับเข้าไปทากันแดด แต่งหน้าบาง ๆ เหมือนไม่ได้แต่ง ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้าแล้ว ฉันใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ชั้นในสีแดง กางเกงนอนขาสั้น ปลดกระดุมเม็ดบน แกล้งทำเป็นลงไปยืดเส้นยืดสายใต้ถุนเรือน ความจริงคือลงไปเดิน ๆ วน จนได้ยินเสียงประตู ฉันก็ทำเป็นยืดเส้นยืดสาย เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังมาแต่ไกล อย่าบอกนะว่าหลานเขานอนค้างที่นี่ ยิ่งได้ยินเสียงเท้ากระทบบันไดก็ยิ่งตื่นเต้น มาขนาดนี้แล้ว ถอยไม่ได้แล้วยัยเจ้าขา “คิกคิก พี่เจ้าขามาทำอะไรตรงนี้แต่เช้าครับ” เสียงเด็กน้อยวัยสี่ขวบเอ่ยทัก “ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายนิดหน่อยจ่ะ แล้วต้นกล้าทำไมตื่นเช้าจังครับ” “ต้นกล้ากำลังจะอาบน้ำไปโรงเรียนครับ” ฉันไม่รู้นี่ว่าต้นกล้านอนนี่เมื่อคืน ไม่น่าเลยไอ้เจ้าขา “ไปอาบน้ำเร็ว เดี๋ยวสายนะ” กำนันพูดพร้อมกับพาเด็กน้อยไปอาบน้ำที่ห้องน้ำชั้นล่าง คิดว่ากำนันก็น่าจะใช้ห้องน้ำด่านล่างเหมือนกัน ฉันถึงได้มารออ่อยไง เฮ้อ เขาไม่ได้มองฉันด้วยซ้ำมั้ง คนที่มองและทักทายมีแต่เด็กน้อยวัยสี่ขวบ “เอ็งทำอะไร” ฉันสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเขา คิดว่าจะอาบน้ำกับหลานซะอีก “อ..ออกกำลังกายค่ะ ช่วงนี้กินเยอะ เหมือนน้ำหนักจะขึ้น” “ข้าไม่ได้ว่าไร แต่เสื้อเอ็งมันบาง เห็นยันข้างใน อีกประเดี๋ยวคนงานจะมาทำงานกันแล้ว ระวังหน่อย” เขาพูดจบก็เดินกลับไปที่ห้องน้ำ โดยที่ฉันยังไม่ทันได้ชวนเขาคุยสักคำ ก็รู้ไงว่าบางเลยใส่มาให้ดู ดันมาห้ามฉันใส่อีก ตาคนนี้นี่บื้อจริง ๆ เห็นของดีก็ควรจะเงียบไว้ดูเรื่อย ๆ ไม่ใช่หรือไง แบบนี้ฉันก็ใส่ชุดอ่อย ๆ ไม่ได้แล้วดิ วันนี้ฝึกงานก็ไม่มีอะไรมาก วันนี้กำนันสอนหัวข้อ จัดการศัตรูพืชแบบชีวภาพ ทำน้ำหมักไล่แมลง พ่นสมุนไพร แต่วันนี้กำนันก็ปล่อยพวกเราเร็วอีกแล้ว เพราะตกเย็นเพื่อนกำนันมาหา จะชวนกันไปหาหอยกาบ เขาเลยชวนพวกเราไปด้วย ถือว่าไปเที่ยว ฉันตัดสินใจไป เพราะอยู่แต่ห้องมันก็เบื่อ มาหนองคายทั้งทีเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดี อย่างน้อยก็ได้มองหน้ากำนันนาน ๆ แหละวะ แค่นี้ก็ดีกว่านอนเล่นในห้องเป็นไหน ๆ เราไปกันสามคน ฉัน ลดา เอวา แน่นอนว่ายัยเมเปิ้ลไม่มีทางมาหรอก ลุยโคลนลุยดิน ไม่มีทางที่ยัยนั่นจะเอาด้วย เห็นบอกว่าจะไปหาไรกินในห้าง เพื่อนของกำนันมีสองคน ชื่อ ลุงนัยกับลุงสิง เรานั่งรถกระบะด้านหลัง โดยมีลุงนัยเป็นคนขับ ฉันลดาเอวา และคุณกำนันนั่งด้านหลัง ฉันใส่กางเกงขาสั้น เสื้อสายเดี่ยวสีน้ำตาลกับเสื้อคลุมสีดำ เราสามคนก็ใส่คล้าย ๆ กัน เว้นแต่เอวาแค่เสื้อใส่ยืดรัดรูป ยัยนี่ก็หุ่นดีมากเหมือนกันนะ กำนันให้เราแวะซื้อรองเท้าแตะถูก ๆ บอกว่ามันเลอะเทอะ ถ้าใส่ของแพงจะเสียของหมด แล้วมันก็ถูกมาก ๆ แค่คู่ละสามสิบบาท มีราคานี้จริง ๆ นะ นั่งรถเกือบหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายก็ถึงสักที ตอนนี้เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็น ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีส้มผสมม่วง สวยมาก บรรยากาศดี กลิ่นดินเลนชื้น ๆ ลอยแตะจมูก “จั่งแม่นมาถือเวลาคัก” ลุงสิงว่า พลางมองขอบฟ้ามี่แดดกำลังอ่อน “เก็บหอยกาบ ต้องเอาตอนเย็นแบบนี้ล่ะ แดดบ่แรง น้ำเริ่มลด หอยมันสิออกมา” ลุงนัยหันมาคุยกับพวกฉันต่อ ผู้ชายสามคนถอดเสื้อออก สายตาของฉันโฟกัสอยู่คนเดียวอยู่แล้ว กล้ามของกำนันมันแน่นอะไรขนาดนั้น “พวกเอ็งอย่าลงเท้าเปล่า ดินเลนมันมีทั้งเปลือกหอยคมทั้งเศษไม้เศาแก้ว ระวังกันด้วย” กำนันหันมาพูดหน้านิ่ง แต่แฝงด้วยความห่วงใย พวกเราก็ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ดินเลนชื้นแต่ไม่ถึงกับแฉะ กำนันย่อตัวลง ใช้มือเปล่าค่อย ๆ วางบนดิน “เก็บหอยกาบ กดมือลงเบา ๆ คุ้ยดินลึกแค่ฝ่ามือ สังเกตเอา ถ้าดินป่อง หรือมีฟองอากาศขึ้น หอยมันซ่อนอยู่ใต้ดินประมาณสามถึงเจ็ดเซนฯ แค่นั้น” หอบกาบตัวอ้วนถูกช้อนขึ้นมา ล้างกับน้ำโขงให้ดินหลุดก่อนวางลงในตะกร้าหวายที่มีรูระบาย เราสามคนเริ่มทำตาม “เจอตัวเล็กก็ปล่อยคืน อย่าเอาหมด เก็บกันพอประมาณ กินมื้อนี้พอ” หูยย รักธรรมชาติด้วย น่ารักจัง “ได้แล้ว ได้แล้ว” เอวากระโดดดึ๊งด้วยความดีใจ เรียกเสียงหัวเราะของทุกคน พวกผู้ใหญ่ก็อดเอ็นดูไม่ได้ เอวาเดินเอาหอยไปไว้ในตะกร้าของกำนัน ฉันก็จะไม่ยอมแพ้ ฉันสังเกตตามที่กำนันบอก และแล้วก็เจอจริง ๆ ด้วย โหตัวใหญ่จัง ฉันหยิบขึ้นมาด้วยความดีใจ ลุงนัยกับลุงสิงปรบมือเสียงดัง ส่วนกำนันก็ยืนยิ้มอ่อน ๆ หือ เขายิ้มให้ฉันเหรอ ครั้งแรกเลย น่ารักมาก เวลาผ่านมาสักพัก แดดก็ ค่อย ๆ ลับลง บรรยาการที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและพูดคุย ลดากว่าจะได้หอยตัวแรกทุกคนก็ลุ้นไปด้วย พอได้เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง มือขาเปื้อนโคลนไปหมด แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุก เมื่อได้หอยพอประมาณ ทุกคนก็ตัดสินใจพอแค่นี้ ลุงนัยเตรียมเตาถ่านกับน้ำจิ้มมาเรียบร้อย เห็นบอกว่าจะย่างกินกันที่นี่เลย วันนี้สนุกมาก ฉันได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ถึงตัวจะเลอะก็เถอะ วันนี้คงต้องอาบน้ำใหญ่ โอ๊ะ ฉันสะดุดเข้ากับหินก้อนใหญ่เข้าอย่างจัง ดีที่ลดากับเอวารับตัวฉันไว้ทัน พวกผู้ใหญ่กำลังก่อไฟกันอยู่ ทั้งสองพยุงฉันมานั่งเสื่อที่ปูไว้ ไม่น่าซุ่มซ่ามเลยอีเจ้าขาเอ้ยย “เอ๊า เป็นหยัง” ลุงสิงถามฉัน “หนูสะดุดหินตรงนั้นค่ะ” กำนันที่กำลังก่อไฟได้ยินก็เดินมาดู เขาจับเท้าฉันพลิกไปมา โอ๊ย ฉันไม่ได้แอ๊บนะมันเจ็บจริง ๆ “เอ็งสะดุดแรงไหม เหมือนขาจะแพลง มันเริ่มม่วงแล้วน่ะ” กำนันถาม “ก็แรงอยู่ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็คงหาย เรากินหอยกันดีกว่า” ฉันพูดเพราะเกรงใจ เราอุตส่าห์หาหอยกันตั้งนาน แต่ตอนนี้ทุกคนมุงฉันเต็มไปด้วยสีหน้าเป็นห่วง “จะไม่เป็นไรได้ไง งั้นเดี๋ยวขากลับไปโรงพยาบาล” กำนันพูดสีหน้าจริงจัง “ได้ค่ะ แต่ตอนนี้เราสนุกกันก่อนเถอะนะคะ ไม่อยากให้เสียบรรยากาศ มันไม่เจ็บมากหรอกค่ะ” “ทนไหวแน่นะ” ลุงสิงถามฉันซ้ำ “ไหวค่ะสบายมาก” พอฉันยืนยันคำเดิม ทุกคนก็เริ่มย่างหอยกัน แต่ลดากับเอวานี่สิเอาแต่เป็นห่วงฉันไม่หยุด ถามทุกนาทีว่าไหวไหม กำนันย่างหอยมาให้พวกเราสามคนถึงที่ มีข้าวในหม้อที่ลุงนัยเตรียมมาด้วย ลุงนัยบริการตักข้าวให้เราสามคนอย่างดี จนพวกฉันเกรงใจไปหมด แต่แกก็บอกว่าไม่เป็นไร หอยกาบเหนียวหน่อยแต่ก็อร่อยดี โดยเฉพาะน้ำจิ้มที่ตำมานะ เกิดมาฉันยังไม่เคยกินน้ำจิ้มพริกเกลือที่แซ่บขนาดนี้มาก่อน “มาเดี๋ยวลดาป้อน” สีหน้าลดาเป็นห่วงฉันยิ่งกว่าฉันเป็นห่วงตัวเองอีก “เจ็บข้อเท้า ไม่ได้เป็นง่อยจ้า ขาฉันไม่ได้ขาด ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น” “แต่มันม่วงขึ้นนะเจ๊ เจ็บมากแน่ ๆ อะ” “ยังไหว ชิล ๆ” ไม่นานมากทุกคนก็อิ่ม วันนี้เป็นวันที่สนุกและแซ่บมาก เป็นวันที่น่าจดจำเลยแหละถ้าฉันไม่ล้มนะ พอถึงเวลาต้องกลับฉันก็ลุกขึ้นเพื่อจะเก็บเสื่อ แต่มันเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันทีเมื่อเท้าฉันแตะกับพื้น โอ้ย เจ็บ มันเจ็บกว่าตอนแรกหลายเท่า ลดากับเอวลารีบมาพยุงตัวฉันทันที “ไหวไหมเจ้าขา” เอวาถามเพราะเห็นหน้าฉันเริ่มซีด “ไหว” “ไหวบ้าอะไรเจ๊ ว่าแล้วว่าต้องเจ็บมากแน่ ๆ” ลดาน้ำตาคลอ “ดามขา แล้วขึ้นหลังข้า เดี๋ยวแบกไปเอง” เสียงกำนันดังขึ้นจากด้านหลัง เขาน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วข้อความ“เรียบจบแล้วค่า ดีใจกับเจ้าขาไหม” แนบรูปชูสองนิ้วกับชุดครุย(อืม เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าไปรับ)“เย่ คิดถึงจะตายอยู่แล้ว”(คิดถึงเอ็งเหมือนกัน)(ข้าทำงานก่อน)“ค่ะสู้ ๆ นะคะ”คนตัวเล็กหอบดอกไม้ใส่รถ พี่ ๆ กับพ่อแม่เธอก็มากันหมด ยกเว้นเขา แต่เธอไม่ได้โกรธหรอก แต่ก็แอบน้อยใจนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจเพราะเขาบอกว่าติดงานสำคัญ ตั้งแต่เธอขึ้นมานี่เขาก็มาหาเธอแค่สองสามครั้ง แต่เจ้าขาก็เข้าใจ เขางานเยอะจะตาย ถึงอย่างนั้นเราก็โทรคุยกันทุกคืน ถึงเขาจะหลับใส่โทรศัพท์บ่อย ๆ ก็เถอะ“ลูกแม่อยากกินอะไรจ๊ะวันนี้” “อะไรก็ได้ค่ะ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เศร้าเหรอที่เขาไม่มา” “เปล่าค่ะ หนูเข้าใจ เขาติดงาน” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่สีหน้าคนตัวเล็กเป็นอีกแบบ“พ่อก็อยู่ตรงนี้ น้อยใจจริง ๆ ที่ลูกสาวทำหน้าเศร้าเพราะผู้ชายคนอื่น” คุณธนพัฒน์ยืนกอดอกอย่างงอน ๆ จนลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนสีหน้าแล้วรีบกอดพ่อไว้แน่นอยู่ ๆ พี่ชายที่อยู่ด้านหลังพ่อก็ยิ้มขึ้นมาดื้อ ๆ สีหน้าของคุณณิชากับคุณธนพัฒน์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน รวมถึงสายตาคนแถวนั้นก็มองมาที่เธอแปลก ๆ จนคนตัวเล็กรีบหันหลังกลับไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เจ้าขาน้ำตาคลอ เธอรีบวิ่งไปกระโดดก
“แล้วมาหาพ่อกับแม่อีกนะ ตัวเล็กของแม่” คุณณิชาเดินเข้ามากอดลูกสาวไว้แน่น คนตัวเล็กเองก็กอดแม่ไว้แน่นไม่แพ้กัน แล้วก็เข้าไปก็คุณธนพัฒธ์ไว้แน่นเช่นกัน “ฝากดูแลลูกสาวของพวกเราด้วยล่ะ” คุณธนพัฒน์เอ่ยขึ้น “ผมจะดูแลเจ้าขาให้ดีที่สุดครับ”คนตัวเล็กหลับแทบตลอดทาง ลืมตาตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงหนองคายแล้ว เจ้าขาเป็นคนหลับลึกยิ่งถ้าสบายใจจะหลับลึกมาก“เหงาไหมคะ เจ้าขาหลับไปนานเลย”“ไม่เหงา นั่งมองหน้าเอ็งทั้งวัน”“แล้วสวยไหมคะ”“อืม สวย”คนตัวเล็กก้มไปจุ๊บมือใหญ่ด้วยความทะเล้น อีกฝ่ายก็เอียงมาหอมแก้มเธออย่างเอ็นดู“หิวไหม แวะกินข้าวก่อนไหม”“ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว กินที่เรือนก็ได้ค่ะ”“ไว้หาเวลามาใหม่ เอาวันที่เอ็งเรียนจบแล้วจะได้มาหลาย ๆ วัน” เพราะว่าตราดกับหนองคายมันไกลกันมาก เลยเหมือนได้มีเวลาให้พ่อกับแม่ได้แค่วันเดียว เวลาขับรถยังเยอะกว่าอยู่บ้านเสียอีกสุดท้ายก็ถึงเรือนสักที พี่ๆ นั่งกินข้าวกันอยู่ ลดาเองก็รีบวิ่งมาหาฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนน้องสาวรอพี่สาว ทุกคนยกมือสวัสดีทักทายกำนันเหมือนปกติ ฉันกับเขานั่งกินข้าวด้วยกัน ช่วงนี้ฉันเริ่มไม่สนใจสายตาคนอื่นตามที่เขาบอกมาตลอด ทุกคนก็รู้ถ
เวลาประมาณบ่ายโมง ตอนคุณณิชากับคุณธนพัฒน์กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ส่วนพี่ชายสี่คนก็นั่งเล่นเกมตะโกนใส่กันอยู่โซฟากลางบ้าน ถือว่าเป็นวันหยุด บ้านนี้มีคุณณิชา คุณธนพัฒน์ เฮียสายลม กับเฮียขุนเขา ความจริงมีฉันด้วย แต่ตอนนี้ไม่น่าจะมีฉันแล้ว เรียนจบก็คงไปอยู่กับเขาเลยนั่นแหละ ก็รักผัวนี่ ใครจะยอมห่าง ส่วนเฮียเติ้ลกับ เฮียเจคอป ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อกับแม่มาก แต่มีเมียมีครอบครัวแล้วก็เลยแยกออกไป ส่วนเฮียสายลม กับเฮียขุนเขา มีเมียก็คงพามาอยู่ในบ้าน พ่อแม่เริ่มอายุเยอะ ทั้งสองไม่ยอมออกจากบ้านหรอก เจ้าขาเดินขึ้นไปดูว่าเขาตื่นหรือยัง แต่เตียงกลับว่างเปล่า แต่ได้ยินเสียงฝักบัวในห้องน้ำ เธอเลยขึ้นไปนอนรอเสียเลยไม่นานเขาก็ออกจากห้องน้ำ ผ้าขนหนูพันต่ำ กับหยดน้ำที่ไหลผ่านซิกแพคมันฮอตเกินไปแล้ว คนตัวใหญ่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมลวก ๆ หล่อ.. หุ่นแม่เจ้าโว้ยย...“น้ำลายเอ็งจะหกแล้ว” คนตัวเล็กได้ยินแบบนั้นเลยยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำลายอัตโนมัติ แต่มันไม่มี ท่าทางนั้นทำคนตัวใหญ่อดเอ็นดูไม่ได้ จนหัวเราะออกมา“นี่ แกล้งเจ้าขาเหรอคะ”“แต่เอ็งทำได้มากกว่ามองนะ รู้ไหม” คนตัวใหญ่เดินเข้ามาใกล้แล้วก้มมอบจูบอันแสนหวานให้
หลายวันผ่านไปสรุปเรื่องของน้าน้อยวันนั้นเราก็จบกันด้วยดี พอแม่ของน้าน้อยรู้ว่าน้าน้อยก็โกหก อีกวันก็เอากระเช้ามาขอโทษขอโพยกำนันถึงเรือน แต่ถึงยังนั้นเรื่องนี้ก็โดนเอาไปพูดถึงสามบ้านแปดบ้าน เมื่อวานน้าน้อยก็มาขอโทษกำนันและฉัน เธอดูมีสติขึ้นแล้ว ฉันเองก็ให้อภัยเธอ กำนันเองก็ด้วย เห็นแก่ที่ผ่านมาน้าน้อยก็ทำดี และหวังดีกับกำนันมาตลอดส่วนเรื่องที่ฉันคบกับกำนันก็คงรู้ไปทั่วหมู่บ้านเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนอื่นคิดยังไง แต่พี่ ๆ ในไร่ก็ยังคุยและน่ารักกับฉันเหมือนเดิม ป้าบัวบอกว่าทุกคนเขารู้กันหมดแล้ว แค่ตกใจที่กำนันจับมือเปิดตัวฉัน แล้วทุกคนก็ยินดีมากที่กำนันจะมีความรักมีความสุขกับเขาบ้าง คนตัวใหญ่เข้ามากอดเธอจากด้านหลัง แล้วหอมเธอฟอดใหญ่“เตรียมของเสร็จหรือยังครับ” เขาพูดครับทีไรเธอไม่ชินทุกที “เสร็จแล้วค่ะ ไปกัน”รถออกเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ สเปกเท่ากับ คนที่รู้ว่าฉันไม่ชอบเครื่องบินเลยยอมขับรถตั้งแต่หนองคายไปตราดได้ บนสุดถึงใต้สุดเลยนะ มันไม่ใช่ใกล้ ๆ อยู่กับเขาแล้วมันอบอุ่นเหมือนอยู่กับพี่ชาย เหมือนอยู่กับพ่อ เหมือนอยู่กับเพื่อน เหมือนเขาเป็นให้ฉันได้ทุกอย่าง“ถ้าเ
เขาจับมือฉันเดินมาถึงใต้ถุนบ้าน แน่นอนว่าสายทุกคนมองมาเป็นสายตาเดียว แต่ฉันก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นน้าน้อยกับผู้หญิงอายุประมาณเกือบหกสิบนั่งจับมือเธออยู่ “หึ บ่คิดเลย ว่ากำนันสิเป็นคนจั่งซี่ เฮ็ดหยังไว้กับลูกสาวข่อยเมื่อคืน คำขอโทษสักคำกะบ่มี บาดทีนี้มาจูงมือผู้สาวใหม่หน้าตาเฉย ได้ข่าวว่าเป็นเด็กฝึกงานซั้นบ่ สมกันคักเนาะ เจ้าของไร่กับเด็กฝึกงาน ระวังเด้อ... สิถืกเด็กน้อยต้มเอานะกำนัน” คำพูดดูถูกกับสายตาที่มองเจ้าขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังชี้หน้าด่ากำนันฉอด ๆ ทำเอาคนตัวเล็กแทบทนไม่ไหว เจ้าขาก้าวขาไปด้านหน้าอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ถูกกำนันดึงไว้เสียก่อน แก่ก็แก่เถอะ พูดจาเหมือนรู้ดีขนาดนี้ มันหน้าตบสักฉาก“แหม ๆ สิตบกูบ่ มึงเอาสิ้ คนเขาจะได้เว้ากันให้ทั่ว ว่าเมียใหม่กำนันตบคนแก่” “พอ ผมบ่ขอเสียเวลา จะเว้าแค่เทือเดียว ผมบ่ได้ทำอีหยังลูกสาวป้าทั้งนั้น ส่วนเรื่องอื่น ผมว่าป้าอย่ามายุ่งสิดีกว่า ต่อหน้าผม กะอย่ามาเว้าดูถูกเมียผม ขีดจำกัดผมมันต่ำ”ประโยคหลังทำทุกคนอึ้ง รวมถึงคนตัวเล็กที่จับมือเขาอยู่ข้างหลัง ตกใจก็จริง แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกดีมากที่เขาปกป้องเธอแบบนี้“เป็นหยังอ้ายคือกล้าเว้าว่ามัน
หลังจากกอดรัดฟัดเหวี่ยงไปครึ่งชั่วโมงสุดท้ายคนตัวเล็กก็ยอมคุยกับเขาดี ๆ เพราะดูแล้วยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธอยู่ดี“จะพูดอะไรก็พูดมา... เป็นถึงกำนัน ถ้ามีคนมาเห็นว่านอนกอดกับสาวอยู่เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง” ใช่แล้ว ตอนนี้เขากำลังนอนกอดเธอไว้แน่ นอนตรงทุ่งหญ้าคัน ๆ นี่แหละ “ช่างหัวมัน ข้าไม่สน” “แล้วแต่”“ข้าไม่ได้มาแก้ตัว แล้วก็ไม่อยากแก้ตัวด้วย ข้าผิดเองเรื่องที่ปล่อยให้ตัวเองเมาจนไม่มีสติ แต่ว่า... ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ให้ข้าไปสาบานตรงไหนก็ได้ ข้าคิดว่านั่นคือเอ็ง ข้าขอโทษ ต่อจากนี้ข้าจะไม่กินให้เมาอีกแล้ว ข้าสัญญาจากนี้จนวันตายด้วยเกียรติของไอ้พาก” คนตัวใหญ่พูดอย่างหนักแน่นพร้อมชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว“จะไม่ได้ทำได้ไง สภาพน้าน้อยเป็นแบบนั้น”“ข้าไม่รู้ ยัยนั่นจงใจกุเรื่อง พวกเพื่อนเอ็งจัดการมันแล้ว” เป็นครั้งแรกที่กำนันเรียกน้าน้อยแบบนั้น ท่าจะโกรธจริง ๆ นั่นแหละ... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็โกรธมากเหมือนกัน“ถ้าเจ้าขาไปตบ จะว่าไรไหม”“ไม่ ไปตบเลย เดี๋ยวข้าคอยช่วย” เธอพูดเล่น ๆ แต่เขาก็เออออตามแบบจริงจัง“ข้าขอโทษ ให้อภัยข้าได้ไหม ขอโทษเอ็งจากใจ” จากที่นอน เขาก็ลุกขึ้นมาคุกเข่าแล้วยกมือ







