Masuk“ไม่ ตอนนี้ข้าเลิกงานแล้ว ไม่มีกระบี่ติดมือมาด้วย บ่าวรับใช้และองครักษ์ท่านมีมากมาย เหตุใดต้องรบกวนข้า” อู๋จือหน้าตึง
ฮัวหยางยกยิ้มมุมปาก
“อู๋จือ เรื่องคืนนั้น เจ้าโกรธข้ามากหรือ ”
มือปราบหญิงตาเหลือกรีบหันไปมองรอบกาย ครั้นไม่เห็นผู้ใดอยู่ใกล้ก็ขบกรามแน่น กัดฟันกรอดๆ “หุบปากเน่าๆ ของท่านซะ”
“แต่ว่าข้า...รู้สึกผิดมากเลยนะที่...”
อู๋จือผวาเข้ามายกมือปิดปากเขาแน่น จนฮัวหยางผงะ เขาพลันนึกขึ้นได้ว่านางเป็นคนมีพละกำลังมากจนเขาก็ยากต้านทาน
“ท่านจะพูดถึงอีกทำไม ข้าบอกแล้วว่าให้เก็บเอาไว้เป็นความลับ ไม่เช่นนั้นข้าจะเชือดคอท่านแล้วลากศพไปทิ้งข้างถนนเสีย”
ฮัวหยางถอยไปสองก้าว แสร้งยกมือกุมหน้าอก
“น่ากลัวเสียจริง เจ้าเป็นถึงมือปราบใหญ่ คิดจะทำร้ายร่างกายข้า นี่ข้าต้องทำเยี่ยงไร ”
พลันเขาก็เปลี่ยนท่าทีก็ชะโงกหน้าเข้ามาหานาง
“ระวังเถิด โทษของเจ้าหน้าที่ที่ทำความผิดหนักกว่าชาวบ้านเป็นสองเท่าเชียวนะ”
อู๋จือใบหน้าอึมครึมลงหลายส่วน นางยกนิ้วขึ้นชี้หน้าฮัวหยางด้วยความขัดเคือง...คนผู้นี้ช่างหน้าด้านเสียจริง คืนนั้นเป็นเขาแท้ๆ ที่รังแกนาง เจ้าโจรถ่อยต่ำทรามสกุลฮัว นางบอกแล้วว่าอย่าพูดถึงเรื่องคืนนั้น
“คุณชายฮัว ข้าเตือนท่านแล้วนะ”
“อืม...ได้...ที่ท่านมือปราบเตือน ข้าจำขึ้นใจแล้ว” ใบหน้าหล่อเหลาของเขายียวน
อู๋จือคิดอยากจะต่อยหน้าเขาสักหมัดสองหมัด
มือปราบหญิงฮึดฮัดสะบัดหน้าหนีออกมาจากอารามด้วยความหงุดหงิด เสียงฝีเท้าคนข้างหลังตามมาพร้อมด้วยเสียงหัวเราะพอใจ
‘เจ้าหมอบ้า! สมแล้วที่ไม่ออกมารักษาผู้อื่น แม้แต่ตัวเองก็ยังมีอาการโรคจิต อยู่เรือนชานเมืองรักษาตัวเองไปก่อนเถอะ’
คืนนั้นอู๋จือที่กลับมาจากศาลเจ้าก็หลับฝันย้อนกลับไป
ค่ำคืนนั้นอู๋จือลอบตามจางเจิ้งจีหัวหน้าหน่วยมือปราบของตนไปยังเรือนที่อยู่เลยสวนสาธารณะบึงหงส์ นางถูกสอนมาจากสำนักฝึกอบรมมือปราบเมืองหลวงให้รู้จักสังเกตและระแวงคนรอบข้าง ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว
ระยะนี้มีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ยังปิดไม่ลง นางที่บังเอิญออกมาจากบ้านในยามค่ำ เห็นหัวหน้าหน่วยของตนทำตัวลับๆ ล่อๆ ก็เลยตามไปดู หัวหน้าจางปีนเข้าไปในเรือนชานเมืองแห่งหนึ่ง
นางอ่านป้ายข้างหน้าเขียนไว้เพียง ‘ทำเพื่อใต้หล้า’ จึงไม่รู้ว่าเป็นเรือนของคนผู้ใด นางไม่กล้าผลีผลามกระโจนตามเข้าไป ได้แต่ซุ่มดักรออยู่ข้างนอก เวลาผ่านไปนานจนนางเริ่มร้อนใจ จึงได้กระโจนเข้าเรือนนั้น
ในเรือนกว้างเงียบเชียบราวกับไม่มีคนอาศัยอยู่ เดินผ่านจากห้องโถงไปยังห้องด้านข้าง ก็เห็นว่าบนโต๊ะมีเชิงเทียนส่องสว่าง
‘ตำราแพทย์ทั้งนั้น หรือว่านี่จะเป็นเรือนลับของสกุลฮัวที่ร่ำลือกัน’
นางรีบย่องเข้าไปห้องถัดไป พลันนางก็ถูกมือใหญ่คู่หนึ่งปิดปาก จากนั้นโลกก็มืดดับลง
อู๋จือตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางถูกคนจับมัดมือมัดเท้านอนอยู่บนเตียงใหญ่ บุรุษรูปงามจนชวนตะลึงแต่งกายด้วยชุดขาวปักลวดลายเถาวัลย์ดูแล้วทั้งสูงส่งและงดงาม ถือเชิงเทียนใหญ่มาที่โต๊ะกลางห้อง
“เจ้าจับข้าไว้ทำไม ข้าเป็นมือปราบนะ ข้าเห็นโจรกระโดดเข้ามาในบ้านเจ้า หวังจะเข้ามาช่วย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
คนผู้คนผินหน้ามาช้าๆ อู๋จือพยายามตั้งสติไม่ให้หลงใหลในใบหน้าอันหล่อเหลาเย็นชา เขาสาวเท้ามาใกล้เตียง แสร้งทำหน้าไขสือแล้วชะโงกมาจ้องตานางใกล้ๆ
“เจ้าเป็นมือปราบจริงหรือ ไม่ใช่ว่าเป็นโจรที่คิดจะเข้ามาค้นหาทรัพย์สมบัติในเรือนข้าหรือไร ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ มีโจรถ่อยมากมายบุกเข้ามานับไม่ถ้วน ทุกคนล้วนแต่อ้างเหมือนเจ้า ถ้าข้าเชื่อ ข้าก็คงไม่ควรจะชื่อฮัวหยางแล้ว”
อู๋จือชะงัก “ฮัวหยาง คุณชายใหญ่สกุลฮัว”
“ใช่ เจ้าก็รู้จักชื่อข้านี่ ยังจะคิดหลอกลวงข้าอีก ดูจากชุดของเจ้าก็ไม่มีตรงไหนที่แสดงว่าเจ้าเป็นมือปราบเลยสักนิด”
ท่านหมอฮัวหยาง บุรุษหนุ่มผู้มีรูปงามดุจเทพเซียนแต่น้อยคนนักจะได้เห็น ร่ำลือกันว่าเขาเก็บตัวอยู่ในเรือนลับ ตั้งหน้าตั้งตาคิดค้นยาลูกกลอนในการรักษาโรคเพื่อนำไปวางจำหน่ายในร้านค้าสกุลฮัวทั่วทั้งห้าแคว้น ร้านค้าสกุลฮัวไม่เพียงมีนักจัดยาฝีมือดี แต่ยังมียาลูกกลอนหลายสูตรที่ท่านหมอฮัวหยางเป็นผู้คิดค้นขึ้น ได้รับความนิยมจนสร้างรายได้ให้สกุลฮัวอย่างมหาศาล ถึงกับเล่าลือกันว่าความร่ำรวยของสกุลฮัวติดอันดับหนึ่งในยี่สิบของเมืองหลวง
คุณชายใหญ่แห่งตระกูลมั่งคั่งผู้นี้ปฏิเสธการแต่งงานมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่สตรีในตระกูลขุนนางก็ยังอยากแต่งงานกับเขา จนเกิดข่าวลือว่าเขาทดลองสูตรยามามากจนไม่อาจจะทำกิจอย่างบุรุษได้
“ข้าไม่ใช่โจรหรือขโมยจริงๆ นะ ตรามือปราบของข้าอยู่ในสาบเสื้อ ถ้าไม่เชื่อเจ้าก็มาล้วงดูเองสิ”
ฮัวหยางหรี่ตาลง มองดูหญิงสาวใบหน้ามอมแมมตรงหน้า “เจ้าคงไม่เคยได้ยินว่าชายหญิงไม่ควรชิดใกล้ เจ้าคิดจะลวงข้าให้ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของเจ้า มิใช่ว่าในนั้นมีผงสลบหรอกหรือ ”
อู๋จือพ่นลมหายใจด้วยความโมโห “ข้าเห็นหัวหน้ามือปราบจาง กระโดดเข้ามาในเรือนของเจ้าจริงๆ เจ้าปล่อยเขาออกมาสิ เขายืนยันได้ว่าข้าเป็นมือปราบเพราะเขาเป็นหัวหน้าของข้า”
“เสียใจด้วย ตอนนี้มือปราบจางกลับไปแล้ว”
อู๋จือตาแทบถลน “กลับไป! กลับไปไหน ข้ารอเขาอยู่ข้างนอกประตูเรือนเจ้าตั้งนาน ไม่เห็นแม้แต่เงา”
ฮัวหยางหยักยิ้มมุมปาก “ก็ออกไปทางหน้าเรือนใหญ่ของเข้าน่ะสิ เจ้าตามเขามาทางประตูเล็กด้านหลัง ย่อมไม่เห็นเขาแน่”
“ถ้างั้น เจ้าปล่อยข้า ข้าจะล้วงเอาป้ายประจำตัวออกมาให้เจ้าดู ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่นี่คือบ้านของสกุลฮัว และข้าก็ไม่เคยคิดจะขโมยของของผู้อื่น”
“ให้ปล่อยเจ้าน่ะหรือ คงไม่ได้หรอก”
“เจ้าบ้า! เจ้าจับข้ามัดไว้แบบนี้ไม่ได้นะ ข้าเป็นคนของทางการ กำลังปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร”
ชายหนุ่มรูปงามยิ้มน้อยๆ ใบหน้าของเขาที่คลี่ยิ้มทำเอาอู๋จือหยุดหายใจไปชั่วขณะ คนผู้นี้ร้ายกาจนัก แค่เพียงยิ้มก็สามารถจะหยุดลมหายใจผู้อื่นได้
“ถ้าอยากให้ข้าช่วย เจ้าต้องรับปากข้าอย่างหนึ่ง”
“รับปาก ได้! ขอเพียงไม่ให้ข้าทำเรื่องผิดกฎหมายและไม่ผิดศีลธรรม ข้ายินดีรับปาก”
ฮัวหยางหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์ “แค่...แค่ช่วยข้าทดลองยา”
“ยาของเจ้า คงไม่ใช่ยาพิษหรอกนะ ”
“ไม่ ไม่อันตรายจนบาดเจ็บ พิการ หรือถึงแก่ชีวิตอย่างแน่นอน เจ้าเป็นมือปราบนะ ถ้าข้าทำให้เจ้าเป็นอันตราย ข้าก็ต้องโทษประหารสิ ชีวิตข้าล้ำค่าขนาดนี้คงไม่เอาไปเสี่ยงหรอก”
ท่านหมอรูปงามมองใบหน้าคมเข้มของมือปราบหญิงแล้วอมยิ้ม คนตรงหน้าเขาอาจจะดูเผินๆ ก็หน้าตาธรรมดาแต่พอมองใกล้ๆ พินิจพิจารณาผ่านความมอมแมมไป หญิงสาวคนนี้นับว่าหน้าตาน่ารักมาก
“มาๆ ลุกขึ้นมานั่งก่อน”
ฮัวหยางขยับเข้ามาใกล้ ประคองอู๋จือให้ลุกขึ้นเอาหลังพิงหัวเตียง เขาหยิบเอายาเม็ดลูกกลอนจากกล่องเล็กๆ สีดำบนโต๊ะมาอมเอาไว้ หันไปประคองท้ายทอยของหญิงสาวแล้วก้มลงประกบริมฝีปากกับนาง ใช้ลิ้นผลักเอายาเม็ดนั้นให้อู๋จือกลืนเข้าไปก่อนจะฉวยโอกาสจูบมือปราบหญิงด้วยความคึกคะนอง
อู๋จือนิ่งอึ้งด้วยความคาดไม่ถึง นางนั่งตะลึง ปล่อยให้ฮัวหยางดูดเม้มริมฝีปากของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก็เริ่มดิ้นและส่ายหน้าหนี
“เจ้าคนถ่อย นี่มันจูบแรกของข้านะ!” นางกลืนยาเม็ดนั้นลงไปแล้วก็ร้องด่าฮัวหยางออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เจ้าทำบ้าอันใดกับข้า ” มือปราบหญิงตะคอก ในใจนางนึกอยากจะคว้ากระบี่มาแทงร่างของคนตรงหน้าสักยี่สิบสามสิบครั้ง ทว่ามือและขาของนางยามนี้กลับถูกพันธนาการเอาไว้แน่น
...เสียดายหน้าตาหล่อเหลาสูงส่งนี้เหลือเกิน...
ฮัวหยางถอยออกจากหญิงสาวพอสมควร เขาเองก็ตกใจที่ตนเองนึกอยากจะจูบผู้หญิงตรงหน้า ความจริงแค่ป้อนยาเม็ดนั้นให้นางก็พอแล้ว แต่นี่ เขากลับรู้สึกอยากจะสัมผัสริมฝีปากของนาง
“เจ้ารับปากเองว่าจะช่วยข้าทดลองยา โดยที่ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายและไม่ได้ผิดศีลธรรม”
“เจ้าล่วงเกินข้า นี่มันผิดศีลธรรมนะ”
“เจ้าบอกว่าเป็นมือปราบก็แสดงว่าเจ้ายังไม่แต่งงาน ส่วนข้าก็ยังไม่แต่งงาน ยังไม่หมั้นหมาย และไม่มีอนุ ดังนั้น เราสองคนจูบกันก็ถือว่าไม่ผิดทั้งกฎหมายและไม่ผิดศีลธรรม”
“ท่านย่า นี่ท่านดีดลูกคิดรางแก้วเอาไว้หมดแล้วหรือขอรับ” “แน่นอนสิ ก็ข้าเป็นแม่ค้านี่” ฮัวหยางพยักหน้ารับ “ขอรับ ถ้าอย่างนั้น ทุกอย่างก็แล้วแต่ท่านย่าจะเห็นสมควร ขอแค่อย่าทำให้จือจือของข้าลำบากมากนักก็พอแล้วขอรับ” “แหม คำก็จือจือ สองคำก็จือจือ พอเจ้ามีภรรยาก็ลืมย่าไปเสียแล้ว” “ท่านย่าขอรับ ช่วงนี้ข้าขอกลับไปพักที่เรือนปรุงยานะขอรับ จะได้คิดค้นยาสูตรใหม่ออกมา ต่อไปข้าคงมีลูกหลายคน ต้องเตรียมเงินไว้เลี้ยงดูพวกเขาอีกไม่น้อย” คนเป็นย่าหัวเราะอย่างรู้ทัน “นี่ถ้าย่าไม่อนุญาต เจ้าก็คงจะขาดใจตายก่อนงานแต่งมาถึงกันพอดี” ฮัวหยางปิดเรือนปรุงยาเพื่อคิดค้นยาอย่างใหม่ ทว่าในตอนกลางดึกกลับมีบุรุษแต่งกายด้วยชุดดำปิดบังหน้าตาลอบเข้ามาในเรือนของเขา ท่านหมอหนุ่มที่สวมเพียงเสื้อคลุมไว้หลวมๆ นอนรออยู่บนเตียงใหญ่อันใหม่ใช้สองมือประสานอยู่หลังศีรษะ ยิ้มหวานรอให้เจ้าหัวขโมยเข้ามาใกล้ “คราวหน้าไม่ต้องแต่งตัวลึกลับอย่างนี้ก็ได้ ข้าเปลี่ยนคนรับใช้เฝ้าเรือนเป็นชุดใหม่ที่ไว้ใจได้แล้ว ไม่มีคนคายความลับเราสองคนแน่” คนในชุดดำในเ
ฮัวหยางแตะชีพจรของนางอยู่ครู่หนึ่ง “แข็งแรงมากทีเดียว ยาของข้าต้องได้ผลดีอยู่แล้ว” อู๋จือหัวเราะออกมา นึกถึงยาบำรุงร่างกายที่เขาหลอกให้นางกินเข้าไป “ต่อไป ท่านคงต้องปรุงยาคลอดง่ายให้ข้าแล้วล่ะ ข้าได้ยินมาว่าคนที่คลอดลูกจะเจ็บปวดแทบปางตาย บางคนเบ่งอยู่หลายวัน เด็กก็คงไม่ออกมา ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ข้าจะไม่ขาดใจตายไปหรอกหรือ ” ชายหนุ่มลูบหลังหญิงคนรัก “เจ้าสบายใจได้ ข้าจะปรุงยาให้เจ้ามีกำลังเบ่ง คลอดลูกคนนี้ออกมาอย่างไม่ทรมานเอง” อู๋จือยื่นหน้ามาจูบแก้มฮัวหยาง “ขอบคุณ คุณชายใหญ่” “เลิกเรียกแบบนี้ได้แล้ว ต่อไปเจ้าต้องเรียกว่าพี่หยาง เจ้าใจหรือไม่ ” สองหนุ่มสาวกอดจูบกันในรถม้าอย่างมีความสุข กระทั่งถึงสำนักมือปราบ บ่ายวันนั้นแม่สื่อก็รีบร้อนไปยังบ้านสกุลอู๋เพื่อทาบทามอู๋จือให้กับคุณชายใหญ่สกุลฮัว อู๋ฮูหยินรีบเอาใบเกิดมาส่งให้แม่สื่อ “บุตรสาวท่านช่างวาสนาดีนัก ได้แต่งเข้าเป็นสะใภ้ใหญ่สกุลฮัวเสียด้วย บุตรสาวเศรษฐีและขุนนางที่รู้ข่าว ป่านนี้คงพากันปาดน้ำตากันเป็นแถวๆ ข้าได้ยินว่าสามีของท่านคือสหายเก่าของนายท่านฮัวใช
พลัวะ! “โอ๊ย! มือปราบใจร้าย นี่เจ้าคิดจะฆ่าสามีหรือ ” “ท่านน่ะสิ หมอชั่ว หลอกให้ข้ากินยาพวกนั้น บอกว่าเป็นยาป้องกันการตั้งครรภ์ ที่ไหนได้กลายเป็นยาบำรุงร่างกายให้พร้อมตั้งครรภ์ ข้าหลงเชื่อท่านอยู่ตั้งนาน” ฮัวหยางรวบมืออู๋จือเอาไว้ “ก็ร่างกายเจ้าไม่สมบูรณ์ ยากจะมีบุตร หากข้าไม่ให้เจ้ากินยาบำรุงอย่างต่อเนื่องก็ตั้งครรภ์ยากน่ะสิ แล้วก็ลงแรงไปตั้งเยอะ จะปล่อยให้สูญเปล่าได้อย่างไร ” ใบหน้าของอู๋จือแดงก่ำเมื่อเขาพูดถึงเรื่องลงแรง “นี่หากข้าตั้งครรภ์แล้วไม่ได้แต่งงานจะไม่ขายหน้าแย่หรือ ” “ข้าไม่ยอมอยู่แล้ว เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ ” น้ำเสียงคนถามกระเส่า “อือ...” อู๋จือครางรับเมื่อฮัวหยางดูดใบหูของนาง “พอถึงบ้านเจ้า ให้ข้าพูดกับท่านน้าเองก็แล้วกัน” เขาพึมพำ รถม้าคันใหญ่จอดที่หน้าประตูบ้านครอบครัวอู๋ น้องชายคนเล็ก อู๋เหอตี้มองเห็นพี่สาวมาพร้อมกับคุณชายใหญ่ฮัวก็ยิ้มหน้าบานวิ่งเข้าไปเกาะแขนของฮัวหยาง อู๋จือถลึงตาใส่น้องชาย “คุณชายใหญ่ฮัว พี่จือจือ พวกท่านมากันเสียที” “เสี่ยวเหอตี้ เจ้าไปคุ้นเคยสนิทสนม
“ข้าไม่ยอมให้เหลนของข้าต้องไปใช่แซ่ผู้อื่นแน่นอน ในเมื่อบ้านสกุลอู๋ไม่ยินยอมให้อู๋จือแต่งเป็นอนุภรรยา เราจะทำเช่นไร ” “ท่านแม่ขอรับ นี่เป็นเล่ห์เหลี่ยมของหลานชายคนโตของท่าน เขาจงใจทำให้นางตั้งครรภ์เพราะคิดจะให้เรายอมรับ” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วมองหน้าบุตรชาย “เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้ว” “ขอรับ เดิมทีอู๋จือเป็นสตรีที่ร่างกายไม่เหมาะกับการมีบุตร แต่เสี่ยวหยางที่ชอบนางก็ได้ปรุงยาและหลอกให้นางทาน โดยหลอกนางว่าเป็นยาป้องกันการมีบุตร เขาตั้งใจให้นางตั้งครรภ์เพราะรู้ว่าท่านแม่อยากมีเหลนมาก” “เสี่ยวหยางร้ายจริง กล้ามาหลอกลวงข้า” “อันที่จริงก็ไม่ใช่หลอกหรอกขอรับ เขาชอบอู๋จือมาพักใหญ่แล้ว คดีของหายเขาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของหลานสองคนแต่ก็เอาอู๋จือเข้ามาในคฤหาสน์อ้างว่าเพื่อให้สืบคดี และยังพานางไปเป็นองครักษ์อีก ข้าให้คนสืบดูจึงรู้ว่าเขาคิดไม่ซื่อกับนางตั้งแต่แรก สุดท้ายทั้งสองใจตรงกัน เสี่ยวหยางก็เลยรวบรัดเพื่อให้นางรีบตั้งครรภ์” ฮูหยินผู้เฒ่ายกยิ้มมุมปาก “เจ้าหลานตัวดี ข้าจะทำเช่นไรกับเรื่องนี้ดี ” “ท่านแม่ขอรับ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าย
ฮัวหยางกลับถึงคฤหาสน์ก็กลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับ เมื่อวานท่าทีของท่านย่าก็เหมือนจะให้อู๋จือเป็นเพียงอนุภรรยาของเขา ชายหนุ่มต้องลุกขึ้นมานั่งจิบสุราพลางคิดหาวิธีจะเกลี้ยกล่อมฮูหยินผู้เฒ่า พ่อบ้านใหญ่เห็นแสงไฟในเรือนนอนของฮัวหยางยังไม่ดับก็เรียกบ่าวรับใช้มาถาม พอได้ยินว่าคุณชายมีเรื่องไม่สบายใจก็รีบไปรายงานให้คหบดีฮัวทราบ “เห็นว่าเสี่ยวหยางเพิ่งกลับมาจากบ้านอู๋จือ ทางโน้นคงจะตัดไมตรีมาแล้ว คอยดูก็แล้วกันว่าลูกจอมวางแผนของข้าจะทำเช่นไร ” เช้าวันรุ่งขึ้น ฮัวหยางตรงไปบ้านสกุลอู๋อีกครั้ง อู๋ฮูหยินเห็นเขาเข้าก็นึกประหลาดใจ “คุณชายใหญ่ฮัว เมื่อคืนข้ายังพูดไม่ชัดเจนพออีกหรือ ” “ชัดเจนมากขอรับ แต่ข้าคงจะยอมรับไม่ได้ ข้าขอพบจือจือสักหน่อยเถิด” “ท่านเรียกลูกสาวข้าสนิทสนมเกินไปแล้ว ทำเช่นนี้ คนที่ไม่รู้จะคิดว่าท่านกับนางมีใจต่อกันนะ” “อันที่จริงก็มีนี่ขอรับ ข้าว่าท่านเองก็คงดูออก” “คุณชายใหญ่ฮัว ท่านคิดจะทำลายชื่อเสียงลูกสาวข้าหรือ ” “ข้าชอบนาง ปรารถนาจะแต่งงานกับนาง ไหนเลยจะยอมให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ตอนนี้ที่บ้า
“ท่านถอดชิ้นไหนก็ต้องจูบตรงนั้นด้วยนะเจ้าคะ” ชายหนุ่มตาลุกวาว “ได้ ข้าคงได้จูบเจ้าทั้งตัวแน่วันนี้”“ต่อไป ข้าไม่ยอมให้ท่านไปอาบน้ำกับสตรีอื่น ท่านจำคำพูดของข้าเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ”“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ต้องให้ข้าเป็นคนแรกและคนสุดท้ายของเจ้าด้วย” ฮัวหยางพึมพำ อยู่ที่ท้องน้อยของนาง เมื่อกางเกงขายาวของมือปราบหญิง หล่นไปกองอยู่ที่พื้นฮัวหยางประคองนางลงในอ่างอาบน้ำ กลิ่นหอมอบอวลของน้ำอบและกลิ่นของกำยานทำให้สองหนุ่มสาวอยู่ในภวังค์อันหวานละมุน พออาบน้ำเสร็จ ชายหนุ่มร่างกายถูกเตรียมพร้อมก็กระซิบกระเส่า“พอแล้วล่ะ เราไปที่เตียงกันเถอะ” น้ำเสียงของฮัวหยางร้อนรน“ฮัวหยาง ข้าอยากจะลงโทษท่านที่กล้าพูดคุยกับคุณหนูเสิ่นต่อหน้าข้า อุ้มข้าไปที คนอย่างท่านต้องถูกทารุณเสียบ้าง”ท่านหมอหนุ่มรีบลุกจากอ่างน้ำไปดึงเอาผ้ามาซับตัวแล้วดึงเสื้อคลุมมาสวม เมื่ออู๋จือลุกขึ้นยืนกระมิดกระเมี้ยน เขาก็เอาผ้าผืนใหญ่มาพันตัวนางแล้วอุ้มไปที่เตียงนอนขนาดใหญ่มีมุ้งโปร่งบางสีขาวคลุมอยู่มือปราบหญิงถูกจับคว่ำหน้า ใบหูบางถูกคนข้างหลังใช้ลิ้นลากไล้ไปเบาๆ ก่อนจะดึงผ้าผืนนั้นลงทีละนิด แผ่นหลังของคนผอมบางถูกริมฝีปากและฝ่ามือของฮ







