LOGIN
บทที่ 1
ล่าเจียวที่แปลว่าพริก
เสียงพูดคุยต่อราคาระหว่างพ่อค้าแม่ขายกับลูกค้าดังเข้าสู่โสตประสาทหู สายตามองเห็นควันไฟจากร้านเป็ดย่างฝั่งซ้าย จมูกได้กลิ่นหอมฉุยของร้านติ่มซำทางฝั่งขวา ตรงกลางทางเดินที่เท้าเล็ก ๆ กำลังย่ำมีทั้งรถม้าและคนสวนทางกันไปมา
แม้จะต่างยุคต่างสมัยที่จากมาหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของภาษา ยานพาหนะและการแต่งกายของผู้คน ทว่าบรรยากาศของทั้งสองสถานที่กลับให้อารมณ์ไม่ต่างกันนัก
ตึก!
ตะกร้าไม้สานใบใหญ่ถูกวางไว้บนแผงลอยขายผักเยื้องกับร้านเป็ดย่าง แม่ค้าที่กำลังจัดเรียงสิ่งของอยู่เงยหน้าขึ้นมอง
“อาอี๋ [1] ข้าเหมาพริก”
เสียงใสของลูกค้าสาวตัวเล็กพร้อมทั้งความต้องการที่จะเหมาพริกทั้งตะกร้าทำให้แม่ค้าถึงกับพิจารณาสาวน้อยใหม่
“ยาโถ [2] พริกสวนนี้เผ็ดนักแล หมดตะกร้านี้กินได้ทั้งตระกูลเลยนะ”
แม้จะดีใจที่มีคนมาเหมาสินค้าตั้งแต่หัววัน แต่ด้วยความเป็นแม่ค้าที่ดีจึงเอ่ยเตือนเอาไว้ก่อน
“ยิ่งเผ็ดยิ่งดีเจ้าค่ะ ข้าชอบ”
“ซื้อไปเยอะขนาดนี้ที่จวนจัดงานใหญ่หรือ”
หญิงสาวตัวเล็กส่ายหน้า “เปล่าเจ้าค่ะ ข้ากินเองทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ”
คำตอบของนางเรียกอารมณ์ขบขันจากแม่ค้าได้ดีนัก สุดท้ายก็จัดการเอาพริกใส่ตะกร้าแล้วคิดเงิน
“เช่นนั้นอาอี๋ไม่ขัดศรัทธาก็ได้ ทั้งหมดคิด 5 อีแปะ”
หญิงสาวตัวเล็กไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองอยู่แล้ว ยื่นเงินอีแปะให้แม่ค้าแล้วเอื้อมมือไปหยิบตะกร้าแบกขึ้นกลางหลัง ร่างเล็กซวนเซเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักของตะกร้าหนักกว่าที่คิดเอาไว้
“แล้วจะแวะมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าคะ”
“ขอบใจนะยาโถว วันนี้อาอี๋ได้กลับบ้านเร็วขึ้นหน่อย”
คำพูดของอาอี๋ที่ไล่มาตามหลังทำให้มุมปากเล็กจิ้มลิ้มผุดรอยยิ้มดีใจที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คน ๆ หนึ่งกลับบ้านเร็วขึ้น ช่วยให้คน ๆ หนึ่งทำหน้าที่ให้จบลงในแต่ละวันได้ เพื่อที่พรุ่งนี้เช้าจะได้ลุกขึ้นมาฮึดสู้ใหม่ ทำงานหาเลี้ยงชีพของตัวเองต่อไป
มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ หากไม่ยอมปรับตัวไปตามธรรมชาติก็จะตายไปตามธรรมชาติ ผู้เอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก คนผู้นั้นคือผู้ที่แข็งแกร่ง
อันตัวข้าเองไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ติดอยู่ในคอมฟอร์ดโซนมาทั้งชีวิตจะยังเอาตัวรอดได้มาถึงทุกวันนี้ ในโลกที่ทุกคนสามารถเหอะเหินเดินอากาศได้ สามารถพรางกายซ่อนตัวได้โดยไม่ต้องมีผ้าคลุมล่องหน
แม้ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้แบบนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ดูซีรีส์จีนเลยแบบข้า มันก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ได้ไม่น้อย
ที่นี่คือโลกของจีนโบราณ ครั้งแรกที่ข้ามาเยือนยังโลกแห่งนี้ก็เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุขัยของร่างเพียงแค่ 15 หนาว เท่านั้น แต่ตอนนี้กลายเป็นเด็กสาววัย 17 หนาว นามว่าล่าเจียว สาวน้อยผู้ที่มีหน้าตาไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ว่าจดจำไม่ได้เลย ดวงตากลมโต รูปร่างเล็กกะทัดรัดติดจะมีเนื้อหนังอยู่หน่อย ๆ ตามประสาคนกินเก่ง
ชีวิตในโลกที่จากมากับชีวิตในปัจจุบันของข้าย่อมมีหลายสิ่งที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันของคนทั้งคู่ก็คือมีครอบครัวที่ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวมากนัก
ล่าเจียวไม่ได้เกิดเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ เป็นบุตรสาวคนโตของสตรีคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องเข้าสถานศึกษา แต่อ่านออกเขียนได้เพราะมีบิดาที่มีฐานะจ้างอาจารย์สอนสั่งมาตั้งแต่เด็ก
ชีวิตในแต่ละวันของข้านอกจากตระเวนกินพริก ทำงานหาเงินซื้อพริก ก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำเป็นชิ้นเป็นอัน
ข้าค่อนข้างจะชอบชีวิตของล่าเจียวมากเลยทีเดียว สิ่งที่เสียดายมีอยู่แค่หนึ่งอย่างเท่านั้น คือครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งสี่คน
“เฮ้อ~ท่านพ่อกับเจ้าน้องชายทำอะไรกันอยู่นะ ได้แต่คิดถึง คิดแต่ไม่ถึง”
เมื่อกล่าวถึงบิดาและน้องชาย ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มพลันเศร้าหมองลงนิดหนึ่ง แต่สักพักนางก็สะบัดหน้าไล่อารมณ์ความนึกคิดที่ไม่ดีต่อจิตใจออกไป
“ช่างเถอะ! อย่างไรพวกเขาก็กินดีมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว ส่วนเราไปหาอะไรกินดีกว่า”
[1] อาอี๋ (阿姨) หมายถึง คุณป้า
[2] ยาโถว (丫头) หมายถึง คำเรียกเด็กสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน
บทที่ 130 ส้มส้มโต้วฟุพาภรรยากลับจวนตระกูลไช่ทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดให้นางโดยไม่เรียกใช้สาวใช้ การกระทำนี้ทำเอาล่าเจียวมีความรู้สึกว่าเขากำลัง ‘ทำดีหวังผล’“พูดมาเถิดเจ้าค่ะฟูจวิน เอาใจข้าเช่นนี้กำลังห(จบวังผลอยู่ใช่หรือไม่”มือที่กำลังนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นางอยู่ชะงัก ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มสมใจที่ต่อให้ล่าเจียวไม่หันไปมองก็รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรอยู่“ต่อให้วันนี้จะได้รับชัยชนะมา แต่ตามเนื้อตามตัวเจ้ามีรอยฟกช้ำแถมมาด้วย ฟูจวินเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”คนที่สนับสนุนให้นางเดินทางสายจอมยุทธ์นักประลองมีเพียงล่าซูซูเท่านั้น วันนี้มารดาของนางไม่ได้มาชมการประลองด้วยเพราะฮุ้ยจื้อมีสอบหน้าพระที่นั่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ล่าเจียวประลองยุทธ์ ต่อให้บิดามารดาไม่มาให้กำลังใจนางก็พอเข้าใจได้“กำลังจะขอให้ข้าเลิกการประลองยุทธ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ล่าเจียวเข้าสู่สายจอมยุทธ์มาได้สองปีแล้ว ประลอง 12 ครั้งชนะรวด ใช้ทั้งอาวุธธรรมดาไปจนถึงท่าไม้ตาย‘ไม้ตาย’ ที่ว่าเป็นการแช่แข็งตัวคู่ต่อสู้ให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ นานทีนางจะแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้คน ถือว่าเป็นจุดขายที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าชมเต็มทุกรอบ สร้างรายได้ให
บทที่ 129เมื่อห้าปีผ่านไปทุกคนมีสิ่งที่ต้องการทำในอนาคต ฮุ้ยจื้อเตรียมตัวสอบขุนนางในปีนี้ โต้วฟุเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลไช่แทนไช่หลุนซึ่งจะต้องรับตำแหน่งผู้นำเมืองตงไฮ้ต่อจากบิดา ส่วนล่าเจียวนั้น...“และผู้ชนะในวันนี้ก็คือเถี่ยล่าเจียวเจียว~”“เฮ!”เป็นจอมยุทธ์สาวผู้เลื่องชื่อ!เมื่อประกาศชัยชนะ เสียงผู้คนโดยรอบก็เฮสนั่นด้วยสมใจเป็นอย่างยิ่ง นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเถี่ยล่าเจียวเจียว จอมยุทธ์สาวที่สามารถแช่แข็งคู่ต่อสู้ได้ด้วยการซัดลมปราณใส่“เฮ ท่านแมะ…” คำว่า ‘แม่’ หายไปในทันทีเมื่อถูกมือใหญ่ของผู้เป็นบิดาปิดปากเอาไว้ใบหน้างดงามกระซิบลงข้างหูเล็กของบุตรชายที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาถึงเจ็ดส่วน“ถังถั่ง อยู่ตรงนี้เรียกแม่ไม่ได้นะ”เด็กน้อยวัยสี่หนาวเชื่อฟังบิดายิ่งแล้ว ยกมือเล็กปิดปากตนเองไว้ พยักหน้าเชื่อฟังบิดาแต่โดยดี“ขอรับ ถังถั่งจะไม่เรียกว่ามะ…จอมยุทธ์เจียวเจียวเก่งที่สุดเลย”โต้วฟุเอ็นดูลูกน้อย หอมแก้มซาลาเปาฟอดใหญ่ แววตาที่มองร่างเล็กจ้อยมีแต่ความรักใคร่ฉายอยู่ในนั้น“เก่งมาก ให้กำลังใจเจียวเจียวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเจียวเจียวก็ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นถังถังจะเรียกเสียง
บทที่ 128คุณสามีคุณภรรยาเช้านี้เป็นเช้าแรกที่ล่าเจียวรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมานั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากขยับร่างกายเยอะ ด้วยเมื่อคืนเพิ่งผ่านประสบการณ์สุดวาบหวามกับสามีเขาไปหาเวลาศึกษาท่วงท่ามาจากไหน เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้“ตื่นแล้วหรือ…ฟอด~”ถามภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ แขนแกร่งสอดเข้ากับเอวเล็กดึงนางเข้ามาใกล้มากขึ้น แนบกายเปลือยเปล่าเข้ากับร่างบาง ก่อนที่จะจุมพิตบนเปลือกตากลมโต“เหนื่อยเจ้าค่ะ”ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังร่างกายท่อนบนของเขา หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางก็คงไม่ทราบว่าภายใต้อาภรณ์เนื้อดีนั้นมีมัดกล้ามแข็งแกร่งซ่อนอยู่ที่สำคัญคือเขายังโตได้อีก ไม่อยากจะคิดสภาพตัวเองเมื่อถึงยามนั้น ยามค่ำคืนที่เขา…“หน้าแดงเชียว คิดอะไรทะลึ่งอยู่ใช่หรือไม่”โดนเขาจับได้ไม่พอยังโดนอีกฝ่ายพลิกตัวให้ขึ้นมานอนบนร่าง ล่าเจียวหลุดเสียงกรี๊ดออกมาแผ่วเบา แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเมื่อโดนริมฝีปากของสามีกลืนกินเสียงไปทั้งหมดแล้วเช้าวันนี้คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ทำกิจกรรมบนเตียงกันต่อโดยไม่สนใจเลยว่าหน้าเรือนหอนั้นกำลังมีบ่าวรับใช้ถืออ่างน้ำรออยู่ ติงตงที่มาหาเจ้านายแต่เ
บทที่ 127วิวาห์สายฟ้าไม่ฟาด“หนึ่ง....คำนับฟ้าดิน สอง....คำนับบิดามารดา สาม....คำนับกันและกัน ส่งตัวเข้าห้องหอ!”เพียงจบประโยคนี้เท่านั้นล่าเจียวก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวถูกพาตัวมาในห้องหอรอเจ้าบ้านร่ำสุรากับแขกเหรื่อ ปรกตินางไม่สวมเครื่องประดับหนักศีระอยู่แล้ว เมื่อสวมมงกุฏเจ้าสาวน้ำสามกิโลกรัมพลันมีความรู้สึกว่า…หัวจะแตกวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม หนักเว้ย!ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง~“อันใดกัน บ่าวสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลย มีคนมาก่อกวนแล้วเช่นนั้นหรือ”สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกเลือกให้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยคนใหม่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงนการละเล่นอีกอย่างหนึ่งในพิธีแต่งงานคือการก่อกวนห้องหอของบ่าวสาว ทว่าตอนนี้เจ้าบ่าวยังไม่ได้เข้าห้องหอก็มีคนมาคอยแกล้งแล้ว หากสาวใช้นางนี้จะรู้สึกแปลกใจก็ไม่ผิดหรือเกอเกอสั่งให้คนมาแกล้งไปตามธรรมเนียมก่อน เข้าห้องหอจริง ๆ จะได้ไม่่โดนขัดจังหวะล่าเจียวเพิ่งมาตกผลึกได้ว่าสามีป้ายแดงของนางนั้นเจ้าเล่ห์ชอบวางแผนเป็นที่สุด เขาตบตาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านย่าของเขา การที่นางได้เข้าพิธีแต่งงานกับเขาในวันนี้แท้จริงแล้วคือความมุมานะของเขาทั้งส
บทที่ 126 สิ่งที่อยากจะทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกับแขกเหรื่อเสร็จ ญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุและล่าเจียวก็ทำการพูดคุยเรื่องพิธีสำคัญที่เชื่อมสองตระกูลเอาไว้ด้วยกัน ส่วนเจ้าของงานทั้งสองคนนั้นได้เดินจับมือกันมานั่งเล่นที่เรือนไผ่ สถานที่โปรดของคนทั้งสอง“เกอเกอรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ กับการเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดเอาไว้”โต้วฟุยิ้ม เอ่ยตอบอย่างที่ใจรู้สึกมาตลอด“รู้สึกดีเป็นที่สุด เรื่องดีของการได้สวมกวานแล้วคือแต่งเจ้าเข้าจวนได้ ตรงข้ามกัน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองข้างหนักมาก”ล่าเจียวพยักหน้าเข้าใจไม่แปลก กิจการร้านค้าเยอะขนาดนี้แต่ช่วยกันดูแลไม่กี่คนเท่านั้น หรือข้าจะต้องมีลูกให้เขาเยอะ ๆ แต่ว่าหากมีลูกเยอะแล้วจะแย่งสมบัติกันเองไหมนะท่าทางครุ่นคิดของล่าเจียวทำหว่างคิ้วทั้งสองมุ่นเข้าหากัน โต้วฟุจึงยื่นมือไปช่วยคลายปมตรงหว่างคิ้วให้“คิดอันใดอยู่ เหตุใดทำหน้าเครียดเชียว”“อ้อ แค่กำลังคิดเจ้าค่ะว่าจะมีบุตรให้ท่านกี่คนดี ต้องสอนลูกอย่างไรลูกถึงจะได้ไม่ทะเลาะกัน”นางก็วางแผนถึงอนาคตของเราหรือนี่“สองคนดีหรือไม่ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง บ
บทที่ 125สวมกวานครั้งแรกสามเดือนผ่านไปพิธีการที่โต้วฟุเฝ้ารอมาตลอดสุดท้ายก็มาถึง โดยปรกติแล้วฝ่ายชายมักรอฝ่ายหญิงปักปิ่น มีเพียงล่าเจียวเท่านั้นที่รอฝ่ายชายเข้าพิธีสวมกวานในห้องโถงยามนี้มีญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุอยู่รายล้อม ล่าเจียวและครอบครัวตระกูลช่านได้รับเกียรติให้อยู่ในพิธีการนี้ด้วย ผู้ที่จะทำการสวมกวานให้แก่โต้วฟุคือเจ้าเมืองไช่ช่านจิ่งผู้เป็นบิดา“คุณชายเล็กมาถึงแล้ว”ทุกคนอยู่ในความสงบ สายตามองไปยังประตูรอรับการมาของเจ้าของงานในวันนี้ ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าปักเย็บเป็นลวดลายเต่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลไช่ไม่นานร่างสูงในชุดสีดำปักดิ้นลายเมฆาก็ได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงเต็มร่าง ดวงตาคู่งามกวาดสายตามองคนในห้องโถง“เจอแล้ว” ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่สตรีใบหน้าน่ารักในชุดสีชมพูอ่อนดูน่ารักสมวัยเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมา ล่าเจียวก็ส่งยิ้มหวานให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเจินที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตามองไปทางอื่นเพียงแค่นึกถึงถ้อยคำด่ากราดอย่างรุนแรงของพี่สาวเมื่อสองเดือนก่อน ใจก็ร้อนรุ่มดังถูกไฟสุม ยามนั้นนางมาหาพี่สาวที่จวนตระกูลไช่เพราะได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าคุณชายเล็กมีคู่หมายอย่างเป็นทางการ







